Thursday, 30 July 2026
Hard News Team

กระแส ‘ตลาดรถ NEV’ ของจีนส่งสัญญาณคึกคัก ดันยอดจำหน่ายช่วง ม.ค.-ส.ค. ปาไป 5.37 ล้านคัน

เมื่อวานนี้ (6 ต.ค.66) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า งานจัดแสดงยานยนต์ในช่วงหยุดยาววันชาติจีน (29 ก.ย.-6 ต.ค.) หรือ ‘สัปดาห์ทอง’ ได้สะท้อนความนิยมยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่เพิ่มขึ้นจนกลายเป็นดาวเด่นดวงใหม่ของงานจัดแสดงยานยนต์ทั่วจีน

งานจัดแสดงยานยนต์พลังงานใหม่นานาชาติแห่งเหอเฝย ปี 2023 ในนครเหอเฝย มณฑลอันฮุยทางตะวันออกของจีน เมื่อวันที่ 29 ก.ย.-4 ต.ค. มีการจัดแสดงยานยนต์พลังงานใหม่จาก 95 แบรนด์ในประเทศและต่างประเทศมากกว่า 1,000 คัน

“หลังคำนวณราคาและปัจจัยอื่นๆ คิดว่าพร้อมซื้อรถยนต์พลังงานใหม่สักคัน จึงมาเดินงานนี้เพื่อดูรุ่นที่เหมาะสม” จางจู้ ชาวเมืองเหอเฝยที่มีรถยนต์เชื้อเพลิงน้ำมันแล้วกล่าว โดยจึงอยากซื้อรุ่นที่ราคาราว 2 แสนหยวน (ราว 1.02 ล้านบาท)

นอกเหนือจากรถยนต์ขนาดเล็กมูลค่าหลายหมื่นหยวน งานนี้ยังนำเสนอรถยนต์ที่มีคุณสมบัติครบครันมูลค่าสูงถึง 1 ล้านหยวน (ราว 5.13 ล้านบาท) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายอีกด้วย

งานนี้มีบรรดาแบรนด์ยานยนต์พลังงานใหม่ ครอบคลุมยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างออดี เมอร์ซิเดซ-เบนซ์ และบีเอ็มดับเบิลยู รวมถึงผู้ผลิตยานยนต์ม้ามืดจากจีนอย่างบีวายดี เชอรี และนีโอ เข้าร่วมจัดแสดงยานยนต์อย่างคึกคัก

อู๋หู่ ผู้เข้าชมงานนี้อีกคนหนึ่ง เผยว่าประสบการณ์การขับขี่อัจฉริยะและคุณสมบัติด้านความบันเทิงของยานยนต์พลังงานใหม่แบรนด์ภายในประเทศนั้นน่าสนใจมาก ไต้เสี่ยวฮุย พนักงานประจำบูธของเชอรี ผู้ผลิตยานยนต์ภายในประเทศ กล่าวว่ามีคำสั่งซื้อรถยนต์รุ่นต่างๆ มากกว่า 100 รายการในวันเดียว ซึ่งเท่ากับยอดจำหน่ายทั้งเดือนของร้านตัวแทนจำหน่ายระดับมาตรฐาน

เจิ้งลี่ ชาวเมืองเหอเฝยผู้เข้าชมงานนี้อีกคน เผยว่าการก่อสร้างและความครอบคลุมของสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการชาร์จไฟในปัจจุบันมีเพียงพอแล้ว ทำให้ยานยนต์พลังงานใหม่ตอบสนองความต้องการเดินทางได้เต็มที่

อนึ่ง ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศจีน ระบุว่าจีนเป็นผู้ผลิตและตลาดยานยนต์พลังงานใหม่ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยยอดจำหน่ายยานยนต์พลังงานใหม่ของจีน ช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม รวมอยู่ที่กว่า 5.37 ล้านคัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.2 เมื่อเทียบปีต่อปี

แผนงานด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ฉบับล่าสุดของรัฐบาลจีน กำหนดเป้าหมายผลักดันยอดจำหน่ายยานยนต์พลังงานใหม่ในปีนี้แตะหลัก 9 ล้านคัน ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 เมื่อเทียบปีต่อปี

เจาะ 'ระเบิด 3 ลูก' อันตราย!! บนตักรัฐบาลเศรษฐา 'แจกเงินดิจิทัล - ประชามติ รธน. - นิรโทษกรรม'

แม้จะขยันขันแข็ง ทำงานเหนื่อยหนัก พักผ่อนนอนน้อยแค่ไหน แต่บางครั้งถ้ากระบวนท่าการรุกรบไม่สอดรับกับสถานการณ์และสวนทางกับความเป็นจริง พลังงานที่ทุ่มลงไปอาจไม่คุ้มค่ากับผลลัพธ์

สดับตรับฟังมาหลายวงสภากาแฟ 'เล็ก เลียบด่วน' ก็เลยนำมาเปิดหัวเรื่อง ส่งถึง ท่านนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ด้วยรักและห่วงใยจร้า...

