Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

มกุฎราชกุมารซาอุฯ ผุดแผนสร้าง ‘ศูนย์โลจิสติกส์’ กว่า 50 แห่ง หนุนความหลากหลายเศรษฐกิจท้องถิ่น-อีคอมเมิร์ซ

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 66 สำนักข่าวซินหัว เผยว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน อัล ซาอุด มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย เปิดตัวแผนสร้างศูนย์โลจิสติกส์กว่า 50 แห่ง เพื่อเปลี่ยนประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ระดับโลก

สำนักข่าวซาอุดีอาระเบีย รายงานว่าแผนการดังกล่าวมีเป้าหมายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาคโลจิสติกส์ สร้างความหลากหลายของเศรษฐกิจท้องถิ่น และเสริมสร้างสถานะของซาอุดีอาระเบียในฐานะจุดหมายการลงทุนชั้นนำ

รายงานระบุว่าแผนการนี้ประกอบด้วยศูนย์ 59 แห่งบนพื้นที่รวมกว่า 100 ตารางกิโลเมตร โดยอยู่ในกรุงริยาด 12 แห่ง เมกกะ 12 แห่ง ภูมิภาคตะวันออก 17 แห่ง และส่วนอื่นๆ ของซาอุดีอาระเบียอีก 18 แห่ง

ศูนย์โลจิสติกส์ดังกล่าวซึ่งคาดว่าจะสร้างเสร็จภายในปี 2030 จะเปิดทางให้อุตสาหกรรมท้องถิ่น ส่งออกผลิตภัณฑ์ของซาอุดีอาระเบียได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง และสนับสนุนอีคอมเมิร์ซ โดยเกื้อหนุนการเชื่อมต่ออย่างรวดเร็ว ระหว่างศูนย์โลจิสติกส์และศูนย์กระจายสินค้าทั่วซาอุดีอาระเบีย

‘ฟองสนาน’ โหรดัง น้ำตาซึม!! เล่าถึงนายกฯ ในดวงใจ เผย นายกฯ ท่านนี้เคยปฏิเสธคอมมิชชัน ‘พันล้าน’ มาแล้ว

(28 ส.ค. 66) ฟองสนาน จามรจันทร์ นักพยากรณ์ชื่อดัง อดีตนักข่าวสายการเมือง และนักจัดรายการวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ โพสต์เฟซบุ๊ก ‘Fongsanan Chamornchan’ ในหัวข้อ ‘นายกฯ ในดวงใจท่านนี้เคยปฏิเสธคอมมิชชั่นประมาณพันล้านขึ้นมาแล้ว’ มีรายละเอียดดังนี้

‘อดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน’ ผู้ดีรัตนโกสิทร์ เคยพูดไว้ที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์นานมาแล้วว่า นักการเมืองและข้าราชการต้องไม่รับทั้งคอร์รัปชันและคอมมิชชัน

และแล้ววันหนึ่งที่ห้องโหรเล็กๆ ของแม่หมอที่ตลาดบองมาเช่ ห้องบี 263 ห้องนี้ วันๆ เจอข่าวเต็มไปหมด ทั้งดี-ร้าย… เพราะเป็นศูนย์รวมข่าวซุบซิบจากลูกค้าเพียบ

แต่รู้อะไรมามักจะเงียบ อย่างน้อยก็แค่คุยกันในครอบครัวสามคน พ่อคุณหนุ่ย-ลูกพราวฟอง-แม่หมอ

แต่คราวนี้-ถึงวันลา… คนแม่ขอเป็นลำโพงปากแตกหน่อยว่า…

มีเหตุการณ์หนึ่ง เจ้าของโปรเจกต์ที่ค่อนข้างจะเข้าท่า ทะลุไปพบ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาได้

แต่ท่านปฏิเสธ… ไม่สนคอมมิสชันมหึมาหรือตามน้ำ… เป็นมูลค่าพันล้านขึ้น แล้วโครงการนี้ก็ไปลงประเทศอื่น

คนเล่าแม้จะเสียผลประโยชน์ ก็ยังบอกว่า จะเลือกท่าน

แล้วอย่ามาถามว่าคนเล่าเป็นใคร เพราะจำไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ป.ป.ช.คณะนี้ อย่าแหยม… ยิ่งหมั่นไส้อยู่

ขอจำแต่คุณงามความดีของคนชื่อ ‘บิ๊กตู่’ … (คนอื่นแม่หมอไม่เรียกบิ๊กหรอกจ้า เพราะโหลมาก)

