Tuesday, 9 June 2026
Hard News Team

ส่องบัญชีทรัพย์สิน ‘ลุงตู่’ ก่อน–หลังพ้นตำแหน่ง นั่งนายกฯ 9 ปี มีทรัพย์สิน 130 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 1.5 ล้านบาท

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยข้อมูลบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคู่สมรส

ก่อนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2557 มีทรัพย์สินรวม 128 ล้านบาท
หลังพ้นตำแหน่งในปี 2566 รวมเวลา 9 ปี มีทรัพย์สิน 130 ล้านบาท
เท่ากับเพิ่มขึ้นเพียง 1.5 ล้านบาท และไม่มีหนี้สิน

ป.ป.ช. ยังระบุเพิ่มเติมว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยรับเบี้ยประชุม จากตำแหน่งต่าง ๆ แม้จะมีสิทธิ เซ็นรับแล้วนำไปใช้เป็นค่าอาหาร ชา กาแฟ และเบี้ยเลี้ยงแม่บ้านตลอด 9 ปีที่ดำรงตำแหน่ง

ความน่าจะเป็นของสาเหตุการระเบิดภายในอาวุธปืน จากกระสุนขนาด 9 มิลลิเมตรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เรื่องนี้มาจากการที่ สำนักงานส่งกำลังบำรุง (สรรพาวุธ) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทำการจัดซื้อกระสุนยี่ห้อ VENOM ขนาด 9 มม. ผลิตโดย บริษัท MEDEF DEFENCE จาก Turkey จำนวน 3,495,660 นัด ตามสัญญา สพ.3/2567 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 มูลค่า  68,689,719 บาท และมีการส่งมอบครบถ้วนในเดือนกรกฎาคม 2568 โดยระบุว่า กระสุนปืน lot นี้เป็นไปตามมาตรฐาน NATO และได้ผ่านการทดสอบคุณภาพเบื้องต้นตาม TOR (Specification) ตามที่ได้กำหนดไว้แล้ว

แต่หลังจากสำนักงานส่งกำลังบำรุง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทำการแจกจ่ายให้เข้าหน้าตำรวจนำไปปฏิบัติหน้าที่และยิงฝึกซ้อม มีเหตุการณ์ “ระเบิดบริเวณจานท้ายปลอกกระสุน” ขณะเจ้าหน้าที่ทดสอบยิง ทำให้อาวุธปืนที่ใช้ยิงเกิดความเสียหาย หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ สำนักงานส่งกำลังบำรุง สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ระงับการใช้งานกระสุน VENOM ชั่วคราว และเรียกคืนกระสุนที่มีปัญหาทั้งหมดเพื่อไปตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริง โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้แต่งตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่ากระสุนเหล่านี้เหมาะสมกับอาวุธที่ใช้ของราชการหรือไม่ และว่ามีการผลิตตามมาตรฐานความปลอดภัยหรือไม่

ยังไม่ชัดเจนว่า “ปืนแตก” ในความหมายคืออะไร แต่ภาพที่ปรากฏคือ อาการปืนแตกเกิดจากปลอกกระสุนแตก จนทำให้ตัวปืนเสียหาย จุดที่เสียหายคือ “จานท้านปลอกกระสุน” มีลักษณะคล้ายกับกระสุนที่มีความดันหรือแรงกดภายในปลอกมากเกินไป หรือปลอกมีข้อบกพร่องจากรอยร้าว ซึ่งอาจมาจากวัสดุไม่ว่าจะเป็น ตัวปลอก การผลิต หรือคุณลักษณะที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน พบว่าอาวุธปืนที่เสียหายมีหลายกระบอกและหลายรุ่น อาทิ Glock และ Sig โดยการระเบิดของกระสุน ระเบิดจากทางด้านจานท้ายปลอกกระสุนตรงจอกชนวนเป็นส่วนใหญ่  นอกจากการพิจารณาถึงสภาพอาวุธปืนเหล่านั้นว่าเป็นอย่างไร เช่น ใหม่หรือเก่า มีสิ่งอุดตันในลำกล้องหรือไม่ หรือปัญหาอื่น ๆ ที่อาจเป็นไปได้