กลับมาว่ากันที่สถานการณ์บ้านเมือง วันนี้ขอสรุปสั้นฟันธงเปรี้ยงเกี่ยวกับระเบิด 3 ลูกใหญ่ที่รัฐบาลเศรษฐาจะต้องถอดสลัก รับมือให้ดี...

>> ระเบิดลูกแรก ก็คือ นโยบายเติมเงิน ดิจิทัล วอลเล็ต 1 หมื่นบาท ประชุมกันไปแล้ว ตั้งอนุกรรมการกันแล้ว กะว่าอีก 2 สัปดาห์ จะแถลงเสียงดังฟังชัด ว่าเอาเงินมาจากไหน แจกจ่ายเติมเงิน 5.6 แสนล้านกันอย่างไร ขณะที่กระแสภายนอกรุมค้านกันอย่างทรงพลัง โดยเฉพาะนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ 99 คน นำโดยอดีต 2 ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ดร.วิรไท สันติประภพ และ ดร.ธาริษา วัฒนเกษ ร่ายเหตุผล 7 ประการเสนอให้ยกเลิกนโยบายที่จะทำลายการคลังระยะยาว ถ้าจะช่วยเหลือคนมีรายได้น้อยก็ควรทำแบบเฉพาะเจาะจง...

ฟังสุ้มเสียงทางรัฐบาลแล้ว ฟันธงว่า...คำว่า 'ยกเลิก' คงสะกดไม่เป็น เพราะจะเสียหายทางการเมืองหลายแสน แต่คงจะทบทวนเรื่องวิธีการ หรือลดขนาดลงเล็กน้อย...ซึ่งดูแล้วก็ยังน่าเสียวไส้อยู่ดีว่าจะไปไหวหรือเปล่า...

ดีไม่ดีระเบิดลูกนี้ถ้าถอดสลักไม่เนียน...อาจระเบิดใส่ตักคนชื่อเศรษฐาถึงขั้นลาโรงก็ได้นะ อย่าทำเป็นเล่น...

>> ระเบิดลูกที่สอง กรณีรัฐธรรมนูญว่าด้วยการทำประชามติ มีการปรับชื่อคณะกรรมการบางส่วน  ตอนนี้เหลือ 34 อรหันต์...ฟันธงว่าผลศึกษาที่พอจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างก็ปีหน้า...สุดท้ายก็จะตั้งคำถามเพื่อลงประชามติรอบแรก จากนั้นก็น่าจะเกิดสสร.ลูกผสมไปแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 แล้วลงประชามติกันเป็นครั้งที่สอง เมื่อแก้มาตรา 256 เสร็จแล้วก็มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กันต่อ แล้วนำไปลงประชามติอีกรอบ...เป็นหนที่สาม

เบ็ดเสร็จได้หย่อนบัตรกัน 3 ครั้งๆ ละประมาณ 4 พันล้านบาท...เวลาที่ใช้ทั้งหมด ไม่น้อยกว่า 3 ปี...ปัญหามีอยู่ว่ารัฐบาลเศรษฐาจะอยู่ถึงวันนั้นหรือไม่ ถ้ากลายเป็นรัฐบาลอุ๊งอิ๊งก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้ากลายเป็นรัฐบาลอื่น...ท่าจะยุ่ง...

>> ระเบิดลูกที่สาม กรณีนิรโทษกรรมคดีอันเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง เรื่องนี้พรรคก้าวไกลมีแนวร่วมที่ติดคดีพวกนี้อยู่เยอะมากโดยเฉพาะความผิด มาตรา 112 ต้องการที่จะปลดปล่อยคนพวกนี้ แต่มากกว่านั้นพรรคก้าวไกลรู้ดีว่าวันนี้ทุกสีเสื้อทางการเมืองก็อยากออกจากพันธนาการนี้...ทั้งกลุ่มพันธมิตรฯ กลุ่มนปช.เสื้อแดง กลุ่มกปปส. ก้าวไกล จึงช่วงชิงเสนอร่างกฎหมายนี้เมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา...'เล็ก เลียบด่วน' ยังไม่ขอลงรายละเอียดในวันนี้...

