Wednesday, 29 July 2026
Hard News Team

'ศาลอาญา' เเจงปมออกหมายค้นบ้าน 'บิ๊กโจ๊ก' ชอบเเล้ว ชี้!! เป็นไปตามพยานหลักฐาน ไม่ต้องคำนึงเป็นบ้าน ขรก.ระดับสูง

(29 ก.ย.66) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอาญาได้ออกเอกสารข่าวชี้เเจงกรณีตามที่ปรากฏข่าวจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนหลายสำนัก เป็นที่แพร่หลายจนทราบกันทั่วไปในขณะนี้ว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้นำหมายค้นซึ่งออกโดยศาลอาญาไปตรวจค้นบ้านพักอาศัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ซึ่งต่อมามีบุคคลอ้างว่าเป็นข้าราชการตำรวจตำแหน่งระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ข่าวว่าเป็นบ้านพักอาศัยของตน เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร้องขอให้ออกหมายค้นหลอกลวง ศาลด้วยการปิดบังข้อเท็จจริงไม่ให้ข้อมูลต่อศาลว่าบ้านหลังที่ขอให้ออกหมายค้นเป็นบ้านพักของข้าราชการตำรวจตำแหน่งระดับสูง ในลักษณะว่าเป็นเหตุให้ศาลออกหมายค้นไปโดยผิดหลง นั้น

ศาลอาญาตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่า ศาลอาญาออกหมายค้นไปโดยชอบ ตามพยานหลักฐานที่ผู้ร้องขอให้ออกหมายค้นนำเสนอ ซึ่งกรณีหากมีเหตุที่จะออกหมายค้นที่รโหฐานใด ๆ ตามกฎหมาย

เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่สามารถร้องขอให้ศาลออกหมายค้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงว่าที่รโหฐานนั้น จะมีข้าราชการตำแหน่งระดับสูง หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง หรือบุคคลสำคัญคนใด เป็นเจ้าของหรือครอบครองอาศัย อยู่หรือไม่

แต่ในการยื่นคำร้องขอให้ออกหมายค้นหรือในการนำเสนอพยานหลักฐานต่อศาล ผู้ร้องมีหน้าที่ต้องเบิกความหรือให้การต่อศาลตามความเป็นจริงโดยไม่ปิดบังข้อมูลว่า บ้านหลังที่ขอค้นมีบุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งข้าราชการระดับสูง หรือผู้มีตำแหน่งระดับสูง หรือบุคคลซึ่งสังคมให้ความสำคัญโดยฐานะหรือโดยสถานภาพทางหน้าที่การงาน ครอบครองเป็นเจ้าของหรือพักอาศัยอยู่หรือไม่ เพื่อศาลจะได้ใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคำร้องขอให้ออกหมายค้นอย่างรอบคอบว่า...

มีเหตุที่จะออกหมายค้นตามกฎหมายจริงตามที่เจ้าพนักงานผู้ร้องขอให้ออกหมายค้นกล่าวอ้างหรือไม่ซึ่งเป็นไปตามหลักการในการรับฟังพยานหลักฐาน มิเช่นนั้นแล้วหากได้ข้อมูลไม่ครบถ้วนย่อมมีความเสี่ยงที่จะกระทบสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการครอบครองอยู่อาศัยในเคหสถานของบุคคลโดยปกติสุข ตามที่มีการรับรองไว้ในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

ดังนั้นศาลอาญาจึงอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบต่อไปว่ามีกรณีที่เจ้าพนักงานผู้ร้องขอให้ออกหมายค้นหรือผู้ที่ให้การเป็นพยานในชั้นขอให้ศาลออกหมายค้นเจตนา ปิดบังข้อเท็จจริงต่อศาลในการนำเสนอพยานหลักฐานตามที่มีการเสนอข่าวหรือไม่

ทั้งนี้เพื่อให้ปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดเจนเพื่อความโปร่งใสและเพื่อให้ผู้ร้องขอให้ออกหมายค้นพึงระมัดระวังมาตรฐานในการ นำเสนอพยานหลักฐานของตนต่อศาล และเพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

สหรัฐฯ ชี้!! จีนพยายามก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลก หวังครอบงำโลกในด้านการทหาร-เศรษฐกิจ-การทูต

(29 ก.ย. 66) นายแอนโทนี บลิงเกน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ออกมาระบุว่า จีนกำลังพยายามที่จะแซงหน้าสหรัฐเพื่อก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจโลก หลังถูกตามในเวทีที่จัดขึ้นโดยนิตยสารแอตแลนติก เมื่อวันที่ 28 กันยายน

