Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

‘ทัพนักกีฬาว่ายน้ำไทย’ ผงาด!! ครองตำแหน่งเจ้าสระ กวาดรวม 90 เหรียญ ในศึก ‘SEA Age Group 2023’

ความเคลื่อนไหวของทัพนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทย ชุดเข้าร่วมการแข่งขัน ‘SEA Age Group Championships 2023’ ที่ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 24-26 ส.ค.66 โดย พล.อ.เจริญ นพสุวรรณ เลขาธิการสมาคมกีฬาว่ายน้ำแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงผลงานของนักกีฬาทีมชาติไทยในการแข่งขันรายการดังกล่าวว่า…

“สำหรับการแข่งขัน SEA Age Group Championships 2023 เป็นการแข่งขันครั้งที่ 45 ที่เมืองจากาตาร์ ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อระหว่างวันที่ 24-26 ส.ค.66 ได้จบลงด้วยความเรียบร้อยทุกประการ โดยมีแข่งขัน 3 ประเภท ว่ายน้ำ, กระโดดน้ำ และ โปโลน้ำ ผลการแข่งขันในส่วนของว่ายน้ำได้ 17 เหรียญทอง, 29 เหรียญเงิน, 44 เหรียญทองแดง, กระโดดน้ำได้ 2 เหรียญทอง, 1 เหรียญเงิน และโปโลน้ำได้ 1 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน”

“โดยภาพรวมของผลการแข่งขันทีมว่ายน้ำไทยเราได้เหรียญรวม 90 เหรียญ ถือว่าเป็นเจ้าสระอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ใหม่ของ เวิลด์อควาติกส์ (World Aquatics) หรือ องค์กรกำกับดูแลเกี่ยวกับกีฬาทางน้ำ ที่เริ่มใช้การวัดที่จำนวนเหรียญรวม หลักเกณฑ์นี้เริ่มใช้ในการแข่งขันชิงแชมป์โลกที่ฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ที่ผ่านมา จึงถือว่านักกีฬาว่ายน้ำเยาวชนทีมชาติไทยยังครองความเป็นเจ้าสระเป็นปีที่สองติดต่อกันต่อจากปี 2022 ที่แข่งขันกันที่มาเลเซีย”

“นักกีฬาที่ ส.กีฬาว่ายน้ำฯ ส่งเข้าแข่งขันทั้ง 3 ประเภทในครั้งนี้ ทาง ส.กีฬาว่ายน้ำฯ ได้ตัดสินใจพักตัวหลัก 12 คน เพื่อเตรียมไปแข่งขันว่ายน้ำชิงแชมป์โลกเยาวชนในช่วงต้นเดือน ก.ย. 66 รวมถึงการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ในปลายเดือน ก.ย. 66 ด้วย พร้อมกับให้โอกาสนักกีฬาในระดับทีมบี และ ทีมซี ไปร่วมการแข่งขันเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ซึ่งทุกคนทำได้ดี เหรียญรางวัลจึงไปสะสมอยู่ที่เหรียญเงินและเหรียญทองแดงเป็นหลัก”

เลขาธิการสมาคมกีฬาว่ายน้ำแห่งประเทศไทย ยังเปิดเผยต่ออีกว่า “ในส่วนของกีฬากระโดดน้ำได้ดาวรุ่งสาวดวงใหม่แจ้งเกิดในการแข่งขันครั้งนี้ในอุปกรณ์สปริงบอร์ด 1 เมตร และ 3 เมตร คือ น้อง ลิลลี่ ประทีบ ที่คว้า 2 เหรียญทอง และในรุ่นเดียวกันที่ได้อีก 1 เหรียญเงิน เป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดพัฒนานักกีฬากระโดดน้ำ เพื่อความเป็นเลิศต่อไป”

“สำหรับโปโลน้ำหญิงเป็นไปตามฟอร์ม ที่เป็นหนึ่งในอาเซียนมา 7 ปีติดต่อกัน ส่วนทีมชายก็ถือว่าพัฒนาแบบก้าวกระโดดเป็นอย่างมากภายใน 2 ปีที่ผ่านมา ในระหว่างแข่งขันครั้งนี้ มีการหารือแนวทางการจัดการแข่งขัน SEA Age Group Championships 2024 ครั้งที่ 46 ที่ประเทศไทยจะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพในปี พ.ศ.2567 โดย ส.กีฬาว่ายน้ำฯ วางเป้าหมายในการครองความเป็นเจ้าสระให้ได้เป็นปีที่ 3 อย่างต่อเนื่อง โดยจะจัดการแข่งขัน 5 ประเภท ประกอบด้วย ว่ายน้ำ, ระบำใต้น้ำ, กระโดดน้ำ, ว่ายน้ำมาราธอน และ โปโลน้ำ ซึ่งชาติสมาชิกในอาเซียนรับทราบในขั้นต้นแล้ว” พล.อ.เจริญ กล่าวทิ้งท้าย

‘ทรัมป์’ ระดมเงินทุนจากผู้สนับสนุนได้มากกว่า 248 ล้านบาท หลังแพ้คดีล้มผลการเลือกตั้ง และถูกเก็บภาพผู้ต้องหาในจอร์เจีย

