Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

'คาร์บอนเครดิต' ความหวังใหม่ แก้วิกฤต 'ฝุ่นควัน-โลกร้อน' แนวโน้มเริ่มมา หลังภาคเอกชนพากันคิกออฟ ลุ้นรัฐเข็น

ทีมข่าว THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ อ.พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อดีตปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ ที่พูดคุยในรายการ Easy Econ ประจำวันที่ 30 ก.ค.66 ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES ในประเด็นของวิกฤตโลกร้อน โดย อ.พงษ์ภาณุ กล่าวว่า...

วิกฤตโลกร้อน (Global Warming หรือ Climate Change) ที่กำลังเป็นภัยคุกคามโลกและประเทศไทยอยู่ในปัจจุบัน ได้พิสูจน์แล้วว่ามิอาจแก้ไขได้ด้วยวิธีการทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว และกลไกภาครัฐไม่สามารถรับประกันความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนได้ ดังคำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ กรณีฝุ่น PM 2.5 เมื่อเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม โลกได้คิดค้นมาตรการที่อิงกลไกตลาด (Market based Solutions) ขึ้นมาเพื่อช่วยเสริมให้ประเทศต่างๆ สามารถบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ได้ตามกำหนด เช่น การใช้ตลาดคาร์บอนเครดิต (Cap and Trade) ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และการปรับส่วนต่างที่พรมแดนของสหภาพยุโรป (Border Adjustment Mechanism) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ตลาดกำหนดราคาและปริมาณคาร์บอน แต่ล้วนก็มีปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะราคาหรือภาษีคาร์บอนจะทำให้ราคาสินค้าและพลังงานสูงขึ้น จึงต้องอาศัยความกล้าหาญและมุ่งมั่นทางการเมือง

ทว่าเป็นที่น่ายินดีที่ภาคเอกชนได้ริเริ่มงานด้านนี้ในหลายเรื่อง ตลาดเงินตลาดทุนได้นำแนวปฏิบัติการลงทุนแบบ ESG (Environmental, Social and Governance) มาใช้ ขณะที่ภาคการธนาคารได้มุ่งเน้นทำธุรกิจธนาคารยั่งยืน (Sustainable Banking) เพื่อให้มีการจัดสรรเงินทุนมากขึ้นไปสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

"แนวโน้มหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างน่าสังเกต คือ การเกิดธุรกิจและเทคโนโลยีใหม่ที่มุ่งจัดเก็บ/กำจัดคาร์บอน เพื่อนำมาขายต่อแก่ธุรกิจอื่นที่ปล่อยคาร์บอนเกินโควตา หากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ธุรกิจจัดเก็บคาร์บอนน่าจะมีอนาคตที่สดใสและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาโลกร้อนต่อไป" อาจารย์พงษ์ภาณุกล่าว

‘บิ๊กตู่’ ฝากรัฐบาลหน้า สานต่องานสร้างสันติสุขชายแดนใต้ ยกระดับคุณภาพชีวิต ปชช. ปลื้ม!! ทูตประเทศมุสลิมชื่นชม

(30 ก.ค. 66) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ นำคณะเอกอัครราชทูตจากประเทศซาอุดีอาระเบีย มาเลเซีย คูเวต โอมาน อียิปต์ อินโดนีเซีย ตุรกี โมร็อกโก อุปทูตจากสถานเอกอัครราชทูตกาตาร์ และปากีสถาน เดินทางเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างวันที่ 25 - 27 กรกฎาคม 2566 เพื่อดำเนินการกิจกรรมการทูตเชิงรุก สร้างความเข้าใจ และการรับรู้อันดี เกี่ยวกับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยคณะเอกอัครราชทูตทั้ง 10 ประเทศ ได้รับทราบแนวทางการแก้ปัญหาสถานการณ์ความมั่นคง และการพัฒนาพื้นที่จาก ศอ.บต. ซึ่งได้ดำเนินการยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างสังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง และการสนับสนุนการแสวงหาทางออกโดยสันติวิธี มีเป้าหมายให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ร่วมกันได้ในวิถีสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน พร้อมคำนึงถึงการพัฒนาอย่างเป็นธรรม ไม่แบ่งแยก และเท่าเทียมในทุกศาสนา รวมถึงส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการดำเนินชีวิตตามอัตลักษณ์ ความเชื่อ สอดคล้องกับวิถีชีวิต ศาสนา วัฒนธรรมและประเพณีต่าง ๆ

