Thursday, 30 July 2026
Hard News Team

'เพจดัง' จวก!! 'โจรเด็ก 9 ปี' บุกปีนบ้าน แต่ตำรวจทำอะไรไม่ได้ อ้าง!! เพราะมีกฎหมายคุ้มครองเด็ก สุดท้ายปล่อยลอยนวล

(6 ต.ค.66) จากกรณีเพจเฟซบุ๊ก Drama-addict เปิดเผยเรื่องร้องเรียนจากลูกเพจ กรณีโจรเด็กอายุ 9 ปี บุกปืนบ้านขโมยเงินไป 33,400 บาท แต่ตำรวจทำอะไรไม่ได้เพราะมีกฎหมายคุ้มครองเด็ก โจรไม่ต้องรับโทษอะไร

สวัสดีครับจ่า มีเคสโจรเด็กอายุ 9 ปี บุกปีนบ้านผม

ขโมยเงินไป 33,400 บาท ตำรวจทำอะไรไม่ได้เพราะมีกฎหมายคุ้มครองเด็ก โจรไม่ต้องรับโทษอะไรเลยวันที่ 12 มีนาคม ปีนี้ผมโดนโจรเด็กอายุ 9 ปี บุกปีนบ้านตอนกลางคืน ขโมยเงินสดไป 33,400 บาท ตำรวจทำอะไรไม่ได้เพราะมีกฎหมายคุ้มครองเด็ก 

-ตำรวจบอกว่าเคสนี้ทำอะไรเด็กไม่ได้เพราะมีข้อคุ้มครองเด็กอยู่
-ส่วนผู้ใหญ่ไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะตำรวจไม่มีหลักฐานสาวถึงตัวผู้ใหญ่ (มีแค่คำสารภาพจากเด็กว่ามีผู้ใหญ่ที่สนิทพาไปปีน ซึ่งแค่คำให้การอย่างเดียวตำรวจดำเนินคดีไม่ได้)
-พ่อแม่เด็กเสนอชดใช้ให้ตามจริยธรรมเป็นเงินเดือนละ 1,000 บาท คุณพ่อแม่เด็กจ่ายได้2000 หลังจากนั้นก็ติดต่อพ่อแม่เด็กไม่ได้อีกเลย
-มีใบแจ้งความและใบข้อมูลคนร้ายครบ 
-มีคลิปขณะโจรบุก
-โจรคนนี้เคยก่อคดีแล้วหลายครั้ง มากๆ กับบ้านในชุมชน แต่ทุกคดีก็รอดหมดเพราะตำรวจดำเนินคดีไม่ได้เพราะเป็นเด็ก
พ่อแม่เด็กน่าจะเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
-พ่อ เพิ่งออกจากคุกได้ไม่นานคดีพยายามฆ่า
-เด็ก ขาดการศึกษา ไม่ได้เรียนหนังสือในโรงเรียน
ปัจจุบันเด็กยังลอยนวล เดินไปมาในชุมชนอยู่ตามปกติ กลัวว่าในอนาคตจะเกิดอันตรายกับคนในชุมชนอีกครับ เพราะที่ผ่านมาก็หลายคดีแล้ว แต่รอดหมดทุกคดีครับ 
เขาเลยขอความช่วยเหลือมาครับ มีคลิปกล้องวงจรปิดและเอกสารแจ้งความครบถ้วน สื่อเจ้าไหนสนใจ ติดต่อหลังไมค์

'การบินไทย' จัดงาน Thai Networking 'The Rising of Northern' ส่งเสริมการขายตัวแทนจำหน่ายบัตรจาก 'ประเทศญี่ปุ่น-เกาหลีใต้'

(6 ต.ค.66) นายกรกฏ ชาตะสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นประธานเปิดกิจกรรม 'THAI Networking' 'The Rising of Northern' เพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างบริษัทฯ กับตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสารชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ณ โรงแรม สลิล ริเวอร์ไซด์

โดยกิจกรรมครั้งนี้ บริษัท การบินไทยฯ ได้สื่อสารทิศทางการดำเนินงานของบริษัทฯ ต่อตัวแทนจำหน่ายจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ รวมทั้ง ชี้แจงความคืบหน้าการปรับโครงสร้างธุรกิจ และเส้นทางบินของสายการบินไทยสมายล์ และแนะนำเส้นทางบินใหม่สู่อิสตันบูล ประเทศตุรกี ที่จะเปิดให้บริการในวันที่ 1 ธันวาคม 2566 นี้

อีกทั้ง นำเสนอผลิตภัณฑ์และการให้บริการบนเครื่องบินรูปแบบใหม่ อาทิ Amenity Kits จาก Jim Thompson ช็อกโกแลตจากกานเวลา และกาดโกโก้ บริการสื่อสาระบันเทิงบนเครื่องบิน และเมนูอาหารไทยแบบ All day dine สำหรับให้บริการผู้โดยสารในชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจ ที่รังสรรค์โดยเชฟโบ ดวงพร ทรงวิศวะ เจ้าของรางวัลเชฟหญิงที่ดีที่สุดของเอเชีย ปี 2013 (Asia’s 50 Best Restaurants 2013) จากการจัดอันดับของนิตยสาร Restaurant 

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการขายและการตลาดที่รองรับการขยายเครือข่ายจุดบิน รวมทั้ง วางแผนการขายรองรับเที่ยวบินในตารางบินฤดูหนาว ปี 2566 และเตรียมความพร้อมสำหรับช่วง Low Season ปี 2024

‘รัฐบาล’ ตั้งเป้า ปี 67 เป็นปีแห่งการขับเคลื่อน ‘งานประกันสังคม’ เพิ่มประสิทธิภาพการบริการ ตอกย้ำความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกันตน

(6 ต.ค. 66) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานภายใต้แนวคิด ‘ทักษะดี มีงานทำ หลักประกันทางสังคมเด่น เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ’ โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 เป็นปีแห่งการขับเคลื่อนงานประกันสังคมให้เข้มแข็ง ให้เป็นที่ยอมรับ เชื่อมั่น และไว้วางใจจากลูกจ้าง ผู้ประกันตนและสังคมโดยรวม

