Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

สมุทรปราการ-ฮือฮา!! คอหวยไม่พลาด “พระครูแจ้” เจ้าอาวาสวัดดังบางพลี รับเป็นเจ้าภาพฌาปนกิจพระลูกวัด แต่ดันโป๊ะเลขฝาโลงตรงกัน!! 

ภายในวัดบางพลีใหญ่กลาง ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ประชาชนจำนวนหลายร้อยคนเดินทางมาร่วมไว้อาลัยและร่วมพิธีงานฌาปนกิจศพ พระสมาน หรือหลวงตาโก๊ะ พระลูกวัดของวัดบางพลีใหญ่กลาง และอีกองค์คือ พระสำราญ ซึ่งเป็นพระลูกวัดของวัดบางพลีใหญ่ใน พระอารามหลวง หรือวัดหลวงพ่อโต จ.สมุทรปราการ

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 27 สิงหาคม 2566 ท่านพระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ (พระครูแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง ประธานฝ่ายสงฆ์และประธานจัดงานโดยท่านได้รับเป็นเจ้าภาพจัดพิธีฌาปนกิจศพให้กับทางพระลูกวัดทั้ง 2 องค์ ที่ได้มรณภาพลงอย่างสงบ โดยพิธีจัดขึ้นภายในวัดบางพลีใหญ่กลาง ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

คณะสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลาง ร่วมประกอบพิธีฌาปนกิจศพ หลวงตาโก๊ะ หรือพระสมาน อภโย (ชมมาลี) และ หลวงตาเปีย พระสำราญ ชัยพร โดยมีพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์จากวัดต่างๆ พร้อมด้วยคณะสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลาง ตลอดจนพี่น้องประชาชนจำนวนหลายร้อยคนร่วมในพิธี อาทิ นายสมศักดิ์ แก้วเสนา นายอำเภอเมืองสมุทรปราการ นางรัตนา สมสกุลรุ่งเรือง ประธานมูลนิธิร่วมกตัญญู พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู นายฉะโอด รุ่งเรือง อดีตนายก อบต.บางพลีใหญ่ พร้อมด้วยคณะไวยาวัจกรวัดบางพลีใหญ่กลาง พ.ต.อ.กรวัฒน์ หันประดิษฐ์ อดีต รองผบก.ชลบุรี ดร.วีร์สุดา รุ่งเรือง นายก อบต.บางพลีใหญ่ ผู้บริหาร บริษัท อริยะ ข้าราชการตำรวจตลอดจนพี่น้องประชาชนจำนวนมากร่วมในพิธี

โดยที่ผ่านมาครั้งมีชีวิตอยู่ พระสมาน อภโย (ชมมาลี) หรือที่ญาติโยมทั่วไปรู้จักในนาม หลวงตาโก๊ะ วัดบางพลีใหญ่กลาง ท่านได้เริ่มบรรพชาเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2543 จำพรรษาอยู่ที่วัดบางพลีใหญ่กลาง ท่านเป็นพระภิกษุที่มีความเมตตาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาโดยตลอด และเป็นที่เคารพรักของญาติโยมโดยทั่ว จนได้รับความไว้วางใจจากพระชั้นผู้ใหญ่มอบหมายให้ทำหน้าที่สำคัญ พร้อมทั้งดูแลจัดการเรื่องสถานที่ศาลาบำเพ็ญกุศล

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ในสถานการณ์เกิดโรคระบาด โควิด-19 หลวงตาโก๊ะเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญของวัดบางพลีใหญ่กล่ง ในการจัดการเรื่องเผาศพผู้ป่วยโควิด-19 โดยหลวงตาโก๊ะนั้น จะเป็นผู้ดูแลและประสานงานกับทางท่านเจ้าอาวาสมาโดยตลอด หลวงตาโก๊ะ ท่านได้มรณภาพด้วยโรคประจำตัวภายในกุฏิ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2566 สิริอายุได้ 74 ปี 23 พรรษา

และทางด้านประวัติของ พระสำราญ ชัยพร หรือ หลวงตาเปีย ท่านเป็นคนตำบลบางพลีใหญ่และเป็นพระลูกวัดของทางวัดบางพลีใหญ่ใน พระอารามหลวง หรือวัดหลวงพ่อโต ครั้งยังมีชีวิตอยู่ ท่านเป็นพระที่มีอุปนิสัยเป็นกันเองชอบในเรื่องของการทำไฟประดับ งานเทศกาลต่างๆ เป็นที่รู้จักของคนในพื้นที่เป็นอย่างดี โดยท่านได้มรณภาพลงเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2566 สิริอายุได้ 67 ปี 23 พรรษา ประกอบกับเป็นที่ฮือฮาของพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่เดินทางมาร่วมไว้อาลัย คือเลขฝาโลงของพระลูกวัดทั้ง 2 องค์ ตรงกัน คือเลข 356 พรรษา 23 ทั้ง 2 องค์ อีกทั้งยังเป็นพระเพื่อนที่สนิทสนมกันมากอีกด้วย