น.ส.รัชดา กล่าวว่า คณะเอกอัครราชทูตได้ชมศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมปัตตานี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมด้านอาหารฮาลาล ซึ่งมีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล และปัจจุบันเป็นที่สนใจและต้องการของประเทศภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่มีศักยภาพและสามารถเติบโตได้ในอนาคต ด้านเอกอัครราชทูตจากซาอุดีอาระเบียชื่นชมศักยภาพของธุรกิจในพื้นที่ พร้อมยินดีนำนักธุรกิจมาร่วมแลกเปลี่ยนหารือจับคู่ระหว่างนักธุรกิจไทย-ซาอุดีฯ โดยขอให้ไทยเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ แรงงาน ซึ่งมีทักษะ และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ศอ.บต. ยังนำคณะเอกอัครราชทูตลงพื้นที่กือดาจีนอ ชุมชนเมืองเก่าปัตตานี ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชน 3 วิถี ที่มีประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีน เชื้อสายมลายู และประชาชนนับถือศาสนาพุทธ อาศัยอยู่ร่วมกัน สะท้อนถึงพหุวัฒนธรรมที่หลากหลาย พร้อมเดินทางไปเยี่ยมเยือนมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นศาสนสถานคู่เมืองปัตตานีและศูนย์รวมจิตใจของพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ โดยก่อสร้างขึ้น ตามแนวคิดในการสร้างสันติสุข และอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องชาวไทยมุสลิมในการประกอบศาสนกิจ ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตอินโดนีเซียรู้สึกประทับใจต่อวิถีของชุมชนที่อยู่ร่วมกันถึง 3 วัฒนธรรม โดยทุกคนมีรอยยิ้มและอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

น.ส.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลดำเนินการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้มาอย่างต่อเนื่อง โดยดูแลประชาชน ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างงานสร้างรายได้พัฒนาจังหวัดชายแดนใต้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันแบบพหุวัฒนธรรม ซึ่งนายกรัฐมนตรี ดีใจที่คณะเอกอัครราชทูตมีความเข้าใจอันดีต่อสถานการณ์ และได้ชื่นชมแนวทางการทำงานของรัฐบาล นายกฯหวังว่างานด้านการพัฒนามิติต่างๆ ที่ได้ทำมาจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลใหม่อย่างเต็มที่ และนำไปต่อยอดความร่วมมือระหว่างไทยและกลุ่มประเทศมุสลิม

‘บิ๊กป้อม’ เสียใจ เหตุโรงงานประทัดระเบิด ที่ จ.นราธิวาส ส่ง สส.พปชร ลงพื้นที่ดูแล-บรรเทาความเดือดร้อน ปชช.

(30 ก.ค. 66) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอแสดงความเสียใจกับพี่น้องประชาชนชาว ตำบลมูโน๊ะ อำเภอสุไหง-โกลก จังหวัดนราธิวาส จากอุบัติเหตุโรงงานประทัดระเบิดเมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก รวมถึงบ้านเรือนและทรัพย์สินเสียหายในวงกว้าง

โดยมอบหมายให้นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส ลงพื้นที่เปิดครัว และที่พักชั่วคราว พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการให้ความช่วยเหลือและดูแลพี่น้องประชาชนในเบื้องต้น นอกจากนั้นในฐานะรองนายกดูแลด้านความมั่นคง ได้สั่งการลงในพื้นที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โดยด่วน

แฟนคลับกรี๊ด!! ‘หน่อง ปลื้มจิตร์’ โพสต์ภาพร่วมเฟรม ‘คิม ยอน คยอง’  พร้อมแคปชัน “พบปะเพื่อนร่วมสาย” กระชับสัมพันธ์ไทย-เกาหลีใต้

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 66 เป็นที่รักของแฟนๆ วอลเลย์บอลทั่วโลกจริงๆ สำหรับ ‘คิม ยอน คยอง’ (Kim Yeon Koung) อดีตหัวเสาตัวแบกของทีมชาติเกาหลีใต้ ที่ตอนนี้แม้จะวางมือจากทีมชาติไปแล้ว แต่ก็ยังเห็นเธอเฉิดฉายไม่เปลี่ยนในลีกในประเทศ