เมื่อถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่เขามองว่าเป็นความมุ่งหมายของจีน บลิงเกนกล่าวว่า “ผมคิดว่าสิ่งที่จีนต้องการคือการเป็นมหาอำนาจที่ครอบงำโลก ทั้งด้านการทหาร เศรษฐกิจ และการทูต นั่นคือสิ่งที่สี จิ้นผิง กำลังพยายามทำ

อย่างไรก็ดี บลิงเกนรับว่า ในแง่หนึ่งมันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะจีนมีประวัติศาสตร์ที่ไม่ธรรมดา ถ้าคุณมองและฟังผู้นำจีน พวกเขากำลังพยายามกอบกู้สิ่งที่พวกเขาเชื่อว่า เป็นที่ทางอันถูกต้องของพวกเขาบนโลกนี้

บลิงเกนยังกล่าวด้วยว่า เดิมพันในเรื่องไต้หวันนั้นสูงเป็นพิเศษ เพราะไต้หวันมีบทบาทในเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลางของเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง หากมีวิกฤตที่ไต้หวันซึ่งมาจากการกระทำของจีน ก็จะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก

“ผมคิดว่าสิ่งที่จีนได้ยินเพิ่มขึ้นจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกคืออย่ากวนน้ำให้ขุ่น เราต้องการ และทุกคนก็ต้องการ สันติภาพและความมั่นคง ทุกคนต้องการให้มีการรักษาสถานะที่ดำรงอยู่ในขณะนี้ต่อไป” บลิงเกนกล่าว

ก่อนหน้านี้บลิงเกนเคยพูดอ้อมๆ ถึงความปรารถนาของจีนที่จะปรับเปลี่ยนระเบียบโลก และฝ่ายบริหารของสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่แม้จะกดดันจีนอย่างชัดเจน แต่ก็ยังพยายามที่จะเจรจาด้วยความหวังว่าจะจัดการกับความตึงเครียดระหว่างกัน ซึ่งนำไปสู่การเยือนจีนของบลิงเกนในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเท่าใดนัก

‘ญี่ปุ่น’ เตรียมปล่อยน้ำปนเปื้อนรังสีอีกครั้ง 5 ต.ค.นี้ ท่ามกลางเสียงค้านจากนานาประเทศที่ยังคงกึกก้อง

(29 ก.ย. 66) สำนักข่าวอินโฟเควสท์ รายงานว่า ‘บริษัท โตเกียว อิเล็กทริก เพาเวอร์ โค’ (เทปโก้) ผู้บริหารโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ เปิดเผยว่า ทางบริษัทจะทำการปล่อยน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีครั้งใหม่ ในวันที่ 5 ต.ค.นี้

‘เทปโก้’ เปิดเผยว่า การปล่อยน้ำปนเปื้อนรังสีที่ผ่านการบำบัดในรอบนี้จะใช้เวลา 17 วัน โดยจะมีการปล่อยน้ำจำนวน 7,800 ตัน ซึ่งเป็นจำนวนเท่ากับการปล่อยน้ำในรอบแรก ซึ่งเริ่มขึ้นในวันที่ 24 ส.ค. และเสร็จสิ้นในวันที่ 11 ก.ย.

เทปโก้จะเริ่มเตรียมการในวันที่ 3 ต.ค.เพื่อยืนยันระดับสารทริเทียม ก่อนที่จะมีการปล่อยน้ำปนเปื้อนรังสีครั้งใหม่

‘ฉางอัน’ พร้อม!! ทุ่ม 9,800 ล้าน ตั้งโรงงานผลิต ‘EV-แบตเตอรี’ ในไทย เป้ากำลังผลิต 1 แสนคันต่อปี เซ็นสัญญาแต่งตั้งดีลเลอร์แล้ว

เมื่อไม่นานนี้ ‘ฉางอัน ออโตโมบิล’ จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับพันธมิตรทางธุรกิจตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย (ดีลเลอร์) โดยพิธีดังกล่าวจัดขึ้นที่เมืองฉงชิ่ง ประเทศจีน ภายใต้แนวคิด ความร่วมมือแบบเปิด ผลประโยชน์ร่วมกัน และความร่วมมือแบบ ‘win-win’ เพื่อสร้างตัวแทนจำหน่ายระดับสากลสำหรับประเทศไทย

