Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

‘โย่ง เชิญยิ้ม’ ฝันเห็น ‘น้าค่อม’ ครั้งแรกโดนแกล้งเต็มๆ ชาวเน็ตบ่นคิดถึง พร้อมแห่ตีเป็นเลขเด็ด ลุ้นโชคงวดนี้

(29 ส.ค.66) เรียกได้ว่าโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมานานหลายสิบปีเลยทีเดียว สำหรับนักแสดงตลกอาวุโส ‘โย่ง เชิญยิ้ม’ อีกหนึ่งนักแสดงน้ำดีที่ฝากผลงานเอาไว้อย่างมากมายทั้งการเป็นนักแสดงตลก และพิธีกร ส่วนใหญ่จะได้เห็น น้าโย่ง ในการฉ่อยร่วมกับ อีก 2 นักแสดงตลกอาวุโสอย่าง น้านงค์ และ น้าพวง นั่นเอง

ล่าสุด ‘โย่ง เชิญยิ้ม’ ได้โพสต์ภาพคู่กับ ‘น้าค่อม ชวนชื่น’ อดีตนักแสดงตลกผู้ล่วงลับ พร้อมระบุแคปชันเล่าเรื่องความฝันที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันมานี้ ว่า

“เมื่อคืน โดนน้าค่อมแกล้ง รู้สึกว่า…มีคนเอากรรไกรมาตัดผมด้านหลัง แหว่งเลยพอหันไปดูก็เห็นว่าเป็นน้าค่อม แกก็หัวเราะแล้ววิ่งหนี ผมก็วิ่งตามแบบหยอกๆ กัน แล้วผมก็หาแกไม่เห็น เห็นแต่รองเท้าบูทแกวางอยู่ ไม่รู้ว่าตัวแกหลบอยู่ตรงไหน พึ่งฝันเห็นกันเป็นครั้งแรก ก็แกล้งกันซะแล้ว #ฝันว่าโดนตัดผมทำนายว่า???”

งานนี้เหล่าแฟนคลับต่างก็เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมายเกี่ยวกับความฝันของ ‘โย่ง เชิญยิ้ม’ ที่ฝันถึง ‘น้าค่อม’ บ้างก็ว่า “คิดถึงน้าค่อม” บ้างก็ชวนทำนายฝัน “ทำนายว่าจะหมดเคราะห์หมดโศกครับ” บางส่วนก็แนะนำไปในทางของเลขเด็ด “ถามเมียน้าค่อมดูเบอร์รองเท้าบูทว่าใส่เบอร์ไร”, “กรรไกร 2 ตัด 0 ผม 11 แห่วง 0 หัวเราะ 0 รองเท้า 2 หายไป 0…ทั้งหมดกี่ตัวแระ อ๋อ 201102 โอเค รางวัลที่หนึ่งเลขกระจก” เป็นต้น

เปิดเอกสาร กกต. หลังหลุดว่อนเน็ต พบเป็นใบคำขอจัดตั้งพรรค 'อนาคตไกล'

(29 ส.ค.66) ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่ามีเอกสารหนังสือหลุด เป็นหนังสือใบรับคำขอแจ้งการเตรียมการจัดตั้ง ‘พรรคอนาคตไกล’ หนังสือเลขที่ 10/2566 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2566 ลงนามโดย นายกิตติพงษ์ บริบูรณ์ รองเลขาธิการฯ รักษาแทนเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายทะเบียนพรรคการเมือง ทั้งนี้ จากการตรวจสอบว่า มีผู้แจ้งเตรียมการจัดตั้ง ‘พรรคอนาคตไกล’ ได้ยื่นคำขอแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 และนายทะเบียนพรรคการเมืองได้รับเอกสารและหลักฐานดังกล่าวไว้แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกลุ่มอนาคตไกล รวมตัวกันจัดตั้งพรรคอนาคตไกล เป็นกลุ่มการเมืองใหม่ ภายใต้โลโก้พรรคในรูปอินฟินิตี้ อธิบายความได้ว่า ‘อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน’ ส่วนสีส้ม+สีแดง หมายถึง ‘พรรคการเมืองของประชาชนทุกภาคส่วน’

ล่าสุด แกนนำพรรคได้เคลื่อนไหวเตรียมการประชุมใหญ่ เลือกตั้ง กก.บห.ชุดแรก คาดหมายว่าจะประชุมใหญ่ วันที่ 17 กันยายน 2566 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยอยู่ระหว่างประสานงานเพื่อรองรับกลุ่มการเมืองระดับชาติ โดยแกนนำ เปิดเผยว่า ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใด และไม่เป็นนอมินีของบุคคลใด

‘สสส.จับมือ กทม.- ภาคีเครือข่าย’ ปลูกฝังวินัยจราจร รณรงค์สวมหมวกกันน็อก-ขับขี่ปลอดภัย ป้องกันอุบัติเหตุ

‘สสส.สานพลัง กทม.- ภาคีเครือข่าย’ เดินหน้าสร้างการเรียนรู้วินัยจราจร ‘สวมหมวกกันน็อก 100% Save สมอง… ขับขี่ปลอดภัย ใกล้ไกลใส่หมวกกันน็อก’ ช่วยลดอุบัติเหตุถึง 39% นำร่องในโรงเรียน 8 แห่ง สังกัด กทม.