แต่ด้วยความที่ไม่ได้เล่นให้ทีมชาติอีกแล้ว ทำให้แฟนๆ กีฬาชาวไทยแอบผิดหวังว่าจะไม่ได้เจอ คิม ในฐานะนักกีฬาอีกแล้ว แต่กระนั้น คิม ก็ยังคัมแบ็กทีมชาติอีกครั้ง ในรอบ 2 ปี แต่เป็นการกลับมาในฐานะที่ปรึกษาทีมวอลเลย์บอลหญิง ซึ่งจะคอยให้คำปรึกษาน้องในทีม แต่ไม่ได้มีส่วนช่วยเรื่องการฝึกซ้อมแต่อย่างใด

แต่สิ่งที่น่าจับตาก่อนหน้านี้ก็คือ ‘นุศรา ต้อมคำ’ อดีตมือเซตเบอร์หนึ่ง ได้อัลฟอลโลอินสตาแกรมของ คิม ยอน คยอง ซึ่งทำให้แฟนวอลเลย์บอลใจหายความว่าสัมพันธ์ในวงการวอลเลย์บอลไทย-เกาหลีใต้ยังดีอยู่หรือไม่

ก่อนที่ ‘ซาร่า นุศรา ต้อมคำ’ จะออกมาอธิบายว่า ความสัมพันธ์ที่เคยดีต่อกันระหว่างตัวเธอกับคิมได้ยุติลงแล้ว ส่วนการอันฟอลโลอินสตาแกรม ก็เพื่อประกาศความชัดเจน แต่ไม่ขอพูดถึงสาเหตุที่เลิกกัน ส่วนที่ออกมาชี้แจงเพราะต้องการหยุดกระแสในสื่อโซเชียลที่เริ่มไปไกลเกินจริงแล้ว โดยเฉพาะการพาดพิงไปยังบุคคลอื่นๆ

ล่าสุด ‘หน่อง ปลื้มจิตร์ ถินขาว’ ได้ลงภาพที่เรียกได้ว่าสร้างความฮือฮาไม่น้อยในโลกออนไลน์ ซึ่งตำนาน บอลเร็ว NO.5 ทีมชาติไทยได้โพสต์ภาพของเพื่อนๆ ร่วมทีมชาติและที่สะดุดตาที่สุดก็คือ มีคิมอยู่ในนั้นด้วย

พร้อมกันนี้ หน่อง ปลื้มจิตร์ ยังได้เขียนแคปชันด้วยว่า “พบปะเพื่อนร่วมสาย” ซึ่งแม้ไม่ชัดเจนว่าภาพดังกล่าวถูกถ่ายขึ้นที่ใด แต่แฟนๆ วอลเลย์บอลก็แอบลุ้นไม่ได้ว่า เร็วๆ นี้วอลเลย์บอลทั้งไทยและเกาหลีใต้จะมีโปรเจกต์อะไรร่วมกันหรือไม่

แฟนคลับฟิน!! ‘พิธา-แอฟ ทักษอร’ โผล่ตัดผมร้านเดียวกัน ชาวเน็ตตาดี ส่องเสื้อที่เจ้าของร้านใส่เป็นตัวเดียวกันเป๊ะ

(30 ก.ค. 66) ทำชาวเน็ตมโนอีกรอบ หลังจากที่ปรากฏภาพ ‘ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไปตัดผมร้านชื่อดังที่คนบันเทิงชอบใช้บริการ โดยเป็นร้านเดียวกับ ‘แอฟ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ’ ซึ่งเจ้าของร้านตัดผมดังกล่าว ได้เผยภาพคู่กับทิม พิธา พร้อมข้อความว่า “เป็นเกียรตินะครับ” และก่อนหน้านี้ก็ได้โพสต์ภาพคู่ ‘แอฟ ทักษอร’ ระบุว่า “สวยมากครับ”

โดยชาวเน็ตพุ่งเป้าไปที่เสื้อเจ้าของร้านว่าเป็นตัวเดียวกันเป๊ะ!! ทำเอฟซีแห่ถามกันกระจายว่าทั้งคู่มาด้วยกันหรือไม่ งานนี้เอฟซีที่เชียร์ทั้งคู่ให้ลงเอยต่างก็ฟินไปตามๆ กัน

