Tuesday, 9 June 2026
Hard News Team

ทูตญี่ปุ่นครวญ ด่านไทย–กัมพูชา ปิด!! ทำธุรกิจญี่ปุ่นสะดุด การจ้างงานใหม่ติดขัดหนัก

(12 ก.ย. 68) อูเอโนะ อาสึชิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชา ยอมรับว่าการปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างยืดเยื้อส่งผลกระทบหนักต่อบริษัทญี่ปุ่นที่ลงทุนในกัมพูชา ภายใต้นโยบาย 'ไทยแลนด์พลัสวัน' จนการขยายการจ้างงานใหม่แทบเป็นไปไม่ได้ สะท้อนแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับความตึงเครียดการเมืองชายแดน

ทูตญี่ปุ่นระบุว่า ปัญหานี้ไม่เพียงสร้างความลำบากให้กับนักลงทุน แต่ยังซ้ำเติมแรงงานกัมพูชามากกว่า 800,000 คน ที่ถูกส่งกลับจากไทยและยังหางานทำไม่ได้ พร้อมยืนยันว่าบริษัทญี่ปุ่นบางแห่งยังมีความต้องการแรงงานใหม่ และหวังว่ากระทรวงแรงงานกัมพูชาจะช่วยอำนวยความสะดวก รวมถึงการที่ญี่ปุ่นพร้อมสนับสนุนการฝึกอาชีพเพื่อบรรเทาปัญหา

นักวิเคราะห์ชี้ว่าแม้ญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในภูมิภาค แต่ไทยอาจเผชิญความเสี่ยงตกขบวนการลงทุน หากไม่เร่งแก้ปัญหาค่าแรงสูง การขาดแคลนแรงงานฝีมือ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ล่าช้า ซึ่งทำให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชากลายเป็นจุดหมายใหม่ที่น่าดึงดูดกว่า

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย–กัมพูชา ระหว่างวันที่ 7–10 กันยายนที่ผ่านมา มีการหยิบยกเรื่องการเปิดด่านตามคำขอของญี่ปุ่น โดยฝ่ายไทยได้หารือภายในเมื่อ 9 กันยายน แต่ยืนยันว่าการตัดสินใจสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะเข้ามารับผิดชอบ

กระทรวงยุติธรรม–สาธารณสุข คุมเข้มใบกระท่อม ฝ่าฝืนขายผิดที่ มีโทษปรับสูงสุด 50,000 บาท

เมื่อวันที่ (11 ก.ย. 68) ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนามในประกาศกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกำหนดสถานที่ วิธีการ หรือ ลักษณะต้องห้ามในการขายใบกระท่อม พ.ศ. 2568 โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองกระทรวงร่วมเป็นสักขีพยาน

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า กฎหมายพืชกระท่อม พ.ศ. 2565 กำหนดมาตรการควบคุมการขายและบริโภค เพื่อคุ้มครองกลุ่มเสี่ยง เช่น เยาวชน สตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตร พร้อมห้ามขายในสถานศึกษา หอพัก สวนสาธารณะ และสถานที่อื่นที่กำหนด แต่ปัจจุบันพบการเร่ขายและตั้งแผงลอยขายกระท่อมตามถนนหรือใกล้สถานศึกษา จนประชาชนร้องเรียนจำนวนมากให้เร่งจัดการ

พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ประกาศฉบับใหม่นี้มีสาระสำคัญ 2 ข้อ คือ 1.ห้ามขายใบกระท่อมหรือน้ำต้มกระท่อมในรัศมี 1,000 เมตร รอบสถานศึกษา 2.ห้ามเร่ขายหรือจัดตั้งแผงลอยขาย โดยผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษปรับสูงสุด 50,000 บาท กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ภายใน 30 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ทั้งนี้ หากประชาชนพบการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สำนักงาน ป.ป.ส. ทุกแห่งทั่วประเทศ หรือโทรสายด่วนยาเสพติด 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

'อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ' เปิดวิสัยทัศน์ใหม่การปฏิวัติระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) 10,000 เมกกะวัตต์ตอบโจทย์อนาคตพลังงานไทยสู่ยุคคาร์บอนเป็นศูนย์(Net-Zero)