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

บลูเทค ซิตี้ เปิดโมเดล "วันหัวใจบริสุทธิ์" ชวนเยาวชนร่วมกิจกรรม Good heart Pure Heart ปลูกด้วยมือ โตที่ใจ ปีที่ 1

วันนี้ (28 ส.ค. 66) บลูเทค ซิตี้ ผุดไอเดีย "วันหัวใจบริสุทธิ์" ภายใต้คอนเซ็ปต์กิจกรรม Good heart Pure Heart ปลูกด้วยมือ โตที่ใจ โดยมีคุณกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ และผู้บริหารบริษัท อมิตา เทคโนโลยี(ประเทศไทย) จำกัด นำทีมพนักงานร่วมกันปลูกต้นมุจลินท์ (ต้นจิกน้ำ) เพื่อสืบสานไม้พุทธประวัติ และมอบอุปกรณ์เย็บตับจาก (คล้า) ให้กับกลุ่มอาชีพเย็บตับจาก ที่ผ่านการคัดเลือกโครงการ"ส่งเสริมอาชีพคนตัดเย็บจาก" จำนวน 10,000 เส้น ให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาและต่อยอดอาชีพชุมชนดั่งเดิม ซึ่งถือเป็นปฐมฤกษ์ในการเปิดโมเดล "วันหัวใจบริสุทธิ์" ปีที่1

นอกจากนี้ บลูเทค ซิตี้ ยังชวนเยาวชน นักเรียนโรงเรียนวัดเขาดิน เข้าร่วมกิจกรรม Good heart Pure Heart ปลูกด้วยมือ โตที่ใจ โดยปลูกฝังให้เยาวชนได้รู้จักการ อนุรักษ์ อนุบาล พันธุ์ไม้ป่าชายเลน จำนวน 1,000 ต้น สามารถดูดซับคาร์บอนได้ 1,000 ตัน และเรียนรู้การเพาะพันธุ์ปูทะเล สร้างความมั่นคงทางอาหาร สร้างระบบนิเวศน์ที่หลากหลายในพื้นที่ตำบลเขาดิน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา อีกด้วย

‘หน่อง อรุโณชา’ ปลื้ม ‘บุพเพสันนิวาส’ รีรันกี่รอบก็ฆ่าไม่ตาย ส่วน ‘พรหมลิขิต’ ภาคต่อ ฟันธง!! แฟนออเจ้าได้ชมปีนี้แน่นอน

(28 ส.ค. 66) ปังไม่ไหว สำหรับละคร ‘บุพเพสันนิวาส’ ที่นำแสดงโดย ‘โป๊ป ธนวรรธน์’ กับ ‘เบลล่า ราณี’ ที่แม้ว่าละครจะอวสานไปนานแล้ว แต่คนก็ยังพูดถึง แถมช่อง 3 ยังเอามาฉายรีรันใหม่ถึง 4 รอบ ซึ่งขนาดรีรันรอบ 4 กระแสละครก็ยังปัง เรตติ้งพุ่งทะลุไม่น้อยหน้าใครเลย คมชัดลึกสบโอกาสเจอ ‘หน่อง อรุโณชา’ ผู้จัดละคร ที่งานประกาศรางวัล ContentAsia Awards ครั้งที่ 4 ก็เลยไม่พลาดที่จะไปถามถึงกระแสละคร รวมถึงละคร ‘พรหมลิขิต’ ภาคต่อ ‘บุพเพสันนิวาส’ ว่าไปถึงไหนแล้ว จะได้ชมปีนี้จริงไหม

>> บุพเพสันนิวาสรีรันกระแสดีอีกแล้ว
“เพิ่งได้ 10 ตอนค่ะ ดีใจค่ะ ที่แฟนคลับออเจ้าให้การต้อนรับอบอุ่น”

>> ละครฆ่าไม่ตาย?
“(ยิ้ม) คนดูคิดถึงมั้งคะ ก็กลับมาดูกันอีกรอบ คิดว่าคงทบทวน ก่อนได้ชมพรหมลิขิตด้วย “

>> หลายคนสงสัยทำไมรีรันบ่อย?
“พี่ก็เพิ่งทราบตามทุกคน ช่องเขาน่าจะวางไว้ อีกอย่างคนก็คิดถึง ก็วางไว้ก่อนเข้าพรหมลิขิต ที่เป็นภาคต่อของบุพเพสันนิวาส ก็ทบทวนกันอีกรอบว่าที่ดูมาเป็นอย่างไรบ้าง ก็ยังสนุกเหมือนเดิมค่ะ”

>> รีรันกี่รอบแล้ว?
“4 ค่ะ (หัวเราะ) ดีใจค่ะ ดีใจมาก คาดไม่ถึงเหมือนกัน ที่แฟนๆ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ยังไงก็ชมต่อไปถึงพรหมลิขิตเลยนะคะ”

