Wednesday, 29 July 2026
Hard News Team

เปิดเบื้องหลังการเชิญ 'ลิซ่า' มาแสดงในไนต์คลับดัง Crazy Horse Paris ช่วยสะท้อนความภาคภูมิใจ อิสรภาพ ความอยากรู้อยากเห็นของผู้หญิง

(29 ก.ย.66) เพจ 'ข่าวสารบันเทิงจีน' ได้เผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ผู้เกี่ยวข้องกับการเชิญลิซ่ามาแสดงคาราบาเรต์โชว์ในไนต์คลับสุดไอคอนนิกอย่าง Crazy Horse Paris ได้เปิดเผยเบื้องหลังการที่ลิซ่ามาแสดงโชว์ที่นี้ลงใน นิตยสาร ELLE ว่า...

"เดิมก่อนที่ลิซ่าจะมาแสดงที่นี้ เธอเคยมาดูโชว์ของ Crazy Horse หลายครั้ง ในช่วงที่แบล็คพิ้งค์มาทัวร์คอนเสิร์ตที่ปารีส และเธอประทับใจในโชว์มาก เธอได้มาเยี่ยมชมเหล่านักแสดงที่หลังเวที และเธอก็ตอบรับการมาแสดงอย่างไม่คาดคิด แน่นอนว่าไม่ใช่เธอขาดแคลนเงิน แต่เธอคิดว่าการแสดงของที่นี้มันน่าสนใจ

"หลังจากนั้นลิซ่าก็เป็นผู้นำในการวางแผนการแสดงทั้งหมด โดยไม่ได้จัดเวทีใหม่ แต่ทำเวทีเดิมให้เสร็จเรียบร้อย และบอกว่าลิซ่ารับหน้าที่ดูแลการแสดงของเธอที่ Crazy Horse เธออยู่ที่ปารีสและมาที่นี่เพื่อฝึกซ้อมครั้งแล้วครั้งเล่า เธอเป็นเหมือนมืออาชีพและทำงานได้ดีมาก เธอยังมาที่นี่เพื่อฝึกซ้อมตอนที่เตรียมตัวด้วย

นอกจากนี้เขายังเผยอีกว่าเหตุผลที่เชิญลิซ่ามา ก็เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าหญิงสาวให้กลายมาเป็นลูกค้าใหม่ “ท้ายที่สุดแล้วพวกเธอคือ ผู้ชมของเราในอนาคต เพราะการแสดง Crazy Horse ของเราเป็นสัญลักษณ์ของความภาคภูมิใจ อิสรภาพ และความอยากรู้อยากเห็นของผู้หญิง โดยการแสดงครั้งนี้ฉันคิดว่า ลิซ่าก็โชว์สัญลักษณ์นั้นด้วย”

‘ภูมิธรรม’ นั่งหัวโต๊ะประชุม ถกแผนรับมือสถานการณ์ ‘เอลนีโญ’ หวั่น ไทยแล้งยาว เล็งตั้งอนุกรรมการ ทำงานเป็นระบบสู้ภัยแล้ง

(29 ก.ย. 66) ที่สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเพื่อรองรับสถานการณ์เอลนีโญ และลานีญา ของประเทศไทย ครั้งที่ 1/2566 มีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกรรมการฯ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองประธานกรรมการ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย นางนลินี ทวีสิน ผู้แทนการค้าไทย และคณะกรรมการ เข้าร่วม

นายภูมิธรรม กล่าวว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญเรื่องนี้สถานการณ์เอลนีโญ และลานีญา อย่างมาก โดยประกาศชัดเจนในวันแถลงนโยบายว่า ให้ความสำคัญกับเรื่องสภาพอากาศ เพราะอาจส่งผลกระทบไปถึงเรื่องเศรษฐกิจด้วย จึงตั้งคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาภัยแล้งที่เป็นปัญหาใหญ่ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างจึงต้องเตรียมการรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้น โดยอีก 3 ปีเราอาจจะเผชิญปัญหาดังกล่าว หากไม่เกิดเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าเกิดก็ได้เตรียมไว้แล้ว ดังนั้นเราจะขับเคลื่อนงานร่วมกันไปข้างหน้า และปรับแนวทางการทำงานให้เข้ากัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะน้ำคือชีวิต ถ้าเจอภัยแล้ง 3 ปี จะเหนื่อยมาก จึงต้องเข้าใจว่าเป็นภารกิจสำคัญ

“เราจะหลีกเลี่ยงโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณมาก โดยมุ่งขับเคลื่อนโครงการขนาดเล็ก เพื่อให้กระจายไปทั่วประเทศ และเมื่อเข้าสู่สถานการณ์ปกติ จะกลับมาเดินหน้าโครงการใหญ่ต่อไป เรื่องใดที่ทำได้ นายกฯให้ทำทันที แต่ถ้าติดขัดให้รีบแก้ไข โดยในช่วง100 วันแรก ตนอยากเห็นความคืบหน้าเพื่อประชาชนมีความมั่นใจ” นายภูมิธรรม กล่าว