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ประธานมูลนิธิWorldview Clmate Foundation ผู้ก่อตั้งและประธานกิตติศักดิ์มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทยและรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การปฏิวัติระบบกักเก็บพลังงาน: แนวโน้มโลกและเส้นทางเชิงยุทธศาสตร์ของไทย“

จัดโดยสถาบันทิวา(TVA: Transformation Valley)และสถาบันเอฟเคไอไอ.(FkII Institute)ที่สวนเสียงไผ่ กรุงเทพฯ.เมื่อวานนี้ โดยอดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์กล่าวปาฐกถาว่า

“การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ(low carbon economy)ทั่วโลกมีแรงขับเคลื่อนจากความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate change)โดยพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนเช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ฯลฯ

แต่แหล่งพลังงานเหล่านี้มีลักษณะ "ไม่ต่อเนื่อง" (intermittent) คือไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้น ระบบกักเก็บพลังงาน(BESS : Battery Energy Storage System)จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ ทำหน้าที่เป็น แบตเตอรี่สำรองขนาดใหญ่สำหรับโครงข่ายไฟฟ้า(Grids)โดยจะกักเก็บพลังงานส่วนเกินไว้เมื่อมีปริมาณมาก และปล่อยกลับคืนเข้าสู่ระบบเมื่อมีความต้องการใช้สูงหรือในช่วงที่ไม่มีแสงแดดและลม ซึ่งบทบาทที่สำคัญนี้เองคือสิ่งที่ทำให้โครงข่ายไฟฟ้าที่พึ่งพาพลังงานหมุนเวียนได้อย่างสมบูรณ์กลายเป็นจริงได้

ด้วยเหตุนี้ตลาดระบบกักเก็บพลังงานทั่วโลกจึงเกิดการขยายตัวในอัตราที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากการวิจัยพบว่า ตลาด ระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) เพียงอย่างเดียวมีมูลค่าสูงกว่า 7.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตไปถึงกว่า 25.5 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2029 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) เกือบ 27% 

อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาตลาดในวงกว้างขึ้น ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีทั้งหมดอย่างระบบผลิตไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (pumped-storage hydropower) บางการประเมินระบุว่ามูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 669 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 ประเด็นสำคัญคือ แม้เทคโนโลยีดั้งเดิมอย่างพลังน้ำแบบสูบกลับจะยังคงเป็นสัดส่วนหลักของมูลค่าตลาด แต่ BESS คือกลุ่มที่มีการเติบโตเร็วที่สุด 

การขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญและกระแสหลักในระบบพลังงาน ไม่ใช่แค่เพียงทางเลือกเฉพาะกลุ่ม(nich market)อีกต่อไป

ระบบกักเก็บพลังงานกำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์พลังงานของโลกอย่างเงียบๆ แต่ส่งผลกระทบอย่างมหาศาล อะไรคือปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้ ซึ่งมีสองปัจจัยสำคัญที่เข้ามามีบทบาท ปัจจัยแรก คือต้นทุนแบตเตอรี่ที่ลดลงอย่างมาก ในปี 2024 ต้นทุนเฉลี่ยของชุดแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนลดลงถึง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นสถิติใหม่ที่ต่ำสุดที่ 115 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง และเป็นการลดลงรายปีที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 การลดลงนี้เกิดจากการรวมกันของหลายปัจจัย ทั้งกำลังการผลิตที่เกินความต้องการ(manufacturing oversupply)การประหยัดจากขนาด (economies of scale) และการนำเคมีแบตเตอรี่(chemistry)ที่คุ้มค่ากว่าอย่างลิเธียม-ฟอสเฟต (LFP) มาใช้มากขึ้น
BloombergNEF คาดการณ์ว่าราคาอาจลดลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงในอนาคตอันใกล้ ซึ่งถือเป็น "จุดเปลี่ยนสำคัญ" ที่จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานแบบติดตั้งอยู่กับที่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้ในวงกว้าง

