Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

‘ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก’ เผย ไม่มีปัญหากับ ‘หมู พิมพ์ผกา’ ยัน!! ไม่กระทบความสัมพันธ์ เชื่อ!! แม่ยังรักเหมือนเดิม

(20 ก.ค. 66) จากกรณีดรามาเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ ‘แม่หมู พิมพ์ผกา’ อันฟอล IG ลูกชาย ‘นาย ณภัทร’ และแฟนสาว ‘ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก’ อีกทั้งยังลบรูปทิ้งไป ก่อนแม่หมูจะออกมาบอกว่าเป็นคนบล็อกทั้งคู่เอง

ล่าสุด ‘ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก’ ได้ออกมาเปิดใจถึงเรื่องนี้เป็นครั้งแรกว่า “อย่างที่ นาย ให้สัมภาษณ์ไปเมื่อวานเลย คือเราไม่ได้มีปัญหาอะไรกับคุณแม่เลย แล้วก็รับทราบปัญหานี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว ก็เลยไม่ได้มีปัญหาอะไร ค่อนข้างเข้าใจทุกอย่าง และส่วนตัวเห็นข่าวแล้วไม่ตกใจ เพราะรับทราบปัญหานี้มาสักระยะหนึ่งก่อนที่ข่าวจะออก”

“หลังเกิดดรามา ก็มีคุยกับนาย คือเราซัพพอร์ตเขาเท่าที่ระยะทางเราทำได้ ระยะเรากับครอบครัว ให้เกียรติครอบครัวด้วย เพราะว่าเรื่องครอบครัวก็เซนซิทีฟ ในส่วนที่เราทำได้เราก็ทำทุกอย่าง และส่วนตัวก็ไม่ได้นอยด์เรื่องกระแสที่เกิดขึ้น แต่จะเป็นความรู้สึกที่เครียดเวลาเป็นห่วงตัวนายกับแม่มากกว่า”

ถามว่ามีได้คุยกับแม่หมูไหม ”จริง ๆ ก่อนเกิดเรื่องก็คุยกับคุณแม่ตลอด มีเข้าไปหา กินข้าว ส่งผลไม้โดยปกติของเราอยู่แล้ว แต่พอวันที่มีข่าวก็เข้าไปหาคุณแม่เหมือนกันแต่ก็ยังไม่ได้เจอ ถามว่าต้องเข้าหามากขึ้นไหม จริง ๆ เราเข้าหาคุณแม่อยู่แล้ว แต่รู้สึกว่าสุดท้ายเรื่องระยะเวลา และพื้นที่ที่แม่สบายใจก็มีผล สุดท้ายเมื่อไหร่ที่แม่โอเค เรายินดีตลอดเวลาอยู่แล้ว”

และที่หลายคนมองว่าคุณแม่โกรธเพราะนายติดแฟน สาวใบเฟิร์นก็ยืนยันว่า “ไม่จริงเลย เราก็เลยไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจ ก็คงไม่ติดแฟนแต่ส่วนใหญ่ติดงานทั้งคู่ ชีวิตตั้งแต่รู้จักกันมาต่างคนต่างก็ทำงานหนักแต่ไหนแต่ไรแล้ว เวลาเจอกันก็นับชั่วโมงได้ ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าอะไร โดยส่วนตัวรู้สึกว่าลำดับความสำคัญหรือสิ่งที่นายเขาให้ความสำคัญอันดับแรกในชีวิตเป็นแม่เสมอ ตั้งแต่เราเป็นเพื่อนกันจนถึงวันนี้ เลยรู้สึกว่าอะไรที่มันไม่จริง ไม่ใช่ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เราก็ไม่เจอกันบ่อยเลย ทำงานกันเยอะมาก ไหนจะทุกคนจะมีเส้นชีวิตของตัวเอง เราก็มีเพื่อนอีก พอเป็นเพื่อนกันมาก็เห็นชีวิตกันมานาน ก็เป็นความเข้าใจมากกว่า”

ส่วนที่มีคนมองว่าความรักของทั้งคู่มีส่วนทำให้คุณแม่เป็นแบบนี้ “คือมองว่าไม่ใช่เลย ความรักเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ดีมากกว่า และที่นายเขาบอกว่าเราเข้าใจและเป็นพลังบวกให้เขา คือพอมันเริ่มจากความเข้าใจ แล้วก็อยู่บนความหวังดีที่มีให้มาตลอด คอยซัพพอร์ตแล้วก็ทางเฟิร์น ทางผู้จัดการส่วนตัว ก็จะบอกว่าไม่เป็นไร ช่วยกัน ประคองกัน บรรยากาศก็เลยค่อนข้างสบาย ไม่อยากให้เขาเครียดด้วย”

“เรื่องที่คุณแม่ป่วย คืออย่างแรกเลยเราเคารพพื้นที่ก่อน พื้นที่ของครอบครัวเขา ระยะของครอบครัวเขา แล้วเราก็อยู่ในที่ที่เราสามารถทำได้ ช่วยเหลือได้ ซัพพอร์ตได้ สุดท้ายก็เคารพเวลา การให้เวลาสำคัญที่สุด”