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนเมษายน 2566 ที่ผ่านมา บริษัท ฉางอัน ออโตโมบิล ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีน ได้ประกาศการตัดสินใจลงทุนตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

ซึ่งเป็นการลงทุนตั้งโรงงานแห่งแรกนอกประเทศจีนโดยมีมูลค่าการลงทุนราว 9,800 ล้านบาท เพื่อให้เป็นฐานการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาประเภท BEV, PHEV, REEV (Range Extended EV) และแบตเตอรี่ กำลังการผลิตในระยะแรก 1 แสนคันต่อปี

กระทั่งในช่วงเดือน สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา ฉางอัน ออโตโมบิล (Changan Automobile) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีน ได้ดำเนินการจัดตั้งบริษัทในประเทศไทยครอบคลุมถึงบริษัทจัดจำหน่าย โรงงานประกอบรถยนต์ รวมถึงโรงงานผลิตชิ้นส่วนและอะไหล่ เพื่อเป็นการรองรับและตอบสนองแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าโดยได้รับหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจอย่างเป็นทางการจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ให้จัดตั้งบริษัทนิติบุคคลเพื่อประกอบการในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

ธอส. ประกาศตรึงดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน ถึงสิ้นปี 2566 ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนตามนโยบายรัฐ

(29 ก.ย. 66) นายกฤษณ์ เสสะเวช กรรมการธนาคาร และรักษาการกรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2566 มีมติให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี หรือจาก 2.25% ต่อปี เป็น 2.50% ต่อปี

ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่มีพันธกิจ ‘ทำให้คนไทยมีบ้าน’ พร้อมตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ในระดับปัจจุบันต่อไปจนถึงสิ้นปี 2566

ทั้งนี้ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการชำระเงินงวดตามนโยบายรัฐบาลให้กับลูกค้าเงินกู้ในปัจจุบันของธนาคารที่มีอยู่จำนวน 1.79 ล้านบัญชี คิดเป็นวงเงินสินเชื่อคงค้างมากกว่า 1.66 ล้านล้านบาท และได้มีเวลาในการปรับตัวรับกับภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น

‘รถยนต์ไฟฟ้าจีน’ ผงาด!! ครองอันดับ 1 ในตลาดยานยนต์ ผลจากการศึกษา-ความมุ่งมั่นทางวิทย์ฯ จนกลบทุกข้อกังขา

(29 ก.ย. 66) นายพงศ์พรหม ยามะรัต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Pongprom Yamarat' ระบุว่า…

5-6 ปีก่อน ผมเคยบอกเพื่อน ๆ ในวงการรถยนต์ว่ารถยนต์จีนน่ากลัวนะ วันนึงจะมาแย่ง market share บนโลกได้มากมาย

แต่คำตอบคือ รถจีนหนะเหรอ? แล้วก็หัวเราะกัน

สิ่งที่ผมพยายามบอกทุกคนก็คือ นี่คือเคล็ดไม่ลับในการพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดดของจีน

‘การศึกษา’ และ ‘ความมุ่งมั่นทางวิทยาศาสตร์’ ยังไงหละครับ

เมื่อเห็นจุดเด่นตรงนี้ ก็เดาอนาคตไม่ยาก ผมพูดจนเพื่อนผมชอบบอกว่า ผมโปรจีน จริง ๆ เปล่า ผมแค่ชื่นชมญาติเรา และอยากให้ไทยทำแบบนั้นบ้างต่างหาก

ข่าวรถยนต์วันนี้ไม่มีอะไรดังไปกว่าการเปิดราคา BYD Seal แล้ว BYD Seal เป็นรถไฟฟ้า 100% ที่ค่าย BYD เคยเอามายั่วน้ำลายเมื่อตอนต้นปี แล้วเอามาเปิดตัววันนี้ ในราคาช็อกตลาด

BYD เป็นเจ้าตลาดรถ EV ในจีนมานาน ผมเคยโพสต์ไปว่า Warren Buffet เคยเลือกซื้อหุ้นบริษัทนี้ แต่ไม่ซื้อหุ้น Tesla 

จุดเด่น BYD คือเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ ที่มาทำรถยนต์ เทคโนโลยีแบตจึงเด่น ในต้นทุนที่ถูกกว่าชาวบ้าน