>> พรหมลิขิตใกล้หรือยัง?
ใกล้แล้วค่ะ เดี๋ยวรอบุพเพสันนิวาสจบแป้บนึงค่ะ ภายในปีนี้ค่ะ ได้ชมแน่นอนค่ะ ตอนนี้ก็เร่งตัดต่ออยู่ 

>> เหลือเยอะไหม?
“อีกนิดนึงค่ะ ก็ใกล้เสร็จแล้วค่ะ”

>> เนื้อเรื่องดำเนินต่อเลยไหม?
“ใช่ค่ะ คนถามเยอะ ต่อกันเลยไหม ก็คือพรหมลิขิตคือเรื่องราวต่อจากบุพเพสันนิวาสแน่นอน ก็อยากให้ทุกคนรอชม หลายอย่างคำตอบจะอยู่ในพรหมลิขิต”

>> กดดันไหมภาคแรกดีแบบมากๆ ภาคต่อคนคาดหวัง?
“กดดันค่ะ กลัวมากๆ เลยค่ะ ความคาดหวัง สำหรับพรหมลิขิตทีมงานเราทำงานเกือบ 2 ปี ทั้งติดช่วงโควิดด้วย ความยากก็ยากกว่า โป๊ปเล่น 3 คาแร็คเตอร์ เบลล่าก็ 2 คาแร็คเตอร์”

>> เขาว่ายังไงกันบ้าง?
“เขาบอกว่าเหนื่อยมาก (หัวเราะ) แต่เขาเก่งกันมากค่ะ เราเชื่อว่าการที่แยกตัวละคร ในการถ่ายทำก็ต้องใช้เวลานาน 3 เท่า อยากให้ติดตามชม แยก 3 คาแร็คเตอร์ จะเป็นยังไง เบลล่าต้องมาปะทะกับตัวเองอีก และก็จะมีตัวละครใหม่ และตัวละครเดิมในบุพเพสันนิวาสที่เติบโตขึ้น”

>> จะแตกต่างกันเยอะไหม? 
“มันมีความเติบโต เดินทางผ่านห้วงเวลา 2 ราชกาล สมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระเพทราชา พระเจ้าเสือ”

>> มีเค้าโครงจากเรื่องจริง?
“ใช่ค่ะ เหมือนเดิม เป็นละครรัก โรแมนติก คอมเมดี้ ที่อิงประวัติศาสตร์เหมือนเดิมค่ะ จะรับความรู้ และความสนุกไปพร้อมกัน ต้องบอกว่าตัวละครเยอะมากที่สุดที่เคยทำมา (ยิ้ม)”

รู้จัก ‘สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ มือเก๋าการเมือง ว่าที่ ‘รมว.คมนาคม’ ใน ครม.เศรษฐา 1

รู้จัก ‘สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ ว่าที่ ‘รมว.คมนาคม’ ครม.เศรษฐา 1 หลังโผทุกกระทรวงเริ่มลงตัว

โผ ครม. ล่าสุด รัฐบาลเศรษฐา 1 ในขณะนี้ อาจกล่าวได้ว่าลงตัวเกือบทุกตำแหน่ง ภายหลังการหารือร่วมกันของ 11 พรรคร่วมรัฐบาล และได้จัดสรรตามโควตาของแต่ละพรรคเรียบร้อย อาจมีเพียงบางพรรคที่อาจมีการสลับคน

แต่หนึ่งในโผที่ค่อนข้างแน่นอนคงหนีไม่พ้นกระทรวงเกรด AAA อย่าง ‘กระทรวงคมนาคม’ ที่นักการเมืองรุ่นเก๋า ‘สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ จะหวนคืนนั่งเก้าอี้ ‘รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม’ อีกครั้ง

THE STATES TIMES จะพาไปย้อนรอยเส้นทางการเมือง และตำแหน่งต่าง ๆ ที่ ‘สุริยะ’ เคยผ่านมาบนเส้นทางการเมืองกว่า 25 ปี

‘สุริยะ’ ผันตัวเองจากนักธุรกิจ เริ่มเข้าสู่เส้นทางการเมืองในสีเสื้อของของพรรคกิจสังคม โดยเริ่มต้นด้วยการที่ปรึกษารัฐมนตรีหลายกระทรวง ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม - ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี - ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ - ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ก่อนที่จะได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีครั้งแรก เมื่อปี 2541 ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาล ‘ชวน หลีกภัย’ 

แต่ทว่าชื่อเสียงของ ‘สุริยะ จึงรุ่งเรือกิจ’ เริ่มก้าวสู่ทำเนียบนักการเมืองระดับบิ๊กเนม เมื่อปี 2544 หลังจากแท็กทีม ‘สมศักดิ์ เทพสุทิน’ ลาออกจากพรรคกิจสังคม แล้วย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย ภายใต้การนำของ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ที่ก่อตั้งพรรคใหม่ในขณะนั้น