งานนี้พรรคเพื่อไทยน่าจะอึดอัดใจไม่น้อย จะเมินเฉยไม่นำพาก็ดูไร้น้ำใจเหมือนละทิ้งมวลชน ถูกอัดยับแน่ว่า 'ทักษิณ' รอดตายอยู่คนเดียวจึงไม่สนใจคนอื่น แต่ครั้นจะเสนอร่างประกบโดยไม่ครอบคลุมนิรโทษความผิดมาตรา 112 ด้อมส้มก็ถล่มเละ...ก็คงต้องดูกระบวนท่าว่านายกฯเศรษฐาและเพื่อไทยจะเอาไง...

จะเอาไงไม่เอาไงก็ว่ากันไป...แต่ 'เล็ก เลียบด่วน' ส่งเสียงมานานแล้วว่า...ถ้ารัฐบาลชุดนี้ทำให้เกิดบรรยากาศปรองดอง สมานฉันท์ไม่ได้ เพราะภาพหลอนคำว่า 'นิรโทษกรรม' ก็จะน่าเสียดายเป็นที่ยิ่ง...

สรุปก็คือ อย่าหลอน...รัฐบาลเพื่อไทยต้องทำ...แต่จะทำแบบไหน ไม่ยากถ้าสุมหัวพรรคร่วมช่วยกันคิด...ถ้าไม่ทำ...บางคนบอกว่าเลือกตั้งรอบหน้าพรรคก้าวไกลอาจแลนด์สไลด์ของจริง...

สวัสดี!!

‘วิรไท สันติประภพ’ ยกคำกล่าว ‘อาจารย์ป๋วย’ เป็นข้อคิดในการบริหารบ้านเมือง

เมื่อวานนี้ (6 ต.ค.66) นายวิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ 'การบริหารบ้านเมืองด้วยความรับผิดชอบ เป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของผู้มีอำนาจรัฐ' ระบุว่า...

อาจารย์ป๋วยเคยกล่าวไว้ทำนองว่า

ถ้าแพทย์รักษาผู้ป่วยผิดพลาด อาจจะสร้างผลกระทบให้กับชีวิตของผู้ป่วยหนึ่งคนและครอบครัว

ถ้าวิศวกรสร้างตึก หรือสะพานผิดพลาด อาจจะหมายถึงชีวิตคนหลายสิบหรือหลายร้อยคนที่ใช้งาน

แต่ถ้านักเศรษฐศาสตร์ทำนโยบายเศรษฐกิจผิดพลาดแล้ว อาจจะกระทบต่อชีวิตของคนหลายสิบล้านคนทั้งประเทศ

วันนี้ ด้วยพลังของตลาดที่รู้ว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี แค่ผู้มีอำนาจรัฐเริ่มคิดจะทำนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่รับผิดชอบ ก็ส่งผลเสียต่อชีวิตคนได้ทั้งประเทศแล้ว ผ่านกลไกของตลาดเงินและตลาดทุน

เรามีตัวอย่างนโยบายภาครัฐจากอดีตหลายอันที่เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงสั้นๆ แต่สร้างความบิดเบือนให้กับกลไกตลาด และโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ สร้างภาระทางการคลังแบบได้ไม่คุ้มเสีย และส่งผลกระทบต่อผลิตภาพยาวนานไปอีกหลายปี ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ด หรือโครงการรถคันแรก 

ถ้าเริ่มต้นบริหารประเทศด้วยการทำนโยบายที่หวังผลต่อ GDP แค่ช่วงสั้นๆ ผลที่จะเกิดขึ้นกับฐานเสียงในการเลือกตั้งสี่ปีข้างหน้า อาจจะกลับทิศได้อีกด้วย ถึงเวลาใกล้เลือกตั้งรอบหน้าเศรษฐกิจที่โดนกระตุ้นด้วยยาโด๊บเงินดิจิทัล ก็คงหมดพลังลงพอดี นอกจากนี้โครงการภาครัฐดีๆ อีกนับสิบนับร้อยโครงการที่จะสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนในวันนี้และวันหน้าอาจโดนถูกตัดงบประมาณลง

ผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดว่าประชาชนจำนวนมากต้องการ การเปลี่ยนแปลง การปฏิรูป มากกว่านโยบายประชานิยม เชื่อว่าในอีกสี่ปีข้างหน้า กระแสเรียกร้องเรื่องการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปจะยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก ในขณะที่ทรัพยากรด้านการคลังจะยิ่งจำกัดมากขึ้น

นอกจากนี้ ถ้าผู้มีอำนาจรัฐเริ่มต้นบริหารประเทศด้วยนโยบายที่ไม่รับผิดชอบแล้ว ความน่าเชื่อถือจะไหลลงเร็ว ทั้งจากในและต่างประเทศ จะทำอะไรต่อไปก็จะยากไปหมด มีแต่ความไม่เชื่อมั่น ความแคลงใจกัน นโยบายที่จะสนับสนุนการปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงสำหรับอนาคตของประเทศจะยิ่งเกิดได้ยากมาก

โจทย์ในวันนี้น่าจะเป็นว่า จะช่วยกันหาทางลงให้กับนโยบายที่หาเสียงไว้แล้ว แต่ไม่ควรทำได้อย่างไร มากกว่าที่จะเดินหน้าต่อ ทั้งที่รู้ว่าจะสร้างปัญหาตามมาอีกมากมาย

‘ชาดา’ เตือน!! อย่ากลั่นแกล้งแจ้งข้อมูลผู้มีอิทธิพลบิดเบือน พร้อมขอเวลา 2-3 เดือน เก็บข้อมูลทุกด้าน ก่อนเริ่มตัดรากถอนโคน

(7 ต.ค.66) นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดทำบัญชีผู้มีอิทธิพล หลังกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จัดทำรายชื่อกว่า 700 รายว่า ได้นำรายชื่อมาทำใหม่ ดูพฤติกรรม สิ่งที่กระทำความผิด และบริวาร รวมถึงข้อมูลที่ประชาชนร้องเรียนมา  ตามเบอร์ 088-8878888 เพราะในอดีต เคยผ่านการบริหาร จัดการเรื่องนี้มาแล้ว แต่มีเพียงการส่งรายชื่อมาเท่านั้น จึงไม่มีประโยชน์อะไร ทั้งนี้ขอให้การส่งข้อมูลมาเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง อย่ากลั่นแกล้งกัน สำหรับรายชื่อที่กระทรวงต่างๆ และบุคคลทั่วไป ส่งมาให้ก็จะผ่านการกลั่นกรองอีกครั้ง

เมื่อถามถึงการจัดระเบียบตามกลุ่มสี รมช.มหาดไทย กล่าวว่า สีแดงคือคนที่กระทำความผิดอยู่ในปัจจุบัน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องติดตามดำเนินการอยู่แล้ว อาจยังจับกุมไม่ได้เพราะไม่มีหลักฐาน แต่ครั้งนี้จะลงไปทั้งระบบ แบบบูรณาการ อย่างเข้มข้น ทั้งอาณาจักรไม่ใช่เพียงตัวอย่างเดียว แต่จะมีหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงเข้าไป มีเรื่องการตรวจสอบภาษี เรื่องเกี่ยวกับการฮั้วประมูล ประมูล จะเข้าไปตรวจสอบดำเนินการตัดรากถอนโคน จึงขอฝากว่าคนที่คิดไม่ดีคิดไม่ถูกต้องรังแกประชาชนอยู่ ขอให้เลิก มิเช่นนั้นจะเจอกับการตรวจสอบทั้งระบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน ส่วนกรอบระยะเวลาในการดำเนินการรวบรวมข้อมูลนั้น ยอมรับว่าใช้เวลาพอสมควร ขณะนี้ยังคงรอหน่วยงานอื่นๆ ส่งข้อมูลมาเพื่อจะรวบรวม คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 เดือนจึงจะเริ่มปฏิบัติการเข้มข้นไปเรื่อยๆ

‘ลิซ่า’ นั่งอันดับ 1 ‘ตัวแม่ด้านความงาม’ ประจำปี 2023 จากการจัดอันดับของ Influencer Magazine ประเทศอังกฤษ