แม่หมอน้ำตาซึมมาเล่าให้คุณหนุ่ยฟัง เล่าให้พราวฟองฟังเพื่อบอกว่า ทหารเสือท่านนี้ ร้องโฮก ไม่ใช่เอ๋ง

ทหารเสือท่านนี้ขึ้นไปกราบพระบาทในหลวง ร.9 บนสวรรค์ได้เต็มภาคภูมิ

ด้วยรักจากพี่ ที่อกหักเพราะรัก ‘พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา’

พี่ฟองสนาน จามรจันทร์ อดีตนักข่าวการเมือง ที่พอจะอวดท่านนายกฯ ของพี่ได้บ้างนิดหน่อยว่า ทำข่าวมาตลอดชีพ เริ่มจากสยามรัฐ ไม่เคยรับซองขาวค่ะ เพราะคณะนิเทศศาสตร์จุฬาฯ+รุ่นพี่สยามรัฐสอนมาดี

ที่เล่าก็เพื่อจะบอกว่า คอมมิชชันที่หากท่านรับกับซองขาว หากพี่จะรับจำนวนต่างกันฟ้ากับเหวเลยเชียวค่ะ

‘บางจาก’ ตั้งโต๊ะซื้อ ‘เอสโซ่’ หุ้นละ 9.89 บ. ทยอยเปลี่ยนป้ายปั๊ม 1 ก.ย. ปิดตำนาน 129 ปี

ภายหลัง บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า บริษัทได้ดำเนินการในการเข้าซื้อหุ้นของบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ESSO โดยได้ตกลงราคาซื้อขายสุดท้ายตามสัญญาซื้อขายหุ้นที่ได้ลงนามไป เมื่อ 11 ม.ค. 66 ในสัดส่วน 65.99% ของจำนวนหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด (หรือราว 2.28 พันล้านหุ้น) จากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ ESSO บริษัท เอ็กซอนโมบิล เอเชีย โฮลดิ้ง พีทีอี แอลทีดี (ExxonMobil) 

ล่าสุดได้กำหนดราคาสุดท้ายเสร็จสิ้นเมื่อ 25 ส.ค. 2566 ที่ราคา 9.8986 บาทต่อ หุ้น โดย BCP จะชำระค่าหุ้นสามัญจำนวน 2.28 พันล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 65.99% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมดของ ESSO คิดเป็น มูลค่ารวมราว 2.26 หมื่นล้านบาท ในวันที่ 31 ส.ค. 2566 นี้ ถือเป็นการเปลี่ยน อำนาจควบคุม

จากนั้น ทาง BCP จะดำเนินการเข้าทำคำเสนอหุ้นที่เหลือของ ESSO สัดส่วน 34.01% (หรือราว 1.18 พันล้านหุ้น) ในช่วงต้นเดือน ก.ย. 66 ในราคาเดียวกันที่ 9.8986 บาทต่อหุ้น และคาดการทำ tender จะแล้วเสร็จภายในเดือน ต.ค. 66 และหากว่าtender ได้ไม่ครบจำนวน ก็ไม่มีแผนที่จะซื้อเพิ่มในตลาดฯ ให้ครบ เพราะสัดส่วนหลัก 65.99% ใน ESSO ก็ถือว่ามี อำนาจควบคุมแล้ว

ทั้งนี้ หลังควบรวมกิจการเรียบร้อย จะส่งผลให้บางจากจะส่งผลให้กำลังการกลั่น เพิ่มขึ้นเป็น 2.94 แสนบาร์เรลต่อวันจากปัจจุบันอยู่ที่ 1.2 แสนบาร์เรลต่อวัน เป็นโรงกลั่นที่ขนาดกำลังการผลิตที่ใหญ่ ที่สุดในประเทศไทย และจะส่งผลให้ธุรกิจ การตลาด (Retail Marketing) ขึ้นอยู่ในอันดับ 2 ในส่วนของส่วนแบ่งการตลาด

และตั้งแต่ 1 ก.ย. 66 เป็นต้นไป จะเริ่มทยอยเปลี่ยนป้ายปั๊ม ESSO จำนวน 780 สถานี เป็น บางจากทั้งหมด โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี ซึ่งจะทำให้บางจากมีปั๊มน้ำมันรวมกว่า 2,100 สถานี