กระสุนปืนแต่ละนัดจะประกอบวัสดุ 4 ชนิด ได้แก่
1. หัวกระสุน (Bullet) ซึ่งเป็นตะกั่วผสมพลวง (Lead) ในกรณีกระสุนสำหรับฝึกซ้อมเพื่อยิงเป้ากระดาษ แต่ก็มีอันตรายถึงชีวิตเช่นเดียวกับกระสุนจริงซึ่งมีหัวกระสุน 2 ประเภทหลัก คือ หัวกระสุนที่มีชิ้นโลหะหุ้มเต็ม ส่วนใหญ่จะเป็นทองแดงหุ้มแกนตะกั่ว (Full Metal Jacket: FMJ) ทำให้มีอำนาจทะลุทะลวงเจาะในการผ่านเป้าหมาย และ กระสุนหัวรู (Hollow point) ซึ่งมีรูเว้าตรงปลายหัวกระสุน ออกแบบมาเพื่อให้เกิดการขยายตัว (Expand) เมื่อกระทบเป้าหมายเพื่อช่วยหยุดเป้าหมายได้เร็ว ลดแรงทะลุทะลวง (Penetration)

2. ปลอกกระสุน (Brass) ซึ่งส่วนใหญ่ทำจากทองเหลือง จึงไม่เป็นสนิม มีความเหนียว ไม่เปราะ ยืดตัวได้ดี ซึ่งมีผลต่อคัดปลอกหรือการดีดกระสุนออก และสามารถนำกลับมาอัด (Reloading) ใช้ใหม่ได้ ต่อมาคือ เหล็กเคลือบ (Steel lacquered/coated) ทำให้ราคาถูกกว่าทองเหลือง ส่วนใหญ่จะเป็นกระสุนจากรัสเซียหรือจีน เป็นสนิมได้ง่าย ความแข็งของเหล็กอาจทำให้ชิ้นส่วนอาวุธปืนสึกหร่อเร็วขึ้น นำกลับมาอัดกระสุนใช้ใหม่ได้ยาก และปลอกกระสุนที่ผลิตจากอะลูมิเนียม (Aluminum) ทำให้เบามากและราคาถูก แต่เนื้อปลอกบางจึงมีความเสี่ยงที่จะนำกลับมาอัดกระสุนใช้ใหม่

3. ดินปืน (Gun powder) กระสุนสมัยใหม่ในปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้ดินปืนแบบไร้ควัน (Smokeless Powder) แบบ Ball powder หรือ Extruded powder ที่ให้แรงดันสม่ำเสมอ โดยมีส่วนผสมหลัก คือ ไนโตรเซลลูโลส (Nitrocellulose) ที่เรียกว่า Single-base หรือ ไนโตรเซลลูโลส + ไนโตรกลีเซอรีน ที่เรียกว่า Double-base จุดเด่นของดินปืนแบบไร้ควัน คือ ให้พลังงานที่แรงกว่า เผาไหม้สะอาด จึงทำให้ควันน้อย กระสุนปืนสั้นจะเป็นดินปืนแบบเผาไหม้เร็ว

4. จอกชนวนหรือแก๊ป (Primer) วัสดุจุดชนวนซึ่งที่อยู่ที่ฐาน/จานท้ายของปลอกกระสุน ชนิดของ Primer ได้แก่ Boxer Primer นิยมใช้ในสหรัฐฯ  มีรูเดียวตรงกลาง อัดกระสุนใหม่ได้ง่าย Berdan Primer นิยมใช้ในยุโรป รัสเซีย มีรู 2 รู อัดกระสุนใหม่ได้ยากหรือแทบจะไม่ได้เลย และ Rimfire Primer ใช้ในกระสุนขนาดเล็ก (.22 LR)    อยู่ริมจานท้ายลอกกระสุนหรือขอบปลอก เช่น .22 ส่วนผสมของ Primer ได้แก่สารเคมีไวไฟ เช่น Lead styphnate (ตะกั่ว) Barium nitrate และ Antimony sulfide เป็นต้น

เนื่องจากบ้านเราการผลิตกระสุนหรืออัดกระสุนเองเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายตาม พรบ.อาวุธปืนฯ ดังนั้นคนไทยจึงไม่ค่อยมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องของกระสุนปืนเท่าไรนัก ขั้นตอนการทำงานของกระสุนปืนเริ่มจาก เข็มแทงชนวนกระทบ Primer เกิดประกายไฟ อันเป็นการจุดระเบิดดินปืนแรงระเบิดในภายในกระสุนปืนที่อยู่ในรังเพลิงทำให้เกิดแรงดันมหาศาลผลักหัวกระสุนวิ่งออกไปโดยหมุนไปตามเกลียวลำกล้องปืนจนพ้นลำกล้อง เช่นเดียวกับการใช้สารเคมีชนิดอื่น ๆ การผลิตกระสุนปืนจึงมีสูตรในการใช้อัตราส่วนดินปืน โดยการใช้ดินปืนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับน้ำหนักของหัวกระสุนซึ่งจะเป็นไปตามอัตราส่วนที่โรงงานผลิตดินปืนกำหนด เช่น กระสุนยี่ห้อ VENOM ขนาด 9 มม. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดซื้อมาน้ำหนักมีหัวกระสุนแบบ FMJ หนัก 124 เกรน (ประมาณ 8 กรัม) จะมีอัตราส่วนในการใช้ดินปืนประมาณ 62 – 77 เกรน (ราว 4.0 – 5.0 กรัม) 
*แต่ยิ่งน้ำหนักหัวกระสุนมากขึ้นเท่าไรอัตราส่วนในการใช้ดินปืนก็จะลดลง ในขณะที่น้ำหนักหัวกระสุนลดลงเท่าไรอัตราส่วนในการใช้ดินปืนก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน

วิเคราะห์ความเป็นไปได้ถึงสาเหตุที่ทำให้ "ปืนแตก" จากกระสุนปืน ได้แก่
- กระสุนไม่ได้ผลิตไม่ได้มาตรฐาน หรือมีข้อบกพร่อง 
(มีความเป็นไปได้ เช่น การใช้ดินปืนผิดประเภท แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นน้อยมาก เนื่องจากระบบตรวจสอบของโรงงานจะต้องมีความเที่ยงและความละเอียดที่มีมาตรฐานในระดับที่สูงมาก)
- ดินปืนมากเกินไป (Double charge) จนทำให้แรงดันในปลอกกระสุนมากเกินจนรังเพลิง/ลำกล้องรับแรงไม่ไหว 
(มีความเป็นไปได้ในกรณีปลอกกระสุนขนาด .45 หรือ 11 ม.ม. แต่ปลอกกระสุนขนาด 9 ม.ม. แล้วเป็นไปได้น้อยมาก ด้วยขนาดปลอกที่เล็กจนปริมาณดินปืนที่ใช้บรรจุในแต่ละครั้งน่าจะเกือบเต็มปลอกกระสุน 9 ม.ม.แล้ว)
- กระสุนหมดอายุหรือเสื่อมสภาพ 
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติหึ่งรับมอบกระสุน Lot นี้ไม่ถึง 3 เดือน)
- อาวุธปืนชำรุดหรือไม่เหมาะกับกระสุนชนิดนั้น
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่ใช้ยิงนั้นทุกกระบอกยังอยู่ในสภาพใหม่)
- ใช้กระสุนแรงเกินกว่าที่อาวุธปืนรับได้
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่ใช้ยิงใช้กระสุนปืนขนาด 9 มม. มาตรฐาน)
- ปืนมีรอยร้าว หรือสนิมมาก หรือผ่านใช้งานอย่างหนักมานาน
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่ใช้ยิงนั้นทุกกระบอกยังอยู่ในสภาพใหม่)
- มีสิ่งอุดตันในลำกล้อง ขณะยิง
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่มีสิ่งอุดตันในลำกล้องขณะยิงนั้น จะทำให้เกิดการบวมภายในลำกล้อง ไม่ใช่ระเบิดของกระสุนปืนในรังเพลิงตรง Primer จานท้ายปลอกกระสุน)
- การดัดแปลงปืน อาทิ เปลี่ยนลำกล้องหรือชิ้นส่วนไม่ได้มาตรฐาน
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่ใช้ยิงนั้นทุกกระบอกยังอยู่สภาพใหม่ และตามพรบ.อาวุธปืน ลำกล้องหรือชิ้นส่วนต้องขออนุญาตซื้อ/นำเข้าเหมือนกับการซื้ออาวุธปืนทั้งกระบอก)
- ยิงกระสุนที่ไม่ตรงกับคุณลักษณะเดิมของอาวุธปืน
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่ใช้ยิงทุกกระบอกใช้กระสุนปืนขนาด 9 มม. มาตรฐาน)

