Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

‘ลำไย ไหทองคำ’ ชี้แจง ปมแทรกคิว ‘จ๊ะ นงผณี’ ขึ้นแสดงคอนเสิร์ต หลังถูกมองเป็นต้นเหตุดรามา ยัน!! ไม่ได้รับการแจ้งใดๆ จากเจ้าของงาน

(4 ส.ค. 66) ต้องบอกว่าปมดรามา ‘แทรกคิว’ ขึ้นแสดง หลังจากที่ ‘จ๊ะ นงผณี’ ออกมาไลฟ์ชี้แจงโต้กลับโพสต์ของ ‘ตั๊กแตน ชลดา’ และกล่าวถึงดรามาการแทรกคิวขึ้นแสดงคอนเสิร์ต โดย ‘จ๊ะ นงผณี’ ระบุในบางช่วงบางตอนไว้ว่า…

“เจ้าภาพทักมาเมื่อวันที่ 6 เม.ย. เพื่อสอบถามว่า ถ้าเล่นกลางคืนวันที่ 8 เม.ย. มีคิวไหมคะ? เราก็ตอบเจ้าภาพไปว่า ไม่มีเลยค่ะพี่ฝน ไม่ทัน แล้วผู้จัดการก็โทรหาพี่ฝนซึ่งเป็นเจ้าภาพ พี่ฝนเลยบอกว่า งั้นให้เล่นกลางวัน แสดงเวลา 11.30 – 12.30 น. คอนเฟิร์มนะคะ จ๊ะไปถึงประมาณ 10 โมง เจ้าภาพเดินมาบอกว่า “ขอให้น้องลำไยขึ้นก่อนได้มั้ย เพราะน้องมีงาน 3 งาน” เราก็เลยบอกว่าได้พี่ ให้น้องขึ้นก่อนเลย ซึ่งคิวแรกคือจ๊ะ 11.30 น. พอลำไยขึ้นเสร็จ นักดนตรีเราจะไปเซ็ตต่อน้องลำไย เป็นเรื่องเป็นราวแต่ไม่มีการทะเลาะกันหลังเวที แล้วจ๊ะก็ไม่ได้เจอพี่แตน เพราะว่าจ๊ะไม่ได้อยู่หลังเวที จ๊ะรออยู่ในบ้านของเจ้าภาพ ไม่ได้เจอพี่แตนเลย เห็นแค่ตอนอยู่บนเวที

จ๊ะกำลังจะขึ้นวงที่ 2 เจ้าภาพเดินมาบอกว่า “พี่แตนจะขึ้นก่อน” พูดคำนี้เลย… จ๊ะบอกแล้วหนูจะไปงานทันไหม เพราะหนูมีเล่นต่อที่ชลบุรี จ๊ะเล่นที่ชลบุรีเที่ยงคืนจริงค่ะ แต่วันนั้น 8 เม.ย. เป็นวันแรกที่จ๊ะร้อง จ๊ะต้องไปซาวด์เช็กก่อน ต้องไปบล็อกกิ้งแดนเซอร์ ไปย้อนดูได้หมดเลย สิ่งไหนที่จ๊ะพูดไม่จริงเตรียมด่าฉันได้เลย เจ้าภาพบอกว่า “ตั๊กแตนจะขอขึ้นก่อน” เราก็บอกโอเคพี่ ให้พี่แตนขึ้นไปก่อนเลย ไม่เป็นอะไร เดี๋ยวถ้าพี่แตนเล่นชั่วโมงนึงหนูก็ต้องตัดเวลาของหนูออกแค่นั้นเอง… เราพูดแค่นี้จนเจ้าภาพสงสารเรานะ แล้วพูดบอกว่า “จ๊ะ เอางี้แล้วกัน นั่งกินไวน์เฉยๆ ก็ได้ ไม่ต้องร้อง แล้วเดี๋ยวกลับเลย” อันนี้พูดเรื่องจริงนะคะ แล้ววันนี้เจ้าภาพพูดกับผู้จัดการจ๊ะ ถ้ามันยังไม่จบเขาจะออกมาพูดเอง ว่าคิวแรกคือจ๊ะ ตัดปัญหานะคะ เรื่องคิวชัดเจนนะคะ จ๊ะไม่เคยแทรกคิวใครนะคะ คิวจ๊ะคือ 11.30 น. ถ้าจ๊ะจะแทรก คือจ๊ะต้องแทรกพระเท่านั้นแล้วตอนนั้น เพราะพระสวดถึง 11.00 น.”