ด้วยฐานเสียงของ สส.ภาคเหนือตอนล่างในมือของ ‘สมศักดิ์’ ผนวกกับการมีทุนใหญ่อย่าง ‘สุริยะ’ ทำให้มุ้งการเมืองในชื่อ ‘กลุ่มวังบัวบาน’ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ ‘เจ๊แดง’ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ กลายเป็นมุ้งใหญ่ที่มีอำนาจการต่อรองสูงขึ้นมาในทันที

แน่นอนว่า ด้วยทุนและอำนาจต่อรองในมือ รวมถึงการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สามารถคุยได้กับทุกก๊กทุกก๊วนการเมืองในพรรคไทยรักไทย ส่งผลให้ ‘สุริยะ’ ขยับขึ้นเป็นแกนนำหลักของ พรรคไทยรักไทย ในเวลาไม่นาน มีตำแหน่งเป็นถึงเลขาธิการพรรค และผู้สมัคร สส. ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ต้น พร้อมตามมาด้วยการเป็นเจ้ากระทรวงเกรดเอ อย่าง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (ปี 2544 และปี 2548) และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (ปี 2545 และปี 2548) เรื่อยมา โดย ‘สมศักดิ์’ ช่วยเหลือผลักดันอยู่เบื้องหลัง

ก่อนรัฐบาลพรรคไทยรักไทยถูกยึดอำนาจเมื่อปี 2549 กลุ่มของ ‘สุริยะ-สมศักดิ์’ ที่ได้แยกออกมาตั้งกลุ่ม ‘วังน้ำยม’ ถูกลดบทบาทลง โดยตำแหน่งสุดท้ายของ ‘สุริยะ’ ในสีเสื้อพรรคไทยรักไทย เหลือเพียงเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีเท่านั้น

ภายหลังถูกยึดอำนาจปี 2549 ‘สุริยะ’ เก็บตัวเงียบ เนื่องจากโดนพิษการเมืองเล่นงาน ซึ่งถือเป็นรอยด่างในชีวิตการเมือง ทั้งกรณีถูกตัดสิทธิการเมือง 5 ปี ตั้งแต่ 30 พ.ค. 2550 จากคดียุบพรรคไทยรักไทย และถูก คสต. ซึ่งแต่งตั้งขึ้นโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรัฐประหาร ตรวจสอบคดีทุจริตจัดซื้อเครื่องตรวจสัมภาระภายในสนามบินสุวรรณภูมิ หรือ CTX 9000 ขณะดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม เมื่อปี 2548 แต่ต่อมา ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องไปเมื่อปลายปี 2555 เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ

แต่อย่างที่เราทราบกันดี นักการเมืองไทยที่ครบเครื่องทั้งบารมี ฝีมือ และสามารถประสานได้ทุกทิศ อย่าง ‘สุริยะ’ มักจะ ‘ว่างงาน’ ได้ไม่นาน สุดท้ายก็ถูกจีบให้มาร่วมสร้างพรรคพลังประชารัฐ ในการเลือกตั้งในปี 2562 และมีส่วนสำคัญในการนำความสำเร็จมาสู่การเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้อีกครั้ง

ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบดูแลกระทรวงสำคัญอย่าง ‘กระทรวงอุตสาหกรรม’ อีกด้วย ซึ่งหากย้อนดูอดีต จะพบว่า สำหรับพะยี่ห้อ ‘สุริยะ’ แล้ว กระทรวงที่ได้นั่งล้วนแล้วแต่เป็นกระทรวงระดับเกรดเอ และมีบทบาทต่อเศรษฐกิจของประเทศทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชวน พรรคประชาธิปัตย์, รัฐบาลทักษิณ ในนามพรรคไทยรักไทย จนมาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในสีเสื้อพรรคพลังประชารัฐ

และในการเลือกตั้ง ปี 2566 ล่าสุด ‘สุริยะ’ พร้อม ‘สมศักดิ์ เทพสุทิน’ ได้ตัดสินใจโบกมือลาพรรคพลังประชารัฐ พร้อมกลับเข้าไปร่วมงานการเมืองกับกลุ่มคนคุ้นเคยในสีเสื้อ ‘พรรคเพื่อไทย’ อีกครั้ง

ถึงแม้ว่า จะเปลี่ยนสีเสื้อ แต่บทบาทของ ‘สุริยะ’ ก็ยังคงโดดเด่นเช่นเดิม และเมื่อพรรคเพื่อไทย ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ชื่อของ ‘สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ ก็เป็นชื่อแรก ๆ ที่จะได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี 1 ตัวทันที ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นกระทรวงไหนเท่านั้น แต่ก็เป็นที่คาดเดาได้ว่าจะต้องเป็นเก้าอี้กระทรวงระดับเกรดเออย่างแน่นอน