(27 ส.ค. 66) หลังสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่ถูกถ่ายภาพเพื่อทำประวัติผู้ต้องหา ที่เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย เมื่อสัปดาห์ก่อน ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ก็ยังสามารถระดมทุน เพื่อสนับสนุนการรณรงค์หาเสียง ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เพิ่มเติมไม่หยุด

นับตั้งแต่มีการเผยแพร่ภาพถ่ายประกอบคำฟ้อง ที่ทรัมป์ต้องเข้าไปถ่ายในเรือนจำ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่น ยอดเงินระดมทุนสนับสนุนการรณรงค์หาเสียงของทรัมป์นั้น เพิ่มขึ้นถึง 7.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 248.5 ล้านบาท

ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่มีคำฟ้องทรัมป์ในหลายกรณี ทั้งจากคดีของรัฐบาลกลางและคำฟ้องของรัฐต่างๆ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวอ้างอันเป็นเท็จ เกี่ยวกับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2020

‘สตีเวน ชุง’ โฆษกทีมหาเสียงของทรัมป์ระบุว่า ทรัมป์สามารถระดมทุนได้เป็นเงินเกือบ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเกือบ 700 ล้านบาท

ชุงระบุว่า ในวันศุกร์ที่ 25 สิงหาคมเพียงวันเดียว มีผู้บริจาคเงินให้กับการรณรงค์หาเสียงของทรัมป์สูงถึง 4.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 146 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงที่สุดเท่าที่เคยได้รับบริจาคมาในวันเดียว

ขณะที่ภาพถ่ายประกอบการทำแฟ้มคดีของทรัมป์ ซึ่งมีการเผยแพร่โดยศาลของรัฐจอร์เจีย ถูกนำไปพิมพ์ลงเสื้อยืด แก้วน้ำ แก้วกาแฟ โปสเตอร์ ไปจนถึงหัวตุ๊กตาทั้งจากฝ่ายที่นิยมชมชอบและฝ่ายที่เห็นต่าง

นับจนถึงขณะนี้ ทรัมป์เผชิญกับการฟ้องร้อง 5 คดี ซึ่งรวมถึงคดีการกล้าวอ้างเป็นเท็จว่ามีการโกงการเลือกตั้ง ทำให้เขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ 2 คดี รวมถึงคดีที่กลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์บุกเข้าไปในสภาคองเกรสของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 ซึ่งทรัมป์ปฏิเสธว่าเขาไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา และย้ำว่าคดีทั้งหมดมีแรงจูงใจทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง

‘ใหม่ ดาวิกา’ ขึ้นแท่นนางเอก MV คนใหม่ของ ‘มาร์ก ต้วน’ อากาเซ่เตรียมกรี๊ดพร้อมกัน 1 ก.ย.นี้ บอกเลยว่าเคมีดีมาก!!

เตรียมคัมแบ็กต้อนรับเดือนเกิดของตัวเองแล้ว สำหรับหนุ่มหล่อสุดฮอตขวัญใจอากาเซ่ ‘มาร์ก ต้วน’ ที่เตรียมพร้อมปล่อยซิงเกิ้ลใหม่ ‘Everyone Else Fades’ โดยจะปักหมุดปล่อยมิวสิกวิดีโอให้แฟน ๆ ทั่วโลกได้รับชมกันในวันที่ 1 กันยายนนี้ แต่งานนี้บอกเลยว่าแค่เห็นเอ็มวีก็ปังแล้ว

โดยมาร์ค ได้โพสต์ภาพโปรโมทลงอินสตาแกรมส่วนตัว @marktuan พร้อมระบุแคปชันว่า “Everyone Else Fades CONCEPT PHOTO #2 09.01.23, 12AM ET”

งานนี้อากาเซ่ต่างจับตาดูกันว่านางเอก MV จะเป็นใคร แต่เสียงส่วนใหญ่ก็พากันปักไปที่ตัวแม่แห่งวงการบันเทิงไทยอย่าง ‘ใหม่ ดาวิกา’ เพราะไม่ว่าจะมุมไหนก็ชี้กันแบบชัด ๆ เลยว่าเป็นสาวใหม่แน่นอน ที่จะได้มาประคบคู่กับพี่มาร์กของอากาเซ่

ล่าสุด ‘มาร์ก ต้วน’ ได้โพสต์ภาพลงอินสตาแกรมสตอรี่ เฉลยว่านางเอก MV ที่อากาเซ่ต่างทาย คือ ‘ใหม่ ดาวิกา’ พร้อมระบุข้อความว่า “Special thanks to @davikah for being part of this!”