เมื่อวันที่ 5 ต.ค.66 สร้างตำนานไม่หยุดอีกแล้วสำหรับ ‘ลิซ่า ลลิษา มโนบาล’ หรือ ‘ลิซ่า BlackPink’ ที่นอกจากความสำเร็จด้านวงการเพลงแล้ว ด้านวงการแฟชั่นและความงามก็กำลังยืนหนึ่งไม่แพ้กัน

โดยล่าสุดได้รับการจัดอันดับให้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งตัวแม่ด้านความงามอย่าง ‘Beauty Mogul of the Year’ จาก Influencer Magazine Awards 2023 ในอังกฤษ ที่เคยมีตัวแม่อีกคนอย่าง ไคลี เจนเนอร์ เคยได้ติดอันดับท็อปมาแล้ว

ความนิยมของ ‘ลิซ่า’ กำลังทะยานพุ่งขึ้นไม่หยุดเพราะล่าสุดยอดผู้ติดตามในอินสตาแกรมของเธอก็แตะ 98 ล้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำเอาแฟนๆ ลุ้นว่ายอด 100 ล้านคงจะแตกเร็วๆ นี้แน่นอน

‘อนุทิน’ นำทีมเบิร์ธเดย์ ‘เนวิน’ ครบ 65 ปี บอกอวยพรตามประเพณีด้วยจิตใจที่รักเคารพ

(7 ต.ค.66) ที่ จ.บุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย (มท.) ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เปิดเผยถึงการอวยพรวันเกิดนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่มีอายุครบ 65 ปี เมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 6 ต.ค. ภายหลังการสัมมนาสส.ของพรรค นายอนุทิน และแกนนำพรรค พร้อมด้วยสส.ของพรรค ได้อวยพรวันเกิดนายเนวิน ว่า เราอวยพรตามประเพณีด้วยจิตใจที่เรารักเคารพ

เมื่อถามว่า นายเนวินฝากอะไรบ้างหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราทำงานกันเป็นทีมอยู่แล้ว ซึ่งการเป็นพรรคการเมือง เราต้องทำงานให้ประชาชน

เมื่อถามว่า นายเนวินได้พูดถึงเป้าหมายจำนวน สส.ของพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับความขยันของผู้สมัครแต่ละคนด้วย แต่ว่าผู้ปฏิบัติที่บริหารราชการแผ่นดิน ก็ต้องทำงานเต็มที่

WARRIX ปลื้มโต 30% เล็ง 4 ปีทะลุ 2,700 ล้าน ปูธุรกิจเสริม ‘คลินิกกายภาพ’ ช่วยเสริมแกร่งถึงเป้า

จากรายการ THE TOMORROW ออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES เมื่อวันที่ 7 ต.ค.66 ได้พูดคุยกับ นายวิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด (มหาชน) หรือ WARRIX ผู้จำหน่ายเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาชั้นนำของประเทศไทย ได้เปิดเผยถึงทิศทางภาพรวมชุดกีฬาในประเทศไทย พร้อมแนวทางการเติบโตของ วอริกซ์ ไว้ว่า…

จากการประมาณมูลค่าตลาดชุดกีฬาในปัจจุบัน มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 20,000 -30,000 ล้านบาท (รวมทั้งแบรนด์ไทยและต่างชาติ) โดยวอริกซ์ มีส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 10% ในกลุ่มเสื้อผ้ากีฬา ไม่รวมรองเท้ากีฬา ซึ่งปัจจุบันมีแข่งขันกันสูงมากในทุกมิติ แต่สินค้าของวอริกซ์ เติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา มียอดขายประมาณ 1,070 ล้านบาท เติบโต 20-30%  

นายวิศัลย์ กล่าวด้วยว่า ในปีนี้มีกลยุทธ์ในการขยายทุกมิติทั้งเสื้อกีฬาผู้หญิง เสื้อไลฟ์สไตล์ โดยมีการขยายสาขาไปเปิดร้านที่สยามสแควร์เพื่อเจาะกลุ่มวัยรุ่น โดยภายใน 4 ปี ทางบริษัทฯ มีเป้าหมายเติบโต 2,700 ล้านบาท 