ปัจจัยที่สอง คือแนวโน้มที่กำลังเติบโตของ ระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว (Long-Duration Energy Storage) หรือ LDES แม้ว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะเหมาะสำหรับความต้องการระยะสั้น แต่โครงข่ายไฟฟ้าที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูงจะต้องมีระบบกักเก็บพลังงานที่สามารถใช้งานได้นานหลายชั่วโมง หลายวัน หรือแม้กระทั่งหลายสัปดาห์  LDES โดยทั่วไปแล้วหมายถึงระบบที่สามารถจ่ายพลังงานได้อย่างต่อเนื่องนานกว่า 10 ชั่วโมง

ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมการผลิตระบบกักเก็บพลังงานกระจุกตัวอยู่ในทวีปเอเชีย ซึ่งมีบริษัทจากจีนและเกาหลีใต้ เช่น CATL, BYD และ LG Energy Solution ครองตลาดแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ยกตัวอย่าง โครงการ BESS ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่กำลังจะเกิดขึ้นคือโครงการของ BYD ในซาอุดีอาระเบีย ขนาด 12.5 GWh ซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับโครงข่ายไฟฟ้าและรองรับการรวมพลังงานหมุนเวียน  โครงการในลักษณะนี้กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าระบบขนาดใหญ่ระดับสาธารณูปโภคสามารถทำงานได้อย่างน่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่การที่โลกจะใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก

ในส่วนของประเทศไทยได้แสดงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ต่ออนาคตพลังงานสะอาด ด้วยเป้าหมายระดับชาติในการบรรลุ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และ Net-Zero ภายในปี 2065 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ 

ด้วยเหตุนี้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan: PDP) ฉบับใหม่จึงมีแนวคิดที่จะเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่า 50% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด ทั้งนี้ระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ โดยต้องมีBESS 10,000 เมกะวัตต์ นับเป็นการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงแนวคิดที่สำคัญ โดยยกระดับระบบกักเก็บพลังงานจากเทคโนโลยีเฉพาะกลุ่มขึ้นมาเป็นเสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญสำหรับความมั่นคงทางพลังงานของไทย

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระยะยาวควรมุ่งเน้นที่ ระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว (Long-Duration Energy Storage)พร้อมกันไปด้วย รวมทั้งการลงทุนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานพื้นฐาน เช่น สมาร์ทกริด (Smart Grids) เพื่อจัดการกับความผันผวนที่มาพร้อมกับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่สูงขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การปฏิวัติระบบกักเก็บพลังงานของไทยจะต้องขับเคลื่อนภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ตัวอย่างกรณี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ. :  EGAT) ซึ่งเป็นผู้นำในภาครัฐกำลังพัฒนาโครงการขนาดใหญ่เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบไฮบริด (Hydro-Floating Solar Hybrid) ที่เขื่อนสิรินธร ซึ่งผสานรวมพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และระบบจัดการพลังงานเข้าด้วยกันเพื่อการผลิตไฟฟ้าที่มั่นคงตลอด 24 ชั่วโมง 

นอกจากนี้กฟผ. ยังมีแผนที่จะพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (pumped-storage hydropower) ด้วยกำลังผลิตรวมเกือบ 2.5 GW 

ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็เพิ่มการมีส่วนร่วมอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2022 รัฐบาลได้อนุมัติโครงการ Solar-plus-BESS จำนวน 24 โครงการ ด้วยกำลังกักเก็บไฟฟ้ารวม 994 เมกะวัตต์ กล่าวได้ว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการเหล่านี้ประสบความสำเร็จคือความสามารถในการดึงดูดเงินทุนสนับสนุนจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (AIIB) และธนาคารโลก(World Bank) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโครงการเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีความเป็นไปได้ทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยัง "สามารถระดมทุนได้" (bankable) ในเชิงพาณิชย์และพร้อมสำหรับการลงทุนขนาดใหญ่

กล่าวโดยสรุป ระบบกักเก็บพลังงานไม่ใช่เป็นเพียง“ทางเลือก”แต่เป็น“ทางหลัก”ของอนาคตพลังงานที่สะอาด มั่นคง และยั่งยืนสำหรับประเทศไทยและโลกของเรา.” สำหรับการสัมมนาครั้งนี้ยังมีหัวข้อการบรรยายที่น่าสนใจเช่น “อนาคตของพลังงาน: ขับเคลื่อนโลกด้วย แบตเตอรี่รุ่นต่อไป”โดย นายชยดิษฐ์ หุตะนุวัตร ประธานกรรมการ TVA Corporation & Weise Capital