ทางด้านของสาว ‘ใหม่ ดาวิกา’ ก็ได้ออกมาโพสต์เผยความรู้สึกผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว @DavikaH โดยเธอรู้สึกยินดีที่ได้ร่วมงานกับมาร์กและทีมงานว่า

“สนุกมากที่ได้มาร่วมงานกับมาร์กและทีมงานของมาร์คทุกคน ดูแลใหม่ดีมากๆ น่ารักสุดๆ คอยถามเสมอว่าใหม่โอเคไหม และที่สัมผัสได้ก็คือความเก่งของมาร์ก เพราะเขาคุมและใส่ใจทุกรายละเอียด… เขาดูรักงานของเขามาก ปล.เลี้ยงอาหารเยอะมาก”

เอาเป็นว่า การโคจรมาเจอกันของหนุ่มฮอตระดับโลกอย่าง ‘มาร์ก ต้วน’ กับตัวแม่ ‘ใหม่ ดาวิกา’ ครั้งนี้ อากาเซ่คงต้องเก็บเสียงไว้รอกรี๊ดให้กับเคมีของทั้งคู่ได้ในมิวสิกวิดีโอเพลง ‘Everyone Else Fades’ กันได้ในวันที่ 1 กันยายน 2566 กันได้เลย!!

‘นักเรียน’ ครีเอทชุดรีไซเคิล ‘ไททานิก’ แถมแล่นได้จริง ชาวเน็ตสุดเอ็นดู!! แห่แซว ชนะแบบล้มลุกคลุกคลาน

เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 66 ได้ผู้ใช้ TikTok รายหนึ่ง ชื่อ @kaewta_wilawan โพสต์คลิปการประกวดชุดรีไซเคิล เนื่องในวันสัปดาห์วิทยาศาสตร์ จนเรียกเสียงฮือฮาในโลกโซเชียล และเสียงชื่นชมจากชาวเน็ตจำนวนมาก พร้อมและข้อความระบุว่า…

“รางวัลชนะเลิศจ้า👍👏#ประกวดชุดรีไซเคิล #สัปดาห์วิทยาศาสตร์ #วิทยาศาสตร์ #เรือไททานิค #โรงเรียนวัดราชโอรส”

ในคลิปเป็นภาพการประกวดชุดรีไซเคิล ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในแขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร

มีชุดหนึ่งที่โดดเด่น ด้วยไอเดียและการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร เพราะมีนักเรียนคนหนึ่งออกแบบชุดรีไซเคิลเป็น ‘เรือไททานิก’ ที่ทำจากลังกระดาษเหลือใช้ และขวดน้ำอัดลม

แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เรือลำนี้สามารถ ‘แล่น’ ได้จริง จนสร้างความฮือฮาและเสียงหัวเราะให้กับนักเรียนทั้งโรงเรียน และคนที่ชมคลิปจากทาง TikTok จำนวนมาก

โดยสาเหตุที่ทำให้เรื่องลำนี้แล่นได้นั้น เพราะนักเรียนคนดังกล่าวแต่งตัวด้วยชุดเรือไททานิก และใช้ ‘สเกตบอร์ด’ ในการเลื่อนตัวเอง เพื่อให้เหมือนกับว่าเรือกำลังแล่นอยู่จริงๆ

และพบว่า นักเรียนคนดังกล่าว ได้รับรางวัล ‘ชนะเลิศ’ จากการประกวดครั้งนี้ด้วย!!

หลังจากคลิปดังกล่าวเผยแพร่ไป มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก เช่น

“เกมส์ซ่า ท้ากึ๋นมากกก”
“ก็ไม่คิดว่าจะคลานมา”
“คนอื่นเน้นขายสวย อันนี้เน้นเป็นตำนานล้มลุกคลุกคลานแถมได้รางวัลด้วย”
“ละชุดอื่นที่เดินผ่านไปไม่มีคนมองเลยนะ เล่นใหญ่เกิ้น ยอม”
“เฟี้ยวมากก ทำได้ไงเนียย ปรบมือๆๆ”
“เล่นใหญ่มาก”
“แอนนาอึ้ง กรรมการอึ้ง ครูนักเรียนอึ้ง”
“ต้องให้รางวัลความคิดสร้างสรรค์ ความฉลาดและความพยายาม”
“น้องผู้ชายขวามือถึงกับขยี้ตาแล้วหันไปมอง”

จากอดีตผู้พิพากษา สู่ ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ผู้ปิดทองหลังพระ ‘ชนะคดีค่าโง่โฮปเวลล์-ฟื้นฟูการบินไทย’

เปิดประวัติ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ในรัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน เจ้าของผลงานเด่น ชนะคดี ‘ค่าโง่ทางด่วน 6,200 ล้านบาท’ ช่วยคนไทยไม่ต้องจ่ายเงินพร้อมดอกเบี้ยกว่าหมื่นล้านบาท

โดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 ชื่อเล่น ‘ตุ๋ย’ เป็นบุตรของ พลโท ณรงค์ สาลีรัฐวิภาค อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์และเจ้ากรมการพลังงานทหาร และโสภาพรรณ สาลีรัฐวิภาค (นามสกุลเดิม : สุมาวงศ์) อดีตดาวจุฬาฯ คนแรก ส่วนชีวิตครอบครัว สมรสกับ สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค (นามสกุลเดิม : โทณวณิก) มีบุตรธิดารวมกันทั้งหมด 4 คน

นายพีระพันธุ์ เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาที่ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล โรงเรียนเดียวกับ ‘บิ๊กป้อม’ จากนั้น เรียนต่อปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบเนติบัณฑิตไทย ที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา จบปริญญาโท กฎหมายอเมริกันทั่วไป (LLM) และเรียนปริญญาโทอีกใบ ด้านกฎหมายเปรียบเทียบ (MCL) ที่มหาวิทยาลัยทูเลน สหรัฐอเมริกา