“ยืนยันว่าข่าวไม่กระทบจิตใจ เพราะข่าวหรืออะไรก็เป็นเพราะทุกคนยังไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เราเห็นอยู่ว่านายเขาพยายามแค่ไหน ตั้งใจแค่ไหน แล้วก็รู้ว่ามันเปลี่ยนเรื่องที่ไม่มีใครอยากเป็นทุกข์ เฟิร์นรู้สึกว่าเราเห็นคนรอบตัวเราสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นข่าวหรืออะไรที่วันหนึ่งทุกคนเข้าใจ ได้ยินนายออกมาพูดก็จะเข้าใจเองว่ามันคืออะไร เพราะฉะนั้นตอนนี้เราปกป้องครอบครัวเราได้ ปกป้องสิ่งใดเราก็ทำสิ่งนั้นไปก่อน ส่วนความสัมพันธ์ของพวกเราโอเคมาก ๆ ยิ่งเข้าใจกันมากขึ้น แล้วก็ยิ่งอยู่ข้าง ๆ กัน”

ใบเฟิร์นยังเผยถึงเรื่องที่มีคอมเมนต์บอกให้หนีไป ให้นายปล่อยใบเฟิร์นไปด้วยว่า “ส่วนตัวก็เข้าใจ อย่างที่นายบอกมันก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของความเป็นห่วง แต่ตอนนี้เราเชื่อว่าทุกคนพอได้รับรู้เรื่องราวแล้วเขาน่าจะเข้าใจมากขึ้น ซึ่งส่วนตัวก็ไม่ได้ซีเรียสกับคอมเมนต์มาก ก็เข้าใจเพราะเจอมาเรื่อย ๆ วันนี้เข้าใจและมองเห็นมุมมองของแต่ละคนมากกว่าแค่นั้นเอง ส่วนเรื่องความสัมพันธ์มันไม่ได้มีอะไรมากระทบ”

และเมื่อถูกถามว่าถ้าเข้าไปคุยกับแม่หมูแล้ว แม่หมูจะเข้าใจในความรักของเรามากขึ้นไหม สาวใบเฟิร์นก็เผยว่า "เฟิร์นรู้ว่าแม่รักเฟิร์น และแม่ก็รักนายตลอด (ก็ยังรักเฟิร์นเหมือนเดิม ?) แน่นอนค่ะ" ตอนนี้เราให้กำลังใจกัน ขอแค่ความเข้าใจ ความเห็นใจ ให้เวลาแม่ให้มากที่สุด

ใบเฟิร์น ยังยืนยันว่ายังจับมือ นาย ไม่ปล่อยแน่นอน หลังมีแฟน ๆ เป็นห่วงในเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ขอบคุณทุกความหวังดีและเป็นห่วงที่มีให้พวกเราก็จะพยายามทำให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีที่สุด ทุกคนก็ทำเต็มที่ ยังไงก็ขอบคุณเป็นกำลังใจที่ดีมาก

เชื่อม ‘ขนส่ง-ลงทุน’ จากซีกโลกถึงซีกโลกผ่านไทยแลนด์ โปรเจกต์เปลี่ยนไทยให้เนื้อหอมที่ ‘จีน-สหรัฐฯ’ จ้อง!!

ถูกพูดถึงมาได้พักใหญ่กับโครงการเชื่อมระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือ ‘แลนด์บริดจ์’ (LandBridge) ของประเทศไทย ภายใต้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ซึ่งเป็นโปรเจกต์ท่าเรือนํ้าลึกฝั่งอ่าวไทย ในจังหวัดชุมพร เเละท่าเรือนํ้าลึกฝั่งอันดามัน จังหวัดระนอง โดยมีเส้นทางเชื่อมโยงท่าเรือทั้ง 2 เเห่ง ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร 

แน่นอนว่าในโครงการนี้ ได้มีการวิเคราะห์ถึงโอกาสมหาศาลของไทย หากทำได้สำเร็จ โดยรายการหนุ่ยทอล์ก ดำเนินการโดยคุณหนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ พิธีกรไอทีและผู้ผลิตคอนเทนต์ชาวไทย ซึ่งได้พูดคุยกับแขกรับเชิญอย่างคุณกวี ชูกิจเกษม นักลงทุน VI / นักเขียน และนักวิเคราะห์ที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 9 ก.ค.66 นั้น ได้ทำให้เห็นถึงความสำคัญของโครงการนี้มากยิ่งขึ้น ภายใต้ความขัดแย้งของ 2 ขั้วมหาอำนาจ ‘จีน-สหรัฐฯ’ ที่ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง

ทั้งนี้จากการสรุปคร่าว ๆ แล้ว ทั้งสองท่านได้พูดคุยกันถึงมูลเหตุแห่งความขัดแย้งในโลกของกลุ่มมหาอำนาจ ตั้งแต่เรื่องของพลังงานที่แย่งชิงกันมายาวนาน จนถึงวันนี้ได้พัฒนามาสู่การแย่งชิง ‘แร่หายาก’ (Rare Earth) ซึ่งเป็นความขัดแย้งใหม่เชิงภูมิศาสตร์ และนั่นก็ทำให้การมองหาพิกัดในการได้มาและถ่ายเทไปซึ่งทรัพยากรเหล่านี้ที่ตนมีไปสู่ประเทศอื่น ๆ จึงสำคัญมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการขนส่ง

โครงการเชื่อมระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือ ‘แลนด์บริดจ์’ (LandBridge) ของประเทศไทย จึงถูกหยิบยกขึ้นมาถกกัน โดยทั้ง 2 ท่านได้ชี้ให้เห็นว่า แต่เดิมในอาเซียนจะมี ‘ช่องแคบมะละกา’ ที่เป็นพิกัดในการขนส่งสินค้ามาลงประเทศสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็น พลังงาน สินค้าเกษตร หรือแม้แต่แร่หายาก 

แต่หากมีการขยายรากฐานเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ต่อยอดประโยชน์ที่ไทยตั้งอยู่ใจกลางคาบสมุทรอินโดจีนมาเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านการขนส่งและการค้าของเอเชีย ผ่านโครงการแลนด์บริดจ์นี้ รับรองได้ว่า ‘ไทย’ จะได้รับโอกาสใหม่ ๆ อย่างมหาศาล

แน่นอนว่า โครงการนี้จะทำให้ประเทศไทยได้เปรียบในเรื่องของการขนส่งสินค้าจากกลุ่มประเทศมหาอำนาจ ที่จะใช้เป็นทางลัดจาก ตะวันตก / ตะวันออกกลาง ไปเอเชียหรือไปสู่จีนได้ใกล้กว่ามะละกา แล้วก็สามารถแก้ปัญหาการแออัดของช่องทางคลองสุเอช รวมถึงช่องทางระหว่างแดนต่างๆ จากยุโรปไปถึงตะวันออกกลางและเอเชียภายใต้กรณีพิพาทจากสงคราม 

การเคลื่อนไหวตามข่าวที่เราได้เห็นกันชัดเจนแล้ว คือ ซาอุดีอาระเบีย ที่ได้มาคุยเจรจากับไทย ในการตั้งคลังน้ำมันขนาดใหญ่เทียบเท่าสิงคโปร์ รวมถึงการลงทุนในโครงการนี้ที่จะตามมาอีกมาก คือสัญญาณว่า ‘แลนด์บริดจ์’ ไม่ใช่แค่โครงการในประเทศไทย แต่เป็นโครงการที่โลกต้องใส่ใจ ภายใต้คำตอบที่ง่ายดายว่า โครงการนี้ขนส่งใกล้กว่าสิงคโปร์ และมีการโอกาสในการต่อยอดด้านการลงทุน สาธารณูปโภค และการขนส่งระหว่างสองซีกอ่าวอย่างมโหฬาร

ฉะนั้นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องทำให้แลนด์บริดจ์เกิด คือ สร้างถนน สร้างรถไฟ สร้างท่อน้ำมัน กระจายต่อไปทางจีนได้เร็วเท่าไร โอกาสก็ยิ่งชัดขึ้น เพียงแต่ตอนนี้ก็คงไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไร แต่โครงการนี้เดินหน้าได้ไม่ยาก เนื่องจากถ้าเราสร้างคลังน้ำมันใหญ่ตรงนี้ได้ การสร้างท่อน้ำมันจากตรงนี้ไปยังประเทศที่โฟกัส ก็จะไม่ยาวมาก

ทั้งสองท่านมองอีกว่า นี่คือความสำคัญของประเทศไทย ในขณะที่จีนกับอเมริกาเขาทะเลาะกัน เพราะพิกัดบริเวณแลนด์บริดจ์ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง ถ้าหากอเมริกามาคุมตรงนี้ได้ ก็เหมือนกับได้ศูนย์กลางของโลกไปเลย นำเศรษฐกิจวิ่งไปอาเซียนได้ ไป EEC ได้ ไปจีนได้ ซึ่งตอนนี้ก็มีการสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง วิ่งไปที่จีนข้างบนแล้วด้วย

ขณะเดียวกัน หากมองประเทศไทยที่กำลังจะเข้าสู่การเป็นฮับของอุตสาหกรรม EV ในย่านนี้ การมีแร่พลังงาน หรือแม้แต่แร่หายากใหม่ ๆ จากประเทศจีน ก็จะไหลมาหาไทยได้ง่ายขึ้น เพราะตรงนี้ก็จะอยู่ไม่ไกลจากเรา อีกทั้งไทยเรามี FTA กับจีน ก็ขนแร่มามาทางนี้ ผ่านรถไฟความเร็วสูงที่สามารถทำเชื่อมต่อได้เลย ซึ่งนี่ก็เหตุผลที่ทำไมรถไฟฟ้าจีนถึงได้มาเมืองไทย

แล้วนั่นก็เป็นเหตุผลที่ว่า ทําไมบรรดาค่ารถยนต์จีนอย่าง MG หรือแม้แต่ GWM ถึงเริ่มแห่มาไทย เพราะในอนาคตนอกจากที่ว่าไปข้างต้นแล้ว เขายังสามารถขนเอาแร่ลิเธียมจากอินโดนีเซีย และเวียดนาม มาบริเวณนี้ได้อีกด้วย

ดังนั้น หมากเกมนี้ รัฐบาลลุงตู่ เหมือนจะวางไว้เพื่อรับโอกาสหลายมิติ แต่มิติที่ใกล้สุดก็คือการให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางโรงผลิตรถไฟฟ้าโดยธรรมชาติ และเราจะกลายเป็นประเทศที่มีค่าเงินแพงกว่าสิงคโปร์ได้ในอนาคต หากเราทำพิกัดนี้สำเร็จ ถึงบอกว่าประเทศไทยเรามีความหวังมากเลยกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งจะบอกเลยว่า อาจจะเจ๋งกว่า EEC เสียอีก 

ลุงตู่นี่แกก็ใช้ได้เหมือนกันนะเนี่ย
 

‘อั๋น ภูวนาท’ โพสต์ฉะ คนที่คิดปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ ลั่น!! อดทนอีกนิด ไม่ใช่พวกเราที่จะตายก่อน