นายคารม กล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงาน เดินหน้าปฏิบัติภารกิจของสำนักงานประกันสังคม เพื่อความคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของลูกจ้าง ผู้ประกันตน ดังนี้

1.) ‘Micro Finance’ ลดหนี้ เติมทุน สร้างสุข เพื่อพัฒนาและยกระดับให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

2.) กองทุนมั่นคง แรงงานมั่งคั่ง ประกันสังคมยั่งยืน โดยต้องบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และมีความยั่งยืน

3.) ‘Best e-Service’ ประกันสังคมยุคใหม่ สร้างความมั่นคง เพิ่มความมั่นใจ ยกระดับการให้บริการของสำนักงานประกันสังคม ผ่าน e-Service โดยการนำระบบ e-Claim มาใช้ในการให้บริการเบิก-จ่ายเงิน และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกันตน

4.) สร้างรากฐานเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการคุ้มครองแรงงาน ปรับปรุงและพัฒนากฎหมายให้มีความเหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

5.) การเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริการทางการแพทย์ ยกระดับการให้บริการทางการแพทย์และการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค แก่ลูกจ้าง ผู้ประกันตนโดยผู้ประกันตนต้องได้รับการบริการทางด้านสุขภาพอนามัย การรักษาพยาบาลที่ดีขึ้นกว่าเดิม

6.) จัดทำสิทธิประโยชน์ Package Premium สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 40 เช่น เพิ่มสิทธิกรณีเจ็บป่วย ชดเชยรายได้ตามค่าแรงขั้นต่ำ ค่าตอบแทนกรณีนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยอาจยกระดับให้เท่ากับผู้ประกันตนมาตรา 39 รวมทั้งการจูงใจให้ผู้ประกันตนมาตรา 40 ส่งเงินสมทบอย่างต่อเนื่อง

“รัฐบาลมุ่งยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้องผู้ใช้แรงงานให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมเดินหน้าผลักดันนโยบายให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว ผ่านการทำงานอย่างบูรณาการเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งระดับนโยบาย และระดับปฏิบัติ เพื่อผลักดันนโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงแรงงานให้เป็นเกิดผลสำเร็จ โดยยึดประโยชน์สูงสุดของลูกจ้างผู้ประกันตนเป็นหลัก” นายคารม กล่าว

พิธีกรท็อปนิวส์โล่ง!! ไม่ต้องทำงานจ่ายคดีแพ่ง 3 ล้านบาท หลัง 'ธนาธร' ฟ้องปิดปาก ประเด็นอยากเป็นมากกว่านายกฯ

(6 ต.ค.66) เฟซบุ๊ก ‘ต๊อบ วุฒินันท์ นาฮิม’ ของนายวุฒินันท์ นาฮิม ผู้ประกาศข่าวสำนักข่าวท็อปนิวส์ โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 4 ต.ค. ระบุว่า…

"วันนี้ผมและท่านอาจารย์เสรีไปศาลอาญา เพื่อรับฟังคำพิพากษาของศาล ก่อนไปก็มีคนถามพวกเราว่าเป็นกังวลอะไรไหม ผมได้แต่ยิ้มอย่างมั่นอกมั่นใจ ส่วนท่านอาจารย์ตอบว่า ไม่ได้กังวลอะไร เพราะว่าตอนมีการสืบพยาน เราก็ตั้งข้อสังเกตว่าทางฝ่ายเขาพูดอะไร ทางฝ่ายเราพูดอะไร เราคิดว่าหลักฐานของเราแน่นกว่า

พอไปถึงที่ศาล สิ่งแรกที่ทำเพื่อความสบายใจก็คือ ไปกินอาหารร้านโปรดที่โรงอาหาร บังเอิญไปเจอคุณสิระ เจนจาคะ ซึ่งโดน พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียเวส ฟ้อง

สงสารท่านอาจารย์ขึ้นบันไดศาล หัวใจเต้นเป็นจังหวะแดนซ์ขึ้นไปถึง 100 กว่า ให้ อ.เสรี ยืนพักแล้วไปต่อถึงห้องพิจารณาคดี

พอเข้าไปนั่งรอได้สักพักท่านผู้พิพากษาจึงขึ้นนั่งบัลลังก์พร้อมกัน ใช้เวลาอ่านคำพิพากษาประมาณ 7 นาที ผลการตัดสินแบ่งเป็นสองส่วน

1. ศาลท่านพรรณนาว่าโจทก์ฟ้องเราว่ากระไร ข้อความส่วนใหญ่หาว่าเราหมิ่นประมาทเขาทำให้เขาเป็นที่เกลียดชังเสียชื่อเสียง

2. ท่านผู้พิพากษาพิจารณาลงความเห็นว่า ผมและอาจารย์เสรีนำข่าวที่ปรากฏในสื่อออนไลน์และออฟไลน์มาวิเคราะห์วิพากษ์กันด้วยใจสุจริต ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ ซึ่งตรงนี้ศาลพินิจพิเคราะห์แล้วก็บอกว่าสิ่งที่เราทำนั้น ประชาชนทั้งหลายที่จงรักภักดีจะมีความห่วงใย เคลือบแคลงพฤติกรรมของเขาที่ผ่านมา

ดังนั้นจึงถือว่าเราเป็นสื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์คนซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะ เป็นหัวหน้าพรรค แล้วตอนนี้ก็เป็นหัวหน้ากลุ่ม หัวหน้าคณะ เป็นการกระทำโดยสุจริต ศาลจึงยกฟ้อง

ผมและอาจารย์มองตรงกันว่า กระบวนการยุติธรรมของไทยเรายังเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้ตลอดไป เพราะว่าเป็นการพินิจพิเคราะห์กันด้วยข้อเท็จจริงมีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ครับ ขอใช้พื้นที่นี้สื่อสารไปยังทุกท่าน ขอบพระคุณ อ.บอย ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ และน้องวาเลนไทน์ อดีตโปรดิวเซอร์รายการเปิดเนตร และเรื่องลับมาก มาเป็นพยานให้เรา กราบขอบพระคุณทุกกำลังใจ