โดย นายพีระพันธุ์ มีประสบการณ์ทำงานเป็นผู้พิพากษาและข้าราชการตุลาการ ก่อนมาเข้าสู่สนามการเมืองในนามพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมทีมกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เคยได้รับการเลือกตั้งเป็น สส.เขต 3 กรุงเทพมหานคร เมื่อพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นฝ่ายค้าน ในปี 2550 นายพีระพันธุ์ ถูกรับเลือกให้ทำหน้าที่เป็น รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมเงา และได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จริงๆ ในรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2551

ขณะที่ผลงานอันโดดเด่น คือ การสอบสวนการทุจริต ‘ค่าโง่ทางด่วน 6,200 ล้านบาท’ ซึ่งถูกนำไปใช้ในการต่อสู้คดีในชั้นศาลและประสบชัยชนะ ทำให้คนไทยไม่ต้องจ่ายค่าโง่พร้อมดอกเบี้ยนับหมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปช่วงที่ นายพีระพันธุ์ กำลังเบื่อหน่ายการเมือง และได้โบกมือลาพรรคประชาธิปัตย์นั้น เพียงไม่ทันข้ามคืนถูกเทียบเชิญเข้าทำเนียบรัฐบาล ขึ้นชั้นเป็น ‘กุนซือ’ ประจำตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

บทบาทตอนนั้น คือ การนั่งตำแหน่งคู่ขนานทั้งฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ คุมชีพจรการเมืองในตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และ...

...อยู่ในทีมผ่าตัด ‘การบินไทย’ เส้นเลือดใหญ่ของธุรกิจการบินประจำชาติ ด้วยการให้ความสำคัญกับการบิน ‘เส้นทางในประเทศ’ คู่ขนานกับการ ‘สะสางคอร์รัปชัน’ และระบบ ‘เส้นสาย’ ในฝ่ายบริหาร และต้องไม่อยู่ใต้ ‘เงา’ ของนักการเมืองอีกต่อไป

หลังจากนั้นก็เดินหน้าตามแผนฟื้นฟูกิจการ พร้อมทั้งสร้างกลยุทธ์เพื่อคืนชีพการบินไทย รวมไปถึงมุ่งสร้างขวัญกำลังใจให้พนักงานได้ร่วมกันฝ่าฟัน จนวันนี้ผ่านพ้นวิกฤติและเข้าสู่ช่วงพาสายการบินแห่งชาตินี้ เชิดหัวขึ้น ได้ตามที่หลายท่านคงทราบกันแล้ว

ส่วนจุดพลิกผันทางการเมือง เกิดขึ้นเมื่อครั้งพรรคประชาธิปัตย์ ทำการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่แทนนายอภิสิทธิ์ ภายหลังแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก หลังการเลือกตั้งในปี 2562 ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ได้ สส.เพียง 52 ที่นั่ง โดยมีแคนดิเดตร่วมท้าชิงคือ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, นายกรณ์ จาติกวณิช, นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค แต่คนที่ได้รับการคัดเลือกคือ ‘นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์’

ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562 นายพีระพันธุ์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนจะมีชื่อถูกแต่งตั้งให้ตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2562 และย้ายสังกัดเข้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งสร้างเสียงฮือฮาเป็นอย่างมาก ก่อนจะถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท การบินไทย ในปี 2563

จากนั้น ในเดือนเมษายน 2565 ได้ยื่นหนังสือลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ ก่อนที่ในเดือนสิงหาคม 2565 จะได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยมีเป้าหมายคือ จะรวบรวมคนทำงานทั้ง สส.รุ่นใหม่ รุ่นเก่ามารับใช้ประชาชน ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2565 ก็มีข่าวว่า สส.พรรคประชาธิปัตย์ลอตใหญ่ เตรียมเลือดไหลย้ายไปสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ จนกระทั่งในช่วงปลายเดือนก็มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เตรียมจะลา ‘บิ๊กป้อม’ เพื่อมาสังกัดกับพรรครวมไทยสร้างชาติในการเลือกตั้ง 2566 และก็เป็นจริงตามนั้น

‘สภาพัฒน์ฯ’ เผย ตลาดแรงงานของไทยกำลังเผชิญวิกฤต ส่งสัญญาณเตือน!! เด็กจบ ป.ตรี ‘ว่างงานพุ่ง-ได้เงินเดือนต่ำ’

‘สภาพัฒน์ฯ’ เปิดข้อมูลปัญหาของตลาดแรงงานของไทย แจ้งสัญญาณเตือน เด็กจบปริญญาตรี ว่างงานเพียบ ได้เงินเดือนต่ำ และแถมต้องทำงานต่ำกว่าระดับมากขึ้น

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานข้อมูลปัญหาของตลาดแรงงานของไทย และ การว่างงาน พบว่า แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลายลง และตลาดแรงงานของไทยปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังพบปัญหาคุณภาพของแรงงานและความไม่สอดคล้องของตลาดแรงงาน (Labor mismatching) ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดในการยกระดับการผลิตของไทยในอนาคต