นอกจากนี้ ในปัจจุบันทางวอริกซ์ ได้เปิดให้บริการคลินิกกายภาพ ในรูปแบบสหคลินิก โดยมีการนำวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาใช้ โดยมองกลุ่มลูกค้า ได้แก่ นักกีฬามืออาชีพ ผู้สูงอายุ พนักงานบริษัททั่วไปที่มีปัญหาออฟฟิศซินโดรม มีอาการนอนไม่หลับ ฯลฯ โดยตัวคลินิกจะเน้นให้ความรู้ด้านกายภาพ ออกกำลังกาย และมีทั้งด้านโภชนาการ วิตามิน อาหารเสริม รวมถึงมีเสื้อนอนเพื่อสุขภาพ ซึ่งถือเป็นการขยายจากธุรกิจสปอร์ตแวร์ ต่อยอดไปเป็น ‘เฮลท์ แอคทีฟ ไลฟ์สไตล์’ ได้อย่างน่าจับตา

สำหรับผู้ที่สนใจมาใช้บริการคลินิกกายภาพดังกล่าว สามารถดูรายละเอียดได้ทางเฟซบุ๊ก warrixhealth

‘พ่อเด็ก 14’ โผล่ขอขมาศพผู้เสียชีวิตชาวเมียนมา ยืนยัน พร้อมให้การช่วยเหลือและเยียวยาเต็มที่

(7 ต.ค.66) หลังจากนำร่าง นางสาว Moe Myint หรือ ตะวัน ชาวเมียนมา ผู้เสียชีวิตจากเหตุยิงที่ห้างสยามพารากอน ยังคงตั้งบำเพ็ญกุศลที่ศาลา 2 วัดผาสุกมณีจักร อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี  โดยเมื่อค่ำวันที่ 6 ต.ค. 66 แม่ของนางสาว Moe Myin ได้เดินทางจากเมียนมา มาถึงประเทศไทย เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้มาร่วมงานสวดอภิธรรมศพ

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่า บิดาของเด็กชายวัย 14 ปี ผู้ก่อเหตุ ได้เดินทางมาร่วมงานสวดอภิธรรมศพ โดยนั่งอยู่ด้านนอกศาลาร่วมฟังสวดคนเดียว ก่อนจะเข้าไปพูดคุยกับนายจ้างของ น.ส.ตะวัน พร้อมกับขอโทษนายจ้าง ญาติผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ เผยเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยจะให้ความช่วยเหลือเยียวยาอย่างดีที่สุดเท่าที่ทำได้ 

ส่วนเรื่องคดีก็ให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย โดยขอไม่พูดถึงรายละเอียดอื่นๆ ขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น เพราะพูดไปก็เหมือนเป็นการแก้ตัว ส่วนสาเหตุที่มาร่วมงานศพช้า เพราะต้องจัดการเรื่องคดี

ทั้งนี้ หลังจากพระสงฆ์สวดอภิธรรมเสร็จ บิดาของผู้ก่อเหตุก็ได้เข้าไปกราบขอขมาศพ จากนั้นจึงไปลานายจ้างของผู้เสียชีวิต แล้วเดินทางกลับทันที

สำหรับร่างของนางสาว Moe Myint จะตั้งบำเพ็ญกุศลสวดอภิธรรมถึงวันที่ 7 ตุลาคมนี้ และจะมีพิธีฌาปนกิจศพในวันที่ 8 ตุลาคม 2566 เวลา 13.00 น.

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพระราโชวาท ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2565

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'ศุกลภัทร์ มะรินทร์' ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ... เมื่อวันนี้ของวันศุกร์ที่ ๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปยังหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๕ เป็นวันที่ ๒

โดยวันนี้ มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ปริญญาโท และปริญญาตรี เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย รวม ๓,๖๔๔ คน ประกอบด้วย คณะวิทยาศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ คณะสหเวชศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี คณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สำหรับปี ๒๕๖๖ นี้ พระราชทานพระราโชวาท ความตอนหนึ่งว่า 