และสุดท้าย โผก็ออกมาว่า ‘สุริยะ’ จะได้หวนคืนเก้าอี้ ‘รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม’ อีกคำรบ และแน่นอนว่า มันเป็นการอยู่ถูกที่ถูกเวลา อยู่ถูกพรรค อีกครั้ง และไม่ว่าจะไปอยู่พรรคไหน ก็จะมีโอกาสได้คั่วตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงหลักมาตลอด

ใครที่ว่าแน่ หรืออวดอ้างตนเองเป็นของแท้ในห้วงเพลาใด แต่ดูเหมือน มีแต่ ‘สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ นี่แหละ ที่เป็นนักบริหารมืออาชีพ และผู้มากบารมีที่แทบทุกรัฐบาลจะขาดไม่ได้อย่างแท้จริง!!

‘ก้อง ห้วยไร่’ เปย์ค่าตั๋วคอนฯ ให้แฟนคลับ 300 บาท หลังบอกอยากไปดูนักร้องหน้าใส ตาคม จมูกโด่งเล่น

(28 ส.ค. 66) ไปทัวร์คอนเสิร์ตแต่ละทีก็มักจะมีเรื่องราวกับแฟนคลับอยู่ตลอด และล่าสุดนักร้องอารมณ์ดี ‘ก้อง ห้วยไร่’ ที่ไปเล่นคอนเสิร์ตที่จังหวัดมุกดาหาร แถมขายบัตรคอนเสิร์ตจนหมด ก็ออกมาโพสต์ขำๆ บอกแฟนๆ ว่า

“#บัตรเต็มเเล้ว ใครจะมาคืนนี้ที่ตะวันแดง มุกดาหารก็ไม่ต้องมาครับ เล่นไม่สนุก คนเยอะแออัด นักร้องพูดจาหยาบคาย ร้องเพลงจบบ้างไม่จบบ้าง ทั้งตัวได้แค่หล่อ นอกนั้นโบ๋เบ๋”

ก็มีแฟนคลับรายหนึ่งเข้ามาคอมเมนต์ว่า “บ่เป็นตาไปเบิ่งโชว์ดอก ไคแต่ว่านักร้องหน้าใส ตาคมดั้งโด่ง กะสิไปแย้งจักหน่อย (ไม่น่าไปดูโชว์หรอก ดีที่ว่านักร้องหน้าใส ตาคม จมูกโด่ง ก็จะไปดูสักหน่อยล่ะกัน)”

งานนี้ก้องได้เข้ามาบอก “เอาเลขบัญชีมา ตอนเย็นถ้าไม่มีโต๊ะขึ้นไปนั่งกับผมบนเวทีเลยนะ” แฟนคลับคนดังกล่าวก็ได้ส่งเลขบัญชีให้ ต่อมานักร้องคนดังก็ส่งรูปสลิปโอนเงินเป็นจำนวน 300 บาท พร้อมบอก “ค่า เบียร์ออกเอง”

‘มินตัน’ โพสต์ระบาย ถูก อดีต รปภ. คุกคามนาน 3 ปี แม้ถูกลงโทษแต่ก็ไม่สำนึก ยังตามระรานให้หวาดระแวง

(28 ส.ค. 66) ก่อนหน้านี้ อดีต รปภ. ผู้คุกคามทางเพศ ‘มินตัน’ หรือ น.ส.มินตรา เน็ตไอดอลชื่อดัง ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไปแล้ว และศาลมีคำสั่งห้ามเข้าใกล้หรือแสดงพฤติกรรมคุกคามอีก แต่อดีต รปภ. คนนี้ก็ยังไม่หยุดพฤติกรรมคุกคาม เพราะได้มีการส่งข้อความหา ‘มินตัน’ สร้างความเดือดร้อนรำคาญและหวาดระแวงอย่างยิ่ง

ล่าสุด ‘มินตัน’ ได้ออกมาเปิดเผยทางเฟซบุ๊ก ‘หนูมินตันทาสกระดาน’ ว่า อัปเดตเรื่องโรคจิตที่คุกคามมินตันนะคะ ถือว่าเรื่องของหนูเป็นโพสต์เตือนภัยสังคม หรือเคสตัวอย่างนะคะ

การถูกโรคจิตพยายามคุกคามทางเพศมาเกือบ 3 ปี ศาลก็ตัดสินให้โรคจิตหยุดคุกคามมินตันทั้งในชีวิตจริงและในโซเชียล แต่เขาก็ไม่หยุด แล้วเขาก็ไม่ได้เกรงกลัวกฎหมายอะไรเลย 🙁

ส่วนโทษก็แค่รอลงอาญา+คุมประพฤตินิด ๆ หน่อย ๆ ส่วนโรคจิตก็ยังคอยแอบคุกคามเหมือนเดิม แต่ระวังตัวขึ้น กฎหมาย…ต้องรอให้เหยื่อถูกกระทำสำเร็จก่อนจริง ๆ ถึงเอาผิดได้แบบจริงจัง