ข้อมูลความต้องการแรงงานล่าสุด
จากข้อมูลการสำรวจความต้องการแรงงานจากโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วงปี 2561 - 2565 พบว่าความต้องการแรงงานรวมเพิ่มขึ้นจาก 95,566 คนในปี 2561 เป็น 168,992 คนในปี 2565 แต่เมื่อพิจารณาสัดส่วนความต้องการแรงงานที่มีการศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไปนั้น ลดลงจาก 30.1% ของความต้องการแรงงานรวม ในปี 2561 เหลือเพียง 17.2% ในปี 2565 เท่านั้น

ส่วนสัดส่วนความต้องการแรงงานในการศึกษาระดับ ปวช. - ปวส. ลดลงเล็กน้อยจาก 23.7% ในปี 2561 เป็น 22.5% ในปี 2565 ขณะที่สัดส่วนความต้องการแรงงานที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 6 - มัธยมศึกษาปีที่ 6 เพิ่มขึ้นจาก 41.1% ในปี 2561 เป็น 57.3% ในปี 2565 

อีกทั้งเมื่อพิจารณาเฉพาะความต้องการแรงงานเพียงสองระดับการศึกษา คือ ปริญญาตรีขึ้นไปและระดับ ปวช. และ ปวส. พบว่า สัดส่วนเฉลี่ยของความต้องการแรงงานที่มีการศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไปลดลง โดยเฉลี่ยในช่วงปี 2561 - 2565 อยู่ที่ 45.6% ขณะที่สัดส่วนเฉลี่ยของความต้องการแรงงานที่มีการศึกษาในระดับ ปวช. และ ปวส. กลับเพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ยปี 2561 - 2565 อยู่ที่ 54.4%

เปิดความต้องการแรงงานของบริษัท EEC
เมื่อพิจารณาข้อมูลความต้องการแรงงานของบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตพื้นที่ EEC ในปี 2565 จำแนกตามการศึกษา จำนวน 419 โครงการ ซึ่งมีความต้องการแรงงานรวม 52,322 คนนั้น พบว่า ระดับการศึกษาที่มีความต้องการมากที่สุด มีดังนี้

- ความต้องการแรงงานระดับ ป.6 ถึง ม.6 มีสัดส่วนถึง 59.1%
- ความต้องการแรงงานระดับ ปวช. - ปวส. อยู่ที่ 25.2%
- ความต้องการแรงงานระดับปริญญาตรีขึ้นไปอยู่ที่ 14.7% เท่านั้น

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาถึงอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สำคัญ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน และอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ พบว่า ระดับการศึกษาที่มีความต้องการ มากที่สุด มีดังนี้

- ความต้องการแรงงานระดับ ป. 6 ถึง ม.6 มีสัดส่วน 63.9 และ 63.2% ตามลำดับ
- ความต้องการแรงงาน ระดับ ปวช. - ปวส. อยู่ที่ 22.5% และ 23.6% ตามลำดับ
- ความต้องการแรงงานระดับปริญญาตรีขึ้นไปอยู่ที่ 13.5% และ 12.9% ตามลำดับ

โดยอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีความต้องการแรงงานระดับปริญญาตรีขึ้นไปในสัดส่วนที่สูง ได้แก่ อุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร ส่วนอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีความต้องการแรงงานระดับ ปวช. และ ปวส. ในสัดส่วนที่สูง ได้แก่ อุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณากำลังแรงงาน โดยอ้างอิงจากจำนวนนักเรียน นักศึกษาที่อยู่ในภาคอุดมศึกษา (ระดับปริญญาตรีขึ้นไป) พบว่า ในปี 2564 มีจำนวนนักศึกษา ในระดับอุดมศึกษารวม 1,902,692 คน แม้จะลดลงจากจำนวน 2,171,663 ในปี 2561 แต่ยังสูงกว่าเมื่อเทียบกับนักเรียนที่อยู่ในระดับ ปวช. และ ปวส. ในปี 2564 ที่มีจำนวน 374,962 คน

ดังนั้น จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อน ให้เห็นถึงสถานการณ์ตลาดแรงงานที่เผชิญกับปัญหาความไม่สอดคล้องกันระหว่างกำลังแรงงานที่ผลิตออกมา (ด้าน Supply) และความต้องการของตลาด (ด้าน Demand) นั่นคือ มีแรงงานจบใหม่ที่เข้าสู่ตลาดที่จบอุดมศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไปในสัดส่วนสูงมาก

ด้วยเหตุนี้ จึงส่งผลให้แรงงานในระดับปริญญาตรีต้องทำงานต่ำกว่าระดับมากขึ้น และสัดส่วนผู้ว่างงานในระดับปริญญาตรีจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นข้อจำกัดของตลาดแรงงานไทยในระยะต่อไป

‘คุณอ้อย พอใจ’ เผย ความภาคภูมิใจที่ได้ถวายงาน ‘ในหลวง ร.9’ เมื่อครั้งยังเป็นเจ้าหน้าที่กระจายเสียง กรมประชาสัมพันธ์

เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 66 คุณพอใจ กิจถาวรรัตน์ หรือ ‘พี่อ้อย’ ข้าราชการบำนาญ อดีตหัวหน้าผู้ประกาศของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้เล่าถึงประสบการณ์ชีวิตการทำงาน ในบทบาทของเจ้าหน้าที่กระจายเสียง ผ่านรายการ ‘Baby Boom ภูมิใจ วัยเก๋า ไปด้วยกัน’ EP.1 ตอน อายุเป็นเพียงตัวเลข ออกอากาศเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 66 รับชมผ่านช่องทางรับชมในเครือ THE STATES TIMES และ MAYA Channel ช่อง 71, 93

โดยคุณพอใจ ได้เล่าย้อนกลับไปในสมัยเข้าบรรจุครั้งแรกที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ จังหวัดนครราชสีมา ก่อนจะย้ายเข้ามารับตำแหน่งที่กรุงเทพฯ ด้วยฝีมือและผลงานของตัวเอง ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างมากเนื่องจากในสมัยก่อน งานสื่อวิทยุกระจายเสียงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก และต้องมั่นฝึกฝนทักษะ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ จึงจะโลดแล่นในวงการได้อย่างราบรื่น

อย่างไรก็ตาม ในขอบเขตงานที่คุณพอใจได้ทำ และมีความภาคภูมิใจที่สุด คือการได้ถ่ายทอดเสียงพระราชกรณียกิจ ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งในรัชสมัยของพระองค์ท่านนั้น พระองค์ทรงงานเยอะมาก รวมถึงยังได้มีโอกาสถ่ายทอดเสียงพระราชพิธีต่างๆ ซึ่งทำให้คุณพอใจมีความภาคภูมิใจมากๆ ที่ได้ทำงานตรงนี้

“ในตอนเด็กๆ พี่เคยสงสัยว่า เวลาเขาเล่าเรื่องราว ถ่ายทอดเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ ทำไมเขาถึงดูซาบซึ้งกันจังเลย ซึ่งนั่นเป็นไปด้วยความคิดแบบเด็กๆ ของพี่ในตอนนั้น แต่เมื่อเราโตขึ้น เราได้ไปศึกษา หาข้อมูล เราได้ติดตาม ได้รู้ ได้เห็น ก็ทำให้เข้าใจว่า ที่เขาเคยๆ พูดกันเรื่องพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านนั้น ไม่มีอะไรเกินจริงเลย”

“อย่าลืมนะว่าในยุคสมัยนั้นไม่มีสื่อโซเชียลเหมือนอย่างในยุคสมัยนี้ เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมีการมานั่ง ‘สร้างภาพ’ อะไรกันเลย ทำงานก็คือทำงานกันจริงๆ”

“ดังนั้น พี่พอใจ จึงมีความภาคภูมิใจที่เราได้ทันเห็นพระองค์ท่าน ได้มีโอกาสถวายงานแก่พระองค์ท่าน ได้มีโอกาสทำงานรับใช้บ้านเมืองค่ะ” คุณพอใจ ทิ้งท้าย

หากต้องการติดตามเรื่องราวดีๆ จาก ‘Baby Boom ภูมิใจ วัยเก๋า ไปด้วยกัน’ EP.1 ตอน อายุเป็นเพียงตัวเลข แบบเต็มๆ สามารถคลิกลิงก์ >> https://www.youtube.com/live/FSYnVvf4WZQ?si=MYKTE708E9GwEeb8

‘แป้ง อรจิรา’ เปิดใจ ชีวิตครอบครัวหลังมีลูก ไม่ใช่เรื่องง่าย เผย ช่วงเป็นพ่อแม่มือใหม่ ทะเลาะกับสามีจนเกือบเลิกกัน!!

(27 ส.ค. 66) ผันตัวมาเป็นคุณแม่แบบเต็มเวลา สำหรับ นางเอกสาว ‘แป้ง อรจิรา’ ที่ช่วงนี้แฟนๆ จะได้เห็นหน้าก็เพียงในช่องยูทูบของตัวเองเท่านั้น หลังจากที่แต่งงานกับนักธุรกิจหนุ่ม ไลโอเนล ลี และมีลูกสาว ‘น้องเลอา’ โดยล่าสุดเจ้าตัวก็ได้มาอัปเดตชีวิตหลังมีลูกให้ได้ฟังแบบหมดเปลือกในรายการ Momster EP.85 ในชื่อตอนที่ว่า ‘ตอบหมดเปลือก! Q&A หลังมีลูก ของ ‘แป้ง อรจิรา’ ทะเลาะกับสามีจนเกือบเลิก?!!’ ที่แป้งบอกว่าเป็นการอัปเดตชีวิตหลังมีลูกมาแล้วเกือบ 2 ปีว่า…

“ตั้งแต่มีลูกความสัมพันธ์กับสามีคือช่วงแรกๆ ตีกันเยอะ ตอนที่เราเป็นแม่มือใหม่ ก็ตีกันเพราะเราเป็นคนนอยด์ เวลาจะทำอะไรก็กังวล เขาก็บ่นว่าเราไปทำให้เขาเป็นคนเครียดจากที่ไม่เคยเครียด ก็ตีกันในช่วงแรกๆ

