Wednesday, 29 July 2026
Hard News Team

‘ทีมเปตองชายไทย’ ปิดจ็อบ!! คว้าแชมป์โลกสมัยแรก หลังผงาดเอาชนะสเปน รองแชมป์โลกปี 2021 ไปได้

(18 ก.ย.66) การแข่งขันเปตองชิงแชมป์โลก 2023 ที่เมืองโกโตนู ประเทศเบนิน เป็นการแข่งขันวันสุดท้าย ในประเภททีมชาย และหญิง โดยทีมชายไทย ที่ประกอบไปด้วย พ.อ.อ.ศราวุฒิ ศรีบุญเพ็ง, จ.ส.ท.สุพรรณ ทองภู, ธนวันต์ ทูซิวฮะ และ รัชตะ คำดี รอบรองชนะเลิศเอาชนะ แชมป์ 2 สมัยล่าสุดอย่างฝรั่งเศส มาได้แบบระทึก 13-11 คะแนน ผ่านเข้าชิงชนะเลิศกับ สเปน รองแชมป์โลกปี 2021

โดยเกมรอบชิงชนะเลิศ ใน 4 เกมแรก ทีมชาติไทยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ขึ้นนำไป 9-0 คะแนน แต่หลังจากนั้นเป็น สเปน ที่กลับมาเล่นได้ดีขึ้น ทั้งตี ทั้งวาง จนทำให้ไทย กดดัน ก่อนที่ สเปน จะไล่มาเป็น 10-11 

อย่างไรก็ตาม ในการโยนเที่ยวที่ 12 ไทยพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายคุมเกมได้ และเป็นสเปนที่กดดันตัวเอง ตีลูกแก่นออกไปจากวง เข้าทางทีมไทย ก่อนจะเป็น ธนวันต์ ทูซิวฮะ จะออกมาโยนปิดเกม ช่วยไทยปิดจ็อบเอาชนะไปอย่างสุดมัน 13-10 คว้าแชมป์โลกประเภททีมชายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังก่อนหน้านี้ 3 ครั้งที่ผ่านเข้าชิงชนะเลิศ มาในปี 1991 ,2008 และ 2012 ได้รองแชมป์ทั้งหมด

สรุปผลงานของทีมเปตองไทย ในศึกชิงแชมป์โลก 2023 ส่งแข่งขัน 7 ประเภท คว้ามาได้ 3 เหรียญทอง จากทีมชาย (ศราวุฒิ ศรีบุญเพ็ง, สุพรรณ ทองภู, ธนวันต์ ทูซิวฮะ, รัชตะ คำดี), หญิงคู่ (นันทวัน เฟื่องสนิท, สุนิตรา พ่วงอยู่) และชายเดี่ยว รัชตะ คำดี, 1 เหรียญเงิน จากชู้ตติ้งชาย (รัชตะ คำดี) และ 1 เหรียญทองแดง คู่ผสม (นันทวัน เฟื่องสนิท, ศราวุฒิ ศรีบุญเพ็ง) พร้อมกับผงาดคว้าเจ้าเหรียญทองมาครองได้อีกด้วย

CPN ปั้น ‘GO Hotel’ ยึดหัวหาด Premium Budget Hotel ผุด 4 ทำเลปัง เจาะกลุ่มคลั่ง ‘Bleisure’ 990 บาทต่อคืน

(18 ก.ย.66) นางสาวสุรางค์ จิรัฐิติกาลโชติ Head of Hotel Development บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า จากความเชี่ยวชาญของเซ็นทรัลพัฒนา และการมี Ecosystem ที่ดีเชื่อมต่อกันอย่างลงตัวภายในเครือทำให้เรามีความมั่นใจในการขยายธุรกิจโรงแรมไปยังทำเลศักยภาพอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ติดหรือใกล้กับศูนย์การค้าเซ็นทรัลหรือโรบินสัน รวมถึงการบุกเบิกพอร์ต Premium Budget Hotel ในชื่อ GO! Hotel โดยเรามุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์การพักผ่อน สะท้อนได้จากการดีไซน์และการบริการที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพรองรับแนวโน้มความต้องการพักอาศัยใน Budget Hotel ที่เริ่มได้รับความนิยม

“เราได้เปิดบริการ GO! Hotel แห่งแรกที่บ่อวิน และขณะนี้ได้ขยายเพิ่มอีก 3 แห่งคือ GO! Hotel ชลบุรี, ศรีราชา ทั้งหมดอยู่ในจังหวัดชลบุรี และ GO! Hotel บ้านฉางในจังหวัดระยอง โดยทั้ง 4 โลเคชันเป็นการขยายแบบ Cluster Region ครอบคลุมภาคตะวันออก เจาะเขตเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อสร้างโรงแรม GO! Hotel ให้เป็น Strategic Hotel บน Strategic Location” นางสาวสุรางค์ กล่าว 

นายภูมิ จิราธิวัฒน์ Head of Hotel Investments and Operations บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า “เราตั้งใจปั้นให้ GO! Hotel เป็นโรงแรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบ ‘Bleisure’ เป็น Top of Mind ของการเดินทางทั้ง Business และ Leisure สำหรับนักเดินทางทั่วประเทศ GO! Hotel เปิดตัวที่แรกที่บ่อวิน ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มี Occupancy Rate มากกว่า 80% ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญและการเติบโตแบบก้าวกระโดดของธุรกิจ Premium Budget Hotel และพร้อมตอบรับการเติบโตของธุรกิจและขยายโรงแรมไปทั่วประเทศ”