ล่าสุด ลำไย ไหทองคำ ได้โพสต์ข้อความชี้แจง โดยระบุว่า…

“สวัสดีค่ะ เนื่องจากคิวงานวันที่ 8 เม.ย. ที่หนูได้ไปเล่นงานเดียวกับพี่จ๊ะและพี่แตนนะคะ หนูขออนุญาตชี้แจงรายละเอียดงานที่หนูได้รับจากผู้ประสานงานนะคะ เนื่องจากตอนนี้ข่าวตามเพจต่างๆ เริ่มมีการโพสต์ว่า ต้นเหตุเกิดจากการขอแทรกคิวของหนู หนูได้รับข้อมูลงานจากผู้ประสานงานว่าให้ขึ้นแสดงเวลา 11:30 น. หนูไปถึงงานตามเวลา ทีมงานหนูสแตนด์บายรอหลังเวทีก่อนเวลาแสดง พอเสร็จพิธีการเสร็จก็ขึ้นแสดง ส่วนเรื่องขอแทรกคิว ตัวหนูเองและทีมงานยืนยันว่า ไม่ได้มีการแจ้งเจ้าภาพหรือผู้ประสานงานว่าจะขอแทรกคิวพี่ๆ เลยค่ะ "

'กรณ์' ชี้!! เร่งแก้ปัญหา Ashton Asoke เป็นเรื่องถูกต้อง แต่ต้องไม่ผิดกฎหมายและต้องเยียวยาผู้ร้องได้แบบครบมิติ

(4 ส.ค.66) นายกรณ์ จาติกวณิช ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีใครต้องรับผิดชอบอย่างไร และจะแก้ไขเยียวยาให้ผู้ร้องอย่างไร ในเคส 'Ashton Asoke' ไว้ว่า...

ประเด็นนี้สำคัญครับ

เมื่อวานผู้ว่าชัชชาติแถลงว่า ให้เวลาโครงการ Ashton 30 วัน++ ในการหาทางออกใหม่ 

และเน้นว่า "แต่วันนี้ทางออกปัจจุบันยังใช้ได้เหมือนเดิม"

ในทางปฏิบัติผมว่าถูกต้อง รีบ ๆ หาทางออกให้ผู้อาศัยในอาคารเดือดร้อนน้อยที่สุด

แต่ในทางกฎหมายผมมองว่ามีประเด็นปัญหา

เพราะเมื่อวานสำนักงานกฎษฎีกาได้ออกมายืนยันว่า สำนักงานฯ ได้มีมติแจ้งไปทาง รฟม. (ผู้ที่ให้โครงการเช่าใช้ที่ของตนเป็นทางออก) ตั้งแต่ปี 2563 ว่า รฟม. ไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการนำพื้นที่ให้เอกชนเช่าใช้ ยิ่งศาลพิพากษายืนยันความเห็นนี้ สถานะยิ่งชัดว่า รฟม.ให้เอกชนเช่าใช้ที่นี่ไม่ได้

ดังนั้นประเด็นเฉพาะหน้าที่สำคัญที่สุดคือ ทำอย่างไรให้ รฟม. ยังสามารถคงการเปิดทางเข้า/ออกให้โครงการได้โดยไม่ผิดกฎหมาย?

ส่วนทางกทม. ผมมองว่าการให้เวลาทางโครงการไปหาทางออกใหม่ เพื่อมาขอใบอนุญาตใบใหม่นั้นเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล 

...แต่ไม่พอ!! เพราะไม่ได้บรรเทาปัญหาให้กับชาวบ้านเดิมที่ฟ้องร้อง กทม. มาตั้งแต่ปี 58 ว่าโครงการนี้สร้างผิดกฎหมาย พูดง่ายๆ คือความผิดสำเร็จแล้ว 

และที่ผู้ว่าฯ ยังไม่ได้พูดคือส่วนนี้ ว่าใครต้องรับผิดชอบอย่างไร จะแก้ไขเยียวยาให้ผู้ร้องอย่างไร และที่สำคัญที่สุด กทม. จะปรับตัวเองอย่างไรไม่ให้มีการสร้างตึกที่ผิดกฎหมายอีกในอนาคต

‘มท.1’ เร่งหาแหล่งเงินเยียวยา ปชช.เหตุพลุระเบิดนราธิวาส ลั่น!! ภาครัฐจะดูแลให้ดีที่สุด พร้อมล่าตัวเจ้าของโกดังดำเนินคดี