ถึงแม้ผลการสอบสวนกรณีกระสุน VENOM ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติพึ่งจะเริ่มต้นและยังไม่แล้วเสร็จ แต่มีผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืนและกระสุนปืนผู้หนึ่งได้ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า อาจเกิดจากปัญหาภายใน หรือปัญหาความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในการจัดซื้อจัดหากระสุนปืน Lot นี้ โดยอาจจะมีการลักลอบเปลี่ยนดินปืนด้วยการใช้ Kinetic bullet puller เป็นเครื่องมือคล้ายค้อนใช้สำหรับถอดหัวกระสุนออกจากปลอกกระสุน ซึ่งทำงานโดยอาศัย "แรงเฉื่อย (kinetic energy)" ในการถอดหัวกระสุน แล้วแทนที่ด้วยดินปืนประทัด (Flash Powder) ซึ่งมีส่วนผสมได้แก่ อะลูมิเนียมผง (Aluminum powder) และดินประสิว (Potassium Perchlorate) ที่ติดไฟง่ายและทำให้เกิดแรงดันที่สูงมากจนปลอกกระสุนปืนในรังเพลิงไม่สามารถรับแรงดันในรังเพลิงมหาศาลนี้ได้ไหว จนทำให้เกิดอาการลักษณะกระสุนปืนที่ “แรงเกินกว่าอาวุธปืนขนาด 9 ม.ม. จะสามารถรับได้จริง” จึงเป็นอีกประเด็นพิจารณาที่สำคัญที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องตรวจสอบโดยละเอียดและถี่ถ้วน

แอลเบเนีย ประกาศตั้ง ‘รัฐมนตรี จาก AI’ คนแรกของประเทศ หวังยุติ ‘คอร์รัปชัน’ ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตรวจสอบได้ 100%

แอลเบเนียประกาศแต่งตั้ง 'ดิเอลล่า' (Diella) ผู้ช่วยดิจิทัลที่สร้างขึ้นจาก AI ขึ้นเป็น รัฐมนตรีคนแรกของประเทศ โดยจะรับผิดชอบด้านการจัดซื้อจัดจ้างของทางภาครัฐ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเอดี รามา (Edi Rama) ย้ำว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศปลอดคอร์รัปชัน 100%

สำหรับผู้ช่วยดิจิทัล ดิเอลล่า มีการทดลองงานมาแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม ผ่านพอร์ทัล e-Albania ช่วยประชาชนทำธุรกรรมออนไลน์กว่า 95% ของบริการภาครัฐ และสามารถตอบโต้ด้วยคำสั่งเสียง ซึ่งล่าสุดถูกยกระดับขึ้นมามีบทบาทในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อคัดเลือกผู้ชนะประมูลอย่างเป็นกลางแทนเจ้าหน้าที่รัฐ

นายกรัฐมนตรีเอดี รามา ระบุว่า การโอนอำนาจตัดสินการประมูลจากกระทรวงต่าง ๆ มาสู่ AI จะค่อย ๆ ดำเนินการทีละขั้นตอน เพื่อสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และตัดวงจรการติดสินบน รวมถึงการแทรกแซงทางการเมืองที่มักทำให้โครงการรัฐกลายเป็นประเด็นคอร์รัปชัน

แม้สื่อท้องถิ่นมองว่าเป็น “การปฏิรูปครั้งใหญ่” ที่ให้เทคโนโลยีมีบทบาทจริงในการบริหารประเทศ แต่ก็ยังมีเสียงกังขา โดยชาวเน็ตบางรายเหน็บว่า 

“ในแอลเบเนีย ต่อให้เป็นดิเอลล่า (AI) ก็ยังถูกทำให้คอร์รัปชันได้”
 

BBC พยายามตีแผ่สารคดีดราม่า ‘ด้านมืดของประเทศไทย’ แต่โดนชาวเน็ตจวกยับ!! บอกไทยปลอดภัยกว่าอังกฤษเยอะ

(12 ก.ย.68)  เพจเฟซบุ๊ก 'ปราชญ์ สามสี' ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า… 

เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา BBC อังกฤษได้เผยแพร่สารคดี Thailand: The Dark Side of Paradise ผ่าน iPlayer โดยมี ซาร่า แม็กเดอร์ม็อตต์ (Zara McDermott) นักแสดงจากรายการเรียลลิตี้ Love Island และ Made in Chelsea เป็นผู้ดำเนินเรื่อง สารคดีพยายามสะท้อน “ด้านมืด” ของเมืองไทย โดยโฟกัสไปที่การค้าประเวณีและย่านท่องเที่ยวกลางคืน เช่น ถนนข้าวสาร กรุงเทพฯ รวมถึงการตั้งคำถามว่าเหตุใดวัยรุ่นอังกฤษหลายแสนคนจึงนิยมมาเที่ยวเมืองไทยทุกปี

อย่างไรก็ตาม แทนที่สารคดีจะสร้างแรงกระเพื่อมโจมตีประเทศไทย กลับถูก “ทัวร์ลง” ใส่ BBC อย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่อมีการโปรโมตตัวอย่างผ่าน TikTok เมื่อ 9 กันยายน ซึ่งมีคนเข้ามาคอมเมนต์กว่า 800 ข้อความ ส่วนใหญ่หันมาวิจารณ์การทำงานของ BBC ว่า “พยายามจงใจทำให้ไทยดูอันตราย”