(29 ส.ค. 66) ที่โรงเรียนวิชากร เขตดินแดง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว กองบังคับการตำรวจจราจร กรุงเทพมหานคร (กทม.) จัดกิจกรรมรณรงค์สร้างกระบวนการเรียนรู้ ชวนเด็กไทยสร้างวินัยจราจร สู่ความปลอดภัยทางถนน นำร่อง 8 โรงเรียนต้นแบบ สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยมีนางวันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธาน ภายในงานมีกิจกรรมสร้างความปลอดภัยโดย ครูตำรวจจากกองบังคับการตำรวจจราจร และชมมินิคอนเสิร์ตจากวง SPRITE X DON KIDS

นางวันทนีย์ กล่าวว่า ปัจจุบันอุบัติเหตุทางถนนก่อให้เกิดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บมากที่สุด ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กและเยาวชน สาเหตุจากพฤติกรรมการขับขี่ที่ประมาท อยู่ในวัยคึกคะนอง ไม่เคารพกฎจราจร ดัดแปลงสภาพรถจักรยานยนต์ การร่วมกันสร้างจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชนตระหนักถึงความปลอดภัยทางถนน ที่เน้นย้ำไปที่การขับขี่รถจักรยานยนต์จึงเป็นเรื่องสำคัญ เน้นการสวมหมวกนิรภัยทั้งคนขับ คนซ้อนทุกครั้ง ที่ปลูกฝังให้เกิดความเคยชิน กทม. จะให้ความร่วมมือกับ สสส. และภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนให้เห็นความสำคัญในการสร้างจิตสำนึกตั้งแต่วัยเด็ก รวมถึงการกระตุ้นให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญในเรื่องนี้เช่นกัน นำร่อง 8 โรงเรียนต้นแบบ สังกัดกรุงเทพมหานคร

นางก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส. กล่าวว่า สสส. และภาคีเครือข่ายความปลอดภัยทางถนน มีเป้าหมายการทำงานที่มุ่งสนับสนุนแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ.2565-2570 เพื่อลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนของคนไทยให้เหลือ 12 คนต่อแสนประชากรในปี 2570 เน้นลดการสูญเสียอุบัติเหตุในกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ที่มีกลุ่มเด็กเยาวชนที่เป็นเป้าหมายสำคัญ เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุพบว่าในกลุ่มที่บาดเจ็บ และเสียชีวิตมีการบาดเจ็บที่ศีรษะสูง สัมพันธ์กับการไม่สวมหมวกนิรภัย ซึ่งหากผู้ขับขี่ทุกคนสวมหมวกนิรภัยจะช่วยลดการเสียชีวิตเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้ถึง 39% และช่วยป้องกันการบาดเจ็บที่ศีรษะและช่วย save สมอง

นางก่องกาญจน์ กล่าวต่อว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ขยายความร่วมมือกับโรงเรียนในสังกัด กทม. ผ่านกิจกรรมฐานเรียนรู้ สร้างวินัยจราจร ร่วมกับทีมวิทยากรจากกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) ให้ความรู้ และสร้างความตระหนักการใช้ถนนอย่างปลอดภัย กระตุ้นการมีจิตสำนึกถึงอุบัติเหตุทางถนน ที่เริ่มต้นจากการสวมหมวกนิรภัยทุกครั้ง เมื่อต้องซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ หรือการหยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย กับโรงเรียนกรุงเทพมหานคร 8 โรงเรียน ครอบคลุม 6 โซนของกรุงเทพมหานคร พร้อมมอบชุดกระเป๋าการเรียนรู้ให้กับทั้ง 8 โรงเรียน สามารถนำไปจัดกิจกรรมการสอนความปลอดภัยทางถนนได้เอง ประกอบด้วย ชุดเกมช่องทางจราจร ความรู้เครื่องหมายจราจร สื่อความรู้เรื่องการสวมหมวกนิรภัย สื่อให้ความรู้อันตรายที่เกิดจากรถจักรยานยนต์

นายธงชัย โคระทัต ผู้อำนวยการโรงเรียนวิชากร เขตดินแดง กทม. กล่าวว่า “โรงเรียนได้ให้ความสำคัญในการป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุ โดยรณรงค์ให้มีการสวมหมวกนิรภัยเมื่อต้องเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ทุกครั้ง จัดสถานที่เก็บหมวกนิรภัยไว้ให้ รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้นักเรียนเวลาเดินข้ามถนน และกิจกรรมรณรงค์ให้นักเรียนเห็นความสำคัญการสวมหมวกนิรภัย ยินดีให้ความร่วมมือกับ สสส. เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมทั้งกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) และภาคีเครือข่ายเข้ามาทำกิจกรรม ‘โรงเรียน กทม.ปลอดภัย ชวนเด็กไทยสร้างวินัยจราจร ขับขี่ปลอดภัย ใกล้ไกลให้ใส่หมวก’ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสนใจของนักเรียนในเรื่องความปลอดภัยทางถนนได้มากจากการนำกระบวนการเกมต่าง ๆ มาให้เด็ก ๆ เกิดการมีส่วนร่วมมากขึ้น จึงเห็นว่าโครงการนี้ควรมีการขยายไปทำในโรงเรียนทั่วประเทศด้วย”