“GO! Hotel เป็นโรงแรมที่เหมาะสำหรับคนทุกรุ่น ทุกวัย และทุกจุดประสงค์ของการเดินทาง ด้วยการดีไซน์ห้องพักให้ตอบโจทย์ทั้งการพักผ่อน Relax และสะดวกสบายด้วยโลเคชั่นใกล้ศูนย์การค้า หรือนักเดินทางกลุ่ม Business ก็สามารถใช้โรงแรมของเราเป็นที่ทำงาน เพราะมีพื้นที่โต๊ะทำงานและปลั๊กพร้อมใช้งานได้ทั่วทุกมุมห้อง และยังมีจุดแฮงค์เอ้าท์กับเพื่อนร่วมงานบริเวณล็อบบี้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังสามารถรองรับ กลุ่มนักท่องเที่ยวตาม Music Festival รวมถึงกลุ่ม Corporate หรือหน่วยงานราชการ ต่างๆ ที่เข้ามาในพื้นที่อีกด้วย” นายภูมิ กล่าว 

สำหรับ 5 จุดเด่นของ GO! Hotel ที่มากกว่าการพักผ่อน ประกอบไปด้วย…

1. สัมผัสประสบการณ์นอนดี ด้วยเตียงนุ่ม ขนาดใหญ่พิเศษ พร้อมเครื่องนอนระดับพรีเมียม รวมถึงม่านหน้าต่างแบบมืดสนิทไม่รบกวนการพักผ่อน และ ประสบการณ์ผ่อนคลายระดับสปา ด้วยผลิตภัณฑ์ในห้องน้ำจากแบรนด์ Let’s Relax Lifestyle (LRL), ผ้าขนหนูผ้าฝ้าย 100%, พร้อมไดร์เป่าผมทุกห้อง

2. งานดีไซน์ทันสมัย สไตล์โก! ตัวอาคารมีเอกลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็น GO! Hotel ได้อย่างชัดเจน ผสานแนวคิดการออกแบบภายใน ด้วยการเลือกชุดสี ที่ให้ความรู้สึกสดใส มีพลัง และสนุกสนาน รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์เข้ากันอย่างลงตัว

3. เป็นธุรกิจในเครือ Central Pattana ที่มีความมั่นคงและน่าเชื่อถืออันดับต้นของเมืองไทย และเป็นที่รู้จักในระดับสากล โลเคชันติดศูนย์การค้า และเป็นย่านธุรกิจ จะไปพักผ่อนหรือทำงานก็สะดวกสบาย ครบวงจร

4. Premium Budget ของ GO! ที่ไม่ใช่แค่โรงแรมราคาประหยัดทั่วไป ด้วยความใส่ใจทุกรายละเอียด เลือกใช้วัสดุพรีเมี่ยม เพื่อให้คุณพักสบาย ในราคาสุดคุ้มค่า รวมถึงโปรโมชั่นสุดพิเศษมากมาย เพื่อให้คุณได้พักผ่อนแล้วรู้สึกพร้อม GO! ไปยังจุดหมายหรือกิจกรรมต่อไปด้วยพลังที่เต็มเปี่ยม

5. ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนชอบเที่ยว ไปพักผ่อนทั้งแบบส่วนตัวหรือแบบกลุ่ม มี Co-Working Space และ ชุดโต๊ะทำงานภายในห้องพัก พร้อมอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และจุดบริการอาหารและเครื่องดื่ม 24 ชั่วโมง (Grab & GO) ตอบโจทย์คนทำงาน รวมถึง คอนเซปต์ Pet Friendly ตอบโจทย์ คนมีสัตว์เลี้ยง ให้คุณพาเพื่อนรัก 4 ขา มาเช็อินด้วยกัน 

‘เต่า เชิญยิ้ม’ เปิดอาชีพใหม่ เดินสายตัดผมหัวละร้อย พร้อมพูดถึงความภาคภูมิใจที่ปลดหนี้ได้-ส่งลูกเรียนจบ

(18 ก.ย.66) หายหน้าไปนาน ตำนานตลกวลีฮา ‘ฮานาก้า’ หลายคนคงคิดถึงรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ‘เต่า เชิญยิ้ม’ ที่เจอดรามาข่าวเม้าท์เป็นตลกตกอับ ไร้งานไร้บ้าน

ล่าสุดเดินทางมานั่งโต๊ะเคลียร์ อัปเดตชีวิตความเป็นอยู่ กับพิธีกรคนเก่ง ‘หนูแหม่ม สุริวิภา’ เผยงานใหม่ที่กำลังเลือกเดิน รับจ้างตัดผมหัวละร้อยบาท พร้อมพูดถึงเรื่องความภาคภูมิใจปลดหนี้ ส่งลูกชายถึงฝั่งฝันเรียบร้อยแล้ว

>>เห็นว่ามีอาชีพใหม่กลายเป็นช่างตัดผมเดลิเวอร์รี่ไปแล้ว? 