(4 ส.ค. 66) ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่บริเวณจุดเกิดเหตุโกดังเก็บดอกไม้ไฟระเบิด ตำบลบ้านมูโนะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ว่า มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของแต่ละหน่วยงานที่จะดูแล โดยเฉพาะในส่วนของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แต่สิ่งที่สำคัญตอนนี้คือเรื่องการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายทั้งหมด ซึ่งมีปัญหาทั้งเรื่องความแออัด และปัญหาน้ำท่วม จึงจะใช้แนวทางการปฏิรูปที่ดิน เพื่อจัดรูปแบบใหม่

ซึ่งวันเดียวกันนี้ ได้เตรียมทางเลือกมารายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบแล้ว ก่อนจะนำไปให้ประชาชนพิจารณา รวมถึงจะมีการพิจารณาเรื่องแหล่งเงิน เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเดิมและอยู่ดีกินดีขึ้น

เมื่อถามถึงกรณีที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่าวงเงินที่ใช้ในการฟื้นฟูผลกระทบที่เกิดจากเหตุการณ์นี้น้อยไป พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลจะพยายามทำให้ดีที่สุด จากแหล่งเงินหลายแห่ง หากดูตามประวัติศาสตร์ การจ่ายเงินเกินอำนาจเป็นไปไม่ได้ กฎหมายอนุญาตให้จ่ายได้เท่าไหร่ รัฐฯ พยายามทำให้ดีที่สุด โดยเฉพาะในส่วนของผู้เสียชีวิตกว่า 10 ราย

เมื่อถามต่อถึงการดำเนินคดีกับเจ้าของโกดังที่หลบหนีไปต่างประเทศ และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังดำเนินการทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นใครทั้งสิ้น ขอให้ประชาชนเข้าใจ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะบุคคลที่ทำให้เกิดเหตุนี้ขึ้น

เตรียมพร้อมรับ Digital Nomad นักท่องเที่ยว สายทำงาน เลือก 3 พิกัดในไทยเป็นหมุดหมายในการมาใช้ชีวิต

หลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประกอบกับการพัฒนาของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ไลฟ์สไตล์ในการทำงานของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่ม Digital Nomad ทั่วโลก เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 15.2 ล้านคน ในปี 2562 เป็น 35 ล้านคนในปี 2565 หรือเติบโตขึ้นกว่า 130% และมีโอกาสแตะระดับ 60 ล้านคน ในปี 2573

จุดเด่นของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Digital Nomad คือ การมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยสูงถึง 6 เดือน ส่งผลให้มีการใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวโดยทั่วไปกว่า 56% และไม่ได้มีฤดูกาลท่องเที่ยวที่ชัดเจนแบบนักท่องเที่ยวกลุ่ม Mass ทำให้สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว โปรไฟล์ของกลุ่ม Digital Nomad จะเป็นชาวอเมริกันเป็นหลักโดยมีสัดส่วนสูงถึง 48% ของกลุ่ม Digital Nomad ทั้งหมด รองลงมาได้แก่ สหราชอาณาจักร (7%) รัสเซีย (5%) แคนาดา (4%) และเยอรมัน (4%)

และส่วนใหญ่จะเป็นชาวมิลเลนเนียล (Millennials) หรือกลุ่ม Gen Y โดยกว่า 83% จะประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งอาชีพที่พบได้มากที่สุด คือ งานด้านคอมพิวเตอร์/ไอที นักการตลาด งานออกแบบ นักเขียน และงานด้าน E-Commerce

โดยสถานที่ที่นิยมใช้เป็นที่ทำงานแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

-กลุ่มที่ต้องการเสียงและบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ เพื่อให้มีสมาธิในการทำงาน จะเลือกทำงานใน Co-working Space เป็นหลัก

-กลุ่มที่ต้องการความเงียบสงบในการทำงานจะเลือกทำงานในที่พักอาศัยเป็นหลัก

ส่วนด้านค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตของกลุ่ม Digital Nomad จะมีงบประมาณในการใช้จ่ายเฉลี่ย 1,875 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือราว 62,000 บาทต่อเดือน โดยมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยประมาณ 6 เดือน ก่อนจะย้ายเมืองหรือประเทศที่ใช้เป็นสถานที่ทำงานใหม่ต่อไป

สำหรับประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวกลุ่ม Digital Nomad เป็นอย่างมาก เพราะว่า 5 ปัจจัยหลักในการเลือกจุดหมายปลายทางของกลุ่ม Digital Nomad คือ ค่าครองชีพต่ำและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ความปลอดภัย แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ วีซ่าที่เหมาะสม ร้านกาแฟ/Co-working Space โดยเรื่องค่าครองชีพและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่สุด เนื่องจากมีผลต่อกำลังซื้อและประสิทธิภาพในการทำงานโดยตรง ขณะที่เรื่องความปลอดภัย ทั้งความปลอดภัยด้านอาชญากรรมและสภาพแวดล้อมมีความสำคัญรองลงมา

ซึ่ง ประเทศไทยติดอันดับ Top 10 ถึง 3 แห่ง ได้แก่ 1. เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี (อันดับ 1) 2. กรุงเทพฯ (อันดับ 2) 3. จ.เชียงใหม่ (อันดับ 9) 

ด้วยศักยภาพและของ กลุ่ม Digital Nomad ด้าน Krungthai COMPASS ประเมินว่า การเติบโตของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Digital Nomad จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจหลัก คือ

-ธุรกิจที่พักแรม และร้านอาหาร เช่น ธุรกิจ Co-Living Space, Service Apartment, Hostel, โรงแรม และ ธุรกิจ Co-working Space

-ธุรกิจบริการเช่ารถจักรยานยนต์ เนื่องจากเป็นวิธีการเดินทางหลักของ Digital Nomad

-ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง Community เช่น การจัดกรุ๊ปทัวร์ทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น เดินป่า ปีนเขา ดำน้ำ รวมถึงคลาสออกกำลังกาย เช่น โยคะ มวยไทย เป็นต้น

-ธุรกิจโทรคมนาคม เนื่องจากระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและมีประสิทธิภาพมีความสำคัญและจำเป็นอย่างมากสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

นอกจากนี้ ธุรกิจต่อเนื่องหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องทางอ้อมก็มีโอกาสได้รับอานิสงส์ด้วยเช่นกัน ได้แก่ ธุรกิจค้าปลีก ทั้งในกลุ่มร้านสะดวกซื้อ ไฮเปอร์มาร์เก็ต และห้างสรรพสินค้า / ธุรกิจสถานบันเทิง / ธุรกิจการแพทย์

‘สส.สรรเพชญ’ ส่งเสียงหนุน พ.ร.ก.ปราบปรามมิจฉาชีพออนไลน์ ลั่น!! ปัญหาของ ปชช. รอไม่ได้ ขอสภาฯ ให้ความเห็นชอบ

เมื่อวานนี้ (3 ส.ค. 66) ในการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ณ ห้องประชุมสุริยัน อาคารรัฐสภา นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายแสดงความเห็นต่อ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 โดยนายสรรเพชญฯ กล่าวว่า 

"ตนเห็นด้วยกับพระราชกำหนดฉบับนี้ เนื่องจากเป็นปัญหาความเดือดร้อนที่ประชาชนได้รับผลกระทบกันเป็นจำนวนมาก สร้างความเสียหายให้กับประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศมูลค่ามหาศาล อีกทั้งพระราชกำหนดฉบับนี้ ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยของสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ ที่กำลังประสบกับปัญหาที่เกิดขึ้นท่ามกลางโลกไร้พรมแดน"

นายสรรเพชญ ได้กล่าวต่อว่า "ปัจจุบันพฤติกรรมของขบวนการนี้ มีความพยายามที่จะทำให้กระบวนการในการจับกุม และสอบสวนซับซ้อนมากยิ่งขึ้น รวมถึงใช้วิธีการต่าง ๆ ที่จะหลอกล่อ ขู่เข็ญให้ประชาชนหลงเชื่อและตกใจกลัวด้วยข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน ข้อมูลเครดิตต่าง ๆ จนหลงเชื่อและต้องสูญเสียทรัพย์สิน เมื่อมิจฉาชีพเหล่านี้ได้รับเงินจากผู้เสียหายแล้วก็จะมีการโอนต่อกันเป็นทอด ๆ ผ่านบัญชีม้า ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทำงานยากมากยิ่งขึ้นซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นภัยร้ายแรงที่กำลังคุกคามสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน"

นอกจากนี้นายสรรเพชญฯ ยังได้กล่าวให้กำลังใจไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ที่กำลังปฏิบัติงานเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในขณะนี้ รวมถึงได้ตั้งข้อสังเกตในโครงสร้างของคณะกรรมการว่าให้ควรมีภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย รวมถึงหากเป็นไปได้อยากให้มีนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ แต่มีความชำนาญทางด้านเทคโนโลยีเข้ามาร่วมทำงานด้วยเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