คือครอบครัวมันก็เป็นอย่างนี้ พอเริ่มอยู่กันนานมากกว่าปีสองปี ตอนเป็นแฟนเราอาจจะคบหนึ่งมากสุด 3 ปี พอมาเป็นครอบครัวมันเป็นการปรับตัวระยะยาวไม่ใช่ระยะสั้น มันเลยมีช่วงที่ดีและช่วงที่ไม่ดี พอมีลูกก็ประคับประคองครอบครัวให้ไปในทิศทางที่มันควรจะเป็น ซึ่งไม่ง่ายเลย”

ทั้งนี้ เมื่อถามว่าตั้งแต่คบกันมาเคยจะเลิกกันบ้างมั้ย แป้งก็ลากเสียงยาวว่า “หูยย ตลอดเวลา” ทั้งยังเล่าต่อว่า “ตั้งแต่ก่อนมีลูก นิดนึงก็แบบ ก่อนท้องก็รู้สึกไม่ไหวแล้วนะ จะเลิกแล้ว พอท้องก็ไม่ไหว จะเลิกแล้ว ก็คือเป็นตลอด อาจจะเป็นข้อเสียของแป้งในอดีตที่เป็นคนไม่มีความอดทน พอมีอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็คิดว่าวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือเลิกกัน แต่จริงๆ มันไม่ใช่ มันต้องค่อยๆ พยายามคุยกันปรับกัน”

“ต่อให้มีลูกแล้ว บางทีเรารู้สึกไม่ไหว เราอยากเลิก เราก็พูดกับเขานะ รู้มั้ยว่าทำให้เราไม่อยากอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้ และใช้ชีวิตแบบนี้ เพื่อที่จะบอกว่าเราควรจะทำอะไรสักอย่าง พอเราพูดกันตรงๆ ก็จะมีการปรับจูนเข้าหากันมากขึ้น ไม่ใช่เอะอะก็จะเลิก และลูกถือเป็นกาวใจให้พ่อกับแม่ เพราะตัวเองรักตัวเองที่สุด ความสุขของตัวเองคือความสุขที่สุดในชีวิต แต่ตั้งแต่มีลูก ความสุขที่สุดของเรา คือลูก” แป้ง อรจิรา กล่าวทิ้งท้าย

‘นิด้าโพล’ เผยผลสำรวจประชาชน เรื่อง ‘รัฐบาลสลายขั้ว’ ชี้!! ไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองได้ง่ายๆ

(27 ส.ค. 66) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง ‘ความขัดแย้งทางการเมือง สลายหรือยัง?’ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23-25 ส.ค.จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมือง

จากการสำรวจเมื่อถามถึงการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองกับกลุ่มต่างๆ ของประชาชน พบว่า ร้อยละ 87.63 ระบุว่า ไม่เคยไปร่วมชุมนุมใดๆ กับกลุ่มทางการเมืองเหล่านี้ ร้อยละ 4.35 ระบุว่า เคยร่วมชุมนุมทางการเมืองกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.-กลุ่มเสื้อแดง)

ร้อยละ 3.13 ระบุว่า เคยร่วมชุมนุมทางการเมืองกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.-กลุ่มเสื้อเหลือง) ร้อยละ 3.05 ระบุว่า เคยร่วมชุมนุมทางการเมืองกับกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และร้อยละ 2.82 ระบุว่า เคยร่วมชุมนุมทางการเมืองกับกลุ่มสามนิ้ว (กลุ่มเสื้อส้ม)

ด้านกลุ่มทางการเมืองที่ประชาชนมองว่าตนเองอยู่ในปัจจุบัน พบว่า ร้อยละ 69.47 ระบุว่า ไม่อยู่ในกลุ่มทางการเมืองใดๆ ร้อยละ 19.85 ระบุว่า กลุ่มสามนิ้ว (กลุ่มเสื้อส้ม) ร้อยละ 6.64 ระบุว่า กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.-กลุ่มเสื้อแดง)

ร้อยละ 2.59 ระบุว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.-กลุ่มเสื้อเหลือง) และร้อยละ 1.45 ระบุว่า กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)

ส่วนความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดตั้งรัฐบาลพิเศษ ‘สลายขั้ว’ ของพรรคเพื่อไทย โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี จะทำให้มีการสลายความขัดแย้งทางการเมืองของกลุ่มเสื้อเหลือง เสื้อแดง กปปส. พบว่า ร้อยละ 36.72 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 20.61 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 20.53 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 19.85 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย และร้อยละ 2.29 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการกลับประเทศไทยของนายทักษิณ ชินวัตร เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จะทำให้มีการสลายความขัดแย้งทางการเมืองของกลุ่มเสื้อเหลือง เสื้อแดง กปปส. พบว่า ร้อยละ 30.76 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 27.02 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 22.29 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 18.25 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 1.68 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทางการเมืองในอนาคต พบว่า ร้อยละ 39.39 ระบุว่า กลุ่มเสื้อส้ม กับ ทุกกลุ่ม (เสื้อเหลือง เสื้อแดง กปปส.) ร้อยละ 24.89 ระบุว่า ไม่มีความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่มอีกต่อไป ร้อยละ 16.56 ระบุว่า กลุ่มเสื้อแดง กับ กลุ่มเสื้อส้ม ร้อยละ 6.72 ระบุว่า กลุ่มเสื้อเหลือง กับ กลุ่มเสื้อแดง