"ผมมาทำจริงจังช่วงโควิด ตอนนั้นร้านทำผมปิด บ้านนั้นบ้านนี้ก็เรียกผมไปตัด เราก็คิดว่าก็ดีนะ ตัดแป๊ปๆ ก็ได้เงินคิดหัวละร้อย แต่บางคนไปตัดถึงบ้าน 500 เขาก็บอกว่าไม่ต้องทอน ผมเคยคิดจะไปเรียนจริงๆ เพื่อเปิดร้าน แต่ช่างที่สอนบอกว่าถ้าตัดตัวเองได้ ก็ไม่ต้องเรียนแล้ว ผมแปลกตรงที่ว่าไม่ชอบทำงานอยู่กับที่ ผมชอบเดินทาง ถ้าขายของอยู่กับที่มันก็เบื่อ ตอนแรกเมียก็จะเปิดร้านให้ แต่ผมรู้สึกว่าแก่แล้ว ไม่ใช่ความจำไม่ดีนะ ไม่ได้เสื่อมนะ (หัวเราะ) เอาจริงเคยวางแผนเหมือนกัน อยากเปิดเป็นร้านแล้วจ้างลูกน้อง แต่ตอนนี้คิดว่ายัง เพราะลงทุนหลายแสนนะ"

>> เป็นอีกหนึ่งคนที่เจอดรามา ตลกตกอับบ่อยมาก ผ่านเรื่องเหล่านี้มาได้ยังไง?

"ข่าวที่ออกมา มันเคยมีข่าวในเฟซบุ๊กเอาไปลง พาดหัวจั่วหัวให้คนดู ถ้าพาดหัวเต่าเป็นช่างตัดผม คนขายรถ คนก็อาจจะไม่ดู ถ้าแบบนี้มันก็ธรรมดา เราก็เลยโดนเขียนว่าตลกตกอับ เต่า เชิญยิ้ม คนก็เข้าไปดูกัน แต่จริงๆ แล้วมันไม่เห็นมีอะไรเลย มันก็เป็นเรื่องปกติทั่วไป เป็นอาชีพเรา ตอนนี้เราก็ทำงานปกติ ขายรถ เล่นตลก มีรับตัดผมในหมู่บ้านชีวิตปกติ"

>> เห็นว่ามีอิสระทางการเงิน ไม่เป็นหนี้ใครแล้ว?

"ใช่ครับ ไม่เป็นหนี้ใครแล้ว คือลูกเต้าเราก็ทำมาหากิน ทำงานกันหมดแล้ว ตอนนี้ผมเหมือนฝรั่งที่บอกว่า 50 ให้พักผ่อนแล้ว เกษียนตัวเอง ผมก็เหมือนพักผ่อนละ ได้ตื่นออกกำลังกายทุกเช้า ทุกวันนี้ตื่นตี 5 ออกกำลังกายประมาณ 50 กิโลฯ ได้นะที่ผมปั่น สบายใจที่ลูกจบหมดแล้ว ทำงานเกี่ยวกับการบินคนนึง อีกคนนึงทำโปรแกรมเมอร์ มีทั้งหมดลูกชายสองคน เมียไม่ต้องถาม มีแค่คนเดียว (หัวเราะ) นอกจากออกกำลังกายแล้ว ก็สวดมนต์ มันดีนะเป็นการปลง ปล่อยวาง มองบวกไว้อย่ามองลบ คือแล้วมันจะไม่เครียดอ่ะ"

'หนูนา' รับ!! ไม่เห็นด้วยไทยจะขอ 'แพนด้า' มาอีก ชี้!! เมืองไทยขาดสภาพธรรมชาติ หนุนช้างไทยกันดีกว่า

(18 ก.ย.66) น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ในฐานะแฟนคลับแพนด้าตัวยง และ ผู้สนับสนุนการอนุรักษ์สรรพสัตว์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า...

ได้ข่าวว่าจะมีการขอแพนด้ามาอีก…ขอบอกว่า อย่าเลย…เขาอยู่ที่จีนน่ะดีแล้ว

ดิฉันรักแพนด้า รักสัตว์ทุกอย่าง และหลินปิงคือแรงบันดาลใจแรก ๆ ของดิฉันในเรื่องสัตว์ต่าง ๆ เมื่อเรารักอะไร เราต้องรักแบบเห็นความสุขเขาเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ความสุขของเรา…

ที่ผ่านมา ทีมแพนด้าของเราทุกคน เลี้ยง ช่วงช่วง หลินฮุ่ย หลินปิงได้ดีมาก แต่สภาพที่อยู่ ส่วนจัดแสดงเราจำกัด เขาอยู่จีน ที่โน่นมีสวนให้ออกมาเดินตามธรรมชาติได้ทุกตัว ของเราไม่มี อยู่แต่ห้องแอร์ ช่วงอากาศหนาว ซึ่งสั้นมาก อาจออกมาได้วันละ 1-2 ชั่วโมงแต่ก็เพียงไม่กี่วัน…และเป็นสวนเล็ก ๆ

งบในการเช่าหมีแพนด้าก็สูงมาก และกระแสแพนด้าก็ไม่แรงแล้ว …กระแสช้างไทยต่างหากที่มาแรง…

ขอบอกเลยนะคะ เอางบมาช่วยเรื่องทำแหล่งอาหารสัตว์ดีกว่า โดยเฉพาะสัตว์ป่า ที่ปีหน้าจะแล้งหนัก… ก็ไม่ทราบจะมีใครฟังเราไหม...ถ้าท่านใดเห็นด้วย กรุณาช่วยดิฉันให้เสียงนี้ดัง ๆ นะคะ…

‘ผอ.องค์การทหารผ่านศึก’ รับมอบผักมูลนิธิโครงการหลวง ใช้ทำอาหารให้ผู้ป่วย-บุคลากรแพทย์ ใน รพ.ทหารผ่านศึก