‘นิด้าโพล’ ชี้!! ‘ก้าวไกล’ เดินเกมพลาด จนชวดตั้งรัฐบาล เพราะไม่ยอมยกเลิกบางนโยบาย-ประมาทเสนอ ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

(30 ก.ค. 66) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง ‘ความผิดพลาดของพรรคก้าวไกล’ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 24-26 กรกฎาคม 2566 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับข้อผิดพลาดของพรรคก้าวไกลในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ ‘นิด้าโพล’ สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อข้อผิดพลาดของพรรคก้าวไกลในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.98 ระบุว่า พรรคก้าวไกลไม่ยอมยกเลิกบางนโยบาย เพื่อให้ได้การสนับสนุนเพิ่มขึ้น รองลงมา ร้อยละ 30.46 ระบุว่า พรรคก้าวไกล ไม่มีข้อผิดพลาดใด ๆ ทั้งนั้น ร้อยละ 27.56 ระบุว่า พรรคก้าวไกลสู้เกมการเมืองในสภาไม่ได้ ร้อยละ 11.68 ระบุว่า พรรคก้าวไกลทำตัวปิดกั้นตัวเอง ทำให้ไม่ค่อยมีพันธมิตรทางการเมือง ร้อยละ 10.23 ระบุว่า พรรคก้าวไกลไม่เข้าใจวัฒนธรรมและความเป็นจริงทางการเมืองแบบไทย ๆ

ร้อยละ 9.54 ระบุว่า พรรคก้าวไกลประมาทในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่พรรคเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี (นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์) ร้อยละ 7.94 ระบุว่า พรรคก้าวไกลสร้างศัตรูทางการเมืองไว้มากในช่วงที่ผ่านมา ร้อยละ 7.86 ระบุว่า ปัญหาจากพฤติกรรมของแฟนคลับ พรรคก้าวไกลทำให้ไม่ได้รับการสนับสนุนในรัฐสภา ร้อยละ 7.56 ระบุว่า พรรคก้าวไกลฟังแฟนคลับของตนเองมากเกินไป ร้อยละ 6.11 ระบุว่า พรรคก้าวไกลหลงไปกับตัวเลข 14 ล้านเสียง และ 151 สส. มากเกินไป ร้อยละ 5.88 ระบุว่า กุนซือ นักวิชาการของพรรคก้าวไกลที่อยู่นอกพรรคฯ ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง หากพรรคก้าวไกลต้องไปเป็นฝ่ายค้าน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.19 ระบุว่า จะมีการชุมนุมใหญ่แต่จะสามารถควบคุมได้ รองลงมา ร้อยละ 24.81 ระบุว่า จะมีการชุมนุมเพียงเล็กน้อยและสามารถควบคุมได้ ร้อยละ 23.66 ระบุว่า จะมีการชุมนุมใหญ่และไม่สามารถควบคุมได้ ร้อยละ 11.99 ระบุว่า จะไม่มีการชุมนุมใด ๆ ร้อยละ 2.90 ระบุว่า จะมีการชุมนุมเพียงเล็กน้อยแต่จะไม่สามารถควบคุมได้ และร้อยละ 1.45 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนถึงความเป็นไปได้ที่การเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีพรรคการเมืองใหม่ที่มีลักษณะบุคลากรและวิธีการดำเนินการทางการเมืองคล้ายกับพรรคก้าวไกลเกิดขึ้น แต่มีความประนีประนอมมากกว่า พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.88 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นไปได้ รองลงมา ร้อยละ 33.89 ระบุว่า เป็นไปได้มาก ร้อยละ 19.54 ระบุว่า เป็นไปไม่ได้เลย ร้อยละ 9.62 ระบุว่า เป็นไปไม่ค่อยได้ และร้อยละ 1.07 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

โกดังพลุระเบิด จ.นราธิวาส ดับ 9 บาดเจ็บนับ 100 ราย บ้านเรือนพังยับ ผู้ว่าฯ-จนท.เร่งเปิดศูนย์ช่วยเหลือ ปชช.