หนูพยายามอยู่เงียบ ๆ เรื่องนี้ หนูไม่ชอบดรามา ไม่ชอบเลยจริง ๆ หนูอยากตั้งใจทำงาน แต่ว่ายิ่งมินตันอยู่เงียบ ๆ เขาก็ยิ่งได้ใจและคุกคามเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

มินตันระบุเพิ่มเติมว่า แล้วใครที่บอกว่า เพราะมินตันแต่งคอสเพลย์ หรือเพราะมินตันใส่ขาสั้นถ่ายรูป บลา ๆ “มินตันก็เลยสมควรถูกคุกคาม” !! มันมีจริงๆ นะคะพวกคนที่คิดแบบนี้มีเยอะด้วย คือหนูมีสิทธิแต่งตัวแบบไหนก็ได้ป่าววะ

หนูเคยบล็อกเขาทุกช่องทาง มินตันเคยทำแล้วในช่วงปีแรก ๆ ที่เขาคุกคาม มินตันบล็อกแล้วปล่อยเงียบ คนก็ทักมาเตือนเต็มเลย เพราะเขาจะมาดักเจอกับจะมาหาที่บ้าน พอบล็อก ยิ่งน่ากลัวตรงที่หนูจะไม่มีข้อมูลเลยว่าเขาจะไปดักเจอดักรอยังไงนะคะ 🙁

เดี๋ยวมินตันจะต้องไปแจ้งความเพิ่มอีกค่ะ ถ้ารอบนี้มีอะไรคืบหน้าจะอัปเดตนะคะ

คนที่บ้านโรคจิต พ่อ แม่ ฯลฯ เขารับรู้ค่ะ แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนเลย”

ภายหลังจากโพสต์ข้อความไปแล้วก็มีคนเข้ามาให้กำลังใจมินตันเป็นจำนวนมากพร้อมทั้งยังแสดงความห่วยใยและประณามพฤติกรรมคุกคามของอดีต รปภ. คนนี้ด้วย

‘สุชาติ’ อำลาตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ‘ข้าราชการ-ผู้นำแรงงาน’ มอบดอกไม้-ส่งกำลังใจเพียบ

(28 ส.ค. 66) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงาน ประกอบด้วย พระพุทธสุทธิธรรมบพิตร พระพุทธชินราช ศาลพ่อปู่ชัยมงคล ศาลท้าวมหาพรหมเทวฤทธิ์ และศาลพ่อปู่ชินพรหมมา เนื่องในโอกาสอำลาตำแหน่ง โดยมี นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย ผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมอย่างเนืองแน่นเต็มพื้นที่โถงด้านล่างกระทรวงแรงงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงานเสร็จสิ้นแล้ว นายสุชาติได้รับมอบดอกไม้พร้อมพบปะพูดคุยด้วยความเป็นกันเองกับคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน โดยแต่ละหน่วยงานต่างมีป้ายข้อความให้กำลังใจ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความผูกพันที่ข้าราชการกระทรวงแรงงานพร้อมใจกันแสดงออกต่อนายสุชาติ

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาวบ้านตัวแทนชุมชนแฟลตดินแดง ได้เดินทางเข้ามอบกระเช้าสิ่งของและดอกไม้ให้กำลังใจ เนื่องจากในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นายสุชาติได้นำมาตรการต่าง ๆ จากรัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวชุมชนดินแดงได้ก้าวพ้นวิกฤต ขณะเดียวกัน มีผู้นำสหภาพแรงงานต่าง ๆ เดินทางมาร่วมมอบดอกไม้ให้ขอบคุณและให้กำลังใจนายสุชาติ ที่เป็นรัฐมนตรีในดวงใจช่วยเหลือพี่น้องผู้ใช้แรงงานให้ก้าวพ้นวิกฤตโควิด-19 ด้วยมาตรการต่าง ๆ จากรัฐบาลและกระทรวงแรงงานด้วยเช่นกัน ทำให้นายสุชาติถึงกับน้ำตาซึม ซาบซึ้งในน้ำใจของพี่น้องแรงงานและข้าราชการที่มอบความรักให้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการพูดคุยกับกลุ่มข้าราชการกระทรวงแรงงานอาวุโส ต่างประทับใจในตัวนายสุชาติ เป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นคนใจดี ถึงลูกถึงคน หัวใจนักเลง และเป็นรัฐมนตรีคนเดียวในประวัติศาสตร์กระทรวงแรงงานที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุด ซึ่งปกติจะอยู่เพียงแค่ 1-2 ปี แต่ตลอดกว่า 3 ปีที่ผ่านมา นายสุชาติทำงานจนทำให้กระทรวงแรงงานเป็นที่เชิดหน้าชูตาของสังคม

ข้าราชการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) รายหนึ่ง กล่าวว่า ข้าราชการประกันสังคมทุกคนต่างยกย่องชื่นชมนายสุชาติที่ทำงานหนักเพื่อผู้ใช้แรงงานและเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ข้าราชการ

“โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 ได้ร่วมหัวจมท้าย เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกันมา เพราะขณะนั้นประชาชนทุกข์ทุกร้อนกังวัลใจจากวิกฤติโควิด-19 จนต้องเปิดสนามไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เป็นจุดตรวจคัดกรองและฉีดวัคซีน และในที่สุด ท่านก็สามารถนำพาข้าราชการให้ผ่านพ้นสถานการณ์นั้นมาได้” ข้าราชการรายเดิม กล่าว

นายสุชาติ กล่าวว่า อะไรที่เป็นนโยบายที่ดีและเกิดประโยชน์กับพี่น้องผู้ใช้แรงงานก็อยากให้ได้มีการได้สานต่อ เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องผู้ใช้แรงงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป และว่า อยากให้มีการผลักดัน พระราชบัญัติ (พ.ร.บ.) ประกันสังคม 3 ขอ ให้แล้วเสร็จ สร้างโรงพยาบาลประกันสังคม เพื่อความภาคภูมิใจของผู้ใช้แรงงาน เป็นต้น

‘แกรนด์ เดอะสตาร์’ เผยเหตุผลที่ไม่มีแบรนด์เนมสักใบ ลั่น!! ไม่ชอบ แต่ถ้าให้คนอื่นคือเต็มที่ ของตัวเองซื้อจาก ‘ช้อปปี้-ยูเนี่ยน มอลล์’ ดีกว่า

(28 ส.ค. 66) เป็นอีกหนึ่งนักร้องสาวโด่งดังมาจากการเข้าประกวดเวทีเดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปีที่ 5 สำหรับ ‘แกรนด์ กรณ์ภัสสร ด้วยเศียรเกล้า’ ซึ่งก่อนหน้านั้นเธอเคยเป็นพิธีกรรายวัยรุ่นชื่อดังอย่าง สตรอเบอรี่ชีสเค้ก และเป็นแบบให้แก่นิตยสารต่าง ๆ มีเพลงโด่งดังมากมาย เช่น คนในกระจก, ตุ๊กตาบลายท์, เว้นวรรค และอีกมากมาย

ล่าสุด สาวแกรนด์ ได้มาเป็นแขกรับเชิญในรายกร จีบหนูหน่อย EP.211 โดยช่วงหนึ่งของรายการก็มีคำถามที่ว่า ไม่ติดแบรนด์เนม เพราะส่วนตัวไม่ชอบ สาวแกรนด์จึงตอบกลับว่า…

“ฟังนะ ไม่มีแบรนด์เนมเลยสักใบเดียว ไม่ใช้เลย เพราะส่วนตัวไม่ชอบ ถ้าจะซื้อกระเป๋า จะซื้อจากช้อปปี้ ซื้อจากยูเนี่ยน มอลล์ แต่ซื้อกระเป๋าแบรนด์ให้คนอื่นเป็นแสน เขาน่าจะเหมาะ อยากให้กับคนอื่นให้เต็มที่ แต่กับส่วนตัวเองไม่ใช้ ถ้าเป็นตัวเองขอเลือกของลดราคา แบรนด์เนมลดราคาก็ไม่เอาเพราะแพงอยู่ แต่ถ้าซื้อให้คนอื่นซื้อได้”

‘เป้ย ปานวาด’ รับรางวัลสมทบหญิงยอดเยี่ยมแห่งปี ขอยกรางวัลนี้ให้ 'แตงโม' หลังตนรับหน้าที่มาสานต่อ

เมื่อวานนี้ (27 ส.ค. 66) ปรบมือรัวๆ ให้กับความสำเร็จของนางร้ายหน้าสวย ‘เป้ย-ปานวาด เหมมณี บุญยรัตกลิน’ ที่ขึ้นเวที นาคราชอวอร์ด ครั้งที่ 6 ประจำปี 2566 เพื่อรับรางวัลนักแสดงสมทบดีเด่นแห่งปี สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมแห่งปี จากละครเรื่อง ‘คุณชาย’ ทางช่องวัน 31 ผลิตโดย เดอะวันเอ็นเตอร์ไพร์ส