ในตอนท้าย นายสรรเพชญฯ กล่าวว่า "ปัญหาของประชาชนในขณะนี้รอไม่ได้แล้ว การมีพระราชกำหนดฯ นี้จะเป็นเกราะป้องกันและช่วยเหลือประชาชน ซึ่งหากสมาชิกท่านอื่น ๆ มีความเห็นว่าสมควรแก้ก็ค่อยยื่นร่างฉบับแก้ไขกลับเข้ามาเพื่อให้กฎหมายบังคับใช้ต่อไปได้" 

‘เศรษฐา’ ลั่น!! ถึงเวลาที่เศรษฐกิจไทยจะกลับมาผงาดอีกครั้ง เชื่อ ศักยภาพคนไทยเทียบ ‘สิงคโปร์ - ฮ่องกง’ ได้แน่นอน

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 66 นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านทางทวิตเตอร์ หรือเอ็กซ์ เกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย

โดยระบุข้อความว่า…

“ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยจะเป็นตัวเลือกตัวที่สาม ผมมั่นใจในศักยภาพของคนไทย และองค์ประกอบทั้งหมดที่ประเทศไทยควรที่จะได้รับเลือกให้เป็นคู่แข่งของสิงคโปร์และฮ่องกง”

'ในหลวง' ทรงช่วยเด็กชาย 9 ขวบเมืองคอน หลังถวายฎีกาขอพระเมตตาซ่อมแซมบ้าน

เมื่อวานนี้ (3 ส.ค. 66) นายโสภณ พรหมแก้ว นายกเทศมนตรีตำบลขุนทะเล อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ช่าง เดินทางไปตรวจความคืบหน้าการซ่อมแซมเปลี่ยนซ่อมหลังคาบ้านให้ใหม่ ที่บ้านเลขที่ 180 หมู่ 9 ต.ขุนทะเล อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช ภายหลัง ด.ช.ธีธัช ทองเพชร อายุ 10 ปี นักเรียน ชั้น ป.4 โรงเรียนบ้านคดศอก ต.ขุนทะเล ซึ่งอาศัยอยู่บ้านเลขที่ดังกล่าวได้เขียนจดหมายถวายฎีกาถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีข้อความลงวันที่ 4 เม.ย 2566 ว่า 

"กระผมชื่อ ด.ช.ธีธัช ทองเพชร อายุ 9 ปี 7 เดือน อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 180 หมู่ 9 ต.ขุนทะเล อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช มีความจำเป็นเกี่ยวกับบ้านของกระผม บ้านของกระผมปลวกกินไม้ กระผมนอนตอนกลางคืนกลัวไม้จะหล่นใส่หัวของกระผมวันไหน กระผมหารู้ไม่ กระผมเขียนหนังสือขอความช่วยเหลือจากพระองค์ท่าน ร.10 กระผมไม่มีแม่ ซึ่งแม่กระผมเสียชีวิตแล้ว เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2561 ด้วยเนื้องอกในสมอง ตอนนี้กระผมอยู่กับป้า กระผมไม่มีเงินซ่อมแซมบ้าน ขอให้พระองค์ท่านทรงเมตตาเด็กตัวเล็ก ๆ อย่างกระผมด้วย...."

ต่อมาสำนักงานองคมนตรี ได้มีหนังสือลงวันที่ 4 พ.ค. 2566 ถึง ผวจ.นครศรีธรรมราช กรณี ด.ช.ธีธัช ทองเพชร อยู่บ้านเลขที่ 180 หมู่ 9 ต.ขุนทะเล อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายฎีกาถึง กรณีบ้านพักอาศัยหลังคาบ้าน ที่ทำจากไม้และมีสภาพทรุดโทรมเกรงว่า จะเกิดอันตรายกับครอบครัวของ ด.ช.ธีธัช มีความประสงค์ขอพระราชทานความช่วยเหลือเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยจึงขอพระมหากรุณาเป็นที่พึ่งดังกล่าว

ล่าสุด จังหวัดนครศรีธรรมราช สั่งการเทศบาลตำบลขุนทะเล ดำเนินการช่วยเหลือเบื้องต้นแล้วโดยทาง นายโสภณ พรหมแก้ว นายกเทศมนตรีตำบลขุนทะเล ลงพื้นที่สำรวจ ซ่อมทันที โดยให้เจ้าหน้าที่ช่าง ดำเนินการรื้อหลังคาไม้ทั้งหมดออกแล้วเปลี่ยนเป็นหลังคาเหล็กที่มั่นคงถาวร โดยใช้งบประมาณซ่อมแซมกว่า 6 หมื่นบาท คาดว่าจะเสร็จภายใน 1 อาทิตย์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ ด.ช.ธีธัช ซึ่งอาศัยอยู่กับป้า สร้างความปลาบปลื้มปิติดีใจให้กับ ด.ช.ธีธัช และนางพรทิพย์ อัฐพร อายุ 54 ปี ผู้เป็นป้า ในความเมตตาของในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่ทรงมีเมตตาสั่งซ่อมหลังคาบ้านในครั้งนี้