จากกรณี เกิดเหตุโกดังเก็บพลุระเบิด ในพื้นที่ตำบลมูโนะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ล่าสุดยอดเสียชีวิต 9 คน ผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 106 คน บาดเจ็บสาหัส 15 คน ส่วนสาเหตุ คาดว่าเกิดจากการเชื่อมเหล็กในโกดังเก็บประทัด แล้วเปลวไฟได้กระเด็นไปติดกล่องกระดาษเก็บดอกไม้เพลิง

(30 ก.ค. 66) ความคืบหน้าเหตุโกดังเก็บพลุดอกไม้ไฟระเบิดในพื้นที่ตำบลมูโนะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ระเบิด จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 9 คน และบ้านเรือนเสียหายกว่า 200 หลัง ซึ่งชาวบ้านในที่เกิดเหตุบอกว่าเคยแจ้งเตือนผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการเก็บพลุดอกไม้ไฟในชุมชนแต่กลับถูกเพิกเฉยจนนำมาซึ่งความสูญเสียครั้งใหญ่

ชาวบ้านหลายครอบครัวในพื้นที่หมู่ 1 ต.มูโนะ ซึ่งอยู่ในบริเวณโดยรอบที่เกิดเหตุโกดังเก็บพลุดอกไม้ไฟระเบิด ต้องอาศัยแสงสว่างจากแสงเทียนเพื่อใช้ชีวิตยามค่ำคืนที่ผ่านมา เนื่องจากความรุนแรงจากเหตุระเบิดนอกจากทำให้อาคารบ้านเรือนพังเสียหายราบเป็นหน้ากลองเป็นวงกว้างแล้ว แต่พื้นที่ชุมชนซึ่งอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางจุดเกิดเหตุหลายร้อยเมตรก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ระบบไฟฟ้ายังใช้ไม่ได้ชาวบ้านต้องอยู่อาศัยในความมืดมิด ท่ามกลางซากปรักหักพังของบ้านเรือนและทรัพย์สินที่เสียหายเป็นจำนวนมาก หลายครอบครัวแทบจะสิ้นเนื้อประดาตัว

โดยหนึ่งในชาวบ้านที่อยู่ติดกับโกดังเก็บดอกไม้ไฟบอกว่าบ้านได้รับความเสียหายทั้งหมด ภรรยาและลูกๆ แทบเอาชีวิตไม่รอด ซึ่งก่อนหน้านี้ เคยแจ้งเตือนผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการเก็บพลุดอกไม้ไฟในชุมชนแต่กลับถูกเพิกเฉยจนนำมาซึ่งความสูญเสียครั้งใหญ่ จึงเรียกร้องให้ภาครัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ประกอบธุรกิจเหล่านี้

สำหรับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเบื้องต้นทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 9 คน มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 100 คน ซึ่งส่วนใหญ่อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว และมีบ้านเรือนได้รับความเสียหายเป็นวงกว้างเบื้องต้นได้รับความเสียหายหนักอย่างน้อย 200 หลังคาเรือน

ทั้งนี้ ตลอดค่ำคืนที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงค้นหาผู้สูญหาย และเก็บหลักฐาน จากเหตุการณ์โกดังพลุดอกไม้ไฟระเบิดระเบิด เหตุการณ์นี้สร้างความเสียหายให้กับชาวบ้านจำนวนหลายร้อยคน บ้านเรือนได้รับความเสียหายเบื้องต้น 200 หลัง ในพื้นที่รอบระยะ 500 เมตรได้รับความเสียหายหนัก

นายนายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสสั่งการตั้งศูนย์พักพิงให้กับผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมจัดโรงครัวพระราชทานและทหารจิตอาสา ช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบเหตุ โดยเฉพาะ อาหาร น้ำดื่ม และที่พักอาศัย โดยใช้พื้นที่สนามกีฬาเทศบาลมูโนะเป็น ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบเหตุพลุไฟระเบิด เป็นศูนย์อพยพชั่วคราว

สำหรับความเสียหายในขณะนี้ ผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 106 คน หลังได้รับการรักษาพยาบาลเบื้องต้นสามารถกลับบ้านได้ และบาดเจ็บสาหัส 15 คน รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก และโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตนับถึงเวลาเที่ยงคืนวานนี้เพิ่มขึ้นเป็น 9 คนแล้ว เป็น ชาย 7 คน เด็กชาย 1 คน เด็กหญิง 1 คน