ร้อยละ 2.44 ระบุว่า กลุ่มเสื้อแดง กับ กลุ่ม กปปส. ร้อยละ 2.29 ระบุว่า กลุ่มเสื้อเหลือง กับ กลุ่มเสื้อส้ม ร้อยละ 1.45 ระบุว่า กลุ่ม กปปส. กับ กลุ่มเสื้อส้ม ร้อยละ 0.53 ระบุว่า กลุ่มเสื้อเหลือง กับ กลุ่ม กปปส. และร้อยละ 10.53 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

‘ธนกร’ โพสต์ซึ้งถึง ‘บิ๊กตู่’ ผู้นำที่มอบโอกาสในการทำงาน ยกเป็น ‘โมเดลนายกรัฐมนตรี’ ที่มุ่งอุทิศชีวิตเพื่อประเทศชาติ

‘ธนกร’ โพสต์ขอบคุณ ‘บิ๊กตู่’ ผู้ให้โอกาส ชื่นชมเป็นผู้จงรักภักดีชาติ สถาบันฯ นักบริหารยอดเยี่ยม มุ่งอุทิศแรงกาย-ใจ ตลอด 9 ปี พัฒนาประเทศทุกมิติ นำพาก้าวข้ามความแตกแยก ยกเป็น ‘โมเดลของการเป็นนายกรัฐมนตรี’ ชี้!! “ตำแหน่งอยู่ไม่นาน ตำนานอยู่ตลอดไป”

(27 ส.ค. 66) นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุหัวข้อ ‘ลุงตู่’ ในดวงใจ พร้อมกล่าวถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า…

- กราบขอบพระคุณ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีผู้ที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และยึดมั่นต่อประชาชน ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ยาวนานของไทย 9 ปี

- กราบขอบพระคุณ พลเอก ประยุทธ์ฯ นายกรัฐมนตรีที่พาสังคมไทย ก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาแห่งความแตกแยกทางความคิดทางการเมือง กลับมาเป็นไทยแลนด์ 4.0 ที่เดินหน้ามุ่งสู่ความ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน 

- กราบขอบพระคุณ พลเอก ประยุทธ์ฯ นายกรัฐมนตรี สำหรับการจัดการวิกฤตโควิด-19 จนไทยได้รับเสียงชื่นชมทั่วโลกและถูกยกย่องให้เป็นประเทศที่ฟื้นตัวหลังโควิด-19 ได้ดีเป็นอันดับ 1 ของโลก

- กราบขอบพระคุณ พลเอกประยุทธ์ฯ นายกรัฐมนตรี ที่ยืนหยัดดูแลคนไทย สร้างความเท่าเทียมอย่างทั่วถึง วางรากฐาน สร้างโอกาสพัฒนาประเทศทั้งเศรษฐกิจ เกษตร อุตสาหกรรม  คมนาคม เทคโนโลยี สังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งงานด้านต่างประเทศที่ประสบคำเสร็จ คืนความสัมพันธ์ไทย-ซาอุดีอาระเบีย ในรอบ 30 ปี

สำหรับผมแล้ว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา คือ ‘โมเดลของการเป็นนายกรัฐมนตรี’ เป็นนักบริหารที่ยอดเยี่ยม มุ่งมั่นทำงาน อุทิศแรงกาย-ใจ สติปัญญา ยึดหลักกฎหมาย-นิติธรรม ในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นผู้บังคับบัญชาดุจกัลยาณมิตร แนะนำการทำงาน ให้คำปรึกษา ในการทำงานของผม ทั้งโฆษกรัฐบาล และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมทั้งบทบาทผู้แทนประชาชนในฐานะ สส.ด้วย

เชื่อว่า ข้าราชการและนักการเมืองหลายท่านที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพลเอก ประยุทธ์ฯ พร้อมจะทำหน้าที่ สานต่อนโยบาย แผนงานและโครงการต่างๆ ที่ท่านได้ริเริ่มไว้ เพราะวันนี้ พลเอก ประยุทธ์ฯ ได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความดีงาม ทั้งในการบริหารราชการแผ่นดินและการทำงานการเมือง ให้หลายคนกลับมาเชื่อในความซื่อสัตย์ สุจริต ผลของความมุ่งมั่นทำงานเพื่อประเทศชาติและประโยชน์ของพี่น้องประชาชน สมคำกล่าวที่ว่า “ตำแหน่งอยู่ไม่นาน ตำนานอยู่ตลอดไป”

ในฐานะส่วนตัว พลเอก ประยุทธ์ เป็นคนที่ให้โอกาสผมในทุกๆเรื่อง สำหรับผมแล้ว ท่านเป็นผู้มีพระคุณท่านจะอยู่ในใจผมตลอดไป

ด้วยจิตคารวะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนที่ 29 ของไทย

ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top