'โตโยต้า' สั่งระงับการผลิตรถยนต์ 12 โรงงาน ในญี่ปุ่น หลังพบระบบขัดข้อง ทำให้ยังไม่สามารถสั่งซื้อชิ้นส่วนได้

(29 ส.ค.66) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า โตโยต้า มอเตอร์ (Toyota Motor) ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น เปิดเผยการระงับการดำเนินงานในโรงงานประกอบยานยนต์ 12 แห่ง จากทั้งหมด 14 แห่งในญี่ปุ่นเมื่อเช้าวันอังคารนี้ เนื่องจากระบบคอมพิวเตอร์ขัดข้องซึ่งทำให้ไม่สามารถสั่งซื้อชิ้นส่วนยานยนต์ได้ ส่วนเวลาที่จะกลับมาดำเนินการอีกครั้งยังไม่ชัดเจน

โรงงานทั้งหมดใน 25 สายการผลิตได้รับผลกระทบ ยกเว้นโรงงานมิยาตะในจังหวัดฟุกุโอกะ และโรงงานของไดฮัทสุ มอเตอร์ จำกัด (Daihatsu Motor Co.) บริษัทรถยนต์ในเครือโตโยต้า ในจังหวัดเกียวโต

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 โตโยต้าระงับการปฏิบัติงานที่โรงงานทุกแห่งในญี่ปุ่นหนึ่งวัน หลังจากที่บริษัท โคจิมะ อินดัสทรีส์ คอร์ป. (Kojima Industries Corp.) ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ในประเทศของบริษัทฯ ประสบปัญหาระบบขัดข้อง ส่งผลกระทบต่อสายการผลิตในญี่ปุ่นของโตโยต้าทั้ง 28 สาย ในโรงงาน 14 แห่ง และกระทบผลผลิตราว 13,000 คัน

‘กุลวุฒิ’ เดินทางถึงไทยแล้ว หลังคว้าเหรียญทอง ในศึกขนไก่โลก 2023 พร้อมขอบคุณทุกแรงสนับสนุน ครอบครัว-แฟนกีฬารอต้อนรับอย่างอบอุ่น

(29 ส.ค.66) กุลวุฒิ วิทิตศานต์​ นักแบดมินตันมือ 3 ของโลกขวัญใจ​ชาวไทย​ ที่เพิ่งประกาศศักดาเป็นนักตบลูกขนไก่ชายเดี่ยวไทยคนแรกที่คว้าเหรียญทอง​ในศึกชิงแชมป์​โลกได้สำเร็จ เดินทางกลับถึงประเทศไทย ณ ท่าอากาศยาน​สุวรรณภูมิ​ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 29 สิงหาคม​ที่ผ่านมา

บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น มีครอบครัวทั้งพ่อ แม่ น้องสาว รวมไปถึงบุคคลสำคัญจากโรงเรียนแบดมินตัน​บ้านทองหยอด แฟนกีฬาลูกขนไก่ เดินทางไปรอต้อนรับอย่างหนาแน่น ก่อนที่ กุลวุฒิ​ วิทิต​ศานต์​ จะให้สัมภาษณ​์กับสื่อมวลชน

“ดีใจครับ เพราะว่าวันนี้​เราสามารถคว้าแชมป์โลกได้แล้ว อาจจะผิดหวังจากปีที่แล้วเพราะเราได้แค่รองแชมป์ พอมาปีนี้เราคว้าแชมป์ได้ก็รู้สึกดีใจมาก มันเป็นความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กว่าเราอยากจะคว้าแชมป์โลก และวันนี้เราก็ทำได้” กุลวุฒิ​ เริ่มกล่าว

“จริงๆ ถ้าคนทั่วไปมองว่าสายมันเปิดกว้าง (วิคเตอร์ อเซลเซ่น ตกรอบ)​ เหมือนเราอาจจะได้แชมป์แบบง่ายๆ แต่จริงๆ สำหรับตัวผมเองผมมองว่าเราอยู่ในสายที่อันตราย​ เพราะว่าเราเจอกับนักกีฬาที่เรามีสิทธิ์​ที่จะชนะอาจทำให้เรามั่นใจเกินไป และทำให้เราติดประมาท เล่นไม่เป็นตัวของตัวเอง มีความกดดันมากๆ”

“เราอยากเล่นแค่ 2 เกมครับ เพราะ 3 เกมมันเหนื่อย แต่ด้วยรูปแบบเกมบางทีคู่แข่งเราเตรียมตัว​มาดีครับ ทำให้เราเหนื่อย และใช้พละกำลังมากกว่าเดิม”

“ขอบคุณแม่ปุก โค้ชเป้ ทีมงานบ้านทองหยอดทุกคน และสปอนเซอร์​ที่สนับสนุน​ผม รวมถึงสมาคมกีฬาแบดมินตัน​ฯ ที่ซัพพอร์ตผมจนประสบความสำเร็จ​ใน​วันนี้ ตอนนี้ถึงไทยแล้วก็อยากจะหาอาหาร​ไทยกินแน่นอนครับ”