ตัวอย่างคอมเมนต์ เช่น “ฉันเดินเล่นตีสี่ในกรุงเทพฯ ถือโทรศัพท์ตลอดเดือน ไม่เคยมีปัญหา แต่ลองทำแบบนี้ในอังกฤษสิ ไม่มีทางรอด” 

“อยู่ไทยมา 5 ปี สิ่งเดียวที่อันตรายคือหมาไล่เวลาออกไปวิ่ง” 

“BBC ทำเหมือนเมืองไทยน่ากลัว ทั้งที่จริงแล้วปลอดภัยกว่าสหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักรอีก” 

“ทำไม BBC ถึงชอบตีตราไทยในแง่ลบ ทั้งที่แทบไม่เคยทำสารคดีแบบนี้กับประเทศตัวเอง”

นอกจากนั้นยังมีคอมเมนต์แนวประชด เช่น “ฉันต้องรีบหนีออกจากไทย… เดินช้า ๆ แล้วถ่ายต่อไป” ขณะที่บางความเห็นเปรียบเทียบความปลอดภัย เช่น การทิ้งร้านขายของกลางแจ้งในเกาะสมุยโดยไม่ล็อก แต่กลับไม่มีใครขโมย ซึ่งแตกต่างจากอังกฤษโดยสิ้นเชิง

กระแสนี้ไม่เพียงวิจารณ์เนื้อหาที่ถูกมองว่า “เลือกมุมมืดมาขยาย” เท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงจริยธรรมสื่อของ BBC ที่ถูกตั้งคำถามว่ามีอคติและอาจ “เจตนาสร้างความขัดแย้ง” ในภูมิภาค โดยบางส่วนมองว่า BBC กำลัง “เข้าข้างกัมพูชา” หลังพบว่ามีชาวกัมพูชาหลายคนเข้ามาคอมเมนต์ขิงใส่ว่า “ไทยอันตราย แต่กัมพูชาปลอดภัยกว่า”

แม้สารคดีตั้งใจขายความดราม่าเพื่อเรียกคนดู แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม กระแสสังคมออนไลน์จำนวนมากหันมาโจมตี BBC เอง ว่า “ขาดความรับผิดชอบทางจริยธรรม” และ “พยายามทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทยเกินจริง”

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้ เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 ต่อเนื่องเป็นแห่งที่ 2 ณ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี

(12 ก.ย. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก และ ดร.เสาวนีย์ เตชะไพบูลย์ ภริยาประธานกรรมการ จัดพิธีแจกข้าวสารพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค เนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 ให้กับประชาชนผู้ยากไร้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จำนวน 2,500 ชุด สิ่งของที่แจกประกอบด้วย  ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง  น้ำปลา น้ำมันพืช และขนม บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ พร้อมมอบค่าพาหนะคนละ 200 บาท ซึ่งในปีนี้จัดค่าพาหนะเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ยากไร้ สอดรับกับค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น โดยมี นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย แพทย์จีนสมชาย จิรพินิจวงศ์ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว, คณะพุทธสมาคมเพียวเยี้ยงไท้ ศรีราชา, เครือสหพัฒน์, บริษัท แปซิฟิคพาร์ค ศรีราชา จำกัด, บริษัท เบสท์แฟคตอรี่ เอาท์เล็ท จำกัด, สนามกอล์ฟบีเอสซี พร้อมด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ร่วมในพิธี ณ บริเวณคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี 

และในวันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568 มูลนิธิฯ มีกำหนดการแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ยากไร้ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ รวมทั้งมอบให้แก่องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคเนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 แก่ประชาชนทั้งสิ้น 3 จังหวัด คิดเป็นมูลค่า 15.5 ล้านบาท

ประเพณีทิ้งกระจาด เป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่ปฏิบัติสืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยมูลนิธิฯ ได้ปฏิบัติสืบเนื่องมาไม่ต่ำกว่า 80 ปี เพราะถือว่าเป็นประเพณีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เพื่อนมนุษย์ที่ล่วงลับไปแล้วทั้งที่เป็นญาติและไม่เป็นญาติพร้อมกับทำทานให้แก่ผู้ยากไร้ ในช่วงประเพณีแต่ละปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จะมีผู้มีจิตศรัทธานำเครื่องเซ่นไหว้ อาทิ ข้าวสารอาหารแห้ง และอื่น ๆ มากราบสักการะหลวงปู่ และองค์ไต่สือเอี้ย เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศล และสะเดาะเคราะห์ ซึ่งมูลนิธิฯ จะรวบรวมไว้ไปสมทบกับสิ่งของที่มูลนิธิฯ จัดซื้อเพิ่มเติม เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่ผู้ยากไร้ โดยมูลนิธิฯ ได้มีการพัฒนาแจกจ่ายสิ่งของเครื่องใช้ ให้เข้ากับการใช้งานในแต่ละยุคแต่ละสมัย 