คำว่าอิสระทางความคิด ต้องมีอิสระทางความคิด เป็นที่นิยมใช้กันหลายวงการ จนเข้าใจกันไปว่า ไม่ต้องฟังความคิดผู้อื่น ถือความคิดของตนเป็นใหญ่ จริงอยู่ คำว่าอิสระ แปลว่า เป็นใหญ่ เป็นไทแก่ตัว ไม่ขึ้นแก่ใครๆ แต่ความเป็นใหญ่ทางความคิด ไม่สามารถเกิดขึ้นลอยๆ ได้ ความคิดอ่าน ต้องมีพื้นฐานของความรู้ความคิดรอบด้าน จะเป็นใหญ่ทางความคิดได้ ต้องอาศัยการสะสมความรู้ กลั่นกรอง ไตร่ตรองให้ถูกต้องแจ่มชัด จึงจะสามารถเป็นใหญ่ทางความคิด นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ แก่ตนเอง และส่วนรวมได้ เช่นนี้ จึงนับว่า เป็นใหญ่เหนือความคิด บังคับบัญชาความคิดได้ การดื้อดึงถือความคิดของตนเองเป็นใหญ่ ที่ไม่มีรากฐาน ไม่ฟังความคิดผู้อื่น ไม่หาความรู้เพื่อตรวจสอบว่า คิดถูกต้อง สมควรเป็นประโยชน์หรือไม่ เรียกได้ว่า เป็นทาสของความคิด ถูกความคิดอันไม่ได้ไตร่ตรอง ให้ถูกต้องครอบงำ เมื่อนำไปใช้ จึงเกิดความเสียหายเดือดร้อน อาจจะรุนแรงถึงเป็นภัยฆ่าฟันกัน บัณฑิตทั้งหลาย เป็นผู้เล่าเรียนมาก จึงเป็นความหวังของบ้านเมืองว่า จะได้รู้จักใช้ความคิด รู้จักไตร่ตรอง ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รู้จักเสาะแสวงหาความรู้ มาพิจารณา ให้ทราบตระหนักว่า ความคิดอ่านของตนถูกต้อง เป็นประโยชน์รอบด้าน เป็นคุณต่อบ้านเมือง

‘วินทร์’ ชี้ ‘สังคมปัจจุบัน’ กำลังหล่อหลอม ‘เด็ก’ ให้กลายเป็นปีศาจ ‘ความรู้-จริยธรรม’ จึงเป็นธุระของคนทั้งชาติ ที่ต้องคอยช่วยกันปลูกฝัง

เมื่อวานนี้ (6 ต.ค.66) วินทร์ เลียววาริณ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ และนักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กระบุว่า…

ข่าวเด็กวัย 14 ก่อเรื่องร้ายสร้างความสะเทือนใจแก่ทุกคน แม้ว่าเรายังไม่ได้รับรายงานสาเหตุที่แท้จริงว่าเป็นปัญหาทางจิต เช่น โรคจิตเภท หรือปัญหาครอบครัว หรืออะไร เราก็น่าจะฉวยโอกาสนี้สำรวจสถานการณ์เด็กบ้านเราในภาพรวม

หลายปีนี้ผมเจอเรื่องเด็กหลงทางหลายคนที่เป็นลูกหลานของเพื่อน ปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวบ้าง ปัญหายาเสพติดบ้าง สร้างความทุกข์มหันต์ให้พ่อแม่ ในฐานะคนที่เคยเลี้ยงลูกวัยนี้ รู้ว่าพฤติกรรมหลงทางของเด็กเป็นฝันร้ายของพ่อแม่ทุกคน

พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการให้ลูกเป็นนักเรียนชั้นเลิศ ได้เกรด 4 ทุกวิชา แค่ต้องการให้เรียนวิชาพอมีความรู้ประกอบอาชีพ ไม่สร้างปัญหาแก่ใคร ได้เท่านี้ก็ดีใจแล้ว

แต่การเลี้ยงลูกในยุคนี้ยากขึ้นทุกที ทั้งอิทธิพลจากเพื่อนๆ จากสื่อ โลกโซเชียล จากเกม จากหนัง ไปจนถึงการเมือง

เด็กก็คือเด็ก ฉลาดแค่ไหนก็มีวุฒิภาวะแค่ระดับหนึ่ง แต่มักคิดว่าตนเองรู้จักโลกมากพอแล้ว จึงไม่ฟังใคร

วุฒิภาวะต้องใช้เวลาและประสบการณ์ชีวิตด้วย

เมื่อเกิดปัญหา เรามักชี้นิ้วไปที่ปัจเจกไม่กี่คน หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก แต่ความจริงปัญหาของเด็กแต่ละคนที่ทำผิด ก็คือปัญหาของคนทั้งชาติที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน จะชี้นิ้วไปที่คนไม่กี่คนในวงแคบๆ ไม่ได้