พล.ต.ต.อนุรุธ อิ่มอาบ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส เปิดเผย เบื้องต้นทราบแล้วสาเหตุคาดว่าเกิดจากการเชื่อมเหล็กในโกดังเก็บประทัด แล้วเปลวไฟได้กระเด็นไปติดกล่องกระดาษเก็บดอกไม้เพลิง ที่ตั้งกองสุมไว้เป็นกองใหญ่ จนเกิดระเบิดขึ้น

และคาดว่าช่างที่เข้าต่อเติมโกดังในครั้งนี้ มีทั้งหมด 5 คน เสียชีวิตทันที ส่วนรายละเอียดคงต้องรอผลการตรวจพิสูจน์โดยละเอียดของเจ้าหน้าที่อีกครั้ง ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความประมาทของผู้ใด มีการตรวจสอบการเก็บประทัดเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ และจากการสอบสวนในเบื้องต้นยังทราบว่าระหว่างเกิดเหตุเจ้าของโกดัง ไม่ได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านพัก เนื่องจากเป็นวันหยุดยาว จึงพาสมาชิกในครอบครัวไปเที่ยวต่างจังหวัด

สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุโกดังเก็บประทัดในตลาดมูโนะครั้งนี้ ถือว่ามีความรุนแรงมากเพราะแรงระเบิดส่งผลให้ตลาดมูโนะ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจำหน่ายสินค้าชายแดนแหล่งใหญ่ที่สุดของอำเภอสุไหงโก-ลก ได้รับความเสียหายบ้านเรือนและร้านค้าถูกแรงระเบิดจนกลายเป็นเศษซากปรักหักพัง เป็นที่เศร้าสลดของประชาชนในพื้นที่ หลังจากเพิ่งฟื้นตัวจากอุทกภัยครั้งใหญ่ช่วงปลายปี 2565

‘นายก อบจ.เชียงใหม่’ ชี้ ฝุ่นพิษส่งผลเสียหลายด้าน หวังภาคีเครือข่าย ‘หยุดเผา เรารับซื้อ’ ช่วยแก้ปัญหายั่งยืน

อย่างที่ทราบกันดีว่า ภาคเหนือตอนบน ประกอบด้วยจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน มีทิวทัศน์ที่สวยงาม และบรรยากาศน่าอยู่ น่าท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ แต่กว่าทศวรรษที่ผ่านมา ในช่วงหน้าแล้ง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายนของทุกปี ได้เกิดฝุ่นควันปกคลุม ทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนในพื้นที่อย่างมาก

นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ (อบจ.เชียงใหม่) ยอมรับว่า ปัญหาฝุ่นควัน หรือ PM2.5 เป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อจังหวัดเชียงใหม่ และพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบนอย่างมาก ทั้งในด้านสุขภาพของประชาชนและความเสียหายทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลกระทบด้านการท่องเที่ยว ซึ่งสร้างเม็ดเงินให้กับจังหวัดเชียงใหม่ ปีละหลายหมื่นล้านบาท 

ทั้งนี้ ในส่วนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ได้พยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ร่วมมือกับทั้งภาคราชการและเอกชนในพื้นที่ เช่น แจกหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่นพิษ และสนับสนุนอุปกรณ์ดับไฟป่า เป็นต้น โดยทาง อบจ.เชียงใหม่ ได้สนับสนุนงบประมาณราว 12 ล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม นายก อบจ. เชียงใหม่ มองว่า การแก้ปัญหาที่ผ่านมา เป็นการแก้ไขที่ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะฉะนั้น ในอนาคตจะต้องเข้าไปแก้ที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาไฟป่า ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการกระทําของมนุษย์ ไม่ใช่เฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่เท่านั้น แต่มีหลายจังหวัดรวมถึงต่างประเทศเพื่อนบ้านด้วย

“ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ในจังหวัดเชียงใหม่ในวันนี้ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ด้วยการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานระดับจังหวัดเท่านั้น แต่ต้องได้รับความร่วมมือในระดับนานาชาติ และเป็นที่น่ายินดีว่า ขณะนี้ได้เกิดภาคีเครือข่ายเชียงใหม่ขจัดฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นความความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน จัดทำโครงการ ‘หยุดเผา เรารับซื้อ’ เพื่อลดการเผาตอซังข้าวโพด หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยลดการเผาป่าได้อย่างยั่งยืน”