“กระแส ESS ระดับโลกกับการพัฒนาพลังงาน”โดย คุณ ปีเตอร์ ควาน กรรมการบริหาร บริษัท วีทาวน์ อิเล็คทริค (โกลบอล) จำกัด “ภาพรวมพลังงานในประเทศไทยและบทบาทของEM Energyต่อการพัฒนาพลังงาน”โดย นายทุนธรรม สุโกษิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการพัฒนาธุรกิจ บริษัท อีเอ็ม เอนเนอร์ยี่ จำกัด

‘คิม จูแอ’ บุตรสาวของ ‘คิม จองอึน’ ขึ้นแท่นผู้นำรุ่นต่อไปเกาหลีเหนือ

(12 ก.ย. 68) หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้เปิดเผยว่า คิม จูแอ (Kim Ju-Ae) บุตรสาวของคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ถูกยอมรับให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งอย่างเป็นทางการ หลังจากเธอร่วมเดินทางไปกับบิดาในภารกิจเยือนจีนและพบปะประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

คิม จูแอ ถูกสื่อเกาหลีเหนือขนานนามว่า ‘บุตรอันเป็นที่รัก’ ได้รับการจับตามองตั้งแต่ปรากฏตัวครั้งแรกในปี 2022 ขณะร่วมชมการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปกับบิดา จากนั้นสื่อของรัฐได้ยกย่องเธอว่าเป็น ‘ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่’ ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ใช้กับผู้นำสูงสุดหรือทายาททางการเมืองเท่านั้น

แม้เคยมีรายงานว่า คิม จองอึน มีบุตรชายคนโตที่ถูกเตรียมให้สืบทอดอำนาจ แต่เกาหลีใต้ระบุว่ายังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจน ขณะที่ข่าวกรองล่าสุดประเมินว่า ‘จูแอ’ มีโอกาสสูงกว่าในการขึ้นเป็นผู้นำคนต่อไป

สำหรับ คิม จองอึน ซึ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจหลังบิดาเสียชีวิตในปี 2011 ได้เดินหน้าโครงการนิวเคลียร์ต่อเนื่องจนสร้างความตึงเครียดในภูมิภาค การที่จูแอถูกยกให้เป็นผู้สืบทอดสะท้อนถึงความพยายามของระบอบเปียงยางในการสืบสายอำนาจตระกูลคิมอย่างเหนียวแน่นและต่อเนื่อง

‘พล.อ.มนัส’ เยี่ยมให้กำลังใจทหารแนวหน้า ชายแดนสุรินทร์ หลังพบกัมพูชาเสริมกำลัง

เมื่อวันที่ (11 ก.ย. 68) พลเอก มนัส จันดี เสนาธิการทหาร ลงพื้นที่อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เยี่ยมให้กำลังใจและขอบคุณกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า บริเวณปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธม โดยมีพลโท สุเมธ พรหมตรุษ ผู้บัญชาการศูนย์การทหารกองทัพไทย (ศตก.) ร่วมลงพื้นที่ด้วย

พลเอก มนัส ย้ำว่ากองบัญชาการกองทัพไทยพร้อมสนับสนุนภารกิจปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้กำลังพลมีขีดความสามารถและความพร้อมสูงสุดในการดูแลพื้นที่ชายแดน

นอกจากนี้ กองทัพไทยยังได้มอบหมายหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาเข้าดำเนินการก่อสร้างเส้นทางและระบบสาธารณูปโภค ติดตั้งระบบประปาสนาม กล้องวงจรปิด (CCTV) สถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ และระบบอินเทอร์เน็ต รวมถึงการเสริมกำลังด้วยระบบแอนตี้โดรน เพื่อสนับสนุนภารกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของทหารในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีขึ้นหลังจากมีรายงานว่าทหารกัมพูชาได้เสริมกำลังและสร้างฐานที่มั่นใกล้กับพื้นที่ดังกล่าว โดยพลเอก มนัส ได้กล่าวขอบคุณและให้กำลังใจกำลังพลแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ พร้อมยืนยันว่ากองบัญชาการกองทัพไทยพร้อมสนับสนุนภารกิจปกป้องอธิปไตยอย่างเต็มกำลัง เพื่อเสริมความพร้อมสูงสุดในการรักษาความมั่นคงของประเทศ