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เราต้องเตรียมการป้องกันภัยแล้ง โดยให้มีศูนย์สั่งการ หรือ บูรณาการ โดยขอเสนอที่ตั้งศูนย์สั่งการที่กระทรวงพาณิชย์ เพราะอาคารสถานที่มีความเหมาะสม ส่วนเรื่องการจัดทำงบประมาณ รัฐบาลเพิ่งเข้ามาใหม่ เมื่อเจอภัยแล้งอาจไม่สอดคล้องกับเรื่องที่จะทำ จึงเสนอให้มุ่งเน้นไปทำโครงการขนาดเล็กเพื่อให้ทั่วถึงทั้งประเทศ เช่น โครงการธนาคารน้ำใต้ดิน ฝายแกนซอยซีเมนต์ เพิ่มพื้นที่เก็บน้ำ และความชุ่มชื้น ให้ปัญหาภัยแล้งเบาบางลง และสามารถรองรับสถานการณ์ภัยแล้งได้ถึง 3 ปี ขณะที่ฝ่ายวิศวะควรสรุปรายละเอียดการก่อสร้างฝายให้ชัดเจนว่ามี สัดส่วนเท่าไหร่ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นว่ามีความแข็งแรง และใช้ได้นานกว่าฝายปกติ ดังนั้น การแก้ปัญหาตนมองว่า เราควรเน้นไปทำโครงการขนาดเล็ก เพื่อรักษาความชุ่มชื้น

ด้านนายปลอดประสพ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกร้อนขึ้น ส่งผลให้เกิดความแปรปรวน ซึ่งไทยมีทะเลทั้ง 2 ด้าน มีความแปรปรวนสูงมากขึ้น ส่งผลด้านชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ส่วนปัญหาเอลนีโญหากแย่สุดเกิด 3 ปีต่อเนื่อง น้ำก็จะลดลงจนขาดแคลน จึงต้องเร่งเก็บน้ำ บริหารความเสี่ยงให้ดี และตนมั่นใจว่า เอลนีโญเกิดขึ้นแต่จะไม่แรงจนกว่าจะเข้าหน้าแล้ง ที่จะทำให้เกิดผลกระทบเป็นปัญหาตามมาอีกมาก ทั้ง ฝุ่น PM 2.5 จะรุนแรง เกิดไฟไหม้ง่าย นกจะเข้าอาศัยบ้านคนเพราะร้อน และโรคระบาดต่างจะเกิดขึ้น ไม้ผลจะตาย พืชไร่ใช้น้ำมากจะเสียหาย ส่งผลให้ราคาสินค้าแพงขี้น น้ำกินน้ำใช้ ก็จะขาดแคลน

จึงขอเสนอ 3 มาตรการแก้ปัญหา คือ 1.) ยุทธศาสตร์และเป้าหมาย โดยคณะกรรมการชุดนี้ จะเป็นเครื่องมือรัฐบาล ในการบรรเทาผลกระทบ ทั้งระยะสั้น-ยาว 2.) ยุทธวิธีติดตามสถานการณ์เป็นรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน พร้อมสร้างคลังข้อมูลให้ลึกมากขึ้น และ 3.) ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาขับเคลื่อน 10 คณะ จะทำให้รัฐบาลสามารถรับมือภัยแล้งได้เป็นระบบ

‘อุรุกวัย’ ผงะ!! พบ ‘แมวน้ำ-สิงโตทะเล’ ตายเกลื่อนหาดร่วม 400 ตัว คาด ‘ไข้หวัดนก’ ระบาด เตือน นทท.เลี่ยงการสัมผัสสัตว์รอบชายหาด

เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 66 ทางการของประเทศอุรุกวัย เปิดเผยว่า พบแมวน้ำและสิงโตทะเลขึ้นมาตายตามแนวชายฝั่งของประเทศเมื่อเร็วๆ นี้ รวมกันแล้วราว 400 ตัว คาดว่ามีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสไข้หวัดนก

ขณะนี้หลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องของอุรุกวัย กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลังจากตรวจพบเชื้อไวรัส ‘ไข้หวัดนก H5’ ในสิงโตทะเลตัวหนึ่งเป็นครั้งแรก บนชายหาดของกรุงมอนเตวิเดโอ ซึ่งมีแม่น้ำเพลตไหลผ่านลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติก

โดยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เสียชีวิตเหล่านี้ ถูกพบบนชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกและริมแม่น้ำ ซึ่งจนถึงตอนนี้ได้มีการฝังซากสิงโตทะเลและแมวน้ำที่พบตายบนหาดไปแล้ว 350 ตัว

‘คาร์เมน เลซาโกเยน’ หัวหน้ากรมสัตว์ประจำถิ่น กระทรวงสิ่งแวดล้อมของอุรุกวัย กล่าวว่า นี่เป็นสถานการณ์ที่มีพัฒนาการอยู่ในขณะนี้ และเราเชื่อมาจากเชื้อไข้หวัดที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ และเราต้องรอจนกว่าสัตว์เหล่านั้นจะมีภูมิคุ้มกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด

อย่างไรก็ตาม ‘อุรุกวัย’ ถือเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสิงโตทะเลและแมวน้ำ กว่าประมาณ 315,000 ตัว หลังเกิดสถานการณ์ข้างต้นขึ้น ทางการอุรุกวัยก็ได้ร้องขอให้ผู้ที่มาเที่ยวชมหาดอยู่ให้ห่างสัตว์เหล่านี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสติดเชื้อไวรัสดังกล่าว ขณะที่การติดเชื้อไข้หวัดนกในมนุษย์ยังเกิดขึ้นได้ยาก แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้

‘พิพัฒน์’ จ่อหารือขึ้นค่าแรง เป็น ‘ของขวัญปีใหม่’ ให้คนไทย ยัน!! ขั้นต่ำไม่กระทบ ‘เอสเอ็มอี’ คาด ได้ข้อสรุปสิ้นเดือน พ.ย.นี้

(29 ก.ย. 66) ประเด็นการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวัน ร้อนแรงนับตั้งแต่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน และจะขยับให้ได้ตามอัตราดังกล่าวโดยเร็วที่สุด คาดมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2567 ส่งผลให้กระทรวงแรงงาน ซึ่งมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ จากพรรคภูมิใจไทย นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ ถูกจับตามองว่าจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวได้หรือไม่ ภายใต้โจทย์เศรษฐกิจไทยสุดท้าทาย โดยเฉพาะภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพพุ่ง กดดันทั้งตลาดแรงงานและผู้ประกอบการ

นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า รัฐบาลจะมีการประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นของขวัญปีใหม่มอบแก่ภาคแรงงานแน่นอน แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะปรับขึ้นเป็นอัตราขั้นต่ำ 400 บาท/วันหรือไม่ เพราะต้องขอหารือร่วมกับคณะกรรมการค่าจ้างกลาง ซึ่งเป็นคณะกรรมการไตรภาคีที่ประกอบด้วยตัวแทนนายจ้าง ตัวแทนลูกจ้าง และตัวแทนภาครัฐ เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมว่าจะปรับขึ้นได้กี่เปอร์เซ็นต์ตามความเหมาะสม บนพื้นฐานค่าแรงขั้นต่ำของแต่ละจังหวัด ค่าแรงในแต่ละอุตสาหกรรมซึ่งไม่เท่ากัน รวมถึงอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยมาเป็นฐานตั้งต้น โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในสิ้นเดือน พ.ย. 2566

“การประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในปี 2567 ฝ่ายนายจ้างจะต้องไม่เดือดร้อนด้วย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) ต้องไม่หายตายจากไป เนื่องจากผู้ประกอบการ SME ถือครองแรงงานก้อนใหญ่ที่สุดของทั้งแรงงานชาวไทยและต่างด้าว” นายพิพัฒน์ กล่าว

อานิสงส์ ‘ขึ้นค่าแรง’ ดูดแรงงานต่างด้าวทะลัก
ทั้งนี้ ยืนยันว่าการประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ไม่สามารถแยกใช้เฉพาะแรงงานชาวไทยได้ ต้องประกาศใช้กับแรงงานต่างด้าวด้วย เพื่อให้แรงงานทุกคนได้รับค่าแรงขั้นต่ำเท่าเทียมกัน โดยเชื่อว่าเมื่อมีประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแล้ว จะมีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทยมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีมากกว่า 5 ล้านคน และคาดการณ์ด้วยว่าในระยะยาว 20-30 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะอุดมไปด้วยแรงงานต่างด้าวเกิน 50% ของแรงงานทั้งหมด เนื่องจากปัจจัยทางประชากรศาสตร์ ประเทศไทยมีอัตราการเกิดใหม่ต่ำ ทำให้มีแรงงานชาวไทยไม่เพียงพอต่อความต้องการจ้างงาน

“กระทรวงแรงงานจะเร่งหาวิธีเพิ่มทักษะฝีมือแรงงาน (Upskill) ของแรงงานชาวไทย เพื่อให้ได้รับค่าแรงอย่างน้อย 400 บาทต่อวันให้ได้เร็วที่สุด โดยเฉพาะอาชีพสงวนของคนไทย” นายพิพัฒน์ กล่าว

เร่งจัดหา ‘แรงงานท่องเที่ยว’ ชดเชย 25% ที่หายไป
นายพิพัฒน์ กล่าวบนเวทีประชุมสมาชิกของสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ประจำเดือน ก.ย. 2566 ในหัวข้อ ‘นโยบายการยกระดับแรงงานภาคท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว’ วานนี้ (28 ก.ย.) ว่า ย้อนไปเมื่อครั้งตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในรัฐบาลชุดที่แล้ว เมื่อปี 2562 ภาคท่องเที่ยวไทยที่กำลังบูมขั้นสุด มีแรงงานมากกว่า 4 ล้านคน แต่เมื่อเจอวิกฤติโควิด-19 ส่งผลให้แรงงานท่องเที่ยวหายไปมากถึง 40% โดยปัจจุบันกลับมาบ้างแล้วตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว แต่ยังหายไป 25% หรือคิดเป็นประมาณ 1 ล้านคน จากแรงงานท่องเที่ยวเดิม จึงมีความจำเป็นต้องเร่งจัดหาแรงงานมาชดเชย เพื่อรองรับดีมานด์นักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำลังฟื้นตัว