หวังว่าคงไม่ต้องทำงานใช้หนี้หาเงิน 3 ล้านไปจ่ายคดีแพ่งแล้ว"

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 4 ต.ค. ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง ในกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน และนายวุฒินันท์ นาฮิม ร่วมกันเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นฯ จากกรณีที่ทั้งสองได้ร่วมพูดคุยกัน ในรายการ ‘เปิดเนตร’ หัวข้อ เป้าประสงค์ชัด ‘ธนาธร อยากเป็นมากกว่านายกฯ’ เผยแพร่ทางเว็บไซต์ และแอปพลิเคชันยูทูบ เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2564

โดยศาลเห็นว่า นายธนาธร โจทก์ได้แสดงออกซึ่งพฤติกรรมให้ปรากฏต่อสาธารณะ โดยเคยให้สัมภาษณ์ทางสื่อต่าง ๆ ร่วมเสวนา และยังโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในทำนองว่า การให้สถาบันกษัตริย์อยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตยจะต้องมีการปฏิรูปสถาบันฯ เพื่อให้อยู่เหนือการเมือง อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ อำนาจบทบาทของสถาบันฯ ต้องสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย ปฏิรูปเพื่อให้สถาบันดำรงอยู่คู่สังคมประชาธิปไตย และโจทก์เคยเสนอให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นอกจากนี้ เมื่อโจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี สภาผู้แทนราษฎร โจทก์เคยอภิปรายเกี่ยวกับงบประมาณในหน่วยงานส่วนพระองค์

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมของโจทก์ที่แสดงออกผ่านทางตัวโจทก์สื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ดังกล่าว ย่อมก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย และทำให้ประชาชนคิดไปได้ว่า เหตุใดโจทก์ ซึ่งเคยเป็น สส.และเป็นบุคคลสาธารณะถึงต้องการปฏิรูปสถาบันฯ อันเป็นสถาบันสูงสุดของประเทศ ซึ่งเมื่อพิจารณาเกี่ยวกับการพูดคุยในรายการของจำเลยทั้งสอง เป็นเพียงการนำข้อมูลของโจทก์ที่ปรากฏทางสื่อออนไลน์ การอภิปรายของโจทก์ในที่ต่าง ๆ และหนังสือของโจทก์ มาวิเคราะห์การกระทำ ซึ่งมีลักษณะส่อไปในทางที่กระทบกระเทือนต่อสถาบันกษัตริย์ เพื่อให้ประชาชนที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันทราบถึงข้อมูลและพฤติกรรมของโจทก์

จึงนับว่าการกระทำของจำเลยเป็นแต่เพียงการจัดรายการในฐานะสื่อมวลชนและประชาชนคนหนึ่งวิเคราะห์ข้อมูลไปตามเนื้อข่าวที่ปรากฏในสื่อออนไลน์ เป็นการแสดงความคิดเห็นเพื่อสื่อสารถึงการกระทำของโจทก์ไปยังประชาชนที่เคารพสถาบันฯ เท่านั้น ถ้อยคำและข้อความที่จำเลยทั้งสองหมิ่นประมาทโจทก์ จึงเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็น หรือข้อความโดยสุจริตติชมด้วยความเป็นธรรม อันเป็นวิสัยซึ่งบุคคลหรือ ประชาชนย่อมกระทำได้ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) พิพากษายกฟ้อง

'ดร.สุวินัย' แฉ!! บรรษัทเทคยักษ์ใหญ่ อำนาจเหนือรัฐที่คาดไม่ถึง คุม 'การเมือง-การตลาด' ปั่นหัวคนรุ่นใหม่ ให้กลายเป็นซอมบี้

(6 ต.ค. 66) ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Suvinai Pornavalai' ในหัวข้อ อนาคตของลูกหลานเรา กับการปฏิวัติมนุษย์นิยมภายใต้ ‘ทุนนิยมสอดแนม’ โดยระบุว่า…

เขาควบคุมผู้คนได้ง่าย หลากหลายวิธี จากการที่เราค้นหาสิ่งที่ชอบ เขาจะรู้หมด เขาจะเร้ากระตุ้นเราได้ตลอดเวลาและต่อเนื่อง จนเราถูกครอบงำโดยไม่รู้ตัว ยิ่งถ้าไม่ฝึกจิตใจฝึกสติ ขนาดผู้ใหญ่เองก็ยังไม่รอด พวกเด็กยิ่งแล้วใหญ่เลย

นี่คือข้อคิดรวบยอดหลังผมจากได้อ่าน ‘ทุนนิยมสอดแนม’ : ระบบทุนนิยมใหม่ใต้เงาบรรษัทเทคยักษ์ใหญ่ (The Age of surveillance capitalism, 2019) (ฉบับแปลไทย 2023, สำนักพิมพ์ bookspace) กับ ‘โฮโมดีอุส : ประวัติย่อของวันพรุ่งนี้’ (Homo Deus : A Brief History of Tomorrow)(2016)

ทุนนิยมสอดแนม คือรูปการล่าสุดของทุนนิยมที่ ‘กลายพันธุ์เป็นเนื้อร้าย’ โดยมีจุดเด่น 2 ประการคือ

(1) มันทำให้การกระจุกตัวของความมั่งคั่ง-ความรู้-อำนาจ มากระจุกตัวที่บรรษัทเทคยักษ์ใหญ่ของโลกเพียงไม่กี่บรรษัท โดยที่บรรษัทเทคเหล่านี้มีอำนาจเหนือ ‘รัฐชาติ’ หลายประเทศที่เติบใหญ่ขึ้นมาพร้อมกับ ‘ความทันสมัย’ (modernization) หรือทุนนิยมอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 20