“สำหรับเอเชียน​เกมส์เราคงไม่ได้ไปปรับสไตล์​การเล่นอะไรมาก แต่ในช่วง​ที่มีการแข่งขันเราก็ต้องฝึกซ้อม​มากขึ้นโดยเฉพาะเรื่องพละกำลัง แน่นอน​อยู่​แล้วว่าคู่แข่งที่เราจะเจอก็ย่อมรู้ว่าเราจะเล่นสไตล์ไหน ถ้าเรามีพละกำลังพอเราก็จะสู้กับเขาได้ เป้าหมายผมอยากคิดไปทีละรอบ ไม่อยากกดดันตัวเอง” นักแบดมินตัน​ทีมชาติไทย ทิ้งท้าย

ขณะที่ ณัฐวัชร วิทิตศานต์ พ่อของ ‘วิว’ กุลวุฒิ วิทิตศานต์​ นักแบดมินตันชายคนแรกที่คว้าแชมป์โลก ปัจจุบันรั้งอันดับ 3 โลก ที่มาต้อนรับและรับขวัญลูกชาย พร้อมครอบครัววิทิตศานต์ เปิดเผยว่า “ลูกชายไปไกลเกินฝัน ด้วยการคว้าแชมป์โลกได้ ซึ่งเป็นความยินดีและดีใจสำหรับครอบครัวของเรา เพราะจุดมุ่งหมายในการเล่นแบดมินตันก็เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง”

“ในรอบชิงชนะเลิศก็ยอมรับว่าลุ้นกันมาก เพราะแต้มใกล้กันเบียดกัน ในใจก็เชียร์ว่าพยายามเอาเซตสามให้ได้นะเพราะเรามีสิทธิ์แน่ๆ ลุ้นตรงอย่างเดียวเลย ตอนนี้รู้สึกภาคภูมิใจที่สุดเพราะมีลูก 2 คน ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง”

“สุดท้ายก็อยากให้ วิว รักษาวินัยการฝึกซ้อม ดูแลร่างกาย การพักผ่อน และอีกหลายองค์ประกอบที่จะหล่อหลอมนักกีฬา และเชื่อว่าถ้านักกีฬามีวินัยแบบนี้ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ทุกคน” คุณพ่อณัฐวัชร ทิ้งท้าย

ด้าน ‘ส้ม’ สรัลรักษ์ วิทิตศานต์ น้องสาวที่เป็นนักกีฬาแบดมินตันเหมือนกัน เดินทางไปรับพี่ชาย ‘วิว’ กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ที่เดินทางกลับจากประเทศเดนมาร์ก หลังได้แชมป์ขนไก่โลก 2023

‘น้องส้ม’ กล่าวว่า “ยินดีกับพี่ชาย วันนี้ดีใจมากๆ เห็นความตั้งใจของพี่ชายมาตลอด ส่วนตัวหนูก็อยากเป็นแบบพี่ชาย แต่ขอไปทางของตัวเองก่อนค่ะ” 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซับน้ำตา บรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัยบริเวณชุมชนตลาดเทศบาลตำบลอินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

วันนี้ (วันอังคารที่ 29 สิงหาคม 2566 ) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วยนางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ และนางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล  ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์  นำทีมลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยบริเวณชุมชนตลาดเทศบาลตำบลอินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี  จำนวน16 ครอบครัว 34 คน โดยมอบเงินสดคนละ 3,000 บาท พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภครายครอบครัว 8 ชุด รายบุคคล 8 ชุด คิดเป็นมูลค่าการช่วยเหลือทั้งสิ้น 134,000 บาท  (หนึ่งแสนสามหมื่นสี่พันบาทถ้วน) โดยมี นายศิริลักษณ์ เหมาะพิชัย นายอำเภออินทร์บุรี  พร้อมด้วย นางสาวนงเยาว์ เทพศิริ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสิงห์บุรี ร่วมในพิธี ณ  บริเวณชุมชนตลาดเทศบาลตำบลอินทร์บุรี อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

ตลอดระยะเวลากว่า 113 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา  เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ต่อไป

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung  

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” 
#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418 
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

‘กลุ่มแคร์’ วิเคราะห์นโยบาย OFOS-THACCA ของ ‘เพื่อไทย’ ชี้!! ช่วยดัน Soft Power-กระตุ้น ศก.-สร้างอาชีพ 20 ล้านตำแหน่ง

(29 ส.ค. 66) รัฐบาลใหม่ ภายใต้การบริหารโดย นายกรัฐมนตรีชื่อ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ถูกจับตามองและติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การตั้ง ครม. เพื่อหาคนมาบริหารงานด้านต่าง ๆ

ล่าสุด เพจ ‘CARE คิด เคลื่อน ไทย’ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก อธิบายที่มานโยบาย ‘OFOS – THACCA’ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย ซึ่งถ้านโยบายนี้ปรากฏขึ้นจริง จะสร้างงานและรายได้ให้แก่คนไทยกว่า 20 ล้านตำแหน่ง โดยระบุรายละเอียดว่า ‘OFOS – THACCA นโยบายที่คิดโคตรใหญ่ จะได้กี่โมง’

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย คือ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ และหลังจากนี้ รัฐบาลใหม่ที่นำโดยพรรคเพื่อไทยจะเริ่มเข้าทำงาน เพื่อผลักดันนโยบายที่เคยหาเสียงไว้กับประชาชนให้เกิดขึ้นจริง แน่นอนว่ามีหลายนโยบายของเพื่อไทยที่ผู้คนต่างจับตามอง ไม่ว่าจะเป็น เงินดิจิทัล 10,000 บาท, ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท, เงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท, ยกเลิกเกณฑ์ทหาร, ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และอื่นๆ