(18 ก.ค. 66) ที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก พล.อ.สัณทัศน์ นันทิภาคย์หิรัญ ผู้อำนวยการองค์การทหารผ่านศึก (ผอ.อผศ.) เป็นประธาน รับมอบพืชผักที่ปลูกบนที่สูง ง่ายต่อการนำไปประกอบอาหาร ของมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อเป็นวัตถุดิบประกอบอาหาร ให้ทางผู้ป่วยของโรงพยาบาลทหารผ่านศึก และเจ้าหน้าที่ บุคลากร ทางการแพทย์ของทางโรงพยาบาล 

โดยมีผักจำนวนหลายชนิด อาทิ ผักกวางตุ้งอินทรีย์ ถั่วฝักยาวอินทรีย์ เบบี้ฮ่องเต้อินทรีย์ กะหล่ำปลี และซาโยเต้ หรือยอดฟักแม้ว รวมน้ำหนักกว่า 100 กิโลกรัม 

ทั้งนี้ทางพล.อ.สัณทัศน์ ได้ส่งมอบให้กับทาง นพ.สง่า พินิจพิชิตกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทหารผ่านศึก และนางสาวศศิรินทร์ ชวพรธนานนท์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาล (ฝ่ายการพยาบาล)รักษาการผู้อำนวยการกองพยาบาล เพื่อนำไปมอบให้กับฝ่ายโภชนาการของทางโรงพยาบาลนำไปประกอบอาหารเลี้ยงต่อไป 

สำหรับผักโครงการหลวง เป็นโครงการส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวแก่ชาวเขาทดแทนการปลูกฝิ่น ซึ่งผักผลไม้ส่วนใหญ่เป็นพืชเมืองหนาวจึงให้ผลผลิตได้ดี อีกทั้งยังเป็นผักปลอดสารพิษและหาซื้อได้ง่ายสินค้าโครงการหลวง สามารถสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค ว่ามีประโยชน์ มีคุณภาพ วัตถุดิบคัดสรรมาอย่างดี 

ผักโครงการหลวง แต่ละชนิดมีประโยชน์และสรรพคุณดี เช่น ซาโยเต้ หรือยอดฟักแม้วผลคล้ายฝรั่งหรือว่าลูกแพร์ผิวขรุขระ เนื้อคล้ายฟักและแตง เนื้อกรอบฉ่ำน้ำ สามารถรับประทานเป็นผักสดได้หรือนำมาปรุงอาหาร ผัด ทำแกงจืด และลวกจิ้มน้ำพริกได้

เบ้บี้ฮ่องเต้ออร์แกนิค มีสรรพคุณเป็นผักที่มีวิตามินสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินเอ วิตามินซี นอกจากนั้นยังมีธาตุอาหารพวกแคลเซียม และฟอสฟอรัสสูง นิยมนำมาผัดกับเนื้อสัตว์ ผัดน้ำมันหอย หรือต้มเป็นแกงจืด รสชาติหวานและกรอบ

นอกจากพืชผักแล้วยังมีผลิตภัณฑ์จากนม ทั้งนมกล่อง นมถุง นมอัดเม็ด โยเกิร์ต เนย คุกกี้ หรือจะเป็นแนวผลไม้ เช่นน้ำผลไม้ ไอศกรีมโฮมเมด เยลลี่ผลไม้ ผลไม้แปรรูป หรือจะเป็นสินค้าหัตถกรรมที่มีความละเอียดในการผลิต มีให้เลือกมากมาย

สามารถซื้อหาซื้อได้ ตามจุดจำหน่ายทั่วกรุงเทพ เช่น ร้านโครงการหลวง สาขา อ.ต.ก., ร้านโครงการหลวง สาขา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ร้านโครงการหลวง สาขา ดิโอลด์สยามพลาซ่า, ร้านโครงการหลวงสาขา ท่าอากาศยานดอนเมือง, ร้านโครงการหลวงสาขาฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต, ร้านโครงการหลวงสาขา บองมาร์เช่, ร้านโครงการหลวงสาขา ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ร้านโครงการหลวงหัตถกรรม สาขา เซ็นทรัลเวิลด์, ร้านโครงการหลวง สาขา โรงพยาบาลรามาธิบดี, ร้านโครงการหลวง สาขา มูลนิธิพระดาบส และร้านโครงการหลวง สาขา เซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยาบีช เป็นต้น

‘Caviar’ ยกระดับความหรูหราของ 'iPhone 15' ด้วยการฝังเพชร 570 เม็ด ราคา 20 ล้านบาท

(18 ก.ย.66) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า Caviar แบรนด์หรูระดับโลก เปิดตัวผลงานมาสเตอร์พีชชิ้นล่าสุดที่ยกระดับความหรูหราของ iPhone 15 Pro และ iPhone 15 Pro Max โดยรังสรรค์ผลงานสุดหรูหราภายใต้ชื่อ Diamond Snowflake Edition (เกล็ดหิมะเพชร) 

โดยการออกแบบกรอบด้านนอกใหม่ของ iPhone 15 Diamond Snowflake Edition จะใช้กรอบสีเงินที่ทำขึ้นจากทองคำขาว 18K รอบตัวเครื่องประดับด้วยเพชร 570 เม็ด ที่แกะออกมาจากสร้อยเพชรของ Graff ซึ่งเป็นบริษัทเครื่องเพชรระดับโลก กรอบของ iPhone 15 ได้รับการออกแบบให้มีลายโค้งของเพชรล้อมรอบ 'เกล็ดหิมะ' ที่ประกอบด้วยเพชรแพลทินัมและทองคำขาว 