ดังที่เคยบอกว่า สิ่งมีค่าที่สุดของชาติคือทรัพยากรคน และการสร้างทรัพยากรคนเริ่มที่เด็ก ต้องปลูกฝังความรู้และจริยธรรมควบคู่กันอย่างต่อเนื่อง จึงจะได้เด็กที่มีคุณภาพและวุฒิภาวะที่สูงพอ เป็นปัญญา ไม่ใช่ปัญหาของสังคม

จะสร้างความรู้และจริยธรรมได้ เป็นธุระของทุกคนและทุกระบบในประเทศ

แต่ภาพในความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม หลายปีนี้เราได้ยินข่าวเด็กถูกผู้ใหญ่ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเสมอ บางคนบางฝ่ายสามารถล้างสมองเด็กเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของพวกเขาได้อย่างเลือดเย็น 

ปัญหาของเด็กคนหนึ่งจึงมักเป็นยอดของภูเขาน้ำแข็งที่ประกอบด้วยปัญหาอื่นๆ ของคนอื่นๆ คนจำนวนมากไม่ได้อยู่บนยอดของภูเขาน้ำแข็ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของภูเขาน้ำแข็งนั้น อาจไม่ใช่ปัญหาโดยตรง แต่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เพราะทุกอย่างในสังคมดำเนินไปแบบ cause - effect 

cause #1 สร้าง effect #1, effect #1 สร้าง cause #2, cause #2 สร้าง effect #3... ต่อเนื่องกันไปเป็นลูกโซ่

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ใครคนหนึ่งคอมเมนต์ด่าคนอื่น มันจะกลายเป็น cause ที่สร้าง effect ใหม่ จากคนต่อคน จนถึงจุดหนึ่ง effect ก็ไปถึงเด็กที่ยังมีปัญญาและวุฒิภาวะไม่สูงพอ เด็กคนนั้นก็อาจหลงเชื่อว่าตนเองเป็นทางแก้ปัญหา ทั้งที่ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และก่อปัญหาสังคมได้โดยที่เชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าตนเองกำลังช่วยสังคม

ดังนั้นปัญหาสังคมจากเด็กก็คือปัญหาของคนทั้งชาติที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งผู้ใหญ่ที่เจตนาปั่นหัวเด็ก ไปจนถึงผู้ใหญ่ที่ไม่แย้งผู้ใหญ่คนนั้น

ท่านพุทธทาสภิกขุเทศน์หัวข้อเรื่อง “ยิ่งจะทำให้ดี, โลกมันยิ่งบ้า” ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2513 ว่า

"เสรีภาพในการเขียน ไม่มีใครว่าใครได้ แล้วก็เขียนเรื่องลามก อนาจาร ลงไปในหนังสือประจําวัน, แพร่หลายทั่วไปหมด ; ย้อมนิสัยเด็กๆ ให้เสียไปโดยไม่รู้สึกตัว, โดยไม่ต้องรู้สึกตัว, เขียนเรื่องอ่านเล่นโดยนามปากกา ที่มีชื่อเสียง นิยมนับถือกันทั้งประเทศ แต่แล้วก็เขียนเรื่องที่ทําให้เด็กมีจิตใจเลวทราม, เสื่อมเสียทางศีลธรรมโดยไม่รู้สึกตัว คุณไปเอาหนังสือพิมพ์มาพิจารณาดูเอาก็แล้วกัน ก็จะมองเห็น...

"ยังมีอะไรอีกมากที่ทําให้เด็กๆ กลายเป็นปีศาจในร่างมนุษย์ คนโตๆ ไม่เป็นไร ไม่กี่ปีก็ตาย แต่ว่าการที่ทําให้เด็กๆ มากลายเป็นอย่างนั้นนั้น มันน่าอันตรายอย่างยิ่ง เพราะว่าเขายังจะอยู่ไปอีกนาน..."

นั่นคือภาพเมืองไทยในปี 2513 เมื่อ 53 ปีก่อน วันนี้ปัญหาเด็กที่เกิดจากปีศาจผู้ใหญ่ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย และรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

ดังนั้นความล้มเหลวที่จะสร้างคนที่มีคุณภาพ ก็คือความล้มเหลวของทั้งสังคม

ทุกคำที่เราพูด ทุกประโยคที่เราด่า ทุกแง่ลบที่เราแสดง เป็นส่วนหนึ่งของ cause - effect ของสังคมรวม

วินทร์ เลียววาริณ
6 ตุลาคม 2566


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top