โดย เป้ย เผยถึงรางวัลดังกล่าวว่า "ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณรางวัล นาคราช นะคะ ขอบคุณคณะกรรมการทุกๆ ท่าน แล้วก็ขอขอบคุณพี่บอย ถกลเกียรติ, พี่ป้อน, พี่ต๊ะ, พี่หวอผู้กำกับฯ นะคะ นักแสดงทุกๆ ท่านด้วย รวมถึงทีมงานที่อยู่เบื้องหลัง ทุกๆ คน ทุกๆ ฝ่าย ทุกๆ ท่านเลยนะคะ สำหรับเรื่อง คุณชาย จริงๆ เป้ย อยากจะบอกว่ารางวัลนี้ เป็นรางวัลที่มีคุณค่าทางจิตใจของเป้ย มากๆ หลายๆ คน อาจจะพอทราบมาแล้วบ้างว่า จริงๆ เดิมทีบท จันทร์ เป็นของ แตงโม ภัทรธิดา แล้วเป้ยก็ได้รับหน้าที่มาสานต่อนะคะ ในระหว่างการถ่ายทำ เป้ยได้พบอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะด้วยระยะเวลาที่กระชั้นชิด ความเครียด ความกดดันต่างๆ ที่มีเข้ามา แต่มันก็ผ่านไปได้ทุกๆ ครั้ง เพราะความตั้งใจที่อยากจะทำเป็นของขวัญให้กับโม รางวัลนี้จึงเป็นรางวัลที่มีผลต่อความรู้สึกของเป้ยมากๆ ขอบคุณคณะกรรมการทุกท่านที่ได้เห็นถึงความตั้งใจของเป้ย และถ้าโมได้ยินอยู่ เป้ยก็อยากจะบอกโมว่า "เป้ยทำสำเร็จแล้วนะแล้วถ้าโมได้เห็น เป้ยอยากจะบอกโมว่า รางวัลนี้เป็นของ โม นะคะ" ขอบคุณทุกๆ ท่านมากค่ะ"

‘Free YOUTH’ เหน็บ!! ‘VAT’ คือภาษีที่สร้างความเหลื่อมล้ำ หากเพิ่มจาก 7% เป็น 10% คนรายได้น้อยแบกภาระเต็มๆ

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 66 ภายหลังจากมีกระแสข่าวว่าสภาพัฒน์เสนอจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT จากเดิม 7% เพิ่มเป็น 10% ก็ได้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในโลกออนไลน์ รวมถึงเพจ ‘เยาวชนปลดแอก - Free YOUTH’ กลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นด้วยเช่นกัน โดยระบุว่า…

“VAT คือภาษีที่สร้างความเหลื่อมล้ำ”

การที่ไม่นานมานี้สภาพัฒน์เสนอขึ้นภาษี VAT จาก 7% เป็น 10% นั้น โดยอ้างว่าต้องการเก็บเพื่อนำมาจัดสรรสวัสดิการให้คนสูงวัยในอนาคต คือการพยายามขูดรีดคนรากหญ้า แทนที่จะเป็นการลดงบกองทัพ หรืองบที่ไม่ได้มีความจำเป็นแก่การพัฒนาประเทศเพื่อนำมาสร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าให้กับคนทุกวัย

VAT คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าหรือบริการ โดยอัตราภาษีจะขึ้นอยู่กับมูลค่าของสินค้าหรือบริการนั้น สาเหตุที่ VAT ถูกวิจารณ์ว่าเป็นภาษีที่ไม่เป็นธรรม เพราะ ‘ผู้ที่มีรายได้ต่ำจะต้องจ่ายภาษีในอัตราสูงเท่ากับผู้ที่มีรายได้สูง’ ทำให้หากมีการขึ้นภาษี VAT ไปมากกว่าเดิม จะทำให้ผู้ที่มีรายได้ต่ำได้รับผลกระทบไปเต็ม ๆ เราจึงสามารถเรียกได้ว่า VAT คือ ‘ภาษีแห่งความเหลื่อมล้ำ’

หากยกกรณีตัวอย่าง 
คุณซื้อสินค้าหนึ่งในราคา 40 บาท
หาก VAT เป็น 10% คุณจะเสียอีก 4 บาท
จากอัตราปัจจุบันที่ 7% คุณจะจ่ายอีกประมาณ 2.8 บาท

ความต่างในด้านเงินจำนวนนี้ดู ๆ แล้วอาจไม่เยอะมาก แต่หากนึกถึงคนจนที่มีรายได้น้อยมาก ๆ หากสิ่งของหลายรายการ นั่นก็อาจเป็นเงินหลายบาทสำหรับผู้มีรายได้น้อยที่ในวันหนึ่ง เขาอาจหาเงินได้ไม่กี่บาท

‘การเก็บภาษีขั้นบันได’ คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้มีรายได้โดยอ้างอิงตามช่วงของรายได้นั้น ๆ ผู้ที่มีรายได้ต่ำจะต้องจ่ายภาษีในอัตราต่ำ และผู้ที่มีรายได้สูงจะต้องจ่ายภาษีในอัตราสูง ทำให้เป็นกลไกหนึ่งที่สามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

ด้วยค่าครองชีพที่สูงเกินกว่าใครหลายคนจะรับไหว การเพิ่มภาษี VAT ให้มากไปกว่าเติม จึงยิ่งเป็นการตอกย้ำความเหลื่อมล้ำให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก ‘ภาษีขั้นบันได’ จึงถือว่าเป็นคำตอบให้กับการแก้ไขความเหลื่อมล้ำที่ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนเพิ่มมากขึ้นทุกทีในสังคมไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top