1 ในนโยบายที่หลายคนไม่ค่อยสนใจ แต่เป็นนโยบายที่เรียกได้ว่า “คิดโคตรใหญ่” และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนทุกบ้านทุกครอบครัว คือ นโยบาย 1 ครอบครัว 1 Soft Power หรือ OFOS

นโยบาย OFOS คืออะไร? แล้ว THACCA คืออะไร? พวกเรากลุ่ม CARE ในฐานะที่สนใจ และมีเป้าหมายในปีที่ 3 นี้ คือ การผลักดันประเด็น Soft Power จะขอหยิบมาอธิบายให้ฟัง

[Soft Power คืออะไร?]
‘Soft Power’ เป็นทฤษฎีด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของ ‘โจเซฟ ไนย์’ (Joseph S. Nye) นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้นิยามคำว่า ‘Soft Power’ หมายถึง การสร้างอิทธิพลครอบงำหรือมีอำนาจเหนือประเทศอื่น โดยไม่ใช้กำลังบังคับ เช่นการใช้กองทัพรุกราน แต่ใช้ความนุ่มนวลในการโน้มน้าว เช่น การใช้วัฒนธรรม เพื่อให้ประเทศอื่นทำตามในสิ่งที่เราต้องการ เช่น สหรัฐฯ เผยแพร่ค่านิยมแบบอเมริกันผ่านภาพยนตร์ฮอลลีวูด หรือแฟชั่นกางเกงยีนส์ เพื่อให้คนซึมซับค่านิยมอเมริกันและอยากเป็นแบบอเมริกันในที่สุด

ดังนั้น Soft Power ในมุมแรก คือมุมของการเมืองระหว่างประเทศในยุคสงครามเย็น เพื่อเผยแพร่ค่านิยมประชาธิปไตยแบบอเมริกัน ต่อสู้กับการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป Soft Power ได้ถูกตีความและให้ความหมายในมุมมองใหม่ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะในมิติด้านเศรษฐกิจ

จากเป้าหมายที่หวังให้ประเทศอื่นมีความคิดทางการเมืองแบบที่ต้องการ ไปสู่เป้าหมายใหม่ คือการแสวงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ จากคนที่มีความคิดความเชื่อตามแบบที่เราต้องการ เช่น เกาหลีใต้ใช้อุตสาหกรรมบันเทิงเผยแพร่ภาพลักษณ์ ‘เกาหลีใต้ใหม่’ จูงใจให้คนอยากเป็นแบบเกาหลีใต้ ทำให้การส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวเกาหลีใต้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

[แล้ว Soft Power ของเพื่อไทย คืออะไร?]
เมื่อเพื่อไทยประกาศนโยบาย Soft Power ออกมา หลายคนต่างค่อนแคะ สบประมาทกันว่า “รู้เหรอ ว่า Soft Power คืออะไร?” แน่นอนว่าพวกเราก็สงสัยเช่นกัน ว่าในสายตาเพื่อไทยแล้ว Soft Power คืออะไร?

เราได้พูดคุยกับคนที่อยู่เบื้องหลังนโยบาย Soft Power ของเพื่อไทย จึงพอสรุปได้ว่า เพื่อไทยไม่ได้ยึดตามตำราที่มอง Soft Power เพียงมิติการเมืองระหว่างประเทศ แต่เน้นประยุกต์ใช้ในมิติทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกับเกาหลีใต้ สิ่งที่จะโน้มน้าวให้คนประเทศอื่นอยากได้ อยากมี อยากเป็น แบบไทยมากที่สุด คือ ‘คนไทย’

ในสายตาของเพื่อไทยแล้ว ‘คนไทย’ คือ คนที่จะทำให้ต่างชาติประทับใจในประเทศไทยได้ดีที่สุด เพราะนอกจากอัธยาศัย ไมตรี รอยยิ้มและอารมณ์ขันที่จะมัดใจคนทั้งโลกแล้ว ‘ฝีมือคนไทย’ ก็เป็นอีกสิ่งที่จะสร้างความประทับใจจนทำให้คนทั่วโลกหลงใหล ทั้งฝีมือการทำอาหาร การต่อสู้ การร้องเพลง การแสดงภาพยนตร์ การวาดรูป และอื่นๆ

ดังนั้น การจะพัฒนา Soft Power ของประเทศไทยให้ไปไกลสู่ระดับโลกได้ ต้องเริ่มที่จุดตั้งต้นของเสน่ห์ที่จะครองใจคนทั้งโลก นั่นก็คือ คนไทย และนี่จึงเป็นที่มาของนโยบาย ‘1 ครอบครัว 1 Soft power’ หรือ ‘OFOS’ นั่นเอง

[แล้วนโยบาย OFOS คืออะไร?]
เมื่อเพื่อไทยตีโจทย์ว่า Soft Power คือ ‘คนไทย’ จึงอยากมุ่งพัฒนาทักษะฝีมือคนไทยขนานใหญ่ ผ่านนโยบาย OFOS โดยจะเปิดโอกาสให้ ‘ทุกครัวเรือน’ สามารถเข้ามาฝึกอบรมผ่าน ‘ศูนย์บ่มเพาะสร้างสรรค์’ เพื่อยกระดับศักยภาพสร้างสรรค์ของตัวเองให้สูงขึ้น ทั้งการร้องเพลง การทำอาหาร การทำหนัง การเขียนนิยาย และอื่นๆ

ซึ่งการฝึกอบรมจะแบ่งเป็นระดับตามขั้นบันได จากระดับพื้นฐานสู่ความเป็นเลิศ และจะมีใบรับรองศักยภาพสร้างสรรค์ผ่านการร่วมมือกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ โดยศูนย์บ่มเพาะฯ จะกระจายตัวไปทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกครัวเรือนเข้าถึงได้ตั้งแต่ระดับตำบล จังหวัด จนถึงระดับประเทศ และหากตั้งใจจะพัฒนาศักยภาพตัวเองต่อ ก็จะมีทุนให้ไปเรียนในต่างประเทศต่อไป ซึ่งการอบรมเรียนรู้ทักษะจากศูนย์บ่มเพาะฯ นี้จะ ‘ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ’

ดังนั้น OFOS จึงเป็นนโยบายที่ ‘Upskill-Reskill คนไทยทั้งประเทศ!!’ โดยเชื่อว่าหากคนไทยทุกครัวเรือนผ่านการยกระดับศักยภาพของตัวเองแล้ว ประเทศไทยจะมี ‘แรงงานสร้างสรรค์ทักษะสูง’ กว่า 20 ล้านคนจาก 20 ล้านครอบครัวทั่วประเทศ และนี่คือ ‘นโยบายสร้างคน’ ของเพื่อไทย

[อะไรคือ THACCA?]
เมื่อสร้างคน สร้างแรงงานทักษะสูงมากถึง 20 ล้านคนแล้ว เราจะปล่อยให้เขาตกงานก็คงไม่ได้ เพื่อไทยจึงต้อง ‘สร้างงาน 20 ล้านตำแหน่ง’ ควบคู่ไปด้วย ผ่านการ ‘สร้างอุตสาหกรรมสร้างสรรค์’ เพื่อรองรับแรงงานเหล่านี้ ซึ่งการจะสร้างอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในประเทศได้ ต้องมีแม่งานในการรับผิดชอบที่ชัดเจน และนั่นจึงเป็นที่มาของ ‘THACCA’

‘THACCA’ หรือ ‘Thailand Creative Content Agency’ จะเป็นองค์กรที่ออกแบบมาเพื่อ ‘สร้างอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้งระบบ’ เช่นเดียวกับ เกาหลีใต้ที่มี KOCCA หรือไต้หวันที่มี TAICCA โดย THACCA จะเป็นแม่งานในการรับผิดชอบ มีอำนาจเบ็ดเสร็จและประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และอื่นๆ เพื่อทำงานร่วมกันในการส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้งระบบ

THACCA จะสนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้ง 8 ด้าน คือ อาหาร, ดนตรี, ภาพยนตร์, หนังสือ, ศิลปะ, การออกแบบ/แฟชั่น, กีฬา และการท่องเที่ยว ด้วยการรื้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ปลดปล่อยเสรีภาพทางความคิด สนับสนุนเงินทุนผ่านกองทุนรวม Soft Power ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง และ THACCA ยังออกแบบองค์กรให้ตัวแทนของแต่ละอุตสาหกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายอีกด้วย

ดังนั้น THACCA จึงเป็นองค์กรที่ ‘สร้างงาน สร้างอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้งระบบ’ โดยมองว่าหากรัฐบาลเข้ามาสนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างจริงจัง เป็นระบบครบวงจรในหน่วยงานเดียว จะสามารถสร้างงานได้มากถึง 20 ล้านตำแหน่ง ซึ่งจะเป็นนโยบายที่สร้างงานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และนี่คือ นโยบาย ‘สร้างงาน’ ของเพื่อไทย

[นโยบายต่างประเทศ คือ สิ่งที่ขาดไม่ได้]
เมื่อสร้างคน สร้างงานแล้ว ก็ต้องหาช่องทางสร้างเงินให้กับอุตสาหกรรมด้วย เพื่อไทยจึงต้อง ‘สร้างตลาด’ เพื่อให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว และตลาดที่ใหญ่ที่สุดที่เพื่อไทยจะพาธุรกิจไทยไปค้าขาย คือ ‘ตลาดโลก’ นโยบายต่างประเทศจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับนโยบาย Soft Power

เพื่อไทยจึงประกาศว่าจะเร่งรัดเจรจาการค้าเสรี (FTA) กับประเทศต่างๆ เพื่อขยายโอกาสในการส่งออกของสินค้าไทย ใช้การทูตเพื่อขยายการค้าชายแดน รวมทั้งรื้อฟื้นนโยบาย ‘ครัวไทยสู่ครัวโลก’ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการตั้งธุรกิจร้านอาหารไทยในต่างประเทศมากขึ้น เพราะจะทำให้การส่งออกสินค้าวัตถุดิบอาหารไทยเติบโตขึ้นตามไปด้วย

นอกจากการค้าระหว่างประเทศแล้ว เพื่อไทยได้ประกาศ ‘ยกระดับพาสปอร์ตไทย’ เพื่อให้นักธุรกิจไทยสามารถเดินทางไปค้าขายกับทั่วโลกได้โดยไม่มีปัญหาเรื่องวีซ่า และประกาศนโยบายเชื่อมประเทศไทยสู่โลกด้วยการตั้งเป้าให้ไทยเป็น ‘ศูนย์กลางการบินในภูมิภาค’ และประกาศจะดึงเทศกาลระดับโลกมาจัดที่ไทย ดันเทศกาลไทยไปสู่ระดับโลก เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้เข้ามาในประเทศ มากินอาหารไทย มาเสพงานฝีมือของคนไทย มาใช้จ่ายเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนไทย

ยิ่งไปกว่านั้น จะมีแนวคิดขยายสำนักงาน THACCA ไปยังต่างประเทศ เพื่อดึงดูดนักลงทุนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มาที่ไทย ดึงดูดนักสร้างสรรค์ฝีมือดีจากทั่วโลก และผลักดันให้นักสร้างสรรค์ไทยไปแสดงผลงานยังต่างประเทศ ดังนั้น THACCA ในต่างประเทศ จะเป็นแม่งานหลักในการดึงความร่วมมือจากทั่วโลกมาสนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย และนี่ คือ นโยบาย ‘สร้างตลาด’ ของเพื่อไทย

[นโยบายที่คิดโคตรใหญ่]
เห็นได้ว่า นโยบาย Soft Power ของเพื่อไทย เป็นนโยบาย 3 สร้าง คือ
1.) สร้างคน ด้วยการ Upskill-Reskill คนไทยทั้งประเทศ ผ่าน OFOS เพื่อสร้างแรงงานทักษะสูง 20 ล้านคน
2.) สร้างงาน ด้วยการสนับสนุนทุกรูปแบบสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ผ่าน THACCA เพื่องาน 20 ล้านตำแหน่ง
3.) สร้างตลาด ด้วยการมองว่าโลกทั้งใบคือตลาดของคนไทย ผ่านนโยบายต่างประเทศเพื่อเศรษฐกิจ

การสร้างคน สร้างงาน สร้างตลาด การทำทั้งระบบแบบนี้ เป็นอะไรที่ ‘คิดโคตรใหญ่’ และเป็นนโยบายที่ทะเยอทะยานที่สุดในประวัติศาสตร์เลยก็ว่า เพราะไม่ได้เป็นแค่โครงการหรือนโยบายเดียวโดดๆ แต่เกี่ยวพันกับหลายนโยบายย่อย เหมือนกับจิ๊กซอว์ที่ต้องประกอบกันหลายชิ้นจึงจะได้ภาพใหญ่ที่สวยงาม และภาพใหญ่ที่ว่านั้น คือ นโยบาย Soft Power ฉบับเพื่อไทย

แต่ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายมากในสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้สำหรับรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตามเราคงต้องรอลุ้นกันว่า รัฐบาลเพื่อไทยจะสามารถผลักดันนโยบายที่ ‘คิดโคตรใหญ่’ นี้ให้เป็นจริงได้หรือไม่ เพราะนโยบาย Soft Power นี้จะสร้างผลประโยชน์มหาศาลให้แก่เศรษฐกิจภาพใหญ่ทั้งประเทศ และประโยชน์เหล่านั้นจะตกถึงมือประชาชนในเกือบทุกครัวเรือน และหากนโยบายนี้ทำได้จริง เราเชื่อว่า คนไทยทั้งประเทศจะหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างแน่นอน

ด้าน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกรัฐมนตรี แสดงความเห็นว่า “OFOS – THACCA นโยบายคู่ขนานที่จะ Reskill 20 ล้านคน, พัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทั้งระบบ และเร่งรัดการทูตวัฒนธรรมเชิงรุก นโยบายที่จะทำให้ประเทศไทยหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางภายในไม่เกิน 1 ทศวรรษ”

​มูลนิธิรักเมืองไทย จัดงานมอบทุนการศึกษาผ่านระบบออนไลน์ “เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน”

มูลนิธิรักเมืองไทย จัดพิธีมอบทุนการศึกษาผ่านระบบออนไลน์ ให้แก่โรงเรียนในความอุปถัมภ์ของมูลนิธิฯ จำนวน 37 โรงเรียน และโรงเรียนในสังกัด กองบัญชาการกองทัพไทยอีก 2 โรงเรียน ในชื่อทุน “เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน” เพื่อรำลึกถึงอดีตประธานกรรมการมูลนิธิรักเมืองไทย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ โดยทุนการศึกษาที่มอบในครั้งนี้ มอบให้แก่นักเรียนที่มีความประพฤติดี ปฏิบัติดี เพื่อเป็นการยกย่องบุคคลที่เป็นแบบอย่างที่ดีของโรงเรียน โดย พลเอก มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ ประธานกรรมการมูลนิธิรักเมืองไทย เป็นประธานมอบทุนการศึกษาให้กับ นายศุภสิน ภูศรีโสม ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ (ผอ.สอ.) เป็นผู้แทนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นผู้แทนรับมอบทุนการศึกษาจำนวน 99 ทุน จำนวนเงิน 990,000 บาท