‘แบมแบม’ โผล่เล่าเรื่องผี รายการเดอะโกสต์ คนดูสดทะลุหลักแสน ล้มสถิติเดิมที่เคยมีมา

(28 ส.ค. 66) สร้างเสียงฮือฮากับมิติใหม่แห่งการโปรโมทคอนเสิร์ต ‘แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล’ หรือ ‘แบมแบม GOT7’ ปรากฏตัวครั้งแรกใน ‘The Ghost Radio’ รายการเล่าเรื่องผี รวมเรื่องราวสุดหลอนชื่อดังแห่งเมืองไทย ในวันที่ 27 ส.ค.66 เวลา 21.45 น. ทางช่องยูทูบ The Ghost Radio Official

นอกจากจะมากล่าวถึงคอนเสิร์ตแรกที่กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว แบมแบมยังเซอร์ไพรส์ด้วยการเล่าเรื่องผีครั้งแรกในชีวิต จนหลายคนพากันตะลึงไม่ใช่น้อย ซึ่งการมาในครั้งนี้ เหล่าอากาเซไม่พลาดที่จะมารอต้อนรับตั้งแต่ทางเข้ารายการ จวบจนในไลฟ์สด ซึ่งล่าสุด เปิดเผยว่า ยอดผู้รับชมกวาดไปกว่า 109,245 วิว ซึ่งถือว่า ล้มสถิติเดิมที่เคยมีมา

ทางเพจ The Ghost Radio ได้เปิดผู้ติดตาม พร้อมระบุแคปชันว่า "คืนนี้มีความสุขมากคร้าบบ พวกเราโดนน้องตกซะแล้ววว หลงมากตะหนูแบมแบม ที่มาพร้อมกับสถิติใหม่ ทะลุแสน ฝันดีคร้าบบบบ รักแบมแบม พร้อมเป็นเอเลี่ยนคร้าบบบบ #Bambam #theghostradio #เดอะโกสต์เรดิโอxแบมแบม"

‘โรงแรม’ ยัน!! ไม่ย้าย ‘ครูกายแก้ว’ ไม่ผิดเงื่อนไข สัญญาเช่า 20 ปี แต่จะสร้างโดมครอบแทน เพื่อลดกระแสความไม่สบายใจของสังคม

(28 ส.ค. 66) จากกรณีรูปปั้นครูกายแก้วที่ถูกนำมาตั้งไว้บริเวณโรงแรมเดอะบาซาร์ โฮเทล แบงค็อก จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของหลายฝ่าย สู่การตั้งคำถามของสังคมว่าสมควรย้ายรูปปั้น ‘ครูกายแก้ว’ หรือไม่

ล่าสุด ที่ห้องรัชโยธินแกรนด์ ชั้น 20 โรงแรมเดอะ บาซาร์ โฮเทล แบงค็อก นายชาลี นพวงศ์ ณ อยุธยา เลขานุการประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วยนายสิทธิชัย หอมศิริวรรณ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย แถลงกรณีรูปปั้นครูกายแก้ว ที่ตั้งบริเวณโรงแรม เดอะ บาซาร์ โฮเทล แบงค็อก ประเด็น “รูปปั้นครูกายแก้ว อยู่ หรือ ไป”

นายชาลี นพวงศ์ ณ อยุธยา เลขานุการประธานกรรมการบริหาร กล่าวว่า ขอขอบคุณสภาศิลปินส่งเสริมพระพุทธศาสนา โดย ดร.ศุภาชัย คณะราษฎรไทยแห่งชาติ รวมถึงคณะราษฎรไทยแห่งชาติ องค์กรตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 42 โดยคุณพลภาขุน เศรษฐญาบดี โดยทั้ง 2 หน่วยงานส่งหนังสือถึงทางโรงแรมว่า บัดนี้มีความเข้าใจแล้วว่า ‘รูปปั้นครูกายแก้ว’ ไม่กระทบต่อความเชื่อต่อทางพระพุทธศาสนา แต่เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ทั้งนี้ ทางหน่วยงานยินดีให้ความร่วมมือกับโรงแรงในภายภาคหน้าต่อไป