หลังจากล่าสุด รัฐบาลได้ประกาศดำเนินมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา (Visa Exemption) หรือ วีซ่า-ฟรี เพื่อการท่องเที่ยวเป็นการชั่วคราว ให้แก่นักท่องเที่ยวจีนและคาซัคสถาน อนุญาตให้พำนักในไทยได้ไม่เกิน 30 วัน มีผลตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 2566 - 29 ก.พ. 2567 เป็นระยะเวลาประมาณ 5 เดือน ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ช่วยกระตุ้นดีมานด์การเดินทางและเศรษฐกิจในช่วงไฮซีซันนี้

ย้ำนโยบาย ‘ลดการเสียสมดุลแรงงาน’
“แต่จากที่สมาคมด้านการท่องเที่ยวต่างๆ ได้เสนอให้ปลดล็อกการนำเข้าแรงงานต่างด้าวจากประเทศอื่นๆ เพิ่มได้ เช่น จากฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เมื่อตนมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน บอกได้เลยว่า ‘ไม่เห็นด้วย’ เพราะเราสามารถผลักดันแรงงานชาวไทยที่ยังไม่มีงานทำ โดยเฉพาะระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาที่กำลังหางาน สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีระดับหนึ่ง ให้เข้ามาฝึกฝนความเชี่ยวชาญด้านงานบริการท่องเที่ยวและบริการได้ ซึ่งปัจจุบันมีความหลากหลายกว่า 13 สาขาวิชาชีพท่องเที่ยว” นายพิพัฒน์ กล่าว

โดยจะบูรณาการความร่วมมือกับ 4 กระทรวงด้านสังคม ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงแรงงาน ซึ่งทำงานกันอย่างใกล้ชิดภายใต้การดูแลของพรรคภูมิใจไทย ด้วยการจัดทำ MOU หรือบันทึกความเข้าใจร่วมกัน เกี่ยวกับการผลิตแรงงาน และเพิ่มทักษะฝีมือแรงงาน เพื่อสามารถผลิตแรงงานได้ทันความต้องการของผู้ประกอบการ

“อย่างแรงงานภาคท่องเที่ยวถือเป็นตลาดที่มีความต้องการสูง ทุกประเทศกำลังขาดแคลนแรงงานท่องเที่ยว เห็นได้จากแรงงานไทยบางส่วนตัดสินใจไปทำงานด้านท่องเที่ยวที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะแถบตะวันออกกลาง เช่น นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย ที่ให้เงินเดือนสูงกว่าในประเทศไทย โดยกระทรวงแรงงานจะเร่งผลิตคนป้อนตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศไทยให้ได้ก่อน ผมต้องหาวิธีการ ทำทุกวิถีทาง เพื่อลดการเสียสมดุลแรงงาน” นายพิพัฒน์ กล่าว

ทัวริสต์ต่างชาติสะสม 19.5 ล้านคน
ด้านรายงานข่าวจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า จากสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมร่วม 9 เดือนแรก ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 24 ก.ย. 2566 พบว่ามีจำนวน 19,499,116 คน เพิ่มขึ้น 259% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 มาเลเซีย จำนวน 3,184,562 คน อันดับ 2 จีน จำนวน 2,403,226 คน อันดับ 3 เกาหลีใต้ จำนวน 1,155,782 คน อันดับ 4 อินเดีย 1,128,868 คน และอันดับ 5 รัสเซีย จำนวน 976,969 คน

‘นายกฯ’ ปาฐกถา ‘Next Chapter’ ปลุกคนไทยพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง แนะทุกฝ่ายหันหน้าเจรจาลดความขัดแย้ง ย้ำ การกระทำสำคัญกว่าคำพูด

(29 ก.ย. 66) ที่โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมงานเสวนา “ถอดรหัสลงทุน ก้าวข้ามวิกฤต” ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ โดยมี น.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นายปราปต์ บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย, นางสาวดิษณีย์ นาคเจริญ บรรณาธิการประชาชาติธุรกิจ, นายพัฒนพันธุ์ วงษ์พันธุ์ กรรมการบริษัท และที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการ, นายวรศักดิ์ ประยูรศุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท งานดี จำกัด, นายสุริวงค์ เอื้อปฏิภาน รองกรรมการผู้จัดการ ระบบสื่อออนไลน์และบรรณาธิการข่าวสด, นายจำลอง ดอกปิก บรรณาธิการมติชน และนายสมปรารถนา คล้ายวิเชียร ผู้อำนวยการ Digital Media พร้อมคณะผู้บริหารเครือมติชน และผู้บริหารกองบรรณาธิการประชาชาติธุรกิจ รวมทั้งวิทยากร นักธุรกิจที่เข้าร่วมงานเสวนา ให้การต้อนรับ

จากนั้น คณะผู้บริหารเครือมติชนเชิญนายเศรษฐา นายกฯ นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมวิทยากร และผู้บริหารภาคธุรกิจร่วมรับประทานอาหารเช้า พร้อมพูดคุยหารือร่วมกัน