‘หนุ่มมะกัน’ หมิ่น ‘ไบเดน’ คุก 5 ปี ปรับ 8 ล้านบาท ส่วน ‘ประเทศไทย’ ให้ยกเลิก-ไม่ติดคุก-หมิ่นกษัตริย์

เมื่อไม่นานมานี้ ไบรอัน เบอร์เลติก ฝรั่งอเมริกันที่เคยออกมาแฉว่าเฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือหนึ่งของอเมริกาในการแทรกแซงประเทศต่าง ๆ จนถูกปิดเพจไปก่อนหน้า ได้ยกกรณีการหมิ่นผู้นำสหรัฐฯ พร้อมโทษที่เด็ดขาด ว่า…

“ชายจากนอร์ทแคโรไลนา โดนข้อหาขู่ฆ่าประธานาธิบดีไบเดน” และนี่คือหัวข้อบทความจาก CNN ซึ่งชายผู้นี้ได้โทรไปข่มขู่ที่ทำเนียบขาว และข้ออ้างของเขาคือ ‘มีสิทธิ’ ทำแบบนั้น เพราะเขามีสิทธิเสรีภาพในการพูดและเขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ฟังดูคุ้น ๆ ไหม? มันคุ้นหูมากเพราะว่านั่นคือ ‘คำอ้าง’ ของม็อบต่อต้านรัฐบาลไทยที่มีสหรัฐฯ หนุนหลังใช้เวลาที่พวกเขาหมิ่นประมาท และข่มขู่พระมหากษัตริย์ไทยยังไงล่ะ แต่ถ้าเป็นที่สหรัฐฯ คุณจะโดนโทษจำคุก 5 ปี และปรับเป็นเงิน 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ หากคุณข่มขู่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

มาดูบทความนี้กันต่อ “พรรคก้าวไกลผลักดันให้มีการยกเลิกโทษหมิ่นเบื้องสูง” ซึ่งข้างล่างบทความนี้ได้เขียนเอาไว้ว่า “ข้อเสนอมีอยู่ว่าคนที่หมิ่นประมาทหรือข่มขู่พระมหากษัตริย์ จะยังต้องระวางโทษจำคุก แต่มากสุด 1 ปี และปรับเป็นเงิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ซึ่งผมอยากให้ดูข้อความตรงนี้ “หรือข่มขู่พระมหากษัตริย์” หมายความว่าพรรคก้าวไกลต้องการเปลี่ยนกฎหมายของประเทศไทย จนแทบไม่มีโทษอะไรเลยจากการหมิ่นเบื้องสูง ซึ่งก็เป็นเจตนาของพวกเขาแต่แรกอยู่แล้ว คือการโจมตีและทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และพวกเขาตั้งใจจะเปลี่ยนกฎหมายเพื่อทำให้เรื่องนั้นเป็นไปได้ 

และในขณะเดียวกัน ลองมาดูบทความนี้กันต่อ “ก้าวไกล ฟ้องหมิ่นประมาท 'หมอวรงค์-ณฐพร' เรียกค่าเสียหายคนละ 24,062,475 บาท” อยากให้สังเกตตัวเลขตรงนี้ให้ดี เพราะนั่นคือจำนวนเงินที่พวกเขาเรียกร้องจากผู้ที่วิจารณ์พวกเขา แล้วถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทพวกเขา พอจะเห็นภาพหรือยังว่าเรื่องทั้งหมดนี่มันเป็นอย่างไร? พวกเขาต้องการจะเปลี่ยนกฎหมายเพื่อเอื้อแก่พวกเขาที่จะสามารถโจมตีและทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของประเทศให้ได้ แต่กลับยังเอากฎหมายหมิ่นประมาทของประเทศไทยมาฟ้องผู้วิจารณ์และคัดค้าน เป็นจำนวนเงินหลายล้านบาท และนี่คือการกระทำของเผด็จการ ที่เห็นกันซึ่งๆ หน้า ในโลกของความเป็นจริง ขณะที่คำกล่าวหาว่ารัฐบาลชุดปัจจุบัน และสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นเป็นเผด็จการเป็นเพียงนิทานหลอกเด็นเท่านั้น