เชียงใหม่-เสริมพลังแกนนำ ดูแลด้วยสติ นำด้วยนวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของผู้บกพร่องทางจิต

โครงการการพัฒนาแกนนำชมรม เครือข่ายในการดูแลผู้บกพร่องทางจิตโดยใช้สตินวัตกรรมเป็นฐาน “เสริมสร้างแกนนำเครือข่าย เข้มแข็งด้วยสติ ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของผู้บกพร่องทางจิต”

เมื่อวันที่ (11 ก.ย. 68) น.ส.พลอยพรรณ พลอยทับทิม พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาพัฒนาแกนนำชมรมเครือข่ายในการดูแลผู้บกพร่องทางจิตโดยใช้สตินวัตกรรมเป็นฐาน ระหว่างวันที่ 10 – 12 กันยายน 2568 โดยมีนายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย คณะกรรมการสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตภาคเหนือ แกนนำชมรมเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิต 17 จังหวัดภาคเหนือ ผู้มีเกียรติร่วมงาน ณ ห้องประชุมวีรวรรณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

น.ส.พลอยพรรณ พลอยทับทิม พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการพัฒนาแกนนำชมรม เครือข่ายในการดูแลผู้บกพร่องทางจิตโดยใช้สตินวัตกรรมเป็นฐาน ในวันนี้ต้องการให้แกนนำชมรมเครือข่ายใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ที่เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนได้รู้แนวทางการดำเนินงานขององค์กร และสามารถช่วยกันจัดทำแผนการดำเนินงานร่วมกันได้อย่างมีคุณภาพ มีระบบการบริหารจัดการที่โปร่งใสรวมทั้งสามารถเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ และเพื่อให้แกนนำองค์กรเครือข่ายในภาคเหนือ มีความรู้ มีความเข้าใจ ในการบริหารจัดการองค์กรให้มีความพร้อม ในการขับเคลื่อนงานด้านจิตเวช และสามารถยกระดับองค์กรให้เป็นศูนย์บริการคนพิการทางจิตในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีศักยภาพ 

นอกจากนี้แกนนำเครือข่ายที่เข้าร่วมกิจกรรม มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการดูแลช่วยเหลือคนพิการโดยใช้หลักพุทธศาสนามาช่วย เพื่อให้แกนนำทุกคนทำงานได้อย่างมีสติในทุกขณะ จะได้คอยช่วยกันปกป้องสิทธิของคนพิการ  เป็นปากเป็นเสียงแทนคนพิการได้อย่างถูกต้อง ไม่เกิดความขัดแย้งในการทำงาน รวมทั้งเน้นให้เห็นความสำคัญของครอบครัว เพื่อลดความรุนแรงและได้แนวทางการทำงานรวมถึงขั้นตอนในการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตอย่างถูกวิธี ตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต และพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 

นางสาวธนพร แสงศิระประภา แกนนำชมรมตะวันทอแสง กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการการพัฒนาแกนนำชมรมเครือข่ายในการดูแลผู้บกพร่องทางจิตโดยใช้สตินวัตกรรมเป็นฐานในวันนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม มีความรู้ความเข้าใจในการนำสตินวัตกรรมเป็นฐาน ในการดูแลช่วยเหลือและพัฒนาผู้บกพร่องทางจิตให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับทุกคนในสังคมได้อย่างมีความสุข   

เพื่อให้ผู้บกพร่องทางจิตหรือคนพิการทางจิตในแต่ละพื้นที่ได้รับบริการ ในการดูแลช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างถูกวิธี มีคุณภาพและเหมาะสมของแต่ละพื้นที่
  