ต่อมา ที่ห้องแกรนด์ฮอลล์ ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก (เพลินจิต) นายเศรษฐากล่าวปาฐกถาพิเศษ “Next Chapter ประเทศไทย” ตอนหนึ่งว่า เป็นคนที่ชัดเจนมาโดยตลอด ถ้าคนที่รู้จักตนจะรู้ว่าเป็นคนที่พูดน้อยและให้ได้ใจความ เมื่อมายืนอยู่ตรงนี้ตนก็เป็นส่วนหนึ่งของการที่อาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้น แต่เราเองต้องมีการปรับปรุงตัวเพื่อให้ลดความขัดแย้งลงไปจากการพูดจา ที่พูดอาจจะพูดเป็นเหมือนเป็นคอนเซปต์ หลายท่านอาจจะไม่เข้าใจ ก็จะขอยกตัวอย่างโดยที่ไม่ได้ต้องการจะไปว่า หรือตอบโต้กับใครทั้งสิ้น ในเรื่องของการที่เราใช้คำว่าปฏิรูป สังคายนา ล้างบาง ขอยกตัวอย่างเป็นคำพูดอย่างนี้แล้วกัน

นายเศรษฐากล่าวว่า คิดว่าทุกๆ คนก็มีความภาคภูมิใจและความหวังดีต่อองค์กรของตัวเอง เข้าใจว่าทุกองค์กรมีคนดี คนไม่ดี แต่การที่เราใช้คำพูดที่รุนแรง วิธีการที่ก่อให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกที่ชัดเจนมันเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาหรือเปล่า หรือการแก้ปัญหามันอยู่ที่การกระทำ ไม่ได้อยู่ที่การพูด ซึ่งตนเชื่อว่าอยู่ที่ส่วนหลัง มันอยู่ที่การกระทำและวิธีการในการทำ

“การเอาสถาบันต่างๆ มาพูดในที่สว่าง มีคำพูดที่รุนแรง ผมเชื่อว่าไม่เป็นการแก้ไขปัญหา การแก้ไขปัญหาคือการที่พูดคุยกันในภาษาที่ทุกคนยอมรับได้ แต่ไปเน้นหนักเรื่องการกระทำ เรื่องกระบวนการในการแก้ไขปัญหาที่จะทำให้สังคมดีขึ้น ผมเชื่อว่าผมไม่ต้องพูดเยอะในเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าทุกคนตระหนักดีอยู่แล้ว” นายเศรษฐากล่าว

นายเศรษฐากล่าวต่อว่า การกระทำตัวของทุกๆ คนในสังคมมีส่วนช่วยทำให้สังคมลดความเหลื่อมล้ำ คนที่มีเยอะเรื่องของการใช้โซเชียลมีเดียในการอวด ในการแสดงตนว่าเหนือชั้น หลายๆ เรื่องพวกนี้ถ้าเกิดลดลงไปได้บ้างคนที่อยู่ชายขอบของสังคมเขาก็จะมีความสบายใจขึ้น

“ผมเชื่อว่าทุกท่านในที่นี้อาจจะรวมถึงตัวผมเองก็อาจจะเป็นส่วนที่ต้องรับผิดชอบไปเหมือนกัน แต่มันไม่สายเกินไปหรอกครับ เราลองมาช่วยเยียวยาสังคมให้มันดีขึ้นจากการกระทำของพวกเราเองทุกคน” นายเศรษฐา กล่าว พร้อมทิ้งท้ายว่า อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ยอมเปลี่ยนแปลงก็ยากจะอยู่รอด สำหรับแนวทางการบริหารที่รวดเร็ว Speed To Market ให้ความสำคัญกับเป้าหมาย ซึ่งก็คือชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน น่าจะทำให้การปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ Next Chapter ประเทศไทย มองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับประเทศได้อย่างชัดเจน

‘จตุพร’ เชื่อมือ ‘บิ๊กต่อ’ 1 ปี มุ่งปฏิรูปสีกากี-ฟื้นความเชื่อมั่น แนะ ‘บิ๊กโจ๊ก’ ร่วมมือสร้างความเปลี่ยนแปลงระบบตำรวจไทย

‘จตุพร’ เชื่อ ‘บิ๊กต่อ’ เป็น ‘ผบ.ตร.’ คนเดียวมีฤทธิ์เดชสูง มากภูมิต้านทานแข็งแกร่ง หวังว่าเวลาไม่เป็นอุปสรรค แค่ 1 ปีมุ่ง ‘ปฏิรูปสีกากี’ ได้น้ำได้เนื้อ เร่งขจัดวิ่งเต้น สร้างยุติธรรมให้ประชาชนได้พึ่งพิงอุ่นใจ แนะ ‘บิ๊กโจ๊ก’ นำข้อมูลหารือร่วมมือ ผบ.ตร.ผ่าวิกฤตศรัทธา ฟื้นเชื่อมั่น