ขณะที่ประเด็นเรื่องการวางรูปปั้นครูกายแก้ว จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องของความเชื่อทางศาสนานั้น นายชาลี กล่าวว่า แยกออกเป็น 2 ประเด็น ประเด็นแรก ทางโรงแรมได้เช่าที่ดินของการรถไฟทั้งหมด โดยมีวัตถุประสงค์ในการเช่ามาทำธุรกิจการให้บริการในด้านการโรงแรม และส่วนอื่นๆ ตามไปด้วย ดังนั้น โรงแรมได้แบ่งพื้นที่ให้บริษัทของครูกายแก้ว โดยมีอาจารย์หน่อยเป็นผู้เช่า ทางโรงแรมแบ่งพื้นที่ด้านหน้าที่จะเห็นว่ามีรูปปั้นต่างๆ ซึ่งพื้นที่หน้าโรงแรมทั้งหมด ทางโรงแรมมอบให้ผู้เช่าไป เป็นสัญญาระยะเวลา 20 ปี ปีละ 2,400,000 บาท เพื่อให้อาจารย์หน่อยช่วยปรับฮวงจุ้ยของโรงแรมให้ดีขึ้น และระบุในสัญญาชัดเจนว่าต้องไม่ให้เกิดความเสื่อมเสียกับโรงแรม ไม่มีผลกระทบต่อสังคม แต่ไม่ได้ทราบว่าจะนำรูปปั้นของครูกายแก้วมาวาง แต่ถือเป็นสิทธิ์ของผู้เช่า เพราะทางผู้เช่าต้องการจะทำธุรกิจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งโรงแรมก็ไม่ได้ขัดอะไร เพราะรูปปั้นครูกายแก้วช่วยทำให้โรงแรมกลายเป็นที่รู้จัก โด่งดังมากขนาดนี้ และถือว่าเป็นการสร้างกระแสในทางบวกให้กับโรงแรมด้วยซ้ำ เพราะมีลูกค้าและมีการจองโรงแรมมากขึ้น

เบื้องต้นโรงแรมหารือกับ กทม.ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร และได้ข้อสรุปว่าการตั้งรูปปั้นครูกายแก้วนั้น ไม่ได้มีความผิด แต่เพื่อความสบายใจของประชาชน จึงมีการขอให้ปกปิด โดยการสร้างประติมากรรมส่วนครอบ งบประมาณ 60 ล้านบาท ซึ่งผู้เช่าช่วงสถานที่จะเป็นคนออกค่าใช้จ่าย แต่นายชาญ ตุลยาพิศิษฐ์ชัย หุ้นส่วนที่ถือหุ้นประมาณ 20 % จะช่วย 20 ล้านบาท คาดใช้ระยะเวลาในการสร้าง 2 เดือน เพื่อลดกระแสความไม่สบายใจ และให้หันมาสนใจประติมากรรมครอบแทน ซึ่งออกแบบโดยสถาปัตยกรรม จะมีรูปทรงคล้ายโดมของสนามบินสุวรรณภูมิ ส่วนในอนาคตหลังหมดสัญญาจะมีการย้ายรูปปั้นครูกายแก้วออกหรือไม่ คงต้องรอดู แต่คาดว่าคงไม่ย้าย เพราะตอนนี้ก็มีถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

'โย-พงศธร' ผู้สมัคร สส.ระยอง ก้าวไกล แจงเหตุไม่เสียภาษี  อ้าง!! ตอนนี้เริ่มถูกโจมตี เพราะหาเสียงได้สร้างสรรค์

(28 ส.ค. 66) นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ หรือโย ผู้สมัคร สส. เขต 3 จังหวัดระยอง กล่าวถึงประกาศ ของ กกต. ระยอง ที่ตนเองไม่ได้เสียภาษี 3 ปีย้อนหลัง ว่า ตามที่ได้มีประกาศจากทาง กกต. ว่าตนไม่เสียภาษีนั้น ถือเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากเวลารับสมัครมีการให้กรอกอาชีพของผู้สมัคร สส. จะมีให้แนบ 2 แบบ คือแบบที่เป็นของบุคคลที่มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี ต้องแสดงเอกสารเสียภาษี 3 ปีย้อนหลัง กับแบบที่สอง บุคคลที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี จะเป็นแบบ สส. 4/7 คือเป็นใบรับรองตัวเองว่ามีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี ซึ่งตนใช้แบบที่สองในการยื่น คือมีรายได้ไม่ถึง 220,000 บาทต่อปี ซึ่ง กกต. ก็มีการประกาศรับรองปกติ