จุดขาย BYD Seal นี่แหละครับที่น่าสนใจ

วันนี้เค้าไม่สนใจตลาดรถ ‘ราคาถูก แต่คุณภาพต่ำ’ แต่มาเน้น ‘ราคาเอื้อมถึง ในคุณภาพที่ดีกว่าคู่แข่ง’ หรู คุณภาพสูง แข็งแรง เทคโนโลยีเยี่ยม ทนทาน ใช้งานง่าย ในราคาสบายกระเป๋า อุปกรณ์ภายในพรีเมียม ประตู ที่วางแขน บุนุ่มหมด เบาะหน้าหลัง เน้นตัวใหญ่ นั่งสบาย ไม่ลดต้นทุน

เอาจริง ๆ คือเบาะให้มาใหญ่ สบายกว่า Mercedes C-E กับ Tesla อีก

BYD Seal ใหญ่กว่า Tesla 3 ไม่มาก แต่ภายในใหญ่สู้ Camry, Accord ได้

จุดเด่นของแบตเตอรี่เค้าคือ High performance + วิ่งได้ไกล + ทนทาน + fitting กับรถง่าย + ไม่ติดไฟ 
ในขณะที่แบตรถ EV เกือบทุกยี่ห้อในโลก ติดไฟนะครับ

ราคาที่เปิดตัวมาเมื่อ 6 โมงเย็น ถือว่าทำค่ายรถญี่ปุ่นช็อกทันที เริ่ม 1.325 ล้าน จนถึง 1.599 ล้าน ราคานี้ ตั้งแต่ Honda Civic, Honda Accord, Toyota Corolla, Toyota Camry, Mazda 3 สะเทือนหนักแน่
ตัว 1.599 ล้าน เป็น dual motors 530 แรงม้า แรงบิด 670 nm. อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.8 วินาที
นั่นคือไล่ Porsche, Lamborghini ได้แล้ว

โหดมาก วันแรก ยอดจองเกือบ 900 คันแล้ว ราคานี้ ใครกำเงินแถว ๆ นี้ ผมว่ามีเขวไป BYD กันทั้งเมือง
นี่แหละครับ

ประเทศที่เจริญเพราะความมุ่งมั่นด้านการวิจัย และวิทยาศาสตร์ยังไงหละครับ

‘บิ๊กโจ๊ก’ ร่วมยินดี ‘บิ๊กต่อ’ นั่ง ผบ.ตร.คนใหม่ พร้อม ‘พูดคุย-ถ่ายภาพ’ ลบข้อครหาปมขัดแย้ง

(29 ก.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เดินทางไปยังห้องทำงานของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุวิมล ที่กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี เพื่อแสดงความยินดีกับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุวิมล ที่ได้รับเลือกจากคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ (ก.ตร.) ให้เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนใหม่

โดยทั้งสองคนพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง พร้อมกับถ่ายภาพเป็นที่ระลึก เพื่อลบข้อครหาว่าทั้งสองขัดแย้งกัน ก่อนจะเดินทางกลับ

หลังจากก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวความขัดแย้งระหว่าง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ว่าที่ ผบ.ตร.กับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ตั้งแต่เช้าวันที่ 25 ก.ย.เป็นต้นมา หลังจากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกค้นบ้านพักของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ โดยกล่าวหาว่า ลูกน้องของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พัวพันกับเว็บพนันออนไลน์

ขณะที่กระแสข่าวระบุว่า เป็นการดิสเครดิต พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ก่อนการแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 27 ก.ย.

ต่อมาวันที่ 27 ก.ย.คณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ (ก.ตร.) มีมติเลือก พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล เป็น ผบ.ตร.คนใหม่ ขณะที่วันดังกล่าว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ขอลาหยุด ถึงวันที่ 29 ก.ย.

ส่องคอมเมนต์ชาวเวียดนาม หลังไทยคว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ การเป็นเจ้าเหรียญทองซีเกมส์ ทำไมช่างดูไร้ความหมาย

(29 ก.ย. 66) ผลสรุปการแข่งขัน ‘เอเชียนเกมส์ 2022’ ครั้งที่ 19 นครหางโจว ที่ประเทศจีน

- อันดับ 1 ยังเป็น จีน เจ้าภาพที่คว้าเหรียญทอง ไปแล้ว 90 เหรียญทอง 51 เหรียญเงิน 26 เหรียญทองแดง
- อันดับ 2 เกาหลีใต้ 24 เหรียญทอง 23 เหรียญเงิน 39 เหรียญทองแดง
- อันดับ 3 ญี่ปุ่น มี 18 เหรียญทอง 30 เหรียญเงิน 30 เหรียญทองแดง