(20 ก.ค. 66) ยังคงเป็นประเด็นการเมืองที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจ สืบเนื่องจากกรณีที่ทางรัฐสภา ได้มีการเปิดโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทยเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 ที่ได้มีการเสนอรายชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ ซึ่งมีผลว่า พิธา ชวดตำแหน่งนายกอีกครั้ง อีกทั้งยังได้มีคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้ พิธา หยุดปฏิบัติหน้าที่สมาชิกผู้แทนราษฎรชั่วคราว จากกรณีถือหุ้นสื่อ ITV จนกว่ามีคำวินิจฉัยใหม่

หลังการประชุมโหวตเลือกนายกฯ รอบที่ 2 เหล่าคนบันเทิงต่างออกมาเคลื่อนไหว รวมไปถึง 'อั๋น ภูวนาท' ซึ่งปกติเจ้าตัวก็ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องการเมืองอยู่เป็นประจำ ล่าสุด โพสต์ภาพพร้อมข้อความว่า…

"2023 บันทึกไว้เตือนใจ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยจากกติกาที่เฮงซวยแบบไม่มีใครปฏิเสธได้ของกลุ่มคนที่คิดจะปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ ในนามของความถูกต้องที่อุปโลกน์ความชอบธรรม โดยไม่มองโลกที่เปลี่ยนไปอย่างเข้าใจ และฟังเสียงเจ้าของประเทศที่แท้จริง #รักเกินรักมักทำลาย อดทนอีกนิดนะครับ เพราะดูจากหน้าตาแล้วพวกเราไม่น่าจะเป็นฝ่ายที่ตายก่อน #ก็ว่าจะไม่แรง" 

งานนี้ชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์จำนวนมาก เช่น รอบหน้าคงไม่ไปเลือกตั้งแล้วเสียเวลาและเสียความรู้สึกมาก, เสียดายเงินภาษีในการจัดการเลือกตั้งมาก รวมทั้งภาษีที่จ่ายไปเป็นเงินเดือนของพวก สว. กกต. และหน่วยงานรัฐทั้งหลายที่ไม่สุจริตในการทำงาน

‘อิ้งค์ วรันธร-โบกี้ไลอ้อน-วี วิโอเลต-ส้ม มารี’ เตรียมขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่ พร้อมโชว์สุดอลัง 7 ต.ค.นี้ แฟนคลับวอร์มนิ้วเตรียมกดบัตรได้เลย!!

การรวมตัวกันครั้งยิ่งใหญ่ของ 4 ควีนแห่งยุค ‘Ink Waruntorn • Bowkylion • Violette Wautier • Zom Marie’ ใน ‘The Concert presents 4 Queens Concert’ ที่ 4 ควีนจะมาโชว์บนเวทีเดียวกันครั้งแรก ในอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ฮอลล์ที่รองรับผู้ชมได้ถึง 15,000 คน

และนี่ นี่สิคือความเริ่ด!! คุณจะได้ชมโชว์ร่วมสุดอลังที่รับรองว่าไม่เคยรับชมมาก่อนไม่ว่าโลกนี้หรือโลกไหน พร้อมแขกรับเชิญสุดปัง ที่ถ้าเปิดไพ่ออกมา รับรองว่าต้องร้องกรี๊ด กรี๊ดสิคะ กรี๊ดมันออกมา

ศึกนี้ต่อให้หนักหนาแค่ไหน ก็ต้องพร้อม!!
ไปค่ะ ไปเตรียมกดบัตร 💅

🗓️ 7 ตุลาคม 2566
📍 Impact Challenger Hall 1
👑 กดบัตรพร้อมกันทางแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ The Concert วันที่ 2 สิงหาคม 2566 เวลา 10.00 น.

ติดตามข้อมูลการซื้อบัตร ผังคอนเสิร์ต และรายละเอียดอื่น ๆ ได้ทาง
Facebook: 4 Queens Concert
Instagram: 4queensconcert
Twitter: @4QueensConcert
TikTok: @4queensconcert

‘เศรษฐา’ ลั่น!! หาก 'เพื่อไทย' เป็นแกนตั้งรัฐบาลจะไม่แตะ 112 คลุมเครือจับมือ ‘ก้าวไกล’ ต่อหรือไม่ ขอคุย 8 พรรคก่อน

(20 ก.ค.66) ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงท่าทีของพรรคเพื่อไทย ในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ภายหลังไม่สามารถเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้อีกว่า วันนี้จะพูดคุยกันในเรื่องนี้ ส่วนจะมีความชัดเจนในการเสนอชื่อตนเป็นนายกฯ หรือไม่นั้น ต้องรอข้อสรุปจากการประชุม

เมื่อถามว่าเสียง ส.ว.ในการโหวตนายพิธา เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ชัดเจนว่า ส.ว.ไม่เอาพรรคก้าวไกล การตั้งรัฐบาลโดยพรรคเพื่อไทย จะยังมีพรรคก้าวไกลหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ต้องให้ทีมเจรจาไปเจรจาก่อน ซึ่งจะทราบทิศทาง ขณะนี้เรายังมีเอ็มโอยูของ 8 พรรคร่วม ดังนั้นต้องพูดคุยและให้เกียรติกัน

เมื่อถามว่าขณะนี้พร้อมถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ในการโหวตครั้งต่อไปหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ทางพรรคมีแคนดิเดตนายกฯ 3 คน ต้องรอให้มีมติจากกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.) ว่าจะเป็นใคร ทั้งนี้ แคนดิเดตทุกคนมีความพร้อม

เมื่อถามว่า 8 พรรคร่วมยังเหนียวแน่นหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่าวันนี้ยังเป็นแบบนั้นอยู่ โดยคณะเจรจาอาจไปพูดคุยกันเย็นนี้หรือวันที่ 21 ก.ค. เชื่อว่าหลังจากนี้จะมีแนวทางว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ รวมถึงอาจมีการเปลี่ยนแปลงในแง่ของแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