(29 ก.ย. 66) นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์ เรียกร้องให้ ผบ.ตร.คนใหม่ ใช้เวลาในตำแหน่งแค่ 1 ปีให้คุ้มค่าเกิดประโยชน์กับวงการสีกากี ด้วยการปฏิรูปตัวเอง สะสางปัญหาการวิ่งเต้นเอาตำแหน่งเติบโต ซึ่งเป็นปัญหาฉุดรั้งความยุติธรรมไม่เกิดขึ้นกับประชาชน

นายจตุพร กล่าวถึงกรณีการค้นบ้าน ‘บิ๊กโจ๊ก’ พล.ต.อ.สรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. และแต่งตั้ง ผบ.ตร. รวมถึงสัปดาห์หน้าจะมีเรื่องใหญ่ในวงการสีกากี ว่า ไม่มั่นใจว่า บิ๊กโจ๊ก จะมีการเดินหน้าต่อหรือไม่ เพราะเคยบอกมีข้อมูลเยอะ ถ้าเปิดเผยออกมาจะตายหมดทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แม้เป็นคำพูดแสดงถึงความรู้สึก อารมณ์คับข้องใจก็ตาม แต่จะปล่อยให้ผ่านเลยไปไม่ได้เช่นกัน

“ยิ่งต้องยอมรับความจริงกันว่าในเวลาที่เหลืออยู่ 1 ปีของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ว่าที่ ผบ.ตร.คนใหม่ ซึ่งเป็นคนเดียวที่มีฤทธิ์เดช จะสามารถปฏิรูปวงการตำรวจได้หากจะทำ ส่วน รอง ผบ.ตร. ที่เหลืออีก 3 คน คงไม่อาจทำได้ เพราะในตัวเองไม่มีภูมิต้านทานแข็งแรงเท่ากับ ผบ.ตร.คนใหม่” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวว่า การได้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ เป็น ผบ.ตร. ส่วนหนึ่งทำให้สังคมตำรวจหายใจโล่งขึ้น เนื่องจากหลายปีผ่านมาตำรวจเจ็บปวดกับการแต่งตั้ง โยกย้ายข้ามหน้าข้ามตาอย่างมาก หาก ผบ.ตร.ใหม่สะสางการวิ่งเต้น โดยเบื้องต้นให้ตำรวจได้รับความยุติธรรมเสียก่อน จึงจะทำให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้

ทั้งนี้ ความไม่ยุติธรรมในตำรวจถูกสะสมกันมายาวนาน อีกอย่างการเน้นระบบอาวุโส 33% จึงเป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ทำให้ตำรวจไม่มีเส้นสายวิ่งเต้นต้องอยู่ในตำแหน่งอย่างตรอมใจ มองคนอีก 67% วิ่งเต้นก้าวข้ามไปตำแหน่งสูงขึ้นผ่านหน้าไปคนแล้วคนเหล่า จึงเป็นความอยุติธรรมที่รู้ๆกัน แต่ไม่มีการจัดการในสำนักงานตำรวจ ดังนั้นเชื่อว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ เพียงคนเดียวซึ่งมีภูมิต้านทานแข็งแรง ย่อมจัดการปฏิรูปตำรวจให้มีความยุติธรรมได้

นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าระบบตำรวจไม่ต้องวิ่งเต้น ก็ไม่ต้องจ่ายเงิน แล้วไม่ไปไถ รีดนาทาเร้น เชื่อว่าระบบตำรวจจะเปลี่ยนได้ ดังนั้นเวลาในตำแหน่ง ผบ.ตร. เพียง 1 ปีจึงไม่สำคัญ และหวังว่าจะเป็นโอกาสเวลาที่ทำให้เห็นความคุ้มค่าได้เกิดขึ้นต่อตำรวจทั้งประเทศ

“ส่วน บิ๊กโจ๊ก จะเปิดเผยข้อมูลหรือไม่นั้น หากนำข้อมูลที่มีมาร่วมมือกัน โดยหารือกับ ผบ.ตร.คนใหม่ จะเกิดประโยชน์ในการแก้ไขปัญหา ชำระสะสางได้อย่างมาก เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปตำรวจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยตัวเอง” นายจตุพร กล่าว

ยัดห้องเย็นปั่นราคา!! 'กำนันอู๊ด' สส.ชาติพัฒนากล้า แฉมีคนคุมกลไกราคาไข่ จี้!! 'รมว.พาณิชย์' เร่งจัดการ ก่อนไข่ 'เศรษฐา' ราคาพุ่ง

(29 ก.ย.66) คุณประสาท ตันประเสริฐ หรือ กำนันอู๊ด สส.นครสวรรค์ พรรคชาติพัฒนากล้า ได้ตั้งกระทู้ถาม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถึงปัญหาราคาไข่ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องว่า...