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่  อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญมหากุศลนี้มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปี ตลอดไป

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

‘พีระพันธุ์’ ฝาก รบ. ใหม่สานต่อแนวคิดปรับสูตร POOL GAS ย้ำชัด จะช่วยทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงทั้งประเทศ

(12 ก.ย.68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุหัวข้อเรื่อง “ระบบ POOL GAS เพื่อประชาชน” โดยสาระสำคัญต้องการฝากให้รัฐบาลใหม่ สานต่อการปรับสูตรคำนวณ Pool Gas ใหม่ ที่นำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยทั้งหมด ซึ่งราคาถูกมาใช้สำหรับการผลิตไฟฟ้าเพื่อประชาชน

โดยข้อความเฟซบุ๊กส่วนตัวของนายพีระพันธุ์ระบุว่า
ระบบ POOL GAS เพื่อประชาชน

มีคนอยากรู้ว่า Pool Gas คืออะไร เกี่ยวอะไรกับค่าไฟฟ้า
ง่ายๆ ครับ คือเอาก๊าซที่ได้จากหลายแหล่งหลายราคามารวมกันแล้วหาราคาเฉลี่ยเพื่อใช้เป็นราคากลาง Pool Price 

สำหรับประเทศไทยเรา มีแหล่งก๊าซอยู่ 3  แหล่ง คือ 
1) ก๊าซจากอ่าวไทยเราเอง อันนี้ราคาถูกครับ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 210 บาทต่อ MMbtu เราผลิตจากอ่าวได้ 50% จากความต้องการของทั้งประเทศ 
2) ก๊าซที่นำเข้าจากพม่า อันนี้ราคาแพงขึ้นนิดนึง ประมาณ 324 บาทต่อ MMbtu แต่ยังพอไหว ซึ่งเรานำเข้ามาใช้อยู่ที่ 10% ของความต้องการ และ 
3) ก๊าซจากการนำเข้าจากต่างประเทศที่ต้องทำให้เป็นของเหลวเพื่อการขนส่ง จึงมีราคาแพงและราคาขึ้นลงตามตลาดโลกและสถานการณ์โลก เรียกว่า LNG หรือก๊าซธรรมชาติเหลว ราคาแพงมากแถมยังมีหลากหลายราคา ซึ่งราคาที่เราต้องจ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400-500 บาทต่อ MMbtu ซึ่งต้องนำเข้ามาถึง 40% จากปริมาณความต้องการใช้ก๊าซของทั้งประเทศ

ก๊าซ LNG นี่แหละที่เป็นตัวปัญหา แต่ไม่นำเข้าก็ไม่ได้ เพราะเราใช้ก๊าซประมาณวันละ 5,000 BBbtu แต่เราขุดก๊าซจากอ่าวไทยที่เรียกว่าก๊าซอ่าวได้เพียงวันละประมาณ 2,500 BBbtu เราจึงต้องนำเข้าก๊าซจากพม่าอีกประมาณวันละ 600-700 BBbtu และต้องนำเข้า  LNG อีกวันละประมาณ 1,800 - 1,900 BBbtu ซึ่ง LNG มีหลากหลายราคา ที่ผ่านมาจึงเกิดระบบ Pool Gas ขึ้นมา คือนำราคาก๊าซทั้งสามประเภทนี้มาเฉลี่ยราคาเข้าด้วยกัน เพื่อให้ราคาก๊าซในประเทศราคาเท่ากันทั้งหมด แต่กันเฉพาะส่วนที่จะใช้เป็นก๊าซหุงต้มสำหรับประชาชนออกมา ที่เรียกว่า LPG 

ราคาก๊าซ LPG จะยึดตามราคาก๊าซอ่าวที่แยกไว้เฉพาะ ปัจจุบันอยู่ที่ราคาประมาณ 210 บาทต่อ MMbtu ทำให้ราคาก๊าซหุงต้มในปัจจุบันอยู่ที่ราคา 423 บาท ต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ที่เหลือเอาไปลง Pool Gas หมด รวมทั้งก๊าซจากพม่า ทำให้ราคา Pool Gas ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 356 บาทต่อ MMbtu และราคานี้นำมาใช้ผลิตไฟฟ้าและใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม

เหตุผลที่จัดระบบ Pool Gas แบบนี้เพราะต้องการให้ต้นทุนราคาก๊าซที่โรงงานอุตสาหกรรมใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องจักรถูกลงแต่โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซสำหรับเครื่องจักรมีประมาณไม่เกิน 2,000 โรงงาน ในขณะที่โรงงานทุกประเภทมีประมาณ เกือบๆ 70,000 โรงงาน และประชาชนคนไทยมีเกือบ 70 ล้านคนซึ่งประชาชนและโรงงานทุกแห่งต้องใช้ไฟฟ้า ไม่ได้ใช้ก๊าซมาเดินเครื่องจักร

กลายเป็นว่าก๊าซจาก Pool Gas สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมนั้น เอาเข้าจริงไม่ได้ขายให้โรงงานอุตสาหกรรมโดยตรง แต่ขายให้บริษัท PTT NGD แล้ว PTT NGD จะนำไปขายต่อให้โรงงานอุตสาหกรรม ไม่ใช่ในราคา Pool Gas แต่กลับนำไปขายในราคาสิงคโปร์ครับ ส่วนต่างใครรับไปบ้าง ไปลองหากันดูว่าใครเป็นใครในบริษัทนี้ แต่พอจะสรุปได้ไหมว่าโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้ถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อกินหัวคิวเท่านั้นใช่หรือไม่  

ระบบนี้ยังทำให้ต้นทุนราคาก๊าซสำหรับผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นเพราะต้องใช้ราคา Pool Gas เป็นราคาเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าแทนจะใช้ราคาก๊าซอ่าว 

ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ผ่านมาผมจึงเสนอ กพช. (คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ) ให้ปรับสูตรการคิด Pool Gas ใหม่ เพื่อจะนำก๊าซจากอ่าวไทยทั้งหมดที่ราคาถูกมาใช้สำหรับการผลิตไฟฟ้าเพื่อประชาชน แทนที่จะนำก๊าซส่วนนี้ไปลง Pool Gas ให้คนกินหัวคิว และเพื่อช่วยลดราคาก๊าซให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงงานที่มีเพียงไม่ถึง 2,000 แห่ง ในขณะที่โรงงานทั้งหมดในประเทศและประชาชนต้องใช้ไฟฟ้า ซึ่ง กพช. เห็นชอบและผมได้มอบให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน หรือ สนพ. ทำการศึกษาเพื่อปรับสูตร Pool Gas ใหม่มาตั้งแต่ประมาณเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา 

ระบบใหม่นี้จะนำก๊าซอ่าวทั้งหมดที่เหลือจากการแยกเป็นก๊าซหุงต้ม LPG มาใช้ผลิตไฟฟ้าในราคาก๊าซอ่าวซึ่งจะทำให้ต้นทุนราคาไฟฟ้าถูกลงทันที แต่ก็ไม่พอนะครับ ต้องเอาก๊าซจากพม่าทั้งหมดมารวมด้วย และยังขาดอยู่ประมาณ 20% ส่วนนี้ต้องนำ LNG  มารวมด้วย แต่ก็เพียงเล็กน้อย และถ้าให้ กฟผ. หาก๊าซ LNG ที่ราคาถูกมารวมเองโดยไม่ต้องนำไปเข้าระบบ Pool Gas ก็จะไม่กระทบมากนัก เคยคำนวณดูคร่าวๆ พบว่าราคาต้นทุนก๊าซที่จะนำมาผลิตไฟฟ้าจะลงจาก 356 บาทต่อ MMbtu มาอยู่ที่ประมาณ 244 บาทต่อ MMbtu ราคาค่าไฟฟ้าลงแน่นอน 

ความจริงจะต้องแก้ปัญหาในส่วนอื่นเพื่อลดค่าไฟฟ้าลงด้วย ไม่ใช่แค่เรื่อง Pool Gas เรื่องเดียว เช่น ค่าพร้อมจ่ายที่สูงเกินสมควร และต้นทุนส่วนอื่นๆ ที่สูงเกินสมควรด้วยเช่นกัน

ที่ผมถูกถล่มหนักมากในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็เพราะเรื่องนี้ด้วย