เมื่อถามย้ำว่าเป็นเพราะรายได้ไม่ถึงใช่หรือไม่ นายพงศธร กล่าวว่า ใช่ ตนไม่ได้กังวล ถือเป็นกระบวนการตามปกติและมีเอกสารรับรองผู้สมัครเรียบร้อยแล้ว ไม่กังวลว่าคนจะเข้าใจผิดว่าไม่เสียภาษี หากเรียกไปชี้แจงก็สามารถชี้แจงได้

เมื่อถามว่ามีอะไรอยากจะบอกชาวระยองที่หาเสียงอยู่ขณะนี้หรือไม่ นายพงศธร กล่าวว่า นอกจากเรื่องหาเสียงก็มีข่าวเรื่องของการโจมตีตน ตนเข้าใจว่าเป็นเพราะการเมืองที่พรรคก้าวไกลพยายามทำในเรื่องการหาเสียงเชิงสร้างสรรค์และพูดถึงว่าเราจะทำนโยบายอะไร ดังนั้น ฝ่ายที่โจมตี ตนขอให้พ่อแม่พี่น้องเข้มแข็ง รับฟังข่าวสารอย่างมีวุฒิภาวะ

‘เศรษฐา’ เรียก 8 สายการบิน ร่วมถกรับมือไฮซีซันไตรมาส 4 ปลื้ม!! สายการบินตอบรับฟรีวีซ่า เพิ่ม นทท.-กระตุ้นเศรษฐกิจ

(28 ส.ค. 66) ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ เป็นประธานการประชุมร่วมกับ 8 สายการบิน เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ และหาแนวทางแก้ไขด้านการบิน เพื่อยกระดับการท่องเที่ยว โดยมีตัวแทนของพรรคเพื่อไทย ได้แก่ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะทำงานด้านนโยบาย, น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ, นายปานปรีย์ พหิทธานุกร คณะทำงานด้านเศรษฐกิจ, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สส.บัญชีรายชื่อ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่

ด้านตัวแทนของสายการบิน ได้แก่ นายกีรติ กิจมานะวัฒน์ ผอ.ใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จํากัด (มหาชน), นายสุทธิพงษ์ คงพูล ผอ.สํานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย, นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน), นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยเวียตเจ็ท, นายสันติสุข คล่องใช้ยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย, นายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์, นายชัยยง รัตนาไพศาลสุข รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จํากัด, นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อํานวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จํากัด (มหาชน), นายอัศวิน ยังกีรติวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ และนายวุฒิภูมิ จุฬางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท สายการบินนกแอร์ จํากัด (มหาชน)

สำหรับปัญหาที่ผู้ประกอบการสะท้อนมายังนายกฯ และพรรคเพื่อไทย เช่น
1.) การเพิ่มจำนวนเที่ยวบินให้ทันกับฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างน้อย 20%
2. การเพิ่มศักยภาพเครื่องบินให้ทันกับการปรับเที่ยวบินที่จะเพิ่มขึ้น
3.) การเพิ่มโอกาสผลักดันนักท่องเที่ยวในตลาดขนาดใหญ่ เช่น จีน อินเดียให้มากขึ้น
4.) การเพิ่มจำนวนเครื่องบินให้มีความเหมาะสมกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล

นายเศรษฐา กล่าวตอนหนึ่งว่า ขอบคุณที่ทุกคนสละเวลามาพบกัน ซึ่งเรื่องของการท่องเที่ยวเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่สำคัญที่สุดของรัฐบาล วันนี้พรรค พท. เรามาพร้อมกับว่าที่รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ว่าที่ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ว่าที่เลขานายกฯ ว่าที่ รมว.คมนาคม และว่าที่ รมช.คลัง วันนี้เราพร้อมมาฟังความคิดเห็นจากสายการบินทั้งหมดว่ามีอะไรให้เราช่วยเหลือบ้าง เมื่อถวายสัตย์ฯแล้วจะดำเนินการทันที ซึ่งรัฐบาลพรรค พท.มีความร้อนใจว่าไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยว ถ้าเราเริ่มทำงานได้ก่อนจะเป็นการแสดงความได้เปรียบ เพื่อให้ภาคเอกชนมีความพร้อมที่จะรองรับการเข้ามาของนักท่องเที่ยว

นายเศรษฐา กล่าวว่า และขอขอบคุณ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จํากัด (มหาชน) ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการช่วยกันส่งเสริมการทำงานกับรัฐบาล พท.ในการเตรียมตัวล่วงหน้า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซัน ซึ่งเป็นการส่งเสริมรายได้เข้าประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการภายในสนามบิน การเพิ่มเที่ยวบิน การเพิ่มหรือขยายรันเวย์ เป็นต้น