ผมแค่อยากชี้เรื่องนี้ให้เห็นกันว่าในสหรัฐฯ คุณอาจโดนโทษจำคุกได้ถึง 5 ปี ถ้าคุณข่มขู่ประมุขของรัฐ ซึ่งพรรคก้าวไกลอยากลดเวลาจำคุกนั้นลงให้เหลือแค่ 1 ปี แต่ก็ไม่ได้ช่วยทำให้คนเลิกโจมตีสถาบันเลยสักนิด ในทางกลับกันมันจะยิ่งกลายเป็นการผลักดันให้ผู้คนโจมตีและข่มขู่สถาบันมากยิ่งขึ้นเสียด้วยซ้ำไป

มันจะเป็นสังคมที่สร้างสรรค์และมีประโยชน์ได้อย่างไร? เมื่อสังคมมีแต่การหมิ่นประมาท และข่มขู่กันเอง ดังนั้นจะเห็นได้ชัดเลยว่าพรรคก้าวไกลไม่สนใจประเทศไทยเลยสักนิด มันชัดเจนมากว่าพวกเขาพยายามจะทำลายประเทศไทย…

'โซเชียล' หน่าย!! สารพัดแคมเปญส้มเหยียดคนไทย จังหวัดไหนที่ไม่ได้ สส. 'ถูกรุมด่าโง่-แบน-ล่าแม่มด'

เมื่อไม่นานมานี้ ‘อาจารย์ฟลุค’ นักพยากรณ์โหราศาสตร์ไทย เจ้าของช่องติ๊กต็อก ‘Flukepat smile’ ได้ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอตอบกลับคอมเมนต์ติ่งส้มท่านหนึ่งที่บอกว่า ‘งดเที่ยวราชบุรี’ โดยระบุว่า..

“ผมเห็นแคมเปญของด้อมส้มแล้ว รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่โคตรเหยียดคนไทยด้วยกันเลยนะ บอกว่าตัวเองรักประชาธิปไตย แต่พอจังหวัดไหนที่ตัวเองไม่ได้ อย่างเช่น พะเยา เพชรบูรณ์ ราชบุรี หรือภาคใต้ ก็ไปด่าเขาโง่บ้าง หรือไปแบนเขาบ้าง อย่างล่าสุด สว. ก็โดนล่าแม่มด บุกไปดูว่า สว. มีธุรกิจอะไรบ้าง จะแบนธุรกิจอะไรดี หรือแม้กระทั่งแบนทรู แบน CP อย่างงี้มันเหมือนรายการ The Mask เลยนะ ชื่อจริงคือชื่อเผด็จการ แต่ใส่หน้ากากประชาธิปไตย ไม่เคยให้เกียรติคนไทยด้วยกันเลย”

ทั้งนี้ อาจารย์ฟลุค ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่มีแม่ค้าขายของออนไลน์ท่านหนึ่งได้เปิดเผยทั้งน้ำตาว่าตนนั้นขายของไม่ได้เลย ทั้งที่ตนเลือกพรรคก้าวไกล แต่ด้วยกระแสแบนจังหวัดทำให้ตนนั้นพลอยโดนไปด้วย เพราะว่าตนเป็นคนพะเยา 

“บอกว่าตัวเองนั้นเคารพในระบอบประชาธิปไตย แต่พอผลการเลือกตั้งออกมาไม่เป็นอย่างที่ต้องการ ก็ไปด่าเขา พอเขตไหนตัวเองได้ ก็บอกยุติธรรม แต่ถ้าคุณแน่จริงนะ เริ่มแบนจากการไม่ใช้ไฟฟ้า…แต่คงจะไม่ได้ เพราะพอไม่ใช้ไฟฟ้าแล้วทําไอโอไม่ได้ เรามองส่วนเสียเขาแล้ว แต่เราก็ต้องมองส่วนดีด้วย ซึ่งประเทศเราเป็นประชาธิปไตยนะ คุณจะแบนอะไรก็เรื่องของคุณ แต่การชักชวนคนอื่นให้เขาไปแบนด้วย มันเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายในรูปแบบเผด็จการจิตวิทยา”

รัชกาลที่ 5 ทรงฯ สถาปนา ‘กรมไปรษณีย์’ จุดเริ่มต้นของการสื่อสารของไทย

วันนี้เมื่อ 140 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนา ‘กรมไปรษณีย์’ ก่อนที่จะถือเอาวันนี้ เป็น ‘วันสื่อสารแห่งชาติ’