เมื่อถามว่าการดันนายพิธา เป็นนายกฯ ของพรรคร่วม ถือว่าสิ้นสุดแล้วหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ตามที่ฟังดูในทางกฎหมาย น่าจะเป็นเช่นนั้น

เมื่อถามว่าการโหวตชื่อนายกฯ เหมือนเป็นบรรทัดฐานว่าจะเสนอชื่อหนึ่งคนได้เพียงครั้งเดียว การมีพรรคก้าวไกลอยู่จะส่งผลให้โหวตนายกฯ ไปในทิศทางใด นายเศรษฐา กล่าวว่า การเสนอชื่อนายกฯ ครั้งต่อไปต้องคิดให้ดี ต้องเจรจาให้เหมาะสม เมื่อถามว่าส่วนตัวมองว่าควรจะแพ็กกับพรรคก้าวไกลต่อหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ต้องให้เกียรติคณะเจรจา เพราะตนไม่ได้อยู่ในคณะเจรจา

เมื่อถามว่าหากพรรคเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะทำอย่างไรไม่ให้ ม.112 เป็นปัญหา นายเศรษฐา กล่าวว่า มองว่าพรรคที่จะเสนอชื่อนายกฯ ครั้งต่อไป ต้องไม่มีเรื่องการแก้ไขหรือยกเลิก ม.112 ไม่อย่างนั้นจะไม่ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ว.รวมถึงพรรคอื่น ดูก็รู้ว่าเรื่องอะไรเป็นอะไร

เมื่อถามว่ามองว่าวิธีใดที่จะทำให้มาตรา 112 ไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะทำให้คนเข้าใจพรรคเพื่อไทยมากที่สุดว่าเราไม่ได้หักพรรคก้าวไกล นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนพูดแทนพรรคก้าวไกลไม่ได้ แต่พรรคเพื่อไทยคงต้องพูดคุยกัน ถ้าเราจะเป็นแกนนำ เรื่องนี้ต้องหยุดลงไป ส่วนความสัมพันธ์กับพรรคก้าวไกล ตนไม่แน่ใจเหมือนกันเพราะตนไม่เกี่ยวข้องกับการเจรจา แต่คิดว่าหากมีมาตรา 112 อยู่ คงไม่ได้รับการสนับสนุนจากหลาย ๆ พรรค

เมื่อถามว่าจะมีพรรคร่วมเข้ามาเติมเสียงเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า คิดว่าอาจจะล้ำหน้าไปเล็กน้อย ต้องให้เกียรติ 8 พรรคร่วมก่อน เพราะ 8 พรรคปัจจุบันก็มีเสียงเยอะ แต่ต้องมาคุยกันอีกครั้งว่าจะตกลงกันอย่างไร อย่างไรก็ตาม เสียงสว.250 เสียงถือเป็นส่วนที่สำคัญในการสนับสนุนให้เป็นนายกฯ

เมื่อถามว่าตัวนายเศรษฐาจะต่อสายพูดคุยกับ สว.ได้หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนรู้จักสว.แค่คนสองคน เชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว คงเป็นเรื่องของหลักการมากกว่า ถ้าตกลงกันได้และพูดคุยกันรู้เรื่อง เชื่อว่าจะได้รับการสนับสนุนจากสว. คิดว่าอย่าเพิ่งข้ามขั้นดีกว่า วันนี้เรายังผูกมัดอยู่กับเอ็มโอยู และต้องให้เกียรติคณะกรรมการเจรจาว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป ถ้าเจรจาแล้วเห็นเป็นอื่นก็ต้องกลับมาคุยในพรรคกันต่อ แล้วพิจารณาว่าต่อไปเราจะไปอย่างไรกับใคร

เมื่อถามว่าคิดหรือไม่ว่าตอนนี้เกมบีบให้พรรคเพื่อไทยต้องข้ามขั้ว นายเศรษฐา กล่าวว่า ต่างคนต่างคิดอยู่แล้ว แต่สำคัญที่สุดคือคนที่มีอำนาจตัดสินใจ กก.บห. คณะเจรจาร่วมต้องเป็นคนพิจารณาให้ดี ส่วนเรามีหน้าที่ที่ต้องทำต่างกัน วันนี้ตนเป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็ต้องเตรียมพร้อมเรื่องเศรษฐกิจที่พรรคมอบหมายมา

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ 8 พรรคยังอยู่ด้วยกัน การจะมีการเปลี่ยนแปลงข้ามขั้ว หรือจะมีพรรคอื่นเข้ามาเสริมก็ต้องให้เกียรติกับคณะเจรจา ขอให้ใจเย็น มีอีกหลายวันก่อนถึงวันที่ 27 ก.ค. เราต้องให้เกียรติกับพรรคร่วม ซึ่งผลการโหวตเมื่อวันที่ 19 ก.ค.เป็นผลที่น่าผิดหวัง แต่ต้องยอมรับและเดินต่อไป ทั้งนี้ หาก กก.บห.มีทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลอย่างไร ก็พร้อมทำตาม