(2) ประเทศที่ตระหนักถึงภัยของ ‘ทุนนิยมสอดแนม’ อย่างรวดเร็วที่สุดว่าเป็นเนื้อร้ายที่กลายพันธุ์ คือ ประเทศจีนภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน จึงทำให้ประเทศจีนสามารถ ‘ควบคุม’ ทุนนิยมสอดแนมจีน ให้อยู่ภายใต้อำนาจรัฐอย่างที่ประเทศอื่นไม่สามารถทำได้

ประเทศอื่น ๆ จึงได้รับผลร้ายของทุนนิยมสอดแนมเข้าไปเต็มๆ ...ผลร้ายที่ว่านั้นคือ ‘การเมืองแบ่งขั้วอย่างสุดโต่ง’ ที่ประชาชนถูกอัลกอริทึมปั่นหัวให้ขัดแย้งอย่างรุนแรงแบบแบ่งขั้ว

นี่คือสิ่งที่หนังสือเล่มนี้เรียกว่า ‘อำนาจผ่านเครื่องมือ (อัลกอริทึม)’ ซึ่งเป็นอำนาจชนิดใหม่ ที่เข้ามาแผ่อิทธิพลครอบงำสังคมทางความคิด โดยที่ ‘อำนาจใหม่’ (อำนาจผ่านเครื่องมือ) ที่ว่านี้กำลังจะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการมีชัยชนะทางการเมืองและทางการตลาด

ในฐานะที่เป็นปัญญาชนตัวแทนของคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ ผมต้องยืนกรานในเจตจำนงและวิสัยทัศน์ (vision) ของคนรุ่นตัวเอง…จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ผมจะต้องแสดงทัศนะของคนรุ่นผมต่อ ‘อนาคตดิจิทัล’ ในสังคมไทย ซึ่งรวมทั้งพิษภัยของทุนนิยมสอดแนมด้วย…

โลกดิจิทัลกำลังเข้ามาครอบครองและสร้างนิยามใหม่ให้แก่ทุกสิ่งในสังคมไทยที่เราคุ้นเคย

อารยธรรมสารสนเทศ (information civilization) กำลังก่อเกิด เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้าถึงผู้คนเกินกว่าครึ่งของประชากรทั้งหมดทั่วโลกไปแล้ว

แต่สิ่งที่กำลังโดนกระทบอย่างรุนแรงจริง ๆ คือ ความสั่นคลอนของ ‘เขตอภัยทานส่วนบุคคล’ (sanctuary) หรือ ‘พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์’ ในจิตใจผู้คนที่โดนกลบกลืน โดนกวาดล้าง อันเนื่องมาจากกระแสดิสรัปต์ชั่นทางเทคโนโลยีที่ตามมาด้วยความสั่นคลอนของระบบสถาบันต่าง ๆ

ผู้คนที่สูญเสีย ‘เขตอภัยทานส่วนบุคคล’ หรือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในจิตใจตนไปแล้ว ย่อมกลายร่างกลายพันธุ์ไปเป็น ‘ซอมบี้’ ที่อาละวาดไปทั่ว…

นับวันจำนวน ‘ซอมบี้’ ในสังคมไทยมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะพวกซอมบี้ที่เป็น ลูกหลานของเรา

ตราบใดที่ผู้คนยังไม่รู้ทันพิษภัยของทุนนิยมสอดแนม และไม่สามารถปกปักรักษา ‘พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์’ ในจิตใจตนเอาไว้ได้ ตราบนั้น ‘โศกนาฏกรรมเงียบ’ ย่อมคืบคลานมาสู่ครอบครัวของพวกเราทุกครอบครัวโดยแทบไม่มีข้อยกเว้น

โดยที่ลูกหลานของเราคือ เหยื่อที่เปราะบางที่สุด ต่อผลกระทบในเชิงลบของ ทุนนิยมสอดแนม ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงพิษภัยของมันเลย…จนกว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงด้วยน้ำมือของเด็กและเยาวชน

ความร่ำรวยของ ‘พวกนายทุนสอดแนม’ มาจากการสร้าง ‘ตลาดพฤติกรรมล่วงหน้า’ (behaviorial futures market)

ข้อมูลเชิงพฤติกรรมที่นำมาใช้พยากรณ์ได้ดีที่สุด มาจากการแทรกแซงสถานการณ์ที่เกิดในปัจจุบัน เพื่อสะกิด โน้มน้าว ปรับค่า และต้อนพฤติกรรมให้สร้างผลกำไรมากขึ้น ผ่านกระบวนการจักรกลอัตโนมัติ (machine intelligence) ซึ่งไม่เพียง ‘รู้’ พฤติกรรมของเรา แต่ยัง ‘หล่อหลอม’ พฤติกรรมของเราอย่างมากด้วย

- เว็บพนันออนไลน์ คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในการกระตุ้นพฤติกรรมของผู้คนจาก ‘โลภะ’

- การเคลื่อนไหวในโลกโซเชียลของพรรคก้าวไกล คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในการกระตุ้นพฤติกรรมของผู้คนจาก ‘โทสะ’ และ ‘โมหะ’

- การคลั่งเกม เสพติดเกมออนไลน์ คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในการกระตุ้นจิตใต้สำนึกของลูกหลานเราให้นิยมความรุนแรง ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดของคนอื่นและเห็นใจผู้อื่น ...สุดท้ายก็สำแดงความรุนแรงออกมาในโลกจริงจนได้

นี่คือวิธีการเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร (data) เป็นอำนาจสายพันธุ์ใหม่ เพื่อดัดแปลงพฤติกรรม (behavioral modification)

…พวกทุนสีเทา ใช้เว็บพนันออนไลน์ สร้างซอมบี้ผีพนัน
…พรรคปฏิวัติ 2475 สายพันธุ์ใหม่ ใช้ ‘ลัทธิอำนาจผ่านเครื่องมือ’ (instrumentarianism) สร้างสาวกซอมบี้ ฯลฯ

เพราะนี่คือ อำนาจผ่านเครื่องมืออย่างอัลกอริทึม ที่รู้จักพฤติกรรมมนุษย์ดีที่สุด และทำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์เหล่านั้นให้มารับใช้จุดประสงค์ของตนเอง