ทางด้าน Caviar ได้อธิบายผลงานนี้ว่า "ความเจิดจรัสของฤดูหนาวยะเยือกทั้งหมด ถูกขับเน้นออกมาในไอโฟนที่แพงที่สุดในโลก" โดยข้อมูลของเว็บไซด์ caviar.global เปิดเผยราคา iPhone 15 ประดับเพชร 570 เม็ดรวมถึงทองคำขาว 18K นี้จะอยู่ที่ราคา 563,410 ดอลลาร์ หรือราคาประมาณ 20 ล้านบาท

OR ส่งเสริมเกษตรกรปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน เพิ่มผลผลิตที่สม่ำเสมอ ควบคู่รักษ์สิ่งแวดล้อม

OR มุ่งส่งเสริมการปลูกกาแฟควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม พร้อมสนับสนุนโซลาร์เซลล์และพลาสติกคลุมโรงเรือนแก่เกษตรกรอำเภอแม่วางและอำเภอสะเมิงในการปลูกผักอินทรีย์

(18 ก.ย. 66) นายดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) พร้อมด้วย นายจินตพันธุ์ ทังสุบุตร ประธานกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการพัฒนาอย่างยั่งยืน และคณะผู้บริหาร ร่วมพิธีเปิดโครงการพัฒนาการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน และเยี่ยมชมพื้นที่กลุ่มเกษตรกรปลูกกาแฟ อ.แม่แจ่ม ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ โดยมีนายเกรียงไกร ไชยพิเศษ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ให้การต้อนรับ

นายดิษทัต กล่าวว่า OR ได้พัฒนาโครงการพัฒนาการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายผลองค์ความรู้การทำงานพัฒนาการปลูกและการผลิตกาแฟร่วมกับภาคีเครือข่ายในหลายพื้นที่เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ที่ยังขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะความรู้ได้มีองค์ความรู้ในการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน และเป็นการช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าผ่านการส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรให้ปลูกและผลิตกาแฟให้ได้ผลผลิตกาแฟที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน ควบคู่การอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยนำต้นแบบการปลูกกาแฟภายใต้ไม้ร่มเงา (ไม้เศรษฐกิจ) มาส่งเสริมในพื้นที่ ช่วยลดการเผาป่าทำไร่เลื่อนลอย ลดการใช้สารเคมียาฆ่าแมลง ทำให้ลดมลพิษต่าง ๆ ส่งผลให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น และยังเป็นช่องทางในการจำหน่ายเมล็ดกาแฟด้วยระบบราคาที่เป็นธรรม (Fair Trade) เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอน

ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนผ่าน OR SDG ทั้งในด้าน ‘S’ หรือ ‘SMALL’ ที่มุ่งเน้นการให้โอกาสเพื่อคนตัวเล็ก ด้าน ‘D’ หรือ ‘DIVERSIFIED’ ที่มุ่งสร้างโอกาสเพื่อทุกการเติบโตทุกรูปแบบ และด้าน ‘G’ หรือ ‘GREEN’ ที่มุ่งสร้างสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ (Healthy Environment) เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายของ OR 2030

ทั้งนี้ OR มีโรงแปรรูปและจัดเก็บเมล็ดกาแฟคาเฟ่ อเมซอน ตั้งอยู่บนถนนเลี่ยงเมืองสันป่าตองหางดง ต.ทุ่งรวงทอง อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นจุดรับซื้อผลผลิตเมล็ดกาแฟกะลาอะราบิกาในพื้นที่ภาคเหนือจากเกษตรกรผู้ในราคาที่เป็นธรรม และเป็นสถานที่แปรรูปเป็นกาแฟที่มีคุณภาพ ก่อนที่จะจัดส่งให้โรงคั่วกาแฟ คาเฟ่ อเมซอน เพื่อคั่วและจำหน่ายไปยังร้าน คาเฟ่ อเมซอน ทั่วประเทศ

ในโอกาสนี้ OR ยังได้มอบโซลาร์เซลล์จากโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา ให้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ปลูกแปรรูปพืชผัก สมุนไพรอินทรีย์ ฮักแม่วาง และมอบพลาสติกคลุมโรงเรือนแก่เกษตรกรจากอำเภอแม่วางและอำเภอสะเมิง ซึ่งอยู่ในโครงการส่งเสริมการผลิตพืชอินทรีย์ ที่ OR ได้ร่วมกับ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด ผู้ดำเนินกิจการร้านอาหารเพื่อสุขภาพภายใต้แบรนด์ ‘โอ้กะจู๋’ ได้ร่วมกันจัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรไทยให้มีผลผลิตทางการเกษตรที่สม่ำเสมอ มีคุณภาพ รวมทั้งมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน 

‘ท่องเที่ยวฯ’ เล่นใหญ่!! ปี 67 ดึง นทท.เข้าไทย 40 ล้านคน เล็งผนึกกำลังทำงานรอบทิศ พร้อมชูวัฒนธรรมถิ่นเป็นจุดขาย 

(18 ก.ย. 66) จากการประเมินแนวโน้มรายได้รวมจากการท่องเที่ยวต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในช่วง 5 ปีนับจากนี้ ตั้งแต่ปี 2566-2570 ตามที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ไว้เมื่อกลางเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา พบว่าในปี 2570 ประเทศไทยจะมีรายได้รวมจากการท่องเที่ยว 5,599,377 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 25% ของจีดีพี โดยแบ่งเป็นรายได้จากตลาดต่างประเทศ 4,479,502 ล้านบาท และรายได้จากตลาดในประเทศ 1,119,875 ล้านบาท

นอกจากนี้ เมื่อดูเฉพาะเทรนด์การเติบโตของรายได้การท่องเที่ยวจากตลาดต่างประเทศ จะพบว่า...
- ในปี 2566 คาดอยู่ที่ระดับ 1,620,000 ล้านบาท
- ในปี 2567 คาดอยู่ที่ระดับ 2,292,968 ล้านบาท
- ในปี 2568 คาดอยู่ที่ระดับ 2,930,723 ล้านบาท
- ในปี 2569 คาดอยู่ที่ระดับ 3,656,910 ล้านบาท
- ในปี 2570 คาดอยู่ที่ระดับ 4,479,502 ล้านบาท

จากข้อมูลดังกล่าว นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จึงได้เตรียมตั้งเป้าหมายเชิงท้าทาย เพื่อสร้างรายได้รวมการท่องเที่ยวจากทั้งตลาดในและต่างประเทศ 4 ล้านล้านบาทให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยแบ่งเป็นรายได้การท่องเที่ยวเฉพาะตลาดต่างประเทศ 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.8% จากปี 2562 ก่อนโควิด-19 ระบาดซึ่งมีสร้างรายได้ 1.9 ล้านล้านบาท ส่วนรายได้ตลาดในประเทศวางเป้าไว้ที่ 1 ล้านล้านบาท

“นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง และคณะรัฐมนตรี ต่างเห็นตรงกันว่ากระทรวงการท่องเที่ยวฯ เป็นกระทรวงสร้างรายได้เข้าประเทศได้รวดเร็ว เป็นควิกวินของเศรษฐกิจไทย โดยนายกฯ เศรษฐา เป็นประธานนั่งหัวโต๊ะ บูรณาการความร่วมมือกับทุกกระทรวง เห็นได้จากนโยบายยกเว้นวีซ่า (วีซ่า-ฟรี) เป็นการชั่วคราวนานประมาณ 5 เดือนแก่นักท่องเที่ยวจีนและคาซัคสถาน ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 2566 - 29 ก.พ. 2567 ตามที่ ครม.เพิ่งมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 13 ก.ย. สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว”

รมว.ท่องเที่ยวฯ กล่าวอีกว่า สำหรับเหตุผลที่นำร่องมาตรการวีซ่า-ฟรีเป็นการชั่วคราวกับตลาดจีนก่อน เนื่องจากในยุคก่อนโควิด-19 ระบาดเมื่อปี 2562 ตลาดจีนถือเป็นฐานลูกค้าหลัก เดินทางเข้าประเทศไทยมากเป็นอันดับ 1 จำนวนกว่า 11 ล้านคน แต่พอเข้าสู่ยุคหลังโควิด-19 พบว่าตั้งแต่ต้นปี 2566 เดินทางเข้ามาน้อยกว่าที่คาดไว้ จากข้อจำกัดเรื่องกระบวนการขอวีซ่า และกระแสข่าวในโซเชียลมีเดียที่มีการเผยแพร่ข่าวลือเชิงลบของประเทศไทย ทำให้หน่วยงานรัฐต้องเร่งกระตุ้นและทำตลาด สร้างความเชื่อมั่นในการดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาท่องเที่ยวไทยอีกครั้ง

“เบื้องต้นกระทรวงการท่องเที่ยวฯ คาดการณ์ว่าช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2566 ตั้งแต่เดือน ต.ค.-ธ.ค. จะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นเป็น 7 แสนคนต่อเดือน จากนั้นจะประเมินผลการดำเนินมาตรการและอาจพิจารณาเพิ่มประเทศเป้าหมายในการออกมาตรการวีซ่า-ฟรี”

รมว.ท่องเที่ยวฯ เผยอีกว่า ในปีหน้ามีเป้าหมายที่จะสร้างรายได้รวมการท่องเที่ยวปี 2567 ของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ อยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท ฟื้นตัว 100% เทียบกับรายได้รวมปี 2562 จากเป้าหมายดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา 40 ล้านคน ปรับเพิ่มจากเป้าเดิมที่ ททท. ตั้งไว้ว่าจะดึงเข้ามาไม่น้อยกว่า 35 ล้านคน

ขณะที่เป้าหมายรายได้รวมการท่องเที่ยวปี 2566 ตั้งเป้าไว้ที่ 2.38 ล้านล้านบาท ฟื้นตัว 80% ของปี 2562 โดยจากแนวโน้มตลอดปีนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 28 ล้านคน โดยหนึ่งในเป้าหมายใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยเป็นฮับบันเทิงแห่งเอเชีย (Entertainment Hub of Asia) แนวทางส่งเสริมการจัดอีเวนต์ที่เกี่ยวข้องกับความบันเทิงและกีฬาในประเทศไทย จะต้องเป็นงานที่แปลก ใหญ่ ต่อเนื่อง สร้างสรรค์ และใช้พลังของซอฟต์เพาเวอร์ เพื่อแข่งขันกับประเทศสิงคโปร์ ในการชิงเจ้าฮับบันเทิงของเอเชีย ซึ่งต้องบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มความสะดวกด้านการเดินทางไปยังสถานที่จัดงาน

ด้าน นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ปรับเพิ่มเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2567 เป็น 40 ล้านคน จากเป้าเดิมที่ ททท.ตั้งไว้อย่างน้อย 35 ล้านคน มองว่าเป้าหมายดังกล่าวเป็นไปได้ เพราะทั้งนายกฯ เศรษฐา รวมถึงทุกกระทรวงพร้อมสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว ททท.จึงพร้อมพุ่งเป้าการทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมาย 40 ล้านคน