เมื่อถามว่ามีการพูดถึงสูตรผลักให้พรรคก้าวไกล ไปเป็นฝ่ายค้าน วันนี้มองว่ายังต้องจับมือกับพรรคก้าวไกลไปจนกว่าจะสุดทางไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่าสุดคืออะไร สุดทางคือพรรคก้าวไกลไม่สามารถส่งนายกฯได้ ถือว่าสุดทางแล้วหรือยัง อันนี้ต้องฝากไปยังคณะเจรจาของ 8 พรรคว่า นี้คือสุดทางหรือยัง ถ้าสุดทางแล้วต้องมาพิจารณาว่าพรรคที่มีคะแนนอันดับสอง จะได้รับการมอบหมายหรือไม่ จะตกลงกันได้หรือไม่ อยากให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี เพราะถึงอย่างไรเรายังร่วมอุดมการณ์กันอยู่ดี

เมื่อถามว่าหากโหวตอย่างไรก็ไม่ได้ เพราะยังมีพรรคก้าวไกลอยู่ จำเป็นหรือไม่ที่ต้องผลักพรรคก้าวไกลออก นายเศรษฐากล่าวว่า ตนว่าทุกคนรู้อยู่ อย่าให้ตนตอบดีกว่า เมื่อถามย้ำว่าจะทำตามแนวทางของกก.บห.ยอมเป็นนายกฯ โดยที่ไม่มีพรรคก้าวไกลหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า อย่าไปถึงจุดนั้น จุดแรกคือ 8 พรรค ต้องตกลงกันให้ได้ก่อนว่าขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร

หากมีมติออกมาว่าพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ก็ต้องประชุม กก.บห.ก่อน แล้วเลือกแคนดิเดตนายกฯ ต้องว่าไปตามขั้นตอน ยังมีเวลาอีกหลายวัน

เมื่อถามว่าในการหากเสนอชื่อนายเศรษฐา มั่นใจหรือไม่ว่าเสียง 8 พรรคจะเหมือนเดิม นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนไม่ก้าวล่วง หากบอกว่าเขาโหวตให้แล้วเขากลับไม่โหวตให้ ดังนั้น ขอไม่ตอบดีกว่า เพราะต้องให้เกียรติพรรคร่วม

‘ชาวเน็ต’ แฉ!! ติ่งส้มไล่ด่าคนเห็นต่าง-ใช้คำพูดหยาบคาย ซัด!! เรียกร้องสิทธิของตัวเอง แต่ไม่เคารพสิทธิคนอื่น

เมื่อไม่นานนี้ ได้มีผู้ใช้ติ๊กต็อกรายหนึ่ง ชื่อ ‘benzsan1996’ หรือ ‘คุณเบนซ์’ ได้โพสต์คลิปวิดีโอตอบกลับความคิดเห็นที่มีชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์ไว้ว่า “ทีแรกก็ติ่งส้มแต่เราเห็นต่างเรื่อง ม.112 เราโดนรุมด่าหนักมาก อยู่ดี ๆ ก็ได้เป็นสลิ่มเฉยเลย”

เจ้าของช่องติ๊กต็อกได้ตอบกลับคอมเมนต์นี้ โดยกล่าวว่า…

“ใช่ค่ะ โดนแบบนี้กันเยอะมาก ซึ่งเบนซ์ก็เป็นหนึ่งในนั้น ตอนแรกเบนซ์ก็เห็นดีด้วยนะ กับการออกมาประท้วงเรื่องการไล่ลุงตู่ เพราะตอนแรกเบนซ์ไม่ชอบลุงตู่ เพราะเราไม่เห็นผลงานเขาไง เลยคิดว่าจะอยู่ต่อไปทําไมก็ไม่รู้ แต่พอไป ๆ มา ๆ กลายเป็นว่านอกจากไล่ลุงตู่อย่างเดียว ก็เริ่มมาจาบจ้วงสถาบันฯ วิจารณ์กันรุนแรงมาก จะมาอ้างว่าไม่เคยจาบจ้วง ไม่เคยเอาพระมหากษัตริย์มาโหนไม่ได้นะคะ เพราะพวกคุณทําจริงๆ แต่พวกคุณไม่ยอมรับความเป็นจริงว่าพวกคุณทําจริง ๆ”

“จะบอกไว้ให้นะคะ ว่าคนที่เป็นแบบเบนซ์ ที่เขาเคยเห็นด้วยกับกลุ่มผู้ชุมนุม พอเขาคิดต่างเรื่อง ม.112 เขากลับโดนด่าแบบสาดเสียเทเสีย ซึ่งมีเยอะมากค่ะ ถ้าคุณจะไล่ลุงตู่ แล้วคุณไม่ไปต้องแตะต้องเรื่องพระมหากษัตริย์ คุณอาจจะทําให้ลุงตู่ออกจากเก้าอี้ไปตั้งนานแล้วก็ได้ และการที่หลาย ๆ คนเขาถอยออกมาจากม็อบกันเยอะ ๆ เพราะพวกคุณทั้งนั้นเลย เมื่อมีคนเห็นต่าง คุณก็ว่าเขาโง่ มีคนคิดเห็นไม่เหมือนกับคุณ คุณก็ว่าเขาเป็นสลิ่ม คุณเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยของคุณเป็นวิธีแบบ ‘เผด็จการ’ และคุณใช้คําพูดหยาบคายมาก ๆ ซึ่งไม่เข้าใจว่าทำแบบนั้นทําไม? เวลาคุณจะพูดหรือจะโต้แย้งกับใคร คุณคิดได้แค่คําหยาบคายหรือ? ใช้คําพูดที่มีเหตุผลไม่ได้หรือ เอาเหตุผลมาคุยกันไม่ได้หรือ?”