ส่วนข้อเสนอของสายการบินต่างๆ ถือว่าเป็นความร่วมมือที่ดีในการร่วมกันส่งเสริม และสร้างรายได้เข้าประเทศ เป็นเรื่องดีที่ทุกสายการบินให้การตอบรับนโยบาย Free visa ในบางประเทศที่มีศักยภาพ เช่น จีน ซึ่งคาดว่าทุกสายการบินมีความต้องการขยายจำนวนเที่ยวบินรับนักท่องเที่ยว ทั้งเที่ยวบินภายในประเทศและต่างประเทศ รัฐบาลที่นำโดยพรรค พท.มีแผนที่จะไปโปรโมทการท่องเที่ยวไทยในต่างประเทศในปีหน้าในเที่ยวบินที่มีความพร้อม ซึ่งแต่ละสายการบินมีสัญญาณที่ดีว่า หากรัฐบาลสามารถเพิ่มความต้องการนักท่องเที่ยวไทยได้ สายการบินจะมีการแข่งขันกันโปรโมทการท่องเที่ยวร่วมกัน ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงตั๋วโดยสารได้ในราคาที่เหมาะสม

‘ญี่ปุ่น’ โวย!! ถูก ‘จีน’ ขู่ หลังปล่อยน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีลงทะเล ด้าน ‘ฮ่องกง’ แบนนำเข้าอาหารทะเล ฉุดธุรกิจร้านอาหารดิ่ง 30%

(28 ส.ค. 66) สำนักข่าวรายงานว่า ภาคธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในเกาะฮ่องกงคาดหมายว่า ธุรกิจร้านอาหารของตนจะตกลงมากถึง 30% ได้ หลังจากทางการสั่งแบนนำเข้าอาหารทะเลจาก 10 จังหวัดของญี่ปุ่น ที่มีผลแล้วในวันที่ 24 สิงหาคม จากการที่ญี่ปุ่นทำการปล่อยน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสี ที่ผ่านการบำบัดเรียบร้อยแล้วจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก

‘นายไซม่อน หว่อง’ ประธานสหพันธ์ร้านอาหารและการค้าที่เกี่ยวข้องของฮ่องกง กล่าวว่า เราคาดว่าธุรกิจร้านอาหารจะปรับลดลงไปราว 20-30% หรืออาจมากกว่านั้นสำหรับร้านอาหารไฮเอนด์ ที่ส่วนใหญ่นำเข้าวัตถุดิบที่บินส่งตรงจากญี่ปุ่นมายังฮ่องกงภายในวันเดียวกันเลย และหากวัตถุดิบที่เป็นอาหารทะเลดังกล่าวไม่มีความหลากหลาย หรือไม่มีปริมาณเพียงพอสำหรับร้านอาหาร ธุรกิจก็จะได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ดี เขาเชื่อว่าการขาดแคลนอุปทานจะไม่ทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากผู้ค้าให้ความสำคัญกับการรักษาลูกค้าไว้เป็นอันดับแรก

ทั้งนี้ ฮ่องกงเป็นตลาดส่งออกอาหารทะเลใหญ่เป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่น รองจากจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งได้ออกมาตรการห้ามนำเข้าอาหารทะเล รวมถึงเกลือและสาหร่ายทะเล จาก 10 จังหวัดที่มีความเสี่ยงของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม รวมถึงจากโตเกียว, จังหวัดฟุกุชิมะ และนางาโนะ ซึ่งคิดเป็น 10% ของอาหารทะเลญี่ปุ่นที่นำเข้ามาในฮ่องกง

ส่วนมาเก๊า เกาะเพื่อนบ้านที่อยู่ใต้อาณัติปกครองของจีนแผ่นดินใหญ่ ก็สั่งห้ามนำเข้าอาหารทะเลจาก 10 จังหวัดของญี่ปุ่นเช่นกัน ขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่สั่งแบนนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นทั้งหมด

วันเดียวกัน ‘นายฮิโรคาสุ มัตสึโนะ’ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น แถลงแสดงความเสียใจอย่างยิ่ง กรณีที่มีโทรศัพท์ข่มขู่เข้ามาอย่างมาก โดยมีต้นสายจากจีนในการข่มขู่คุกคามที่เกี่ยวเนื่องกับการปล่อยน้ำเสีย จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะลงทะเลของญี่ปุ่น