โดยได้วางยุทธศาสตร์ ‘PASS’ ขับเคลื่อนภาคท่องเที่ยวซึ่งกำลังถูกจับจ้องในฐานะ ‘ควิกวินเศรษฐกิจ’ ไทยตอนนี้ ประกอบด้วย…

1. Partnership 360 ผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและนอกอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

2. Accelerate Access to Digital Worldพัฒนาองค์กรบนพื้นฐานการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล

3. Sub-Culture Movementการลงลึกถึงระดับความเคลื่อนไหวของกลุ่มวัฒนธรรมย่อย แม้ประเทศไทยจะเป็นมหาอำนาจการท่องเที่ยว แต่การแข่งขันช่วงชิงนักท่องเที่ยวเกิดขึ้นทั่วโลก ดังนั้นสิ่งที่เคยทำอย่างการทำตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มกระแสหลักและกลุ่มความสนใจเฉพาะยังต้องเดินหน้า แต่ต้องเจาะกลุ่มความเคลื่อนไหวของวัฒนธรรมย่อยด้วย เพื่อสร้างความแตกต่างแก่ทั้งองคาพยพท่องเที่ยวไทย จำเป็นต้องลงลึกถึงระดับดีเอ็นเอความชอบของนักท่องเที่ยวที่มีเหมือน ๆ กัน

4. Sustainably NOWมุ่งสู่ความยั่งยืนแบบทันที เพราะความยั่งยืนไม่ใช่เทรนด์ แต่ต้องเดินเข้าหา ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถยืนอยู่บนโลกธุรกิจได้ เช่น ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย นับเป็นต้นทุนที่มีเหนือกว่าประเทศอื่นๆ ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาสัมผัส แต่เมื่อเกิดภาวะโลกร้อน อย่างภาวะไฟป่าใน จ.เชียงใหม่ ทำให้ไม่สามารถท่องเที่ยวได้หลายเดือน นี่คือสิ่งที่กระทบชัดเจนต่อภาคการท่องเที่ยว

พร้อมกันนี้ ยังได้ดำเนินกลยุทธ์ ‘The LINK : Local to Global’ เชื่อมการทำงานแบบบูรณาการของสำนักงาน ททท.ทั้งตลาดในและต่างประเทศ ด้วยแนวคิดLocal Experience, Innovation, Networking และ Keep Character อีกด้วย

“เทรนด์ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกในตอนนี้ ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในแง่ความยั่งยืนอย่างมาก ทำให้ ททท.วางเป้าหมายปี 2567 มุ่งเปลี่ยนกรอบความคิด (Mindset) ของนักท่องเที่ยวที่มีต่อประเทศไทย สู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่มีคุณค่าสูงและความยั่งยืน (High Value and Sustainable Tourism Destination) เพื่อยืนยันว่าภาคท่องเที่ยวไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการทำลายโลก” นางสาวฐาปนีย์ กล่าว

‘โฆษกรัฐบาล’ แย้ม!! ทิศทาง ‘พรก.ฉุกเฉิน’ 3 จว.ชายแดนใต้ มีแนวโน้มผ่อนคลาย และเอื้อต่อสิทธิเสรีภาพปชช.มากขึ้น

(18 ก.ย. 66) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการพิจารณาขยายเวลาบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พรก.ฉุกเฉิน) ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ว่า เรื่อง พรก.ฉุกเฉินเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน ตนไม่อยากแถลงอะไรมาก เพราะฝ่ายความมั่นคงจะแถลงเองภายใน 1-2 วันนี้ ส่วนตนนั้นสามารถพูดได้ตอนนี้เพียงว่า ทิศทางของเรื่องนี้ จะดำเนินไปในทิศทางที่มีการผ่อนคลายมากขึ้น เอื้อต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากขึ้น ส่วนคำว่าดีกว่าเดิม แล้วจะดีขนาดไหน ไม่สามารถตอบที่นี่ได้ตอบได้แค่ว่าอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น ขอให้รอฟังจากฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้แถลง

รู้จัก 'พี่อ้อย-จงรักษ์ อมรเพชรสถาพร' สาวพันปีแห่งปากน้ำโพ สลัดบ่วงแห่งความยึดติด แล้วใช้สิทธิเสิร์ฟ 'สุข' ภาพให้ตัวเอง

จากรายการ BABY BOOM พาไปรู้จักกับ 'พี่อ้อย-จงรักษ์ อมรเพชรสถาพร' เซเลปสาวสายสุขภาพแห่งปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ บุคคลที่ชาวบ้านย่านปากน้ำโพ มักจะรู้จักเธอเป็นอย่างดี ในฐานะสาวเอวคอดสุดสมาร์ตที่ออกกำลังกายหนักได้หลากหลายรูปแบบ ยิ้มแย้ม และให้มุมมองความคิดดี ๆ แก่คนรอบข้างที่มีโอกาสได้พบเจอกับเธอยังสถานที่เสริมสุขภาพทั้งหลาย

แน่นอนว่า ด้วยวัยที่เรียกว่าใกล้จะได้เบี้ยสูงอายุในอีกไม่นาน (อุ๊บ!!) ทาง THE STATES TIMES เลยขอล้วงความลับและแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพกาย รวมถึงสภาพจิต พร้อมทั้งมุมมองการใช้ชีวิตกับคนต่างวัยในยุคต่างความคิด ที่ทำให้เธอดูดีแบบทุกวันนี้กัน...