“เบนซ์เคยอยู่ในจุดที่เห็นด้วยนะคะ และสงสารคนที่โดนตํารวจฉีดน้ำใส่หรือถูกจับกุม เบนซ์เคยอยู่ ณ จุดนั้น แต่พอเราเห็นเขาแตะต้อง ม.112 เขาแตะต้องพระมหากษัตริย์ เรารู้สึกไม่โอเคเลย แล้วเมื่อเราไปพูดคุยเรื่องนี้ด้วยเหตุผล ก็โดนแย้งกลับมาว่า แล้วสถาบันพระมหากษัตริย์มีไว้เพื่ออะไร สําคัญอะไร? คือคุณไม่มีเหตุผลแล้วอะ ความคิดของคุณมันไม่โอเคแล้ว และเมื่อเราเห็นว่าความคิดของเราไม่เหมือนกันแล้ว เราเลยถอย พอเราถอยเราก็ถูกคุณด่าเสียๆ หายๆ อีก เพราะฉะนั้น คุณควรจะคิดดีๆ ว่าสิ่งที่คุณต้องการคืออะไรกันแน่ พอเราออกมาบอกว่า เราเคยอยู่ในจุดที่เคยเป็นติ่งส้มนะ พวกคุณก็มาก้าวก่ายความคิดของเรา มากล่าวหาว่า การที่เรามีความคิดแบบนี้ เราไม่เคยมาเป็นติ่งส้มจริง ๆ หรอก หาว่าเราอยู่ฝั่งลุงตู่”

“นี่คือตัวตนของฉัน ความคิดของฉัน มันไม่ใช่ตัวของคุณ แค่นี้คุณยังไม่เคารพสิทธิคนอื่นเลย ต้องการเรียกสิทธิของตัวเอง แต่ไม่เคารพสิทธิคนอื่น นี่หรือคือ ‘ประชาธิปไตย’ คิดดีๆ นะจ๊ะ”

‘ตั๊กแตน ชลดา’ อวดลุคใหม่ สนามบินแทบร้อนฉ่า สวยเกือบจำไม่ได้!! แฟนคลับแห่อวยกันยกใหญ่

(20 ก.ค. 66) ที่ผ่านมาพัฒนาการความเปลี่ยนแปลงของ ‘ตั๊กแตน ชลดา’ (พบพร ภาคินทร์) กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมาก โดยล่าสุดตั๊กแตนได้มากับลุคสนามบินที่นอกจากจะผอมแล้ว ยังมากับชุดที่หลายคนคาดไม่ถึงด้วย 

โดยตั๊กแตนได้โพสต์รูปจากสนามบิน พร้อมแคปชันว่า “ทำงานกันต่อไป…” ซึ่งคราวนี้แฟน ๆ ได้เห็นภาพหุ่นปัจจุบันของตั๊กแตน ที่ผอมลงจากวันวานอย่างชัดเจน 

ซึ่งโพสต์ของตั๊กแตนก็มีแฟน ๆ เข้ามาพูดถึงลุคสวยกันอย่างพร้อมเพรียง และหลาย ๆ คนได้ส่งความรู้สึกผ่านอิโมจิหัวใจสีต่าง ๆ ในโพสต์ของตั๊กแตนกันด้วย 

สำหรับปี 2565 ที่ผ่านมา ตัวของ ‘ตั๊กแตน ชลดา’ มีผลงานเพลงออกมาถึง 16 ซิงเกิลในลิขสิทธิ์ตัวเอง ซึ่งพอเปิดปีใหม่ไม่กี่วันเธอก็ปล่อยเพลงดรามา ‘กอด’ ที่เพิ่งทะลุล้านวิวออกมาให้แฟน ๆ ได้ฟังด้วย รวมถึงเป็นที่พูดถึงจากการแสดงในละคร โปงลางฮักซอนออน

‘ฐปณีย์’ เผย ได้รับหมายเรียกเป็น ‘พยาน’ คดีหุ้น ITV พร้อมชี้แจง หาก ‘กกต.-ศาลรัฐธรรมนูญ’ เรียกพบ

(20 ก.ค. 66) จากกรณีที่รายการข่าว 3 มิติ ทางช่อง 3 โดย ‘ฐปณีย์ เอียดศรีไชย’ ผู้สื่อข่าว 3 มิติ ได้ออกมาเปิดคลิปการประชุมผู้ถือหุ้นไอทีวี ที่จัดประชุมขึ้นเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมานั้น กระทั่งวานนี้ (19 กรกฎาคม) ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติสั่งให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.แล้วนั้น

ล่าสุด ‘แยม’ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

“วันที่ 25 ก.ค. 66 มีหมายเรียกจาก สน.ทุ่งสองห้อง ให้ ‘ฐปณีย์’ ไปเป็นพยานคดีหุ้นไอทีวี เตรียมพบกับ คดีหุ้น ITV EP.2”

‘พลอย เฌอมาลย์’ เคลื่อนไหวผ่านไอจี ลั่น!! “ขอออกมาพูดบ้าง” หลังถูกโยง ‘คลอดีน’ พูดในรายการ สิ่งที่รับไม่ได้ที่สุดคือ ‘นอกใจ’

(20 ก.ค. 66) กลายเป็นประเด็นอยู่ไม่น้อย หลังจากที่นักแสดงสาว ‘คลอดีน อทิตยา เครก’ อดีตหวานใจ ‘พลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์’ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องราวความรักในรายการ ยังไงไหนเล่า ทางช่อง GoyNattyDream Channel และได้เผยว่าเมื่อ 2 เดือนก่อนที่ทางรายการได้ติดต่อไป แต่เจ้าตัวยังไม่พร้อม ทั้งร่างกายพัง ไม่ดูแลตัวเอง อยากมีเวลาฮีลลิ่งตัวเอง ซึ่งตอนนี้กลับมาแล้ว