อย่างไรก็ตามระบบ Pool Gas.แบบนี้จะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงทั้งประเทศ แต่ค่าก๊าซของโรงงานอุตสาหกรรมจะสูงขึ้น เลยค้านสุดตัว ล่าสุดทาง ผอ. สนพ. ไปหารือกับสภาอุตสาหกรรม เมื่อประมาณวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา ก็ไม่เห็นด้วย แต่ผมบอกให้ ผอ.สนพ. เดินหน้าต่อเพราะประชาชนสำคัญกว่า โดยให้หาวิธีและรูปแบบที่ทางอุตสาหกรรมพอจะรับได้ ขณะนี้ ผอ.สนพ. กำลังเดินเครื่องเรื่องนี้อยู่ครับ และนี่คือระบบ Pool Gas เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

เสียดายที่ยังไม่ทันเสร็จก็หมดเวลาเสียก่อน แต่ผมมั่นใจว่านโยบายนี้และสูตร Pool Gas ที่ผมวางรูปแบบใหม่ไว้นี้จะเดินหน้าต่อ เพราะผมเชื่อมั่นใน สนพ. ที่มีความตั้งใจจะลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชนดังที่ช่วยผมตลอด 2 ปีที่ผ่านมา จนทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงตลอดมา และผมเชื่อว่ารัฐบาลใหม่นี้ก็คงเห็นตรงกัน 

เราคงได้เห็น ระบบ POOL GAS เพื่อประชาชน จะเกิดขึ้นจริงตามที่ผมและ สนพ.ได้ดำเนินการใกล้แล้วเสร็จ

ใครทำก็ได้ ขอให้ทำจริงเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่เท่านั้นครับ

‘เนทันยาฮู’ ขู่ ‘กาตาร์’ และทุกประเทศ ถ้าไม่ขับไล่ฮามาส เดี๋ยวเจอดีแน่!!

(12 ก.ย. 68) เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ประกาศกร้าวว่า หากกาตาร์และประเทศใดที่ให้ที่พักพิงผู้ก่อการร้ายไม่ขับไล่พวกเขาออกไป อิสราเอลจะดำเนินการเอง หลังจากการโจมตีครั้งประวัติศาสตร์ที่กรุงโดฮาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งมีเป้าหมายไปยังผู้นำฮามาสระดับสูง

คำกล่าวของเนทันยาฮูทำให้กาตาร์ประณามอย่างรุนแรง กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์เรียกสิ่งนี้ว่า “เป็นสิ่งที่น่าละอายในการชี้แจงการโจมตีที่โหดร้าย” ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีกาตาร์ ชีค โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลราห์มาน อัล ธานี (Sheikh Mohammed bin Abdulrahman Al Thani) ระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เป็น “การก่อการร้าย” และเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศอย่างชัดเจน

โดยการโจมตีเกิดขึ้น ในขณะที่กาตาร์กำลังเป็นตัวกลางเจรจาข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสที่กาซา การโจมตีครั้งนี้ทำให้ผู้ที่ถูกจับเป็นตัวประกัน และกระบวนการเจรจาได้รับผลกระทบอย่างหนัก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กาตาร์และผู้นำฮามาส เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง

ขณะที่ ฝ่ายฮามาสยืนยันว่าจะยังคงต่อสู้ต่อไป หลังจากการโจมตีในโดฮา โฆษกฮามาส ฟาวซี บาร์ฮูม (Fawzi Barhoum) ระบุว่าการโจมตีไม่ได้มุ่งไปที่คณะผู้เจรจาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการโจมตีทั้งกระบวนการเจรจา โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายการเจรจาหยุดยิง

ทั้งนี้ ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซียทำให้ประเทศในภูมิภาค เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์แดน และซาอุดีอาระเบีย เตรียมส่งตัวแทนเยือนกาตาร์และร่วมหารือแนวทางตอบโต้ โดยกาตาร์ยืนยันว่าจะมีการตอบโต้ร่วมกับพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อป้องกันการคุกคามต่ออธิปไตยและความมั่นคงของทุกประเทศในอ่าวเปอร์เซีย

PTTRM ร่วมมอบร้าน ‘จิฟฟี่’ จำลอง ฝึกทักษะบุคคลออทิสติก ในโครงการพัฒนาทักษะทางสังคมและอาชีพแก่เยาวชนด้อยโอกาส

(12 ก.ย. 68) บริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด ร่วมกับมูลนิธิพลังที่ยั่งยืน และ มูลนิธิออทิสติกไทย ร่วมมอบร้านจิฟฟี่จำลองเพื่อมอบโอกาสการฝึกอาชีพ ในโครงการเปิดห้องปฏิบัติการฝึกทักษะทางสังคมและทักษะอาชีพ ณ มูลนิธิออทิสติกไทย กรุงเทพฯ โดยