Wednesday, 29 July 2026
Hard News Team

‘อนุทิน’ ตั้ง คกก. ลุยสอบโครงการฮั้วประมูล ‘กำนันนก’ ลั่น!! ใครมีเอี่ยว เอาผิดตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด

(18 ก.ย. 66) ที่ รร.รามาการ์เด้นส์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบโครงการที่อาจเข้าข่ายฮั้วประมูล ที่มีความเกี่ยวข้องกับนายประวีณ จันทร์คล้าย หรือ ‘กำนันนก’ ว่า ตนเชื่อว่าคดีดังกล่าวจะนำมาสู่การขยายผล ตอนนี้จะต้องตรวจสอบโครงการต่าง ๆ ทั้งหมดของกระทรวงมหาดไทย ว่าตรงไหนเข้าข่ายฮั้วประมูล ซึ่งตนจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาและลุยเรื่องนี้

ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้ว แต่ในทางราชการมีข้อเสียว่าต้องมีหลักฐานมาประกอบ จะใช้ความรู้สึกไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ท้าทาย เป็นสิ่งที่ยาก และจำเป็นต้องขอข้อมูลหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นต้น ขณะนี้โครงการใหญ่ ๆ ได้รับการร้องเรียนเป็นจำนวนมากบางโครงการมีการทักท้วงแล้วแต่ยังเดินหน้าโครงการต่อ ซึ่งเราจะเข้าไปดำเนินการ ยืนยันว่าตนจะพยายามดำเนินการด้วยการหาพยานหลักฐานต่าง ๆ ว่ามีสิ่งใดที่ไม่ถูกต้อง ขณะนี้ยังไม่ได้ลงในรายละเอียด แต่ผมมีหน้าที่ติดตามตรวจสอบ เร่งรัดให้การตรวจสอบเกิดขึ้นโดยเร็ว

เมื่อถามว่าถ้ามีคนในเข้าไปเกี่ยวข้อง จะมีการคาดโทษหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จะดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งการทุจริตจะทำเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องมีคนเข้ามาเอี่ยว

เมื่อถามว่าจะวางแนวทางการป้องกันในอนาคตอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องทำให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด สิ่งใดไม่ดีต้องใช้กฎหมายดำเนินการให้เฉียบขาดโดยเร็วที่สุด ซึ่งคดีทุจริตไม่มีอายุความ 

'กรมพัฒนาธุรกิจฯ' เปิดโพย 10 สินค้าสุดปัง ที่ นทท.แห่ซื้อ 'มะขามหวานอบแห้งแกะเมล็ด-ผ้าห่มผ้าฝ้าย' มาแรง!!

(18 ก.ย. 66) นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2557-2565 กรมได้นำผลิตภัณฑ์ชุมชนจำนวน 2,375 รายการ จากผู้ประกอบการสินค้าชุมชน 112 ราย เข้าไปวางจำหน่าย ณ สนามบินนานาชาติ 3 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ภูเก็ต และดอนเมือง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อกลับไปเป็นของฝาก ของที่ระลึก หรือใช้เอง

โดยดำเนินการอย่างต่อเนื่องร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) สนับสนุนพื้นที่ และบริษัท คิง เพาเวอร์ แท็กซ์ฟรี จำกัด ผู้บริหารจัดการร้านค้าในสนามบิน สามารถสร้างยอดขายรวมมากกว่า 630 ล้านบาท แบ่งเป็น สุวรรณภูมิ 490 ล้านบาท ภูเก็ต 119 ล้านบาท และดอนเมือง 21 ล้านบาท และนอกจากช่องทางการขายในสนามบินแล้ว ยังคัดสรรผลิตภัณฑ์ชุมชนจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ www.kingpower.com ได้รวมกว่า 4 ล้านบาทด้วย

สำหรับผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ มะขามหวานอบแห้งแกะเมล็ด ผ้าห่มผ้าฝ้าย น้ำมันเหลือง กรอบรูปไม้สัก กระโปรงปักเลื่อม น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ยาหม่องเขียว ผ้าไหมคลุมไหล่ แชมพูสมุนไพร (มะกรูด) และก้านไม้หอมระเหย ซึ่งสะท้อนถึงความนิยมผลิตภัณฑ์ไทยที่ไม่เพียงแค่งดงาม แต่แสดงถึงอัตลักษณ์โดดเด่นที่มีคุณภาพและรสนิยม

“กรมพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชนให้มีโอกาสด้านการตลาดที่หลากหลาย โดยช่องทางการจำหน่ายในท่าอากาศยานเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่กรมและหน่วยงานพันธมิตรได้ร่วมกันคัดสรรผลิตภัณฑ์ชุมชนที่โดดเด่นตามหลักการ DBD SMART Local ให้มีโอกาสขยายตลาดในระดับสากล รวมถึงเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการชุมชนก้าวให้ทันความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ สามารถพึ่งพาตนเองได้ และส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจประเทศให้มีความเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน” นายทศพลกล่าว

ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีเป้าหมายสำคัญในการพลิกโฉมการพัฒนาผู้ประกอบการชุมชนตามแนวทาง DBD SMART Local ของเด่นพื้นที่ ของดีพื้นถิ่น ด้วยการนำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์และคุณค่า นำเสนอเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีจุดเด่นและความแตกต่าง เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและเชื่อมโยงช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยคัดเลือกผลิตภัณฑ์ชุมชน DBD SMART Local ที่มีภาพลักษณ์ที่ดี และความพร้อมทางการตลาดให้มีโอกาสได้จำหน่ายผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ สนามบินนานาชาติ และช่องทางออนไลน์

กรมทรัพยากรน้ำ วสท. และสภาวิศวกร ร่วมลงพื้นที่โครงการเพื่อให้ความรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัย อาคารและสิ่งปลูกสร้างด้านแหล่งน้ำแก่วิศวกรโยธาในสังกัดกรมทรัพยากรน้ำ

วันที่ 16-17 กันยายน 2566 กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) และสภาวิศวกร ภายใต้คณะทำงานในการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัย อาคารและสิ่งปลูกสร้างด้านแหล่งน้ำ ร่วมลงพื้นที่ โครงการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำพรุชบาพร้อมระบบกระจายน้ำ บ้านพรุชบา ตำบลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูพรุบางกล่ำ ตำบลบางกล่ำ อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา เพื่อตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของอาคารและสิ่งปลูกสร้างด้านแหล่งน้ำเพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงและบำรุงรักษาให้มีใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านวิศวกรรม เพิ่มขีดความสามารถให้วิศวกรรุ่นใหม่ ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานต่อไป  

โครงการอ่างเก็บน้ำพรุชบาเป็นโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2534 ซึ่งได้รับการถ่ายโอนจากกรมการเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) จากการลงพื้นที่โครงการในครั้งนี้ มีการสำรวจตรวจสอบสภาพความแข็งแรงและร่วมหาแนวทางในการปรับปรุงแหล่งน้ำให้มีประสิทธิภาพในการเก็บกักน้ำและสนับสนุนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร รวมทั้งปรับปรุงระบบส่งน้ำให้มีประสิทธิภาพในการกระจายน้ำให้ทั่วถึง ในพื้นที่หมู่ที่ 3,4,6,7 มีประชาชนได้รับประโยชน์จำนวน 900 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตร 1,600 ไร่ 

โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูพรุบางกล่ำ ตำบลบางกล่ำ อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา มีสภาพตื้นเขิน ในฤดูน้ำหลาก น้ำในพื้นที่ไหลลงคลองบางกล่ำไม่สะดวกทำให้น้ำท่วมขัง เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพแห้งขอด ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดไฟไหม้ป่าพรุบ่อยครั้ง เนื่องจากสภาพพื้นที่ป่าพรุไม่มีน้ำ ทำให้ระบบนิเวศป่าพรุเสื่อมโทรม จึงจำเป็นต้องปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำ เพื่อป้องกันการไฟไหม้ ป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำ อีกทั้งยังเป็นแก้มลิงรองรับน้ำ สามารถเก็บกักน้ำ 1 ล้านลบ.ม และเป็นแหล่งต้นทุนสำหรับหล่อเลี้ยงระบบนิเวศป่าพรุและน้ำเพื่อการเกษตร

นายสุทัศน์ นุ้ยเล็ก ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 8 เปิดเผยว่า “โครงการอ่างเก็บน้ำพรุชบาเป็นโครงการที่ก่อสร้างมายาวนาน ทำให้โครงสร้างประเภทคอนกรีตมีความเสียหายไปบ้างตามกาลเวลา แต่จากการสำรวจแล้วยังสามารถใช้งานได้ ซึ่งในอนาคตต้องมาวิเคราะห์และวางแผนการปรับปรุงและบำรุงรักษาอ่างเก็บน้ำให้มั่นคงแข็งแรง ชาวบ้านสามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ เพราะในพื้นที่โครงการมีชาวบ้านใช้น้ำเพื่อการอุปโภคและทำการเกษตร อาทิ ทุเรียน ลองกอง เงาะ มังคุด นอกจากนี้ยังเป็นการรักษาระบบนิเวศน์ อนุรักษ์ ฟื้นฟู แหล่งน้ำได้อย่างยั่งยืน และสำหรับโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูพรุบางกล่ำเป็นโครงการนำร่องในการแก้ปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ และปัญหาการเกิดไฟไหม้ป่าพรุ ตลอดจนเป็นการรักษาระบบนิเวศของพื้นที่อีกด้วย”

รศ. สิริวัฒน์ ไชยชนะ อุปนายกวิศวกรรม วสท. เสริมว่า “จากการร่วมลงพื้นที่ในการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัย อาคารและสิ่งปลูกสร้างในวันนี้ มีเห็นว่า ชื่นชมวิศวกรที่ได้วิเคราะห์ข้อมูลโครงสร้างของโครงการ และเห็นด้วยว่าโครงการอ่างเก็บน้ำพรุชบายังอยู่ในสภาพการใช้งานได้ แต่ด้วยที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว 30 กว่าปี ควรมีการบำรุงรักษาและปรับปรุงโครงสร้างประเภทคอนกรีตและปรับปรุงระบบท่อส่งน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ หากมีการปรับปรุงซ่อมแซมแล้วเป็นโครงการที่ช่วยรักษาระบบนิเวศได้อย่างดี และสำหรับโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูพรุบางกล่ำเป็นโครงการที่แก้ปัญหาในพื้นที่ได้ดีมากๆ และปัจจุบันลักษณะโครงการยังสมบูรณ์แข็งแรง ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สุดท้ายนี้ขอให้วิศวกรนำความรู้ที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการปฏิบัติงานให้เต็มที่ และพัฒนาความรู้ความสามารถอยู่เสมอ”

นายนิทัศน์ พรมพันธ์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำ 2 กล่าวว่า “การลงพื้นที่ร่วมกัน ระหว่าง วสท. สภาวิศวกร และกรมทรัพยากรน้ำ เป็นการเพิ่มความรู้ให้กับวิศวกรและผู้เกี่ยวข้องในการวางโครงการ สำรวจ ออกแบบ ควบคุมก่อสร้าง โครงการต่างๆ ตลอดจนได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สนับสนุนวิชาการและวิชาชีพด้านวิศวกรรมที่เกี่ยวกับงานพัฒนาบุคลากรทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ครอบคลุมงานก่อสร้าง งานโยธา งานทรัพยากรน้ำ งานสิ่งแวดล้อม งานความปลอดภัย และงานด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสร้างมาตรฐานวิชาชีพในการทำงานของบุคลากรด้านวิศวกรรม นำไปพัฒนาและประยุกต์ใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน”

ผู้ร่วมลงพื้นที่ประกอบด้วย รศ. สิริวัฒน์ ไชยชนะ อุปนายกวิศวกรรม วสท. นายจีระศักดิ์ ปราชญ์โกสินทร์ กรรมการบริการวิชาการ วสท. รศ.ดร. สราวุธ จริตงาม อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รศ. มนัส อนุศิริ อดีตคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย อาจารย์อิทธิพล พสิษฐ์โยธิน คณะอนุกรรมการกำกับดูแลวิศวกรอาสา สภาวิศวกร ผศ. ดร. จุฑามาศ ลักษณะกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย นายประยุทธ์ ไกรปราบ ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำ 1 นายนิทัศน์ พรมพันธุ์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำ 2 นายสันต์ เข็มประสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านระบบการอนุรักษ์ พัฒนาและฟื้นฟูแหล่งน้ำ นายมงคล หลักเมือง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ นายสรศักดิ์ ใจประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านระบบการอนุรักษ์แหล่งน้ำ นายกิตติ จันทร์ส่อง เลขานุการกรม นายสุทัศน์ นุ้ยเล็ก ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 8 เจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 8 เจ้าหน้าที่กองพัฒนาแหล่งน้ำ 1 และกองพัฒนาแหล่งน้ำ 2

นายโสภณัฐ บุษบงก์ไพฑูรย์ และนางสาววริศรา ปานหัตถา  ตำแหน่ง วิศวกรโยธาปฏิบัติการ กล่าวว่า “การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการลงพื้นที่สำรวจโครงการจริง ทำให้ได้เห็นสภาพลักษณะของโครงสร้าง ทำให้เห็นขั้นตอนการตรวจสอบปัญหาโครงการ แนวทางการแก้ไขปัญหาจาก วสท.  สภาวิศวกร และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ จากกรมทรัพยากรน้ำ  ซึ่งเป็นประโยชน์เป็นอย่างยิ่งในการนำไปปรับใช้กับการทำงาน การออกแบบ และขอให้ให้หน่วยงานมีการจัดอบรมเพิ่มทักษะความรู้ในงานด้านวิศวกรรมในปีงบประมาณต่อไป เพื่อเป็นการเสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ให้แก่วิศวกรต่อไป”

'ชาดา' เดินหน้าปราบผู้มีอิทธิพล เร่งทำบัญชีแยกสีแดงเหลือง  วอน!! ให้เวลา 'เจ้าหน้าที่' ทำงาน ขอทุกคนใจเย็นๆ

(18 ก.ย. 66) ที่ รร.รามาการ์เดนส์ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการขึ้นทะเบียนผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ทั่วประเทศว่า ขณะนี้ได้ตั้งกรรมการโดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทยเป็นประธาน ตนเป็นรองประธาน และมีปลัดกระทรวงเป็นคณะกรรมการ โดยจะมีการรวบรวมรายชื่อผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศก่อน และตรวจสอบดูว่ายังมีอิทธิพลอยู่หรือไม่ และมาตรวจสอบว่าในพื้นที่มีผู้มีอิทธิพลรายใหม่เกิดขึ้นหรือไม่ โดยจะแบ่งพื้นที่เป็นสีแดงและสีเหลืองเพื่อทำข้อมูลใหม่ โดยจะเน้นย้ำถึงความเป็นธรรมกับผู้ที่ไม่ได้มีอิทธิพล ทั้งนี้ คดีของกำนันนก ทำให้ต้องตรวจสอบกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและนักการเมืองท้องถิ่นทั่วประเทศก่อน

“ผู้มีอิทธิพลที่พฤติกรรมไม่ดีมีหลายรูปแบบ บางคนไม่ได้มีตำแหน่งแต่มีอิทธิพล แต่บางคนมีอิทธิพลมากถึงขั้นแต่งตั้งนักการเมืองได้ ก็จะต้องตรวจสอบไปตามขั้นตอน ขอให้ทุกคนใจเย็นๆ” นายชาดา กล่าว

เมื่อถามว่าการตรวจสอบผู้มีอิทธิพลในจ.อุทัยธานี เป็นอย่างไร? นายชาดา กล่าวว่า จบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีการแบ่งพื้นที่เป็นสีแดงและสีเหลืองเรียบร้อย โดยสีแดงนั้นมีน้อยมาก เมื่อถามต่อว่า ในพื้นที่จ.นครปฐมจะเป็นจุดต่อไปที่จะเข้าไปตรวจสอบหรือไม่ นายชาดา กล่าวว่า ตรวจพร้อมกันทั่วประเทศทั้งหมด ส่วนจะมีการเปิดรายชื่อผู้มีอิทธิพลหรือไม่นั้น ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ เนื่องจากกฎหมายไม่เหมือนสมัยก่อน เพราะมีกฎหมายป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล หากมีรายชื่อหลุดไปอาจจะถูกฟ้องร้องได้

เมื่อถามถึงการตั้งกรอบระยะเวลาการทำบัญชีสีแดงและสีเหลือง? นายชาดา กล่าวว่า ขณะนี้พื้นที่จ.อุทัยธานีเสร็จเรียบร้อยแล้ว และในหลายจังหวัดก็จบแล้ว การทำงานไม่ได้อยู่ที่กระทรวงมหาดไทยอย่างเดียว แต่มีกระทรวงอื่นมาร่วมทำงานด้วยเบื้องต้นสามารถรวบรวมข้อมูลได้ 20-30% แล้ว ซึ่งตนเองจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด ขออย่าไปบีบเจ้าหน้าที่ให้เร่งทำงาน

เมื่อถามว่ากังวลไหมว่าผู้มีอิทธิพลจะเข้ามาแทรกแซง? นายชาดา ย้อนถามกลับว่า “ใครจะมาใหญ่กว่าผม” พร้อมหัวเราะแล้วบอกว่า “ผมตัวใหญ่” 

เชียงใหม่-นายกรัฐมนตรี และคณะเยี่ยมชมต้นแบบการพัฒนาพื้นที่ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เมื่อวันเสาร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 11.15 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย คณะรัฐมนตรี เดินทางเยี่ยมชมต้นแบบการพัฒนาพื้นที่ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายไพรัตน์  ทับประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ คณะทำงาน เจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ และกลุ่มสตรีอำเภอดอยสะเก็ด ให้การต้อนรับ มอบดอกไม้และพวงมาลัย อย่างอบอุ่น

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก่อตั้งขึ้นจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2525 บริเวณลุ่มน้ำห้วยฮ่องไคร้ ซึ่งอยู่บริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนแม่กวง บนพื้นที่ 8,500 ไร่ เพื่อพลิกฟื้นจากสภาพป่าเต็งรังที่เสื่อมโทรมให้เป็นพื้นที่ต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ โดยมีพระราชประสงค์ให้เป็นศูนย์กลางในการศึกษา ทดลอง วิจัย หารูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคเหนือ และเผยแพร่แก่ราษฎรให้สามารถนำไปปฏิบัติได้ด้วยตนเอง โดยมีหลักการคือ “ต้นทางเป็นป่าไม้ ปลายทางเป็นประมง ระหว่างทางเป็นเกษตรกรรม” ดังพระราชดำริที่พระราชทานให้แก่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ทำหน้าที่เสมือน “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต”

จากนั้นนายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางไปยังหอเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2559   เพื่อเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร      ที่ทรงครองราชย์ ครบ 70 ปี รับฟังการบรรยายประวัติศาสตร์การก่อตั้งศูนย์ฯ เยี่ยมชมภาพเสด็จพระราชดำเนินทรงงาน จำนวน 8 ครั้ง ในช่วงปี พ.ศ.2527 - พ.ศ.2536 บันทึกแนวพระราชดำริ และภาพพื้นที่จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่จัดแสดงไว้ในลักษณะสื่อผสมที่ทันสมัยและสวยงาม
ต่อมา นั่งรถรางชมวิวไปยังบริเวณเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ แนวป้องกันไฟป่าเปียก (Wet Fire Break) รับฟังบรรยายระหว่างทาง โดย ผู้อำนวยการศูนย์ฯ เกี่ยวกับการขยายผลสำเร็จในการศึกษา ทดลอง วิจัย ของศูนย์ แก่ราษฎรผู้ที่สนใจ เกษตรกร รวมทั้งศูนย์เรียนรู้เครือข่าย และฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับการพัฒนาป่าตามแนวพระราชดำริ อาทิ การปลูกป่า 3 อย่าง เพื่อประโยชน์ 4 ประการ การทำฝายต้นน้ำลำธาร (Check Dam) พร้อมทั้งเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์จากป่า ตลอดจนผลการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงด้านป่าไม้จากอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเจ้าหน้าที่งานป่าไม้ เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช พร้อมทั้งร่วมทำกิจกรรมสร้างฝายต้นน้ำลำธาร ปลูกต้นยางนา ปล่อยไก่ป่า จำนวน 4 ตัว และไก่ฟ้าหลังขาว จำนวน 5 ตัว    คืนสู่ธรรมชาติ

ผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินงานที่ผ่านมาของศูนย์ฯ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ มาศึกษา ทดลอง ปฏิบัติเพื่อการพัฒนา และฟื้นฟูระบบนิเวศป่าไม้ในพื้นที่ โดยการปลูกป่า 3 อย่าง เพื่อประโยชน์ 4 ประการ ในการผสมผสานการอนุรักษ์ ดิน น้ำ และการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ ควบคู่กับความต้องการด้านเศรษฐกิจ คือ 1.ปลูกไม้กินได้ 2.ปลูกไม้ใช้สอย 3.ปลูกไม้เศรษฐกิจ เพื่อประโยชน์อย่างที่ 4 คือการอนุรักษ์ดินและน้ำ
การทำแนวป้องกันไฟป่าเปียก (Wet Fire Break) ในห้วยฮ่องไคร้ฯ คือ การทำระบบป้องกันไฟไหม้ป่า โดยใช้แนวคลองส่งน้ำและแนวพืชชนิดต่างๆ ปลูกตามแนวคลอง โดยอาศัยน้ำชลประทานและน้ำฝน และปลูกต้นไม้โตเร็วคลุมแนวร่องน้ำ เพื่อให้ความชุ่มชื้นค่อยๆ ทวีขึ้นและแผ่ขยายออกไปทั้งสองร่องน้ำ 

ซึ่งจะทำให้ต้นไม้งอกงามและมีส่วนช่วยป้องกันไฟป่าเพราะไฟป่าจะเกิดขึ้นง่ายหากป่าขาดความชุ่มชื้น รวมทั้งการสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้นหรือที่เรียกว่า Check Dam เพื่อปิดกั้นร่องน้ำหรือลำธารขนาดเล็กเป็นระยะๆ เพื่อใช้เก็บกักน้ำและตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้ำที่เก็บไว้จะซึมเข้าไปสะสมในดิน ทำให้ความชุ่มชื้นแผ่ขยายเข้าไปทั้งสองด้านกลายเป็นป่าเปียก ด้วยเหตุนี้แนวพระราชดำริป่าเปียก จึงนับเป็นทฤษฎีการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้โดยใช้ความชุ่มชื้นเป็นหลักสำคัญที่จะช่วยให้ป่าเขียวขจีอยู่ตลอดเวลา ไฟป่าจึงเกิดได้ยาก เป็นการพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ที่สามารถทำได้ง่ายและได้ผลดี

ด้านอุตุนิยมวิทยา อุณหภูมิเฉลี่ยมีแนวโน้มลดลงแต่ปริมาณความชื้นสัมพันธ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่อัตราการระเหยน้ำมีแนวโน้มลดลง ด้านอุทกวิทยา ฝายต้นน้ำสามารถลดปริมาณการไหลหลากของน้ำท่าและยืดระยะเวลาการไหลของน้ำท่าในห้วยที่มีการสร้างฝายชะลอน้ำ ด้านความหลากหลายของชนิดพรรณไม้ พบว่า โครงสร้างป่าเต็งรังเดิม มีพรรณไม้ 35 ชนิด และป่าเบญจพรรณ มีจำนวน 46 ชนิด ปัจจุบันพบว่าชนิดพรรณไม้ในป่าเต็งรังเพิ่มขึ้นเป็น 46 ชนิด ในขณะที่ป่าเบญจพรรณเพิ่มขึ้นเป็น 65 ชนิด ด้านโครงสร้างเรือนยอดไม้    ในป่าเต็งรัง แบ่งได้เป็น 4 ระดับ คือไม้เรือนยอดบนมีความสูง 15 เมตร เรือนยอดรอง มีความสูง 10 - 15 เมตร   ชั้นไม้พุ่มสูง 5 - 10 เมตร ชั้นลูกไม้ต่ำกว่า 5 เมตร ส่วนป่าเบญจพรรณแบ่งได้ 3 ระดับ คือ ไม้เรือนยอดบน   มีความสูงมากกว่า 20 เมตร เรือนยอดรอง สูง 10 – 20 เมตร และ ไม้ชั้นล่าง ต่ำกว่า 10 เมตร ในขณะที่     ป่าผสมเต็งรัง - เบญจพรรณ มีชั้นเรือนยอดเพียง 2 ระดับเท่านั้น คือไม้ชั้นเรือนยอดบนมีความสูง 15 - 25 เมตร ไม้ชั้นเรือนยอดรองสูง 10 - 15 เมตร

หลังจากที่ดิน น้ำ ป่ามีความอุดมสมบูรณ์แล้ว จึงได้ทำการศึกษาและพัฒนาในเรื่องของการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ และการส่งเสริมอาชีพ เพื่อให้เป็นศูนย์ที่สมบูรณ์แบบ มีระบบบริการเบ็ดเสร็จที่จุดเดียว (One Stop Service) ให้ราษฎรได้รับความสะดวก ตลอดจนสร้างสิ่งที่ดีและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อราษฎร   ซึ่งทางศูนย์ได้ทำงานในรูปแบบบูรณาการกับหน่วยงานที่ร่วมสนองแนวพระราชดำริ จำนวน 13 หน่วยงาน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ว่า การบริหารจัดการน้ำของภาคเหนือ ยังคงน่าเป็นห่วงแต่เชื่อว่าจะมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภค ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่นั้น หลังจากการประกาศยกเว้นวีซาให้กับนักท่องเที่ยวจีน พบว่ามีการบุ๊กกิ้งการเดินทางเพิ่มมากขึ้น และยังมีแผนเพิ่มจำนวนประเทศอื่นๆ ที่ยกเว้นวีซ่าเพิ่มเติมอีกด้วย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูล ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำชับไปยังตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้กวดขันด้านความปลอดภัย อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่

ขณะเดียวกัน ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ทางรัฐบาลได้มีแผนจะเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเรื่องการเผาป่าเพื่อแก้ปัญหาแล้ว คาดว่าจะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวเพิ่มเติม ถึงการปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาแต่ยืนยันว่าจะหาแนวทางการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด

‘มท.1’ กร้าว!! จะใช้กลไกอำนาจรัฐเพื่อบ้านเมือง เร่งปราบมาเฟีย - กำจัดผู้มีอิทธิพลให้สิ้นซาก

(18 ก.ย. 66) ที่ รร.รามาการ์เดนส์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย โดยมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี นายชาดา ไทยเศรษฐ์ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.มหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

นายอนุทิน กล่าวตอนหนึ่งถึงนโยบายการจัดระเบียบสังคมและผู้มีอิทธิพลว่า เมื่อพูดถึงการปราบปรามผู้มีอิทธิพล คนส่วนใหญ่คิดไม่ออกว่าต้องทำอย่างไร เราต้องมาตั้งหลักกันใหม่ สำหรับกระทรวงมหาดไทย ผู้มีอิทธิพลหมายถึงคนที่ใช้อำนาจที่มีอยู่ในทางมิชอบ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักเลงหัวไม้ ไม่จำเป็นต้องเป็นอันธพาล คนดี ๆ แบบนี้ที่ใช้อำนาจในทางมิชอบ ข่มเหงคนอื่น และก่อประโยชน์ส่วนตน ทำให้คนอื่นเดือดร้อน กีดกันคนอื่นไม่ให้ได้รับโอกาสเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นอำนาจรัฐ อำนาจบารมีในท้องถิ่น อำนาจเงิน และอำนาจสายสัมพันธ์ต่าง ๆ ถ้าใช้อิทธิพลประกอบคุณงามความดี เป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญ แต่ใช้อิทธิพลก่อให้เกิดความเดือดร้อน เสียหายต่อสังคมและประเทศชาติ นี่คือสิ่งที่ต้องกำจัด หน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยมุ่งจัดระเบียบสังคมให้สงบสุข ทำบ้านเมืองให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ปลอดอบายมุข ยาเสพติด ประชาชนมีความมั่นคง ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีทัศนคติที่ดีต่อบ้านเมือง สิ่งใดที่ขัดต่อความมุ่งหมายนี้ เราจะใช้กลไกของรัฐที่พวกท่านทั้งหลายถืออยู่ในมือต้องกำจัดให้สิ้นซากไป

นายอนุทิน กล่าวถึงนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาทของรัฐบาลว่า เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ว่าไม่ใช่เงินสด มันมีวงเงิน เป็นการใช้ที่มีข้อกำหนด เช่น ใช้ในรัศมี 4 กม. แต่อาจจะเพิ่มเป็นหมู่บ้าน ตำบล อำเภอก็ว่าไปตามความเหมาะสม ซึ่งกระทรวงการคลังกำลังดำเนินการอยู่ โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ และรมว.คลัง ฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล ได้หาเสียงเรื่องนี้เอาไว้ เราก็ต้องเข้าใจ ตนก็เคยหาเสียงมาก่อนในส่วนของตน เมื่อเราหาเสียงอะไรแล้ว หน้าที่คือต้องทำให้สำเร็จ ถ้าหาเสียงมาแล้วไม่ทำเท่ากับเราหลอกลวงประชาชน ที่เราเข้ามาทุกวันนี้ได้เพราะไปสัญญากับประชาชนไว้ ที่บอกว่าสิ่งนี้ทำไม่ได้ เป็นการมอมเมาประชาชน เราก็มองว่าต่างคนต่างความคิด แต่เราก็น้อมรับรับฟัง ถ้าคิดโดยหลักการมันก็เป็นเงินบาท ซื้อของไทย ใช้ของไทย หมุนเวียนอยู่ในระบบของเรา และต้องสร้างการป้องกันเพื่อป้องกันการหักหัวคิวด้วย เราจะปล่อยให้เกิดไม่ได้

“ผมชื่อเล่นชื่อหนู ภารกิจของท่านคือราชสีห์ แต่สำหรับผมราชสีห์คือประชาชน ให้หนูช่วยเถอะครับ อะไรที่ติดขัดก็มาบอก แล้วก่อให้เกิดผลประโยชน์ประชาชน ผมยินดีทำและรับผิดชอบร่วมกับ พวกเราทุกคนไปช่วยราชสีห์กัน ราชสีห์ก็คงไม่ตะปบเรา ราชสีห์ก็คงอยู่กับเราด้วยความสง่างาม ด้วยความสมบูรณ์ เราก็เป็นหนูที่ช่วยราชสีห์ มันก็อยู่กันได้ด้วยความสุข ไม่อย่างนั้นคงไม่อยู่ในนิทานอีสปหรอกครับ” นายอนุทิน กล่าว

LEDVANCE  ผู้นำด้านนวัตกรรม LED เน้นคุณภาพสู่คนไทย

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566 ณ โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพ สุขุมวิท บริษัทอิเล็คโทรนิกไลท์ติ้ง ร่วมกับบริษัทฯในเครือ ได้จัดงาน Grand Opening LEDVANCE OSRAM   เป็นการขอบคุณลูกค้า โดยภายในงานมีกิจกรรม มีการแนะนำผลิตภัณฑ์ กิจกรรมส่งเสริมการขาย จับรางวัล และคอนเสิร์ต ซึ่งมี คุณชูศักดิ์ สุทธิยุทธ์  กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิเล็คโทรนิกไลท์ติ้ง จำกัด ร่วมด้วย Mr.Patrick ตำแหน่ง Managing Director ตัวแทน LEDVANCE จากต่างประเทศ

ร่วมเป็นสักขีพยานในงานครั้งนี้ นายชูศักดิ์ สุทธิยุทธ์ ได้กล่าวว่า บริษัท อิเล็กโทรนิกไลท์ติ้ง จำกัด เป็นผู้แทนนำเข้าและจัดจำหน่าย โคม LEDVANCE เเละหลอดไฟ OSRAM แบรนด์นี้มีมาไม่ต่ำกว่า 50 ปี ในยุคนี้ ได้นำนวัตกรรม LED มาใช้ เป็นสินค้าคุณภาพ เป็นผู้นำเข้า จำหน่ายมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่ผู้เดียวในประเทศไทย ในนาม  LEDVANCE นี้ ถือว่าเป็นแบรนด์ชั้นนำของโลก มีผลิตภัณฑ์มีครบทุก Segment ที่ใช้ในบ้านไม่ว่าจะเป็น โรงงาน โคมถนน ในสวน การ์เด้น เป็นต้น

บริษัทฯ ได้ดำเนินงานเต็มรูปแบบ โดยมีตัวแทน 8 บริษัท เพื่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งบริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และออกแบบดีไซน์ โรงงาน โรงแรม มีทีมงานที่พร้อมจะให้บริการสำหรับลูกค้าทุกระดับ ซึ่งเน้นในเรื่อง คุณภาพ ราคา ผู้บริโภคมีความคุ้มทุน และคุ้มค่า คำนึงถึงให้ผู้บริโภคให้ได้สินค้าที่ราคาเหมาะสม คุ้มค่า และจับต้องได้  หัวใจของบริษัทฯ จึงไม่ได้มุ่งเน้นที่แบรนด์ หัวใจของบริษัทฯ คือร้านค้า นำสิ่งดีดี ส่งต่อให้ร้านค้าได้ส่งต่อสู่ผู้บริโภค การดำเนินงานของบริษัทฯ ใส่ใจในทุกๆ ด้าน ได้มีการทดสอบก่อนจะนำมาจำหน่าย เพราะในแต่ละประเทศ มีความแตกต่างกันในเรื่องรูปแบบการใช้งาน บริษัทฯจึงต้องเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับตลาดบ้านเรา