บัดนี้พวกนายทุนสอดแนมรู้แล้วว่า พวกเขาจะทำอะไรก็ได้ตามต้องการ ...เขาควบคุมผู้คนได้ง่าย หลากหลายวิธี จากการที่เราค้นหาสิ่งที่ชอบ เขาจะรู้หมด เขาจะเร้ากระตุ้นเราได้ตลอดเวลาและต่อเนื่อง จนเราถูกครอบงำโดยไม่รู้ตัว ยิ่งถ้าไม่ฝึกจิตใจฝึกสติ ขนาดผู้ใหญ่ก็ยังไม่รอด พวกเด็กยิ่งแล้วใหญ่เลย

***อนาคตของลูกหลานเรา กับทิศทางของการปฏิวัติมนุษย์นิยมในสังคมไทยต่อจากนี้***

ก่อนยุคทันสมัย เซเปียนส์ใช้ชีวิตโดยเอาเรื่องเล่าของพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง (โดยเฉพาะในโลกของศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลามและศาสนาพราหมณ์)

แต่พอเข้าสู่ยุคทันสมัย เซเปียนส์ได้หันมาเอาเรื่องเล่าเกี่ยวกับมนุษย์หรือความเชื่อใหม่เรื่อง ‘มนุษย์นิยม’ เป็นศูนย์กลางแทน

นี่คือที่มาของ ‘การปฏิวัติมนุษย์นิยม’ ที่เกิดขึ้นเคียงคู่ ‘การทำให้ทันสมัย’

การปฏิวัติมนุษย์นิยมกลายเป็นหลักความเชื่อใหม่ที่ ‘พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน’ สำหรับคนสมัยนั้น และทำให้สามารถพิชิตโลกทั้งโลกในช่วงสองสามศตวรรษที่ผ่านมาได้

ศาสนามนุษย์นิยมบูชาความเป็นมนุษย์ และคาดหวังให้มนุษย์แสดงบทบาทที่พระเจ้าเคยแสดงในศาสนาคริสต์และอิสลาม

มนุษย์นิยมคาดหวังให้ประสบการณ์ของมนุษย์เป็นฝ่ายมอบความหมายให้จักรวาล ผ่านการดึงประสบการณ์ภายในของตนออกมา…

เพื่อสร้างความหมายให้แก่โลกที่ไร้ความหมาย หัวใจของการปฏิวัติมนุษย์นิยมในยุคทันสมัย จึงมิใช่การสูญสิ้นศรัทธาในพระเจ้า แต่เป็นการหันมาศรัทธาในมนุษย์แทน

คำขวัญของมนุษย์นิยมในทางจริยธรรม คือ ‘ถ้ารู้สึกดี จงทำ’
คำขวัญของมนุษย์นิยมในทางการเมือง คือ ‘ผู้ออกเสียงรู้ดีที่สุด’
คำขวัญของมนุษ์นิยมในทางเศรษฐกิจ คือ ‘ลูกค้าถูกเสมอ’
คำขวัญของมนุษย์นิยมในทางสุนทรียศาสตร์ คือ ‘ความงามอยู่ในดวงตาของผู้ชม’

สรุปสั้น ๆ ได้ว่า พวกมนุษย์นิยมเชื่อมั่นในความรู้สึกของปัจเจกซึ่งเป็นอัตวิสัยเท่านั้นในการตัดสินทุกเรื่องราวในชีวิต ในยุคทันสมัยภายใต้การปฏิวัติมนุษย์นิยม ความรู้สึกของมนุษย์คือแหล่งกำเนิดของความหมายและอำนาจทั้งปวง

ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายสูงสุดของชีวิตแบบมนุษย์นิยมคือการพัฒนาความรู้อย่างเต็มที่ผ่านประสบการณ์อันหลากหลายทางด้านปัญญา อารมณ์และทางกายภาพ เป้าหมายของการดำรงอยู่ คือ การกลั่นประสบการณ์ที่เป็นไปได้อย่างกว้างขวางที่สุดของชีวิตให้กลายเป็นภูมิปัญญา (wisdom)

จุดยอดสูงสุดแห่งชีวิตมีเพียงประการเดียวเท่านั้นคือ การได้วัดความรู้สึกทุกสิ่งทุกอย่างในการเป็นมนุษย์

ตั้งแต่เซเปียนส์สร้างประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของตนขึ้นในช่วง 70,000 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีวัฒนธรรมไหนที่ให้ความสำคัญแก่ความรู้สึก ความปรารถนาและประสบการณ์ของมนุษย์มากเท่ามนุษย์นิยมมาก่อน

อย่างไรก็ดี ‘ลัทธิมนุษย์นิยม’ ได้แตกออกเป็นสามนิกายย่อยที่ตีความประสบการณ์ของมนุษย์แตกต่างกันไป คือ

(1) มนุษย์นิยมแบบเสรีนิยม (liberal humanism) หรือเรียกย่อๆว่า เสรีนิยม (liberalism) นี่คือมนุษย์นิยมแบบดั้งเดิมและเป็นกระแสหลักที่มองว่ามนุษย์แต่ละคนเป็นปัจเจกบุคคลที่มีความเฉพาะตัว จึงให้ความสำคัญกับเสรีภาพมากที่สุด

(2) มนุษย์นิยมแบบสังคมนิยม (socialist humanism) ที่โอบอุ้มความเคลื่อนไหวของสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์เอาไว้ โดยให้ความสำคัญกับความเสมอภาคมากกว่าเสรีภาพ และฝากศรัทธาทั้งหมดไว้ที่พรรคการเมืองของตน (เชื่อว่าพรรคการเมืองรู้ดีที่สุด)

(3) มนุษย์นิยมแบบวิวัฒนาการ (evolutionaly humanism) เชื่อมั่นแบบยึดมั่นถือมั่นในทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน จึงไม่ชื่อว่าวิวัฒนาการจะหยุดอยู่แค่เซเปียนส์ แต่ยังมีหนทางอีกยาวไกลที่มุ่งไปสู่การเป็น อภิมนุษย์ (superhuman)