นโยบายของพรรคชาติพัฒนากล้าคือ ราคาสินค้าต้องถูก โดยเฉพาะอาหารที่ทุกคนต้องบริโภคทุกวัน โดยเฉพาะไข่ ที่เป็นอาหารหลักของคนไทย แต่ทุกวันนี้หากสั่งข้าวกะเพราราคาจานละ 40 บาท เมื่อเพิ่มไข่ดาว ราคาจะเพิ่มเป็น 50 บาท

จากการสำรวจราคาไข่หน้าฟาร์มพบว่า เวลานี้ไข่ไก่ เบอร์ 3-4 ราคาต่อแพค (30 ฟอง) 137 บาท เบอร์ 2-3 ราคา 165 บาท ถ้าขนาดจัมโบ้ ราคาพุ่งไปที่ฟองละ 8.30 - 8.80 บาท และถ้าเราซื้อไข่ลวกในร้านสะดวกซื้อ ถ้าเป็นไข่ไก่เบอร์ 3-4 ราคาตกฟองละ 8.50 บาท ไข่ต้มฟองละ 11 บาท ส่วนไข่เป็ด ราคาหน้าฟาร์มฟองละ 4 บาท ถ้าฟองใหญ่ราคา 4.60 บาท และเมื่อต้องผ่าน ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว กว่าจะถึงมือประชาชนราคาจะเพิ่มเป็นฟองละ 5-6 บาท แต่ชาวบ้านก็ต้องซื้อ เพราะเป็นอาหารหลัก

“เราไม่โทษเกษตรกรที่ขายราคาแพง เนื่องจากอาหารสัตว์ ที่เป็นต้นทุนขึ้นราคาจาก 400 บาทขึ้นเป็น 550 บาท ทำให้ราคาไข่หน้าฟาร์มแพงขึ้น แต่สิ่งที่อยากบอกคือ กลไกราคาของไข่ มีคนควบคุมที่จะให้ถูกหรือแพง ถ้าต้องการให้ไข่แพง เขาก็เอาไข่เข้าห้องเย็น ให้ไข่หายจากท้องตลาด ราคาไข่จะพุ่งสูงขึ้นเพราะความต้องการสูง ซึ่งถ้าเขาอยากให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่เจ๊ง ก็นำไข่ออกมาจากห้องเย็น ดังนั้นจึงขอความกรุณา รมว.พาณิชย์ ช่วยมาจัดการในเรื่องนี้ เพื่อให้ไข่น้านิด ถูกนิดๆ สมชื่อท่านนายกรัฐมนตรี”

'นายกฯ เศรษฐา' ชมเปาะ 'ทักษิณ' วิสัยทัศน์กว้างไกล วางโครงสร้าง 'สุวรรณภูมิ' ไว้ดี 'ต่อเติมง่าย-เซฟงบเยอะ'

(29 ก.ย.66) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธีเปิดให้บริการอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (Satellite 1 : SAT-1) แบบ Soft Opening ณ อาคาร SAT-1 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายกีรติ กิจมานะวัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่ AOT และเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ

นายกรัฐมนตรีกล่าวระหว่างเดินก่อนเป็นประธานพิธีเปิดอาคาร SAT-1 ว่า สนามบินสุวรรณภูมิหลาย 10 ปีที่แล้ว ในการก่อสร้างสนามบิน โชคดีที่เราสร้างอุโมงค์และสิ่งต่างๆ ไว้ก่อน ทำให้การต่อเติมเป็นไปได้ง่ายขึ้น ซึ่งงบประมาณสมัยก่อนในการดำเนินการสร้างอุโมงค์ก็มีราคาถูก ตอนนี้สามารถเชื่อมต่อกับ SAT-1 ได้ดี ทำได้เร็วและเป็นประโยชน์มาก ซึ่ง สมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ทำไว้ก่อน ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ทำให้ตอนนี้ประหยัดงบประมาณได้มาก

นายกฯ กล่าวว่า ปัจจุบันถือว่าดีมาก และบังเอิญที่ประจวบเหมาะกับเวลาที่เราเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ผ่านการท่องเที่ยว ถือว่าการท่าฯ ทำไว้ดีมาก ส่วนรถไฟฟ้า (APM) เชื่อมต่อจากสนามบินแห่งที่ 1 มา SAT-1 ระยะทาง 1 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 1.5 นาที ซึ่งเมื่อวันที่ 28 กันยายน ได้เปิดวันแรกทดสอบนักท่องเที่ยวแล้ว

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินเยี่ยมชมนิทรรศการการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่เริ่มต้น

‘ชายวัย 32 ปี’ บุกกราดยิง รพ.มหาวิทยาลัยแพทย์ใน ‘เนเธอร์แลนด์’ ทำ ‘หมอ-พยาบาล-คนไข้’ วิ่งหนีตายระทึก พบมีผู้เสียชีวิต 3 ราย

(29 ก.ย. 66) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ รายงานว่า มีชายวัย 32 ปีได้สวมชุดนักรบและเสื้อเกราะกันกระสุนบุกเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง ที่อยู่ติดกับบ้านของตัวเอง ก่อเหตุกราดยิง 2 ครั้งในเมืองรอตเตอร์ดัม ของประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 3 ราย โดยเป็นหญิงวัย 39 ปี และลูกสาว วัย 14 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัสก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

หลังจากนั้น มือปืนได้บุกเข้าไปที่ห้องเรียนในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยอีราสมุส เอ็มซี และยิงอาจารย์วัย 46 ปีเสียชีวิตเป็นรายต่อไป