พลเอก มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ กล่าวว่า นับตั้งแต่ พลเอก เปรมติณสูลานนท์ ที่ล่วงลับไปแล้ว ได้ก่อตั้งมูลนิธิรักเมืองไทย ขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2524 ด้วยวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยเหลือการศึกษาของลูกหลานในถิ่นทุรกันดาร ทั้งด้านกายภาพของโรงเรียน และการมอบทุนการศึกษานับเป็นงานหลักที่มูลนิธิยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด โดยมีแนวทางปฏิบัติมุ่งไปที่เด็กและเยาวชนที่เรียนดีแต่ยากจน จนหลายคนประสบความสำเร็จ ทั้งในด้านการศึกษาและการประกอบอาชีพในด้านต่างๆ สำหรับทุนการศึกษา “เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน” ครั้งนี้นับเป็นความริเริ่มเพิ่มเติมนอกจากแนวทางที่ได้ถือปฏิบัติมาโดยตลอด โดยยึดแบบอย่างจากคำขวัญของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ที่ว่า “เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน” ทุนการศึกษาดังกล่าว จึงมีความมุ่งหมายให้เด็กและเยาวชน นอกจากต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียนแล้ว มูลนิธิรักเมืองไทยยังมีความประสงค์ที่จะส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน ได้ตั้งใจมุ่งมั่นประพฤติตนเป็นคนดีที่สามารถเป็นแบบอย่างแก่เด็กและเยาวชนอื่นๆอีกด้วย ซึ่งหากทำได้เช่นนี้แล้วก็ย่อมบรรลุความมุ่งหมายของพลเอก เปรมติณสูลานนท์ ในการตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน

​ทั้งนี้ ตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิฯ เมื่อปี 2524 จนถึงปัจจุบัน รวมเวลา 42 ปี ที่มูลนิธิรักเมืองไทย มีโรงเรียนในอุปถัมภ์ทั้งสิ้น 37 แห่ง และได้บริจาคเงินตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิไปแล้ว  เป็นเงินรวม ไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท

INTERLINK ประกาศกร้าว!! ขอสร้างการเติบโตยั่งยืน แม้ผลัดใบรัฐบาล ชู!! 'สินค้าดี-บริการเยี่ยม-ราคาเป็นธรรม' นำธุรกิจเอื้อผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม

(29 ส.ค.66) นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK ได้เผยถึงพันธสัญญาของ INTERLINK ต่อทุกผู้เกี่ยวข้องในระบบนิเวศธุรกิจของบริษัท ถึงการเปลี่ยนผ่านขั้วรัฐบาลใหม่ ว่า...

“ตลอดระยะเวลา 2-3 อาทิตย์นี้ ถ้าไม่พูดถึงรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะตั้ง ก็ดูจะเชยและไม่ทันสถานการณ์   แต่เนื่องจากผมเป็นประธานกลุ่มบริษัทอินเตอร์ลิ้งค์ฯ ซึ่งต้องนำพาธุรกิจของกลุ่มให้เติบโตต่อเนื่องและยั่งยืนตามวิสัยทัศน์ที่ตั้งไว้ ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นใคร หรือใครจะเข้ามาบริหารกระทรวงต่าง ๆ”

“ทั้งนี้ เป้าหมายที่กลุ่มบริษัทอินเตอร์ลิ้งค์ฯ ต้องทำ คือดำเนินการให้ผลประกอบการ สามารถเติบโตต่อเนื่อง ทั้งรายได้และกำไร ตามที่ได้สัญญาไว้กับนักลงทุน”

นายสมบัติ กล่าวอีกว่า “ผมอยากจะบอกข่าวสำหรับธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ เพราะตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เป็นต้นมา มีสัญญาณที่ส่งให้ ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ ขายดี เป็นเทน้ำเทท่า (พนักงานบอก) เริ่มจากการจัด Mid Year Sales ที่ผลปรากฏว่าสินค้าที่เตรียมไว้ ได้รับการตอบรับอย่างเกินความคาดหมาย เป็นผลให้ทีมโลจิสติกส์ และทีมจัดส่ง ไม่มีวันได้หยุดพักเลย ต้องจัดส่งทุกวันทั้งในกรุงเทพและในทุก ๆ ภูมิภาค” 

"อีกทั้งเผอิญบริษัทผู้ผลิตสายไฟฟ้าของประเทศไทยรายใหญ่มีปัญหาไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันตามกำหนด ดังนั้น INTERLINK จึงเกิดปรากฏการณ์ส้มหล่น สินค้าสายสัญญาณและสายคอนโทรล ขายดีจนขาดตลาด อาทิ สาย Sola Cable, สายโทรศัพท์, สาย Security and Control, สาย CVV, สาย THW-F เป็นต้น ซึ่งโรงงานของ ILINK พร้อมที่จะผลิตสินค้าเหล่านี้เข้ามาทดแทนตลาดที่ขาดหายไป”

นายสมบัติ กล่าวทิ้งท้ายอีกด้วยว่า “คาดว่าใน 3 เดือนข้างหน้านี้ ผลิตภัณฑ์สายสัญญาณและสายคอนโทรลของ ILINK จะได้เป็นทางเลือกใหม่ภายใต้สโลแกน 'สินค้าคุณภาพ ราคาถูกกว่า และบริการที่ดีกว่า' แน่นอนครับ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top