ผู้สนับสนุนแนวคิดมนุษย์นิยมแบบวิวัฒนาการที่โด่งดังที่สุด คือพวกนาซี แต่นี่เป็นเพียงเวอร์ชั่นที่สุดโต่งของมนุษย์นิยมแบบวิวัฒนาการเท่านั้น

ลัทธินาซีเกิดขึ้นจากการจับคู่แบบมิจฉาทิฐิระหว่างมนุษย์นิยมแบบวิวัฒนาการกับทฤษฎีเชื้อชาติจำเพาะและอารมณ์คลั่งชาติอย่างรุนแรง

แปลกแต่จริง ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ที่เราเห็นได้ชัดถึงขีดจำกัดของมนุษย์นิยมแบบเสรีนิยม (ที่เลยจุดพีคมาแล้ว) และมนุษยนิยมแบบสังคมนิยม (ที่ส่วนใหญ่ล้มเหลวไม่เป็นท่ายกเว้นในประเทศจีน)

ปรากฏว่า มนุษยนิยมแบบวิวัฒนาการกลับผงาดขึ้นมาแทนและมีแนวโน้มว่าจะกลายมาเป็นกระแสหลักในการก่อร่างสร้างศตวรรษที่ 21 หลังจากนี้ ผ่านการผลักดันโครงการมนุษย์เทพหรือโฮโมดีอุส

โครงการ Homo Deus (มนุษย์เทพ) ที่กำลังวิจัยและพัฒนาอยู่ในปัจจุบัน กับความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีชีวภาพ คือพลังทางวัตถุที่หนุนหลังแนวคิดมนุษย์นิยมแบบวิวัฒนาการให้ผงาดขึ้นมาอีกครั้งหลังจากนี้

พร้อมกันนั้น ศาสนาเทคโนโลยี (techno-religion) ในยุคดาต้านิยมกำลังจะเข้ามาแทนศาสนามนุษย์นิยมที่ครองโลกในยุคทันสมัย (ยุคทุนนิยม) มาอย่างยาวนาน

เพราะพร้อมๆกับการเกิดขึ้นของมวลชนที่เป็น ‘มนุษย์ที่ไร้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ’ จำนวนมหาศาล ที่เป็นผลมาจากการปฏิวัติปัญญาประดิษฐ์ในอนาคตอันใกล้

ความเชื่อความศรัทธาเรื่องมนุษย์นิยมแบบเสรีนิยมจะถูกบ่อนทำลายในระดับฐานราก

ปัจจุบัน ขบวนรถไฟแห่ง ‘ความก้าวหน้า’ ได้เริ่มเคลื่อนออกจากสถานีที่ชื่อทุนนิยมและมนุษย์นิยมไปแล้ว

สังคมไหน องค์กรไหน ปัจเจกคนไหนที่พลาดขบวนนี้จะไม่มีโอกาสอีกเป็นครั้งที่สอง

การจะหาที่นั่งในขบวนนี้ได้ สังคมนั้น องค์กรนั้น ผู้นั้นจำเป็นต้องเข้าใจเทคโนโลยีของศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอำนาจของเทคโนโลยีชีวภาพและอัลกอริทึม

ผู้ที่ขึ้นรถไฟแห่งความก้าวหน้าในยุคดาต้านิยมได้ทัน จะได้รับอำนาจวิเศษแห่งการสร้างสรรค์และการทำลาย ส่วนพวกที่ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลังจะต้องเผชิญกับการสูญพันธุ์ไม่ช้าก็เร็ว

เป็นที่น่าสนใจว่า ในการแย่งชิงความเป็นเจ้าโลกในยุคดาต้านิยมต่อจากนี้ระหว่างจีนกับสหรัฐ ขณะที่จีนเลือกโมเดล ‘มนุษย์นิยมแบบสังคมนิยม’ อย่างชัดเจน

ส่วนสหรัฐกลับเลือกโมเดล ‘มนุษย์นิยมแบบวิวัฒนาการ’ ผ่านโครงการโฮโมดีอุสมากกว่า …ฉะนั้นจงอย่างแปลกใจที่คนเขียน Homo Deus เป็นคนยิว

ส่วนประเทศไทย คนไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ยังสับสนในตัวเองอยู่เลยว่าจะผลักดันการปฏิวัติมนุษย์นิยมไปทางไหนกันแน่?

คนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานของเรา ดูเหมือนจะฝากความหวังของ ‘การปฏิวัติมนุษย์นิยม’ (การปฏิวัติล้มเจ้าล้มสถาบันในสายตาของฝั่งอนุรักษ์นิยม) ไว้ที่ ‘พรรคการเมืองของพวกเขา’ ซึ่งค่อนข้างชัดว่าเป็น ‘มนุษย์นิยมแบบสังคมนิยม’ ที่บูชาเลื่อมใส รัฐสวัสดิการ

คนรุ่นใหม่ คิดดีแล้วหรือว่านี่คือ ทิศทางไทยที่ถูกต้อง?

‘ถ้านายไม่อ่านหนังสือ นายจะไปรู้อะไร?’ (อาจารย์ศิลป์ พีระศรี)

‘สุวรรณภูมิ’ แจง หลังผู้โดยสารชาวต่างชาติแอบนำสัตว์ขึ้นเครื่องบิน เผย จนท.ละเลยหน้าที่-สั่งพักงานทันที ยัน!! ระบบตรวจค้นได้มาตรฐาน

เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 66 ‘ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ’ ชี้แจง กรณีมีผู้โดยสารลักลอบนำสัตว์ขึ้นเครื่องบินไปยังไต้หวัน โดยระบุว่า…

“ตามที่ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีมีผู้โดยสารลักลอบนำสัตว์ขึ้นเครื่องบินของสายการบินไทยเวียตเจ็ท ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2566 เวลา 15.32 น. ปลายทางท่าอากาศยานไต้หวันเถาหยวนนั้น