ก่อนจะเปิดฉากยิงขึ้นอีกครั้งภายในอาคารโรงพยาบาลดังกล่าว ทำให้แพทย์ พยาบาล และคนไข้แตกตื่น จนต้องหนีมาอยู่นอกอาคาร ก่อนที่ตำรวจจะเข้าควบคุมสถานการณ์ และคุมตัวมือปืนไปสอบสวน เพื่อหาสาเหตุและแรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้ จากการตรวจสอบประวัติพบว่า มือปืนรายนี้ชอบทรมานสัตว์ และเคยทรมานกระต่ายที่เขาเลี้ยงเอาไว้

‘บอร์ด รฟม.’ เคาะ!! ‘รถไฟฟ้าสายสีม่วง’ 20 บาทตลอดสาย เริ่มวันแรก 1 ธ.ค.นี้ เบื้องต้นรองรับเฉพาะผู้ถือบัตร EMV

เมื่อวันที่ 28 ก.ย.66 ที่สำนักงานใหญ่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการ รฟม. เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม. โดยมี นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เป็นประธานว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2566 กระทรวงคมนาคมยังมีแผนผลักดันรถไฟฟ้า 2 สาย ที่อยู่ในการดำเนินการของหน่วยงานรัฐ ระหว่างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-คลองบางไผ่ เชื่อมต่อรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และบางซื่อ-ตลิ่งชัน ทั้งนี้ รฟม.เตรียมนำมติบอร์ดฯ ที่เห็นชอบปรับอัตราค่าโดยสารเหลือ 14-20 บาท เสนอไปยังกระทรวงคมนาคม วันที่ 29 กันยายน เพื่อนำข้อมูลไปรวมกับโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ก่อนเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบต่อไป คาดว่าจะแล้วเสร็จทันใช้ในช่วงเทศกาลปีใหม่แน่นอน ส่วนการเดินทางข้ามสายระหว่างรถไฟฟ้าสายสีม่วงกับสายสีแดงนั้น จะคิดอัตราค่าโดยสารที่ 20 บาทเช่นกัน

“นโยบายดังกล่าวจะส่งผลให้รายได้ค่าโดยสารสายสีม่วงลดลงประมาณ 190 ล้านบาทต่อปี หรือลดลงประมาณ 60% ของรายได้ผู้โดยสารฯ ทั้งนี้ คาดว่าเมื่อเริ่มใช้นโยบายดังกล่าว จำนวนผู้โดยสารสายสีม่วงจากเพิ่มขึ้นประมาณ 1 หมื่นคนต่อวัน หรือคิดเป็น 17% จากปกติมีผู้โดยสารใช้บริการอยู่ที่ 5.6 หมื่นคนต่อวัน ซึ่งผู้โดยสารจะเพิ่มเป็น 6.6 หมื่นคนต่อวัน โดยมีการเดินทางเฉลี่ยอยู่ที่ 8 สถานี จากจำนวนทั้งหมด 16 สถานี ค่าโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 23 บาท ส่วนการเดินทางข้ามสายระหว่างสายสีม่วงกับสายสีแดง ปัจจุบันยังมีจำนวนไม่มาก หรืออยู่ที่ประมาณ 100-200 คนต่อวัน” นายภคพงศ์กล่าว

นายภคพงศ์กล่าวว่า การแบ่งรายได้จะใช้วิธีการเก็บจากสถานีต้นทาง ผู้โดยสารขึ้นที่สถานีสายสีม่วง รฟม.จะรับรายได้ในส่วนนั้นไป หากผู้โดยสารขึ้นจากรถไฟฟ้าสายสีแดง รฟท.จะได้รายได้ในส่วนนั้นไปเช่นกัน ทั้งหมดนี้จะให้บริการผ่านระบบ EMV หรือ การใช้บริการผ่านบัตรเครดิต และบัตรเดบิต เท่านั้น ไม่รับเงินสด หรือใช้ระบบเหรียญแบบในปัจจุบัน

ส่วนในกรณีจะใช้เงินชดเชยไปอีกกี่ปีนั้น รฟม.ขอพิจารณาก่อน หากผู้โดยสารเพิ่มขึ้นที่ 17% ต่อปี คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5 ปี รฟม.จึงจะคืนทุน ที่ผ่านมา รฟม.นำรายได้ส่งกระทรวงการคลัง ประมาณ 20-25% ต่อปี ของกำไรสุทธิ ดังนี้ ปี 2563 มีรายได้ส่งคลัง 300 ล้านบาท ปี 2564 ส่งคลัง 467 ล้านบาท ปี 2565 ส่งคลัง 311 ล้านบาท ส่วนช่วงครึ่งแรกของปี 2566 ส่งคลัง 223 ล้านบาท

“นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท ที่จะเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน โดยเบื้องต้น รฟม.ได้หารือร่วมกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม ทางเอกชนอยู่ระหว่างประเมินตัวเลขเกี่ยวกับการชดเชยรายได้ที่ขาดหายไปจากนโยบายดังกล่าว นอกจากนี้ ได้รับทราบจากกระทรวงคมนาคม ปัจจุบันอยู่ระหว่างตั้งคณะกรรมการเพื่อเจรจาร่วมกับภาคเอกชน” นายภคพงศ์กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top