>>แรงบันดาลใจสู่การลุกขึ้นมา ‘ดูแลตัวเอง’ ปล่อยวางจากลูก พร้อมหากิจกรรมเพื่อสุขภาพ

พี่อ้อย จงรักษ์ กล่าวว่า พี่ก็โตมาในยุคที่น้ำไม่ไหล ไฟฟ้าไม่มี เรียนหนังสือปกติ โตมาก็ทำงาน แต่งงานเป็นแม่บ้าน และก็เลี้ยงลูก ชีวิตก็มีแต่ลูก เพราะไม่ได้ทำงาน เลี้ยงลูกอย่างเดียว ไม่มีสังคมอื่นใดเลย จนกระทั่งลูกเรียนจบ เลยทำให้พี่รู้สึกเวิ้งว้าง เพราะสิ่งที่ทำมาตลอดมันสิ้นสุดแล้ว และก็ไม่รู้จะไปทำอะไรต่อ เมื่อตอนที่ลูกสาวคนเล็กเข้ามหาวิทยาลัยได้ เขาก็บอกกับพี่ว่าอยากไปเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งพี่ก็ยินดี ลูกก็จัดแจงเรื่องต่าง ๆ และก็ไปเที่ยวฝรั่งเศสกัน พอไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นคือพี่โดนล้วงกระเป๋า ตอนนั้นพี่สติแตกมาก ๆ แต่กลับกัน ลูกสาวพี่จัดการทุกอย่างเลย แจ้งตำรวจ อายัดบัตร ดำเนินการทุกอย่าง พอกลับมาไทยพี่ก็รู้สึกเลยว่าลูกเราโตแล้ว เขาใช้ชีวิตเองได้แล้ว พี่ก็เริ่มปล่อยวางกับลูกและหันมาดูแลตัวเอง เข้ายิม เข้าฟิตเนส

>>ทัศนคติในการออกกำลังกายแบบฉบับ ‘พี่อ้อย จงรักษ์’

พี่อ้อย จงรักษ์ กล่าวว่า พี่ออกกำลังกายจนกลายเป็นเรื่องในชีวิตประจำวันไปแล้ว ไม่ว่าพี่ไปที่ไหน อยู่ที่ไหน พี่ก็จะมองหาทางที่จะไปออกกำลังกาย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเลยคืออย่าไปอิงคนอื่น ลองหากิจกรรมที่ทำคนเดียวได้ อีกอย่างคือพี่ไม่ควบคุมอาหารนะ อาจจะเพราะร่างกายเผาผลาญได้ดีด้วย เลยทำให้หุ่นออกมาเป็นแบบนี้ แต่กินมื้อหนัก ๆ ได้แค่มื้อเดียวนะ

>>ช่องว่างระหว่างวัย ‘คนรุ่นใหม่-เก่า’ ในมุมของ ‘พี่อ้อย จงรักษ์’

พี่อ้อย จงรักษ์ กล่าวว่า พี่ว่ามีความต่างนะ และต่างกันเยอะมาก แต่ว่าสิ่งที่ต้องยอมรับเลยคือเด็กรุ่นใหม่ ฉลาด กล้าคิด กล้าเอ๊ะ (สงสัย) คือคนรุ่นพี่เขาไม่กล้าเอ๊ะนะ จะโตมาในกรอบของสังคมเลย ถ้าผู้ใหญ่บอกว่าดี เราก็จะเชื่อว่ามันดี จะไม่มีคำถามเลย แต่สำหรับเด็กรุ่นใหม่จะมีคำถามเยอะมาก แต่ก่อนพี่ก็รู้สึกนะว่าทำไมลูกไม่ฟัง ทำไมไม่เคารพผู้ใหญ่ แต่พอพี่เปิดใจในมองมุมที่เขาคิด เขาพูด เราก็จะเข้าใจ แต่ถ้าเราไม่เปิดใจฟัง ก็จะทำให้เราห่างเหินกับลูก

>>‘เวลา’ เป็นของคนรุ่นใหม่ 
พี่อ้อย จงรักษ์ กล่าวว่า นี่เป็นยุคของเขา เราก็ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า เวลาเป็นของพวกเขา พี่ยกตัวอย่างนะ บางครอบครัวจะมีปัญหาความเห็นต่างทางการเมือง ทำให้เขาเลือกที่จะไม่ออกไปเลือกตั้ง เพราะเขามองว่าถ้าไปเลือกแล้วจะเกิดความขัดแย้งในบ้านของเขา พี่ก็จะแนะนำว่า อย่าไปคิดแบบนั้น ให้ออกไปใช้สิทธิ์เลย ชอบใครก็เลือกคนนั้น แต่…หากไม่รู้จะเลือกใคร ลองดูลูกเรา และเลือกตามลูก เลือกให้ลูก เพราะนั่นคืออนาคตเขา

>>จุดกึ่งกลางที่คนรุ่นใหม่-เก่า ต้อง ‘ปรับเข้าหากัน’
พี่อ้อย จงรักษ์ กล่าวว่า บางครั้งสิ่งที่เรา ‘ต้องการให้เขาทำ’ จริง ๆ แล้วมันทำให้เกิดขึ้นจริงไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องประนีประนอมกัน ปรับเข้าหากัน หลักการมีได้ แต่ในทางปฏิบัติมันก็ต้องมีการพลิกแพลงบ้าง ก็ต้องฟังกัน ไม่ใช่ว่าพอใครไม่เห็นด้วยก็ใช้วิธีต่อว่าด้วยคำรุนแรง พี่เชื่อว่าถ้าคนเราฟังกัน ยังไงก็คุยกันได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top