ห้องสมุดพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ แหล่งรวมหนังสือเฉพาะทาง กับ 5 หนังสือที่ควรค่าน่าอ่าน

ห้องสมุดพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อยู่ภายในอาคารแถวยาว 2 ชั้น ริมกำแพงพระบรมมหาราชวังด้านทิศเหนือ ติดกับประตูวิเศษไชยศรี หรือที่เรียกว่า หอรัษฎากรพิพัฒน์ สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ทำการกรมพระคลังมหาสมบัติ ซึ่งสร้างมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ห้องสมุดแห่งนี้รวบรวมหนังสือเฉพาะทางมากมายเกี่ยวกับผ้า ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ การออกแบบ เครื่องแต่งกายแต่ละยุคสมัย หรือเครื่องประดับต่างๆ ทั้งภาษาไทยและต่างประเทศนับว่าเป็นห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือเกี่ยวกับผ้าและสิ่งทอไว้อย่างครบถ้วน

ในโอกาสปรับโฉมใหม่ ห้องสมุดพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ แห่งนี้ ปุญญิศา เปล่งรัศมี บรรณารักษ์ประจำห้องสมุดพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ กล่าวถึงหนังสือทรงคุณค่า 5 เล่มที่นักอ่านไม่ควรพลาด ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับฉลองพระองค์ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงคอลเลคชั่นผ้าไทยร่วมสมัย และผ้าบาติกทรงสะสมจากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งรวบรวมรายละเอียดและภาพประกอบสวยๆ ไว้อย่างครบถ้วน

สิริราชพัสตราบรมราชินีนาถ : หนังสือประกอบนิทรรศการ “สิริราชพัสตราบรมราชินีนาถ” ซึ่งกำลังจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ภายในเล่มบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงผ่านฉลองพระองค์ในช่วงเวลาต่างๆ ตั้งแต่ยุค 1960 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ จนถึงยุค 2000 รวมถึงฉลองพระองค์สีทอง หรือ สุวรรณพัสตรา สะท้อนให้เห็นว่าสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงเป็นผู้นำในการส่งเสริมผ้าทอและงานศิลปหัตถกรรมไทยให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก

ผ้าบาติกในพระปิยมหาราช : สายสัมพันธ์สยามและชวา หนังสือประกอบนิทรรศการ “ผ้าบาติกในพระปิยมหาราช :สายสัมพันธ์สยามและชวา” ซึ่งกำลังจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ภายในเล่มบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนชวา ประเทศอินโดนีเซียทั้งสามครั้ง ทั้งยังรวบรวมประวัติความเป็นมา ภาพที่เกี่ยวข้องและรายละเอียดเกี่ยวกับผ้าบาติกทรงสะสมอันสวยงาม จากเมืองต่างๆ บนเกาะชวารวมทั้งสิ้นกว่า 300 ผืน

ดอนกอยโมเดล : หนังสือคู่มือการพัฒนา “ผ้าย้อมครามของบ้านดอนกอย” จังหวัดสกลนคร โครงการต้นแบบการพัฒนาชุมชนด้วยความคิดสร้างสรรค์ในพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงมุ่งสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายในเล่มบอกเล่าเรื่องราวของผ้าย้อมครามไว้อย่างละเอียด ตั้งแต่แหล่งที่มาของคราม สีย้อมธรรมชาติ เส้นใย กรรมวิธีการย้อมผ้า การทอผ้า ลวดลายผ้าทั้งแบบดั้งเดิมและร่วมสมัย จนถึงการต่อยอดผลิตภัณฑ์ต่างๆ ร่วมกับนักออกแบบชื่อดังของไทย และการสร้างแบรนด์สินค้าสู่สากล

Thai Textiles Trend Book Spring/ Summer 2023 : หนังสือที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงานผ้าไทยเชื่อมโยงกับเทรนด์โลก โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา นำเสนอแนวโน้มตลอดจนทิศทางของผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายที่เป็นประโยชน์ต่อนักออกแบบ ช่างทอผ้า ชุมชน และผู้ประกอบการ สำหรับแนวคิดในฤดูกาลนี้คือ “วัฒนธรรมอันเคลื่อนคล้อย” (Moving Culture) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากบรรยากาศฤดูร้อนของไทย โดยมีผ้าบาติกและผ้าขาวม้าเป็นไฮไลท์หลัก

ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี : หนังสือที่ถ่ายทอดเรื่องราวของ “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ลายผ้าที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานเป็นของขวัญปีใหม่แก่ช่างทอผ้าทั่วประเทศ เพื่อจุดประกายการพัฒนาลวดลายและผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้ร่วมสมัยเป็นสากล ไฮไลท์ภายในเล่มพบกับผลงานผ้าที่ตัดเย็บโดยนักออกแบบชั้นนำ และความงดงามของผืนผ้าที่ได้รับรางวัลถึง 150 ผืน

ห้องสมุดพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เปิดให้บริการในวันอังคาร-วันเสาร์ เวลา 09.00-16.30 น. (เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) ผู้สนใจสามารถแจ้งความประสงค์และติดต่อสอบถามการเข้าใช้บริการได้ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ เคาน์เตอร์ร้านพิพิธภัณฑ์ หรือ ติดต่อมายังห้องสมุดโดยตรงที่โทรศัพท์ 02-2215143 ต่อ 402 และเข้าใช้บริการได้ทันที โดยเข้าใช้บริการครั้งแรก ฟรี และครั้งถัดไป 20 บาท หรือสมัครสมาชิกรายปี ปีละ 200 บาท

สมุทรปราการ-“พสกนิกรชมรมจิตอาสาเพื่อนช่วยเพื่อนตามรอยพ่อ และ “ชุมชนสถาบันราชประชาสมาสัย” ร่วมจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคลในหลวง ร.10

โดยชมรมจิตอาสาเพื่อนช่วยเพื่อนตามรอยพ่อ ร่วมกับ พสกนิกรชาวชุมชนหมู่ 7 สถาบันราชประชาสมาสัย ศาลปู่เจ้าสมิงพราย และคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย ร่วมกันจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 71 พรรษา 28 กรกฎาคม 2566 

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อน้อมรำลึกและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว อีกทั้ง เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์

 โดยมี ดร.สรรเกียรติ กุลเจริญ นายกเทศมนตรีเมืองปู่เจ้าสมิงพราย เป็นประธานในพิธี นำพสกนิกรทุกหมู่เหล่าถวายเครื่องราชสักการะ วางพานพุ่มหน้าพระฉายาลักษณ์และเปิดกรวยกระทงดอกไม้ จากนั้น ดร.สรรเกียรติ กุลเจริญ นายกเทศมนตรีเมืองปู่เจ้าสมิงพราย กล่าวถวายพระพรสดุดีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา โดยมีทางคณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภาเทศบาล นายประเทือง แซ่เอี๊ย ประธานชมรมจิตอาสาเพื่อนช่วยเพื่อนตามรอยพ่อ นายยุทธพิชัย กังวานสิทธิ์ ประธานชุมชน ม.7 สถาบันราชประชาสมาสัย นายเส่ย แซ่ตั้ง ประธานศาลปู่เจ้าสมิงพราย นางสาวทัศนีย์ ศรศิริ ประธานศูนย์ช่วยเหลือสังคม ต.บางหญ้าแพรก นายสำเริง อัมระนันท์ รองประธานชมรมจิตอาสาเพื่อนช่วยเพื่อนตามรอยพ่อ นายบุญช่วย ทองเอี่ยม ฝ่ายประชาสัมพันธ์ชมรมจิตอาสาเพื่อนช่วยเพื่อนตามรอยพ่อ นางยุวดี นิลกมล ประธานกองทุนหมู่บ้าน นำผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ที่พักรักษาตัวอยู่ในสถาบันราชประชาสมาสัย ตลอดจนประชาชนทุกหมู่เหล่า ร่วมจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล และร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

โดยภายในพิธีมีการแสดงรํานาฏศิลป์ การแสดงของกลุ่มวัฒนธรรมอำเภอเมือง และการจุดพลุมหามงคล เพื่อเทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 10 นอกจากนี้ ภายในงาน ทางผู้นำชุมชนหมู่ 7 สถาบันราชประชาสมาสัย ได้นำอาหารปรุงสุกและน้ำดื่ม มาจัดตั้งโรงทานเพื่อแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนที่เดินทางมาร่วมในพิธีได้รับประทานฟรีกันอีกด้วย โดยทุกคนต่างน้อมรำลึกและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top