ส่วนที่หายไปก็คือไปอยู่ภูเก็ตซึ่งบ้านพ่อแม่อยู่ที่นั่น ไปอยู่มา 2 เดือน เพราะว่าตอนนั้นรู้สึกจัดการชีวิตตัวเองไม่ค่อยได้ นอนไม่ตรงเวลา กินข้าวไม่ตรงเวลา สมองมันคิดมากตลอดเวลาก็เลยอยากไปเข้าแคมป์ดีท็อกซ์ ทำสมาธิ โยคะ อะไรแบบนี้สัก 2 เดือน มันจะได้รีเซ็ตตัวเองใหม่

ถามว่าตอนนี้อยากมีความรักไหม คลอดีน เผยว่าตอนนี้คิดอยู่ว่าอยากจะโสดให้นานที่สุด เท่าที่จะโสดได้ เพราะเวลาที่เรามีความสัมพันธ์กับใคร เราก็อยากจะให้เขามากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แล้วถ้าเราให้ทั้งหมดนั้นไม่ได้ เราก็จะรู้สึกไม่ดี เราก็เลยอยากพร้อมก่อน เพราะตอนนี้ยังรู้สึกไม่พร้อม ทั้งด้านอารมณ์ ด้านจิตใจ ด้านร่างกายด้วย เราอยากจะเป็นตัวเราในแบบที่ดีที่สุดก่อน ก่อนจะเริ่มมีความสัมพันธ์ แต่ถ้ามันจะมาก็มา ก็ต้องรอดูกันต่อไป

และเมื่อถูกพิธีกรถามว่า อะไรเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ที่สุดในความสัมพันธ์ คลอดีน ก็ตอบว่า “การนอกใจ แค่นั้น นอกจากนั้นไม่มีอะไรมาก”

ซึ่งหลังคลิปดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ทำให้คำว่า ‘นอกใจ’ มีการโยงไปถึง ‘พลอย เฌอมาลย์’ ที่ตอนนี้กำลังอินเลิฟอยู่กับ ‘โต้ง ทูพี’ โดยล่าสุดสาวพลอยก็ได้โพสต์ข้อความผ่านสตอรี่ ระบุว่า “ได้เห็นและรับรู้แล้ว รอฟังจากทางพี่พลอยนะคะ เร็ว ๆ นี้จะได้ออกมาพูดบ้างหล่ะ #notcool”

‘ชูวิทย์’ คาด 'เพื่อไทย' ดอดเจรจา 'ก้าวไกล' ช่วยถอยเป็นฝ่ายค้าน ชี้!! หากมีการจับขั้วใหม่ นายกฯ อาจมาจากพรรคเสียงข้างน้อย

(20 ก.ค. 66) ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์’ ถึงกรณีพรรคเพื่อไทย อาจเจรจาก้าวไกลขอให้ไปเป็นฝ่ายค้าน โดยระบุว่า…

เกมโหดการเมือง
อย่าไปคิดว่าจะได้คะแนนโหวตจาก ส.ว. จนถึง 376 หรือไม่?
เอาแค่ให้พิธาได้โหวตในรอบสอง ยังไม่มีโอกาส

ภาพซ้ำรอยกับธนาธรไปอีก ที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.
จากจะเสนอชื่อพิธาเป็นนายกฯ รอบสอง กลายเป็นการอำลากลางสภา

ขั้นต่อไปเข็มทิศพุ่งไปที่การยุบพรรคก้าวไกล
วันนี้เป็นบรรทัดฐานว่า ชื่อนายกฯ เสนอโหวตซ้ำรอบสองไม่ได้
หากเพื่อไทยจะเสนอชื่อเศรษฐา ก็ต้องมั่นใจว่าผ่าน ส.ว. ในครั้งเดียว

จึงถึงเวลาที่ก้าวไกลจะต้องถูกผลักไปเป็นฝ่ายค้านสมบูรณ์แบบ
เพราะหากมีชื่อก้าวไกลในพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว แม้เสนอชื่อนายกฯ เพื่อไทยไปก็ไม่ผ่าน
ส.ว. จะมีข้ออ้างในการไม่โหวตให้ เสียของไปอีก

พรรคก้าวไกลได้คะแนนมากเป็นอันดับ 1 ในทางประชาธิปไตยต้องได้จัดตั้งรัฐบาล
แต่กลับไม่ได้ทั้งตำแหน่งประธานสภา นายกฯ และรัฐบาล
ผมเคยเตือนแล้วว่าต้องเอาประธานสภามาให้ได้

เมื่อตำแหน่งประธานสภาไปตกกับคนกลาง อ.วันนอร์ ผลจึงออกมาวันนี้ ต้องโหวตว่าจะเสนอชื่อพิธาเป็นนายกฯ รอบสองได้ไหม ท้ายสุดก้าวไกล ไม่ได้อะไรเลย จากกลเกมการเมืองอย่างเหี้ยม คะแนนประชาชนมาหลังสุด

เคราะห์ซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น
ก้าวไกลพลิกสถานการณ์ไม่ทันจากทะยานพุ่งสู่ฟ้า กลับดิ่งลงเหวโดยฉับพลันทันใด
ลูกบอลเข้าเท้าเพื่อไทยแต่หากเดินไม่ดีมีโอกาสพลาดเช่นกัน

จึงต้องกลืนน้ำลายตัวเอง เอาพลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ ภูมิใจไทย มาร่วมรัฐบาล
พลิกขั้วตามที่ผมคาดไว้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top