ทสภ. ได้ตรวจสอบการปฏิบัติงานของพนักงานตรวจค้น บริษัท รักษาความปลอดภัย ท่าอากาศยานไทย จำกัด (บรท.) ซึ่งเป็นบริษัทจัดจ้างของ ทสภ. ตามสัญญางานจ้างบริการรักษาความปลอดภัย ผ่านระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ย้อนหลัง พบว่าผู้โดยสารที่นำสัตว์ขึ้นเครื่องดังกล่าวเป็นชาวต่างชาติ 2 ราย ซึ่งได้มีการนำกระเป๋าผ่านเครื่อง X-Ray บริเวณจุดตรวจค้นในเวลาประมาณ 13.45 น. โดยพนักงานวิเคราะห์ภาพเกิดข้อสงสัยจึงส่งกระเป๋าให้พนักงานอีกคนหนึ่งทำการเปิดกระเป๋า เพื่อพิสูจน์ทราบว่าสิ่งที่สงสัยนั้นเป็นวัตถุอันตราย หรือวัตถุต้องห้ามหรือไม่ แต่พนักงานคนดังกล่าวมิได้ทำการเปิดตรวจกระเป๋า และอนุญาตให้ผู้โดยสารผ่านจุดตรวจค้นเดินทางขึ้นเครื่องบินต่อไป

ทสภ. ขอเน้นย้ำว่า ระบบเทคโนโลยีที่นำมาใช้ภายในจุดตรวจค้นของ ทสภ. สามารถทำงานได้ตามมาตรฐาน และขั้นตอนการตรวจสอบวัตถุต้องห้ามที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน แต่กรณีนี้เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของพนักงานเปิดตรวจสอบกระเป๋า ที่ไม่ดำเนินการตามขั้นตอนการปฏิบัติงานที่กำหนดไว้ โดย ทสภ. มีคำสั่งให้พนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวหยุดปฏิบัติงานทันที และหากผลการสอบสวนพบว่า เป็นการละเลยขั้นตอนการปฏิบัติงานตามมาตรฐาน จะต้องถูกดำเนินการลงโทษตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ทสภ. ขอย้ำเตือนผู้เดินทางทั้งชาวไทยและต่างชาติทุกท่าน ไม่กระทำผิดกฎหมายโดยการลักลอบนำสัตว์ หรือ ซากสัตว์ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตขึ้นเครื่องเข้า-ออกนอกประเทศ หากประสงค์จะนำสัตว์เลี้ยงเดินทาง ขอให้ทำการขออนุญาตให้ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นจะมีความเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมายทั้งกฎหมายไทยและต่างประเทศ ที่ต้องรับโทษทั้งปรับและจำคุก”

‘ในหลวง-พระราชินี’ โปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์ เข้าเยี่ยมชาวจีนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุกราดยิงในห้างดัง

เมื่อวานนี้ (5 ต.ค. 66) เพจเฟซบุ๊ก ‘Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย’ ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า…

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี โปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์เข้าเยี่ยมชาวจีนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุกราดยิง

ช่วงเช้าวันที่ 4 ตุลาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่ชาวจีนผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุกราดยิง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ซึ่งกำลังเยี่ยมชาวจีนผู้ได้รับบาดเจ็บที่โรงพยาบาล เป็นผู้รับผู้แทนพระองค์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานพระราชกระแสแสดงความเสียพระราชหฤทัย ต่อชาวจีนผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว และพระราชทานกำลังใจแก่ครอบครัวของชาวจีนผู้เสียชีวิตและชาวจีนผู้ได้รับบาดเจ็บ และทรงให้กำลังใจให้ผู้ได้รับบาดเจ็บหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว

เอกอัครราชทูต หาน จื้อเฉียง กล่าวแสดงความขอบคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ของฝ่ายจีน ครอบครัวชาวจีนผู้เสียชีวิตและชาวจีนผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยกล่าวว่าเหตุกราดยิงถือเป็นโศกนาฏกรรมอันน่าสะเทือนใจ แต่ความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี รวมถึงความพยายามของรัฐบาลไทยในการจัดการกับผลที่ตามมานั้นน่าอบอุ่นใจ ฝ่ายจีนยินดีที่ทำงานร่วมกับฝ่ายไทยโดยยกระดับมาตรการที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อความปลอดภัยของชาวจีนที่อยู่ในประเทศไทย

BRICS มหาอำนาจน้ำมันใหม่ กดดัน 'ดอลลาร์' สูญค่า!!

‘BRICS’ ได้กลายเป็นมหาอํานาจด้านน้ำมันอย่างเป็นทางการของโลกแล้ว ทำให้ตอนนี้ ‘ดอลลาร์สหรัฐ’ ต้องสะดุ้งสะเทือน เพราะว่าตําแหน่งของความเป็น reserve currency (สกุลเงินสำรอง) กําลังสั่นคลอน

ปัจจุบันประเทศที่ผลิตน้ำมันได้มากที่สุดในโลกก็คือ สหรัฐอเมริกา ผลิตได้ 20 เปอร์เซ็นต์ของโลก ส่วนในกลุ่มประเทศ G7 ก็มีแคนาดาผลิตได้ 6 เปอร์เซ็นต์ของโลก ทำให้ 2 ประเทศนี้รวมกัน 26 เปอร์เซ็นต์

ทางด้าน BRICS สมาชิกดั้งเดิม ได้แก่ รัสเซีย จีน บราซิล โดย 3 ประเทศนี้ผลิตรวมกันได้ 27 เปอร์เซ็นต์ และตอนนี้ได้รับสมาชิกเข้ามาใหม่ นําโดยซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิหร่าน แค่เฉพาะซาอุดีอาระเบีย ก็คือผลิตได้ 12 เปอร์เซ็นต์ อาหรับเอมิเรตส์ 4% อิหร่าน 4% รวมกันผลิตได้ 20 เปอร์เซ็นต์

ดังนั้นถ้า BRICS ดั้งเดิมรวมกับสมาชิกใหม่ จะผลิตน้ำมันได้ถึง 47 เปอร์เซ็นต์ของโลก เกือบครึ่งหนึ่งของโลก ทำให้ BRICS มีอํานาจในการตั้งราคา กําหนดปริมาณการผลิตน้ำมันทั้งหมด

ซึ่งสิ่งนี้สะเทือน reserve currency ของดอลลาร์สหรัฐ ยังไง?