โดยนายมัตสึโนะกล่าวว่า พัฒนาการเหล่านี้เป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่งและเรามีความเป็นห่วง กังวล

ด้านกระทรวงต่างประเทศของจีนยังไม่ได้ให้ความเห็นต่อท่าทีนี้ของโฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น

มั่นใจ!! 'แลนด์บริดจ์' พาไทยสู่จุดศูนย์กลางของโลกในการขนส่งสินค้า ลดต้นทุนมหาศาล ผ่านเส้นทางเดินเรือใหม่ จูงใจเหล่าผู้ประกอบการ

(28 ส.ค. 66) จากเฟซบุ๊ก 'KUL' โดย กุลวิชญ์ สำแดงเดช ผู้ดำเนินรายการ Ringside การเมือง ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ระบุว่า...

แลนด์บริดจ์
ได้ คุ้ม เสีย

โครงการแลนด์บริดจ์ คือ ภาคต่อของการขุดคอคอดกระ หรือคลองไทย สร้างเส้นทางเดินเรือแห่งใหม่ ที่แม้ว่า ไทยจะได้ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ การสัญจรทางเรือ จะเปลี่ยนมาใช้ช่องทางนี้ แทนช่องแคบมะละกา

แต่ชัดเจนว่า ทำไม่ได้ เนื่องจากปัญหาเรื่องความมั่นคง จากการแยกไทยเป็น 2 ส่วน และเรื่องสิ่งแวดล้อม จากการ ปล่อยกระแสน้ำจากอ่าวไทย และทะเลอันดามัน ไหลมาบรรจบ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์มหาศาล

ที่สุดแล้วโปรเจกต์แลนด์บริดจ์ จึงถือเกิดขึ้น

แลนด์บริดจ์ คือ การสร้างเส้นทางสัญจรจากฝั่งอันดามัน ไปฝั่งอ่าวไทย พร้อมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออำนวยความสะดวกด้าน Logistic อย่างเต็มรูปแบบ

มีความพยายามหาพื้นที่ในการสร้างมาอย่างยาวนาน กระทั่งมาเคาะว่าสมควรจะเป็น คือ บริเวณแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร และแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง ขีดความสามารถรองรับตู้สินค้า ฝั่งละ 20 ล้านทีอียู (หน่วยนับขนาดตู้คอนฯ ขนาด 20 ฟุต/20 ฟุต = 1 TEU) รวมถึงแนวเส้นทางการพัฒนาระบบเชื่อมโยง ระยะทาง 93.9 กิโลเมตร (กม.) โดยเป็นระยะทางบนบก 89.35 กม. ระยะทางในทะเลสู่ท่าเรือระนอง 2.15 กม. ระยะทางในทะเลสู่ท่าเรือชุมพร 2.48 กม.

ประกอบด้วย ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) และรถไฟทางคู่ ขนาดรางมาตรฐาน (1.435 เมตร) รองรับการขนส่งสินค้า และรางขนาด 1 เมตร เพื่อเชื่อมการเดินทางขนส่งผู้โดยสารในโครงข่ายรวมของประเทศอีกด้วย โดยมีรูปแบบทั้งทางยกระดับ ทางระดับพื้น และอุโมงค์ จำนวน 3 แห่ง

หลักการง่าย ๆ คือ เมื่อเรือมาเทียบที่ท่าฝั่งอ่าวไทย ก็จะขนไปขึ้นเรือที่รออยู่ฝั่ง อันดามัน (หรืออันดามัน ไป อ่าวไทย) ในเวลาที่รวดเร็ว

หากทำสำเร็จ จะเป็นจุดศูนย์กลางแห่งหนึ่งของโลกในการขนส่งสินค้า และจะเป็นเส้นทางเดินเรือใหม่ ที่มีแรงจูงใจผู้ประกอบการ คือ ลดระยะเวลาการขนส่งเส้นทาง จากที่ผ่านช่องแคบมะลากาจาก 9 วัน เหลือ 5 วัน ทำให้ประหยัดต้นทุน และเป็นประตูการค้าเชื่อมต่อระหว่างเส้นทางมหาสมุทรอินเดีย ไปยังทะเลจีนใต้ ซึ่งสามารถกระจายสินค้าไปได้ทั่วโลก