ส่วนทีมชาติไทย ได้เพิ่มมา 1 เหรียญทองแดง จากกีฬาเทนนิส ประเภทชายคู่ โดย ‘ณัฐ ปรัชญา อิสโร’ และ ‘แม็กซ์ แม็กซิมัส ภราพล โจนส์’

ล่าสุด ทีมเซปักตะกร้อหญิงไทย คว้าเหรียญทองมาให้ทัพนักกีฬาไทยเพิ่มอีก 1 เหรียญ จากการแข่งขันเซปักตะกร้อหญิง ที่ทีมชาติไทยลงสนามพบกับทีมตะกร้อหญิงเกาหลีใต้ โดยทีมชาติไทย เอาชนะเกาหลีใต้ไปได้ 2-0 เซตรวด 21-13, 21-4 คว้าเหรียญทองได้อีกสมัย

ทำให้ทัพนักกีฬาไทย ได้มา 7 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน 9 เหรียญทองแดง อยู่อันดับที่ 6 บนตารางเหรียญเอเชียนเกมส์ 2022

อย่างไรก็ตาม ไทย ยังมีลุ้นเหรียญทองในวันต่อๆ ไปจากการแข่งขันกีฬาประเภทอื่น เช่น มวยสากล, แบดมินตัน, กรีฑา, วอลเลย์บอลหญิง เป็นต้น

จากการผลสรุปการแข่งขันนี้ ทำให้ชาวเวียดนามได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก หลังจากที่ไทยคว้า 7 เหรียญทองมาครองได้สำเร็จ ในศึกเอเชียนเกมส์ 2022 โดยความคิดเห็นส่วนใหญ่แสดงให้เห็นถึงความผิดหวังในตัวนักกีฬาทีมชาติของเวียดนามเอง ที่ยังความพร้อมและทักษะในการแข่งขันกีฬาในระดับภูมิภาคเอเชีย อาทิ

- “ดูตารางเหรียญแล้วรู้สึกเศร้าแทนทีมกีฬาเวียดนาม”
- “เพราะเหตุใดในซีเกมส์ เวียดนามมักจะอยู่ในอันดับต้นๆอยู่เสมอ แต่ในเกมระดับเอเชียเวียดนามกลับอยู่ต่ำกว่าไทย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์เสมอเช่นเดียวกัน”
- “ผมไม่แน่ใจว่า นักกีฬาของเราจะสามารถแข่งขันในระดับทวีปได้หรือเปล่า แล้วเราจะไปโอลิมปิกได้อย่างไร”
- “บอกตามตรงนะ ผมคิดว่าเวียดนามไม่มีคุณสมบัติที่เพียงพอ”
- “50 เหรียญทองในซีเกมส์ยังไม่เทียบเท่ากับการได้ 1 เหรียญทองของเอเชียนเกมส์เลย นี่มันคงเป็นเรื่องยากเกินไปสำหรับเวียดนาม ในการคว้าเหรียญทองในการแข่งขันที่ไม่ใช่ระดับหมู่บ้าน”

- “ปัญหาทางด้านกีฬาของเวียดนามยังมีอยู่เป็นเวลานานแล้ว เราไม่มีการลงทุนที่เพียงพอ และที่สำคัญเราไม่สามารถเข้าถึงเงินทุน และทรัพยากรการลงทุนเหล่านั้นได้”
- “ในซีเกมส์ เวียดนามมีอันดับเหนืออินโดนีเซียและไทย แต่ทำไมในระดับเอเชียนเกมส์มันถึงแตกต่างกันมาก”
- “นี่เป็นผลจากการลงทุนน้อย และการลงทุนของเราก็เปล่าประโยชน์”
- “เมื่อออกทะเลใหญ่เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามหาสมุทรกว้างใหญ่ขนาดไหน โดยเฉพาะเมื่อเราเคยชินกับการพายเรือเล่นในหนองน้ำหมู่บ้าน”
- “ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ได้โปรดหยุดรอเวียดนามสักครู่…”