การจัดโครงการฯในวันนี้ จะดำเนินการ ระหว่างวันที่ 10 – 12 กันยายน 2568  กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการประกอบด้วยแกนนำชมรมเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิต ใน17 จังหวัดภาคเหนือ ที่ปรึกษาสมาคมฯ คณะกรรมการสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย วิทยากร รวมจำนวนทั้งสิ้น 207 คน

ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.  “สร้างเหล็กในคน” ฝึกพายเรือกระเชียงในทะเล ให้น้องเล็กกองทัพเรือ 

(11 ก.ย.68) น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจนักเรียนพลกองประจำการ หลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 2/68 จำนวน 120 นาย ที่ทำการฝึกพายเรือกระเชียงในทะเล เป็นครั้งแรก โดยมี น.อ.ฐิติวัชร ภัทรเกียรติวงศ์ รองผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ฯ (สายงานการศึกษา) เป็นผู้ควบคุมการฝึกฯ ณ บริเวณท่าเรือ อ่าวเกล็ดแก้ว โรงเรียนชุมพลทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ผบ.ศฝท.ยศ.ทร. ได้ให้โอวาทแก่ ทหารใหม่ที่ทำการฝึกฯ ว่า ความสำคัญของการฝึกความเป็นชาวเรือ ที่ทหารทุกนายต้องมีคือ "ความอดทน ความสามัคคี เสมือนการสร้างเหล็กในคน"

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้อยู่ภายใต้กรอบของความปลอดภัยตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ ที่กำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ (NAVY-SAFETY 2025)

ปธน.เกาหลีใต้ รับบริษัทเอกชนเริ่มลังเล!! ลงทุนในสหรัฐฯ หลังบุกจับแรงงานโสมขาวครั้งใหญ่ ที่โรงงานผลิตแบตฯ รัฐจอร์เจีย

(11 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจมยอง แถลงว่า การบุกตรวจคนงานชาวเกาหลีใต้กว่า 300 คนในรัฐจอร์เจียของสหรัฐ อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรงจากเกาหลีใต้ในอนาคต พร้อมยอมรับว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความสับสนให้กับบริษัทเกาหลีใต้ที่ไปตั้งโรงงานในสหรัฐ

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการครั้งใหญ่ที่สุดของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐ (ICE) ในรอบหลายปี โดยมีการควบคุมตัวแรงงานจำนวนมากจากโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในเมืองเอลลาบ รัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นโครงการร่วมลงทุนของฮุนได (Hyundai) และแอลจี เอนเนอร์จี โซลูชัน (LG) ทำให้สังคมเกาหลีใต้ไม่พอใจ และมองว่าเป็นการบั่นทอนมิตรภาพระหว่างสองประเทศที่สืบเนื่องยาวนานตั้งแต่หลังสงครามเกาหลี

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตกลงให้แรงงานทั้งหมดกลับประเทศก่อน แล้วจึงพิจารณากระบวนการกลับเข้าสหรัฐเพื่อทำงานใหม่ ขณะที่สหรัฐยอมรับข้อเรียกร้องของเกาหลีใต้ในการส่งแรงงานกลับโดยไม่ใส่กุญแจมือ

แรงงานชาวเกาหลีใต้ที่ถูกควบคุมตัวมีกำหนดเดินทางกลับจากแอตแลนตาในวันพฤหัสบดีและถึงกรุงโซลในวันศุกร์ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ในเกาหลีใต้ที่มองว่าภาพแรงงานถูกใส่โซ่ตรวนและพาขึ้นรถบัสเป็น “การตบหน้ามิตรภาพ” และอาจทำให้บริษัทเกาหลีใต้ทบทวนการลงทุนในสหรัฐ

แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐอ้างว่าผู้ถูกควบคุมตัวบางส่วนเข้าประเทศผิดกฎหมายหรืออยู่เกินวีซ่า แต่ฝ่ายกฎหมายเกาหลีใต้ยืนยันว่ามีแรงงานจำนวนหนึ่งทำงานอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันนักการเมืองสหรัฐเองก็เริ่มผลักดันร่างกฎหมาย Partner with Korea Act เพื่อแก้ปัญหาวีซ่าธุรกิจและแรงงานระหว่างสองประเทศให้มีความชัดเจนมากขึ้น