จะเป็นการขนส่งสินค้า ระหว่างสหภาพยุโรป, ตะวันออก, อินเดีย, บังกลาเทศ, เวียดนาม, จีน โดยลูกค้าหลัก จะเป็นเรือสินค้า ฟีดเดอร์ ขนาด 5,000-6,000 ทีอียู และเป็นทางเลือกของสินค้าถ่ายลำ (Transshipment) การขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก

โดยเชื่อมต่อทางรางและทางถนน และเกิดอุตสาหกรรมหลังท่า (Port Industry) มีการตั้งเขตพื้นที่เศรษฐกิจเสรี ดึงดูดนักลงทุน เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมหลังท่าเรือระนอง และท่าเรือชุมพรส่งเสริมแลนด์บริดจ์ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้

การพัฒนาแลนด์บริดจ์ประมาณมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้น 1.001 ล้านล้านบาท ถือเป็นเม็ดเงินมหาศาล แต่ก็คุ้มค่า หากไทยคิดจะลงทุน โดยที่ผ่านมาโปรเจคในลักษณะของการพัฒนาพื้นที่ ในเชิงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่  เราไม่เคยเห็นความล้มเหลวเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นอิสเทิร์น ซีบอร์ด หรือ อีอีซี ก็ตาม นี่จึงเป็นความเสี่ยงที่คุ้มเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม มีแรงต้านแน่นอน โดยเฉพาะกลุ่มนักสิ่งแวดล้อม และนักอนุรักษ์วิถีดั้งเดิม เพราะโครงการขนาดนี้ ลงไปที่ไหน ย่อมสร้างความเปลี่ยนแปลงระดับพลิกฝ่ามือ วัฒนธรรมชาวบ้าน ย่อมได้รับแรงสะเทือน วิถีชุมชน ต้องมีการปรับเปลี่ยน สิ่งแวดล้อม ได้รับผลกระทบ

ทว่าหากมองมุมของเศรษฐกิจ แล้ว ผมย้ำคำเดิม

ได้คุ้มเสีย #KUL

‘หนุ่ม กรรชัย’ ลั่น!! ให้พร้อมใจกันกินอาหารหมา หลังจบโหนกระแส ปมเจ้าบ่าวร่ำไห้ แต่งงานได้ 3 วัน ถูกบอกเลิก ล่าสุดคืนดีกันแล้ว 

(28 ส.ค. 66) จากกรณีเจ้าบ่าวสุดช้ำไปแจ้งตำรวจ หลังจากคบหาสาว 6 เดือนตั้งท้อง ก็รีบจัดหาสินสอดมาแต่งงาน แต่มีความสุขได้ 3 วัน สาวบอกเลิกอ้างหมดรัก แท้งลูก แถมทำเซอร์ไพรส์วันเกิดให้ที่บ้าน แต่สาวไม่มา แถมรูปโผล่ในโซเชียลไปฉลองกับคนอื่น

ล่าสุดวันนี้ รายการโหนกระแส ‘หนุ่ม กรรชัย’ เชิญเจ้าบ่าวสุดช้ำมาออกรายการ ชื่อตอนสุดเจ็บปวดเลยทีเดียวว่า “ปวดใจใครว่าดีมีแต่เปลืองน้ำตา…เจ้าบ่าวช็อก! แต่งงาน 3 วัน เจ้าสาวบอกเลิก”

โดยรายการยังเชิญฝ่ายหญิงมาออกรายการพร้อมกันด้วย ซึ่งฝ่ายชายร้องไห้ตั้งแต่ในรายการแล้ว และยืนยันไม่กลับไปคืนดีด้วย

แต่จากนั้น จบรายการ ‘หนุ่ม กรรชัย’ โพสต์คลิป เจ้าบ่าวช้ำหนัก โดยมีฝ่ายหญิงคอยกอดปลอบอยู่ข้างๆ พร้อมแคปชันสุดจี๊ดว่า

“ผัวร้องไห้เป็นลมส่วนเมียดูแล เขาดีกันแล้วครับ สำหรับแฟนๆ รายการโหนกระแสเมื่อสักครู่ พร้อมใจกันแดกอาหารหมานะครับ นำทีมแดกโดยครูใหญ่ #ไม่มีลิมิตชีวิตเกินร้อย” ท่ามกลางคอมเมนต์ถล่มทลายร้องลั่นกันเป็นแถว อิ่มอาหารหมา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top