- “อยากจะเปลี่ยนเหรียญทองซีเกมส์ทั้งหมด มาเป็นเหรียญทองเอเชียนเกมส์ ไม่รู้จะได้หรือเปล่า?”
- “วงการกีฬาของเวียดนามควรจะมีการเริ่มต้นลงทุนได้แล้ว”
- “ในเรื่องการกีฬาการลงทุนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าจิตวิทยาของนักกีฬาของบ้านเรานั้นมันอ่อนแอ”
- “ไม่แน่ใจว่าพวกเขาเต็มใจที่จะอุทิศให้กับการกีฬาของประเทศมากน้อยเพียงไหน เหรียญทองคือบทพิสูจน์ที่สำคัญที่สุด”
- “รู้สึกว่าทีมกีฬาเวียดนามในครั้งนี้ ไม่ได้เตรียมตัวเป็นอย่างดีสำหรับการแข่งขันเหมือนกับครั้งที่แล้ว”

- “นักกีฬาหลายคนไม่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้ นี่ยังไม่ต้องพูดถึงความหวังรุ่นเหรียญรางวัล”
- “เวียดนามเก่งแค่ระดับหมู่บ้านเท่านั้น”
- “ออกมาสู่ระดับเอเชีย เห็นได้ชัดเลยว่าการอยู่อันดับ 1 ในกีฬาซีเกมส์นั้นมันไม่มีความหมาย”
- “เรารู้ตัวดีว่าระดับของเวียดนามอยู่ในระดับของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
- “เวียดนามจำเป็นต้องทบทวนกลยุทธ์การพัฒนากีฬาของตนให้ครอบคลุมมากขึ้น ตอนนี้เวียดนามกำลังล้าหลังอยู่”

- “เราใส่ใจแต่เหรียญทองซีเกมส์จนมากเกินไป ตอนนี้เหรียญโอลิมปิกก็เลิกฝันไปได้เลย”
- “หลายประเทศมีประชากรน้อยกว่าเวียดนาม แต่พวกเขาก็ได้อันดับที่สูงกว่า และนั่นคือสิ่งที่เราต้องคิดและทบทวน”
- “กีฬาระดับนี้ เป็นตัววัดถึงความสามารถ ของนักกีฬาได้ดีกว่าในระดับซีเกมส์เป็นอย่างมาก เรามาดูกันว่าเวียดนามจะอยู่ที่อันดับไหน”
- “นี่คือระดับที่แท้จริงของกีฬาเวียดนาม”
- “ถ้ายังเป็นแบบนี้ความหวังในการคว้าเหรียญโอลิมปิกคงจะไม่เกิดขึ้น”

- “ระดับเอเชียทำให้เห็นว่า กีฬาของเวียดนามยังอ่อนแอมาก ไม่รู้ว่าเราจะมาลงทุนกับ Tournament อย่างซีเกมส์ทำไม ยิ่งทำแบบนั้นเราก็ไม่สามารถไล่ทันไทยอินโดนีเซียหรือว่ามาเลย์ได้”
- “ผมรู้สึกเสียใจมากกับระดับเอเชียของเรา ถึงแม้ว่าจะได้แชมป์ซีเกมส์ แต่ว่าก็อ่อนแอมากในระดับเอเชีย นี่คือความน่าผิดหวังอย่างแท้จริง”
- “เอเชียนเกมส์ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าพวกเรายังตามหลังไทย อยู่มากไม่ต้องพูดถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชียเลย”
- “พอไปสนามระดับเอเชีย เวียดนามแพ้ทุกประเทศในภูมิภาค เราเก่งเฉพาะในซีเกมส์เท่านั้น 
ประเทศไทยนำโด่งไปแล้วสำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
- “ประเทศเพื่อนบ้านของเราได้เหรียญทองกันหมดแล้ว แล้วเวียดนามล่ะ?”

- “เวียดนามแข็งแกร่งในกีฬาพื้นบ้าน ในขณะที่กีฬาที่มีการแข่งขันในระดับโอลิมปิกไม่สามารถสร้างผลงานให้ประสบความสำเร็จได้”
- “ได้โปรดเถิดนักกีฬาเวียดนาม โปรดสร้างผลงานอย่างเต็มที่ อย่าให้น้อยหน้าประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลย”
- “ไทยและอินโดนีเซียได้เหรียญทองไปแล้ว เราไม่สามารถประเมินอะไรได้เลยจากการแข่งขันกีฬาพื้นบ้านอย่างซีเกมส์”
- “มันทำให้เราไม่รู้ตัวว่าเวียดนามยังไม่ดีพอ”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของชาวเวียดนามส่วนนึงเท่านั้น ยังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่วิพากษ์วิจารณ์ศักยภาพของนักกีฬา สมาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวงการกีฬาของประเทศเวียดนาม ถึงความไม่เตรียมพร้อม การบริหารจัดสรรงบประมาณ และขาดทักษะสำคัญๆ หลายประการ ในการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ

‘ไมเคิล แกมบอน’ เจ้าของบท ‘ศ.อัลบัส ดัมเบิลดอร์’ เสียชีวิตแล้วในวัย 82 ปี หลังจากป่วยโรคปอดบวม

(29 ก.ย. 66) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เซอร์ไมเคิล แกมบอน นักแสดงชาวอังกฤษเชื้อสายไอร์แลนด์ ผู้รับบทศาสตราจารย์อัลบัส ดัมเบิลดอร์ ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนฮอว์กวอตส์ ในภาพยนตร์แฟรนไชส์ดังอย่าง ‘แฮร์รี พอตเตอร์’ ได้เสียชีวิตลงแล้วอย่างสงบในวัย 82 ปี ที่โรงพยาบาล

จากการแถลงการณ์ของเลดี้แกมบอน (ภรรยา) และเฟอร์กัส (ลูกชาย) ระบุว่า "เราเสียใจอย่างยิ่งที่ต้องประกาศการสูญเสียเซอร์ไมเคิล แกมบอนที่เป็นทั้งสามีและพ่ออันเป็นที่รัก เขาเสียชีวิตอย่างสงบในโรงพยาบาล โดยมีแอนน์ ภรรยาของเขาและเฟอร์กัส ลูกชายอยู่ข้างเตียง หลังจากป่วยด้วยโรคปอดบวม"

เซอร์ไมเคิล แกมบอน เกิดที่เมืองดับลิน ประเทศไอร์แลนด์เมื่อปี 1940 แต่ย้ายไปอยู่ลอนดอนตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เขาเติบโตขึ้นมาในชุมชนผู้อพยพชาวไอริชในแคมเดน และงานแรกของเขาคือช่างทำเครื่องมือฝึกหัด เขาเริ่มมีความหลงใหลในปืนโบราณ นาฬิกา และรถคลาสสิก

เริ่มต้นเส้นทางการแสดงจากการเป็นหนึ่งในสมาชิกของโรงละครรอยัล เนชันแนล เธียเตอร์ ในกรุงลอนดอน และได้แสดงในบทประพันธ์ของเชกสเปียร์หลายเรื่อง ทั้งยังได้รับพระราชทานเครื่องราชชั้นอัศวินจากการทำงานในแวดวงอุตสาหกรรมบันเทิงในปี 1998 แต่ที่เป็นที่โด่งดังที่สุดกับการรับบทศาสตราจารย์อัลบัส ดัมเบิลดอร์ ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนฮอว์กวอตส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครดังในภาพยนตร์เรื่องดัง ‘แฮร์รี พอตเตอร์’ ผลงานเขียนของ เจ.เค. โรว์ลิง นักเขียนนวนิยายคนดัง
 

‘ธนาคารไทยเครดิต’ เดินหน้าแผน IPO หลัง ก.ล.ต. ได้นับหนึ่งไฟลิ่งเรียบร้อยแล้ว

ก.ล.ต. นับหนึ่งไฟลิ่ง ‘ธนาคารไทยเครดิต’ พร้อมเดินหน้าแผน IPO สร้างความแข็งแกร่งด้านเงินทุน รุกธุรกิจการเงิน - ขยายพอร์ตสินเชื่อ

นายวิญญู ไชยวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้นับหนึ่งแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบไฟลิ่ง เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจำนวนหุ้นที่คาดว่าจะเสนอขายทั้งหมด (รวมหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ออกและเสนอขายโดยธนาคารฯ และหุ้นสามัญที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม) ไม่เกิน 347,029,122 หุ้น คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 28.2 ของจำนวนหุ้นจดทะเบียนและชำระแล้วทั้งหมดของธนาคารฯ ภายหลังการทำ IPO  ซึ่งนับเป็นธนาคารพาณิชย์ที่เสนอขายหุ้น IPO ในรอบ 10 ปี โดยมี ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินในครั้งนี้ 

อย่างไรก็ดี ธนาคารฯ เป็นธนาคารพาณิชย์ที่มุ่งเน้นให้บริการสินเชื่อนาโนและไมโครเครดิตเพื่อคนค้าขาย (Nano and Micro Finance) และสินเชื่อธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี (Micro SME) แก่กลุ่มลูกค้าในประเทศไทยที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้เท่าที่ควร ซึ่งกลุ่มลูกค้าดังกล่าวเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ  

สำหรับวัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเงินกองทุนของธนาคารฯ เพื่อใช้เป็นเงินทุนสำหรับการขยายพอร์ตสินเชื่อ รวมทั้ง นำไปใช้ปรับปรุงและพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) และโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Security and Infrastructure) ด้วยเป้าหมายมุ่งสู่การเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ให้บริการสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการรายย่อยและลูกค้าบุคคล รวมไปถึงความมุ่งหวังที่จะช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ เป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมในประเทศ และสอดคล้องกับปรัชญาการดำเนินธุรกิจของธนาคาร “Everyone Matters ทุกคนคือคนสำคัญ” 

ด้านนายกนต์ธีร์ ประเสริฐวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน เปิดเผยว่า หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้นับหนึ่งไฟลิ่งธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าธนาคารฯ จะเสนอขายและเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในหมวดกลุ่มธุรกิจการเงิน / ธนาคาร ตามแผน IPO 

สำหรับ ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ให้บริการทางการเงินชั้นนำเพื่อลูกค้ารายย่อย ด้วยประสบการณ์การให้บริการสินเชื่อเพื่อรายย่อยที่หลากหลายมากว่า 10 ปี ทำให้ธนาคารฯ มีความเข้าใจในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง ประกอบกับการมีผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลาย สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าหลากหลายขนาดและประเภทธุรกิจ รวมถึงการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพและการบริหารจัดการความเสี่ยงที่รัดกุม ทำให้เชื่อว่าธนาคารฯ อยู่ในจุดที่สามารถขยายพอร์ตสินเชื่อในการสนับสนุนกลยุทธ์ทางธุรกิจ ซึ่งแสดงให้เห็นได้จากการเติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งของเงินให้สินเชื่อของธนาคารฯ ในระหว่างปี 2563 ถึงปี 2565 ที่อัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมร้อยละ 33.0 ต่อปี และยังมีศักยภาพในการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดที่มีขนาดใหญ่แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินนี้ ด้วยรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เป็นเอกลักษณ์ 

นอกจากนี้ ธนาคารฯ ยังมีโครงสร้างต้นทุนการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ จากเครือข่ายสาขาที่มีต้นทุนการดำเนินงานต่ำ ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 ธนาคารฯ มีสาขาทั้งสิ้น 527 แห่งทั่วประเทศไทย ประกอบไปด้วยสาขาสินเชื่อเพื่อรายย่อย สำนักงานนาโนเครดิต และสาขาที่ให้บริการเงินฝาก ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ในพื้นที่หรือใกล้เคียงกับกลุ่มลูกค้า รวมทั้งมุ่งเน้นการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล โดยบริษัทไทยไมโคร ดิจิทัล โซลูชันส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของธนาคารฯ ได้นำแพลตฟอร์มด้านเทคโนโลยีมาใช้เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ของลูกค้าผ่านแอปพลิเคชัน “ไมโครเพย์” ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานที่ผ่านกระบวนการ KYC ถึง 384,460 ราย เป็นปัจจัยที่ทำให้ธนาคารฯ สามารถรักษาอัตราส่วนค่าใช้จ่ายดําเนินงานต่อรายได้รวม (Cost-to-Income Ratio) ไว้ได้ในระดับต่ำ หรือเท่ากับร้อยละ 36.0 ในงวด 6 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานงวด 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2563 - 2565)  และ ณ งวด 6 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566  เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ของธนาคารฯ มีจำนวนเท่ากับ 68,562.4 ล้านบาท 97,728.7 ล้านบาท 121,298.0 ล้านบาท และ 132,758.1 ล้านบาท ตามลำดับ โดยมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยสะสมต่อปีระหว่าง 2563-2565 (Compound Annual Growth Rate: CAGR) อยู่ที่ร้อยละ 33.0 ต่อปี 

เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ของธนาคารฯ สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ประกอบด้วย (1) สินเชื่อสำหรับสินเชื่อธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี (2) สินเชื่อนาโนและไมโครเครดิตเพื่อคนค้าขาย (3) สินเชื่อบ้าน (4) สินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคล (5) สินเชื่อรายย่อยอื่นๆ

นอกจากนี้ สำหรับงวด 6 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566  ธนาคารฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,830.7 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมในระหว่างปี 2563 ถึงปี 2565 ร้อยละ 30.9 ต่อปี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top