‘อาจารย์ลักขณา ดิษยะศริน’ นำทีม Rotary Sukhumvit เยี่ยมทหารไทยเจ็บจากชายแดน ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ

เมื่อวันพุธที่ (10 ก.ย. 68) อาจารย์ลักขณา ดิษยะศริน นายกก่อตั้ง Rotary Sukhumvit พร้อมด้วยคณะสมาชิก ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจทหารไทย 15 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา 

บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและห่วงใย ภารกิจครั้งนี้สะท้อนพลัง “คนไทยไม่ทิ้งกัน” ที่พร้อมยืนเคียงข้างทหารกล้า ผู้เสียสละเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย

‘จาตุรนต์’ ชี้แก้รัฐธรรมนูญต้องไม่แบ่งเขาแบ่งเรา จี้ รัฐบาลทำประชามติ ครั้งที่ 1 และ 2 ในรอบเดียว

(11 ก.ย. 68) ที่รัฐสภา นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงข่าวแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า พรรคเพื่อไทยจะเร่งเสนอร่างแก้ไขมาตรา 256 ภายในสัปดาห์หน้านี้โดยเร็วที่สุด เพราะแม้ว่าจะยื่นต่อรัฐสภาไปแล้ว แต่ควรเสนอใหม่ให้สอดคล้องกับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำประชามติครั้งที่ 1 และ 2 ภายในครั้งเดียว วัดใจรัฐบาลจริงใจต่อการแก้รัฐธรรมนูญมากน้อยเพียงใด

นายจาตุรนต์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 และประธานสภาบรรจุเข้าระเบียบวาระแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการพิจารณา ทั้งนี้เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาเช่นนี้ พรรคเพื่อไทยก็จะต้องเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และเพื่อให้มีทางออกที่ดีที่สุด ที่จะทำให้ประชาชนมามีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไปในอนาคต

ซึ่งในเรื่องนี้พรรคเพื่อไทยก็ยินดี และอยากจะแสดงความตั้งใจว่า อยากให้มีการร่วมมือกันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ไม่แบ่งเขาแบ่งเรา เพื่อที่จะช่วยกันแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในวงเล็บ 8 ซึ่งก็หมายความว่าจะมีการทำประชามติเมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นผ่านวาระที่ 3 ของรัฐสภาแล้ว การร่วมมือกันเช่นนี้ถ้าทำได้ก็จะเกิดกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น 

“แต่ถึงอย่างไรขณะนี้รัฐสภาและคณะรัฐมนตรียังไม่มีองค์กรใดแสดงความต้องการ หรือแสดงความริเริ่มในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยการจัดทำประชามติ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้โดย 2 วิธีการคือจากการที่รัฐสภาลงมติให้ ครม.ดำเนินการ หรือครม.จะไปริเริ่มเองก็ได้ ซึ่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าการจัดทำรัฐธรรมนูติครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 สามารถรวมกันได้ ซึ่งสิ่งนี้ขึ้นอยู่การตัดสินใจของรัฐบาลค่อนข้างมากว่าจะทำอย่างไร ดังนั้นพรรคเพื่อไทยอยากจะเชิญชวนว่าและเรียกร้องต่อพรรคการเมืองต่าง ๆ และรัฐบาลที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศว่า น่าจะมาช่วยกันคิดหาทางว่าทำอย่างไร ให้การจะทำประชามติสองครั้งเกิดขึ้นภายในครั้งเดียวได้ ซึ่งจะทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาและไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณ” นายจาตุรนต์กล่าว

นายจาตุรนต์ทิ้งท้ายว่า มีความจำเป็นที่จะต้องหารือกันตั้งแต่เรื่องจะแก้ไขมาตรา 256 เพื่อให้มีข้อสรุปที่ดีที่จะเป็นที่ยอมรับของรัฐสภา รวมถึงหารือที่จะจัดทำประชามติ 2 ครั้งภายในครั้งเดียว ซึ่งมีความสำคัญมากที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ต้องหารือและได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลที่มีความตั้งใจจริงที่จะทำให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top