นอกจากนี้ นายเฉลิม บัวสาร ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาดได้กล่าวเสริมว่า ทิศทางตลาดในปัจจุบัน อุปกรณ์ไฟฟ้าส่องสว่าง จะค่อยๆปรับเปลี่ยนเป็น LED  ทั้งหมด ทางบริษัทฯ มีเทคโนโลยี มาทดแทนแบบอุปกรณ์ไฟฟ้าแบบเก่า ตามกระแสโลกคือ นั่นคือ ช่วยกันประหยัดพลังงาน  อยากฝากแบรนด์ OSRAM เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียง กลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง ซึ่งบริษัทฯ มีการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน โดยเฉพาะฝ่ายการตลาด จับมือร่วมกัน กับลูกค้า SUPPLYER OSRAM ให้เกิดงานในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นความร่วมมือเพื่อพัฒนาในส่วนของเทคโนโลยี และด้านราคา เพื่อตอบโจทย์ของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่มี คุณภาพที่ยอดเยี่ยม ซึ่งหลอด OSRAM มีชื่อเสียงมายาวนาน มีคุณภาพ ราคาจับต้องได้ สามารถเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย อยากให้คนไทยได้ใช้ของที่มีคุณภาพ และคืนกำไรให้สังคม มีการ Cover ทุกภาคส่วน มีการวางแผนงานที่ดี ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น สินค้าพรีเมียม หรือสินค้านวัตกรรม ลูกค้าสามารถแจ้งความต้องการก่อนล่วงหน้าได้ ซึ่งข้อดีคือ เมื่อไม่ได้มีการสต๊อกสินค้า  ราคาของสินค้าก็จะถูกลง เพราะบริษัทฯ ไม่ได้ต้องการให้ราคาสินค้าสูงมากเกินความจำเป็น สำหรับ

​​สำหรับกิจกรรมของงาน Grand Opening LEDVANCE OSRAM ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ มีแขกเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก และมีการจับของรางวัลมากมาย นอกจากนี้ยังมีคอนเสิร์ตของ ศิลปิน โอ๊ต ปราโมทย์ ที่มาสร้างความสนุกสนานให้กับแขกภายในงาน ด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นของ ครอบครัว LEDVANCE OSRAM  ติดต่อสอบถามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท อิเล็คโทรนิก ไลท์ติ้ง จำกัด 155/1 ซอยรามอินทรา 5 แยก 18 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร 10220
โทร 02-521-6091-5 และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

‘จีน’ ดำเนินการทดสอบ ‘อุปกรณ์ผลิตไฟฟ้า’ ด้วย ‘พลังงานความร้อนจากทะเล’ สำเร็จ

เมื่อวานนี้ (17 ก.ย. 66) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า คณะนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของจีนได้ดำเนินการทดสอบอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากมหาสมุทรในทะเลจีนใต้

รายงานระบุว่า อุปกรณ์ข้างต้น ขนาด 20 กิโลวัตต์ พัฒนาโดยสำนักสำรวจทางธรณีวิทยาทางทะเลแห่งกว่างโจว ภายใต้การควบคุมโดยตรงของสำนักสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งประเทศจีน ได้ถูกเคลื่อนย้ายกลับสู่นครกว่างโจว มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน หลังจากเสร็จสิ้นการทดสอบ

อุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากมหาสมุทรนี้สามารถผลิตไฟฟ้าเป็นเวลานาน 4 ชั่วโมง 47 นาที สร้างผลผลิตไฟฟ้าสูงสุด 16.4 กิโลวัตต์ ระหว่างการทดสอบนอกชายฝั่งดังกล่าว

หนิงโป วิศวกรอาวุโสของสำนักฯ กล่าวว่าการทดสอบนอกชายฝั่งนี้ตรวจสอบความอยู่รอดของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากมหาสมุทรที่พัฒนา รวมถึงความสามารถใช้งานจริง ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการพัฒนาและใช้พลังงานความร้อนจากมหาสมุทร นับจากการทดสอบบนบกสู่การใช้งานนอกชายฝั่ง

ทั้งนี้ พลังงานความร้อนจากมหาสมุทรใช้ประโยชน์จากความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างพื้นผิวและน้ำลึกมาผลิตไฟฟ้า ทำให้เป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียน โดยหนิงกล่าวว่าจีนมีแหล่งสำรองพลังงานความร้อนจากมหาสมุทรมากมาย แต่การวิจัยที่เกี่ยวข้องก่อนหน้านี้ยังอยู่แต่ในห้องปฏิบัติการและการทดสอบบนบก

'คิม จองอึน' จบภารกิจ 1 สัปดาห์ในรัสเซีย นั่งรถไฟหุ้มเกราะมุ่งหน้ากลับเปียงยาง

(18 ก.ย.66) สื่อรัสเซียหลายแห่งรายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ โดยสารรถไฟหุ้มเกราะของเขาเดินทางออกจากภูมิภาคตะวันออกไกลของรัสเซียแล้วในวันนี้

สำนักข่าวเรีย โนวอสตีรายงานว่า มีพิธีส่งผู้นำเกาหลีเหนือที่สถานีรถไฟอาร์ตอม-ปรีมอร์สกี อาดีน (Artyom-Primorsky-1) พร้อมกับเผยแพร่คลิปภาพเห็นนายคิมโบกมือจากบนรถไฟ อำลาคณะตัวแทนรัสเซียที่นำโดยนายอเล็กซานเดอร์ คอซลอฟ รัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติและนิเวศวิทยา

ขณะที่สำนักข่าวทาสส์รายงานว่า รถไฟของนายคิมมุ่งหน้าไปยังพรมแดนที่อยู่ห่างออกไป 250 กิโลเมตร ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ทาสส์รายงานว่า นายคิมได้รับโดรนติดระเบิด 5 ลำ โดรนลาดตระเวน 1 ลำ ชุดอุปกรณ์กันกระสุนและผ้าพิเศษที่ไม่สามารถตรวจจับได้ด้วยกล้องถ่ายภาพความร้อนเป็นของขวัญจากผู้ว่าการแคว้นปรีมอร์เยของรัสเซียที่มีพรมแดนติดกับเกาหลีเหนือและจีน

ผู้นำเกาหลีเหนือเดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นครั้งแรกตั้งแต่โควิด-19 ระบาด โดยออกเดินทางจากกรุงเปียงยางในวันที่ 11 กันยายน และเริ่มการเยือนในวันรุ่งขึ้น ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับเรื่องทางการทหาร เช่น เยี่ยมชมโรงงานผลิตเครื่องบิน เยี่ยมชมโรงงานผลิตอาวุธพร้อมกับรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย ประชุมสุดยอดและแลกเปลี่ยนปืนไรเฟิลกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย อย่างไรก็ดี เขาได้พบกับกลุ่มนักศึกษาเกาหลีเหนือที่ศึกษาในเมืองวลาดิวอสต็อกก่อนเดินทางกลับในวันนี้

'ศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน' รับรางวัล 'อัลบี อวอร์ด'  หลังช่วยผู้ถูกดำเนินคดีเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย

เมื่อไม่นานมานี้ มูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม (Clooney Foundation for Justice - CFJ) มอบรางวัล ‘อัลบี อวอร์ด’ สาขาผู้ปกป้องประชาธิปไตย ให้แก่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จากการช่วยเหลือผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองจากการแสดงออกและเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย

ข้อมูลจากหน้าแถลงข่าวของมูลนิธิเมื่อ 14 สิงหาคม ระบุว่า ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (ศูนย์ทนายฯ) องค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย ได้รับรางวัลเนื่องจาก “การคุ้มครองนักเรียน นักศึกษา นักกิจกรรมและสื่อมวลชนเป็นพันรายที่ถูกจับกุมภายใต้กฎหมายของไทย ที่ทำให้การชุมนุมและการพูดโดยสันติเป็นอาชญากรรม”

มูลนิธิ CFJ ที่ตั้งขึ้นโดยอามัล คลูนีย์ ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและจอร์จ คลูนีย์ ดาราดังชาวอเมริกันผู้เป็นสามี มอบรางวัลอัลบีเป็นปีที่สอง รางวัลดังกล่าวตั้งขึ้นตามชื่อของอัลบี แซกส์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทในการทำให้การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้สิ้นสุดลง โดยรางวัลอัลบีส์นั้นมีขึ้นเพื่อให้ความสำคัญแก่ผู้ที่เสี่ยงภัยและอุทิศชีวิตให้กับความยุติธรรม

อามัล และจอร์จ คลูนีย์กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ผู้ปกป้องความยุติธรรมอย่างกล้าหาญทั่วโลก ต่างเผชิญกับภัยอันตรายอย่างใหญ่หลวงที่ไม่สามารถขจัดได้ภายในชั่วข้ามคืน แต่สิ่งที่พวกเราสามารถทำได้ นอกเหนือไปจากงานรายวันของมูลนิธิ ก็คือการฉายสปอตไลท์ไปยังภัยอันตรายที่บุคคลเหล่านี้กำลังพบเจอ เพื่อเพิ่มเดิมพันต่อตัวผู้คุกคาม”

นอกจากศูนย์ทนายฯ แล้ว ผู้ได้รับรางวัลอัลบีครั้งที่สอง ได้แก่ ดร.เดนิส มุคเวเก นรีแพทย์ที่มีบทบาทช่วยชีวิตเหยื่อ และหยุดยั้งการใช้การข่มขืนเป็นเครื่องมือในสงครามในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก นิลูฟาร์ ฮาเมดี และเอลาเฮ โมฮาเมดี นักข่าวอิหร่านที่เปิดเรื่องราวการเสียชีวิตของ มาห์ซา อะมินี ที่นำไปสู่การประท้วงใหญ่ในอิหร่านเมื่อปี 2022 องค์กร Truth Hounds ที่มีบทบาทในการเปิดเผยอาชญากรรมสงครามในยูเครนจากการรุกรานของรัสเซีย และองค์กร Syrian Center for Media and Freedom of Expression สำหรับการรณรงค์ด้านสิทธิและเสรีภาพในประเทศซีเรีย

ทั้งนี้ ศูนย์ทนายฯ ก่อตั้งขึ้นไม่กี่วันหลังผู้นำเหล่าทัพและฝ่ายความมั่นคง ใช้กำลังยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนที่นำโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในเดือนพฤษภาคม 2014 และมีการเรียกบุคคลไปรายงานตัว จับกุม คุมขัง และนำประชาชนขึ้นไต่สวนบนศาลทหาร โดยศูนย์ทนายฯ ทำหน้าที่บันทึกข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทย ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ และเผยแพร่ความรู้เรื่องกฎหมายและการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

ข้อมูลจากศูนย์ทนายฯ บันทึกว่า นับตั้งแต่การชุมนุมที่เรียกร้องการปฏิรูปการเมืองและปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์เมื่อปี 2020 จนถึงเดือนสิงหาคม 2023 มีประชาชนถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและแสดงความเห็นทางการเมืองแล้วอย่างน้อย 1,925 คน ในจำนวนดังกล่าวมี 257 คนที่ถูกดำเนินคดีโดยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

สำหรับกำหนดการรับรางวัลจะมีขึ้น ที่ห้องสมุดสาธารณะ นครนิวยอร์ก ในเดือนกันยายนนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top