จุดเริ่มต้นของการสื่อสารในสมัยก่อนนั้น เกิดจากการสร้างเส้นทางคมนาคมและเส้นทางการค้า โดยมีการติดต่อข่าวสารกันอย่างง่าย ทั้งผ่านทางพ่อค้า ใช้ม้าเร็ว จนถึงการจัดตั้งคนเร็วไว้ตามเมืองสำคัญ ก็ถือเป็นพัฒนาการทางการส่งข่าวสารอย่างง่ายอีกช่องทางหนึ่งและเป็นเช่นนี้เรื่อยมาจนถึงยุคสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือเป็นยุคแรกของ การไปรษณีย์ไทย ด้วยการจัดตั้งกรมไปรษณีย์ในประเทศไทย และการผลิต ‘แสตมป์ชุดโสฬส’ แสตมป์ชุดแรกของประเทศ รวมไปถึงจัดพิมพ์ไปรษณียบัตรครั้งแรก เพื่อรองรับกิจการไปรษณีย์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น

ปี พ.ศ. 2423 เจ้าหมื่นเสมอใจราช หัวหมื่นมหาดเล็กเวรสิทธิ์ ได้ทำหนังสือกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถวายคำแนะนำให้เปิดบริการไปรษณีย์ขึ้นในประเทศไทย โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริเห็นชอบ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมหลวงภาณุพันธุวงศ์วรเดช ผู้ทรงมีประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดส่งหนังสือพิมพ์รายวัน ‘ข่าวราชการ’ ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการกรมไปรษณีย์

เมื่อสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมหลวงภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงวางโครงการและเตรียมการไว้พร้อมที่จะเปิดบริการไปรษณีย์แล้ว ได้ประกาศเปิดรับฝากส่งจดหมายหรือหนังสือ เป็นการทดลองในเขตพระนครและธนบุรีขึ้น เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2426 มีที่ทำการตั้งอยู่ ณ ตึกใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตอนปากคลองโอ่งอ่าง ด้านทิศเหนือ (ปัจจุบันถูกรื้อเพื่อใช้ที่สร้างสะพานคู่ขนานกับสะพานพระพุทธยอดฟ้า) ที่ทำการแห่งแรกนี้ใช้เป็นที่ทำการไปรษณีย์สำหรับจังหวัดพระนคร ด้วยเรียกกันว่า ‘ไปรษณียาคาร’

ต่อมาในปี พ.ศ. 2441 เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการกราบบังคมทูลเสนอความเห็นว่าราชการของกรมไปรษณีย์และราชการของกรมโทรเลข ซึ่งตั้งขึ้นก่อนกรมไปรษณีย์แล้วนั้นเป็นงานในด้านสื่อสารด้วยกันควรรวมเป็นหน่วยราชการเดียวกันเสียเพื่อความสะดวกแก่การดำเนินงาน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นเป็นการสมควรจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้รวมหน่วยงานทั้งสองเข้าด้วยกันเรียกว่า ‘กรมไปรษณีย์โทรเลข’

ต่อมาได้ย้ายไปใช้อาคารและที่ดินริมถนนเจริญกรุงเป็นที่ทำการและเรียกกันโดยทั่วไปว่า ‘ที่ทำการไปรษณีย์กลาง’ การไปรษณีย์เป็นบริการสาธารณะ จำเป็นต้องมีระเบียบข้อบังคับเพื่อให้ประชาชนผู้ใช้บริการและเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินบริการทราบและถือปฏิบัติ เมื่อเปิดการไปรษณีย์โทรเลขได้ประมาณ 2 ปีแล้ว รัฐบาลจึงได้ตรากฎหมายขึ้นในปี พ.ศ. 2428 เรียกว่า ‘พระราชบัญญัติการไปรษณีย์ไทย จุลศักราช 1248’

และเพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้ทรงมีแก่กิจการไปรษณีย์ไทย คณะรัฐมนตรีจึงมีมติ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2526 กำหนดให้ วันที่ 4 สิงหาคมของทุกปีเป็น ‘วันสื่อสารแห่งชาติ’ และจัดงานวันสื่อสารแห่งชาติ ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2526 โดยจัดร่วมกับงานครบรอบ 100 ปี การสถาปนากรมไปรษณีย์โทรเลข และการเฉลิมฉลองปีการสื่อสารโลกของสหประชาชาติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top