เดิมทีสหรัฐฯ เคยมีข้อตกลงกับซาอุดีอาระเบีย เมื่อปี 1971 ว่าจะต้องขายน้ำมันให้สหรัฐอเมริกา และทั่วโลก โดยใช้เงิน ‘ดอลลาร์’ เท่านั้น โดยมีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนกันว่า สหรัฐอเมริกาจะให้ความช่วยเหลือด้านการทหาร อาวุธ แปลว่าถ้าใครอยากจะได้น้ำมันก็จะต้องมีเงินดอลลาร์ไว้ในมือ

ซึ่งความต้องการที่แท้จริงของคน คือต้องการน้ำมัน ไม่ใช่ดอลลาร์ จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่คนจําเป็นจะต้องมีดอลลาร์เป็นสกุลเงินสํารองระหว่างประเทศ เหมือนดูจากแนวโน้มในช่วงนี้แล้ว เงินดอลลาร์สหรัฐฯ กำลังหมดความสำคัญลงเรื่อย ๆ

เหตุผลที่สนับสนุนเรื่องนี้คือ ปัจจุบันซาอุดีอาระเบีย ไม่ได้อยากจะพึ่งพาดอลลาร์แล้ว โดยเลือกทิ้งบอนด์ของสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ และเริ่มทำมาแล้วตั้งแต่ปี 2020 หรือ 3 ปีมาแล้ว และที่สําคัญประเทศต่าง ๆ เช่น อินเดีย ซื้อน้ำมันจาก UAE ด้วยเงินรูปี โดยซื้อมากถึง 1 ล้านบาร์เรล ส่วนจีนซื้อน้ำมันจากรัสเซียเป็นเงินหยวนอยู่แล้ว

และรายงานจากบลูมเบิร์กได้ระบุว่ายังมีอีก 24 ประเทศทั่วโลกที่อยากจะเข้าเป็นสมาชิกของ BRICS ซึ่งหนึ่งในนั้นมี ‘ประเทศไทย’ ด้วย

‘EA’ ส่งมอบชุดแบตเตอรีลิเทียมไอออน ‘อมิตา เทคโนโลยี’ ให้ กทม. หนุนพัฒนารถสันดาปสู่รถไฟฟ้าดัดแปลง หวังแก้ปัญหาฝุ่น-มลภาวะ

บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) ผู้นำนวัตกรรมพลังงานสะอาด เดินหน้าส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ ได้ส่งมอบชุดแบตเตอรีลิเทียมไอออน ใช้สำหรับดัดแปลงรถสันดาปเป็นรถไฟฟ้า (EV Conversion) จากนวัตกรรมระบบกักเก็บพลังงานแบบครบวงจร ‘อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย)’ โดยมี นางสาวอำภา นรนาถตระกูล ผู้อำนวยการสำนักการคลัง เป็นผู้แทนผู้บริหารกรุงเทพมหานครรับมอบ ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

สำหรับโครงการรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงต้นแบบ เป็นความร่วมมือระหว่าง ‘กรุงเทพมหานคร’ กับ ‘สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ’ (สสส.) มูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย ตามโครงการสานพลังขับเคลื่อนเคานต์ดาวน์ PM2.5 เพิ่มสุขภาวะผู้คนในพื้นที่ กทม. ซึ่งมุ่งแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ

โดยหนึ่งในแผนงาน คือ การนำรถยนต์สันดาป มาทำการดัดแปลงเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่ไม่มีการปล่อยมลพิษและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เพื่อทำการศึกษาประโยชน์จากการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ต้นทุนการดำเนินการ ความคุ้มค่า ความปลอดภัยในการใช้งาน และความเหมาะสมในการปรับเปลี่ยนรถยนต์ราชการของกรุงเทพมหานครเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ในการนี้ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) ได้ให้การสนับสนุนแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนขนาด 30 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักในการจัดทำรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงที่มีมูลค่าสูง

โดยการดัดแปลงนั้น กทม. ร่วมกับศูนย์วิจัย Mobility & Vehicle Technology Research Center (MOVE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในการดำเนินการดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ

คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 จากนั้นจะมีการจัดทำชุดความรู้เกี่ยวกับการดัดแปลง

การใช้งาน และการบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงจัดทำหลักสูตรการดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้าเพื่ออบรมให้ความรู้แก่ผู้สนใจทั่วไปผ่านโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานครต่อไป

‘พลอย-เมนู’ เตรียมแฉเส้นทางการเงินแก๊งทะลุวัง พร้อมเปิดหลักฐานหลอกโอนเงิน-บัญชีรับเงิน 15 ต.ค.นี้

(5 ต.ค. 66) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ในฐานะหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับกลุ่มทะลุวังว่า ในวันที่ 15 ต.ค.นี้ ‘พลอย-เมนู’ อดีตสมาชิกกลุ่มทะลุวัง ซึ่งเป็นคนที่ถูกแกนนำ ‘ทะลุวัง’ บางคนให้โอนเงินเข้าบัญชีนั้น จะโทรมาคุยและส่งหลักฐานว่าถูกหลอกให้โอนเงินอย่างไร และมีการเปิดบัญชีที่ไหน และมีการรับเงินจากที่ไหนบ้าง ซึ่งตนได้ให้คำแนะนำว่าให้เชิญพนักงานสอบสวนมาร่วมรับฟังด้วยเพื่อให้ข้อมูลนั้นถูกกฎหมายและใช้เป็นพยานหลักฐาน

เมื่อถามว่า พล.ต.เสรีพิศุทธ์จะเดินทางไปร่วมรับฟังด้วยหรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่ต้องไปเพราะใช้หลักการบริหารจัดการเหมือนการบริหารประเทศชาติ เป็น ผบ.ไม่ต้องลงมาดูที่เกิดเหตุ แค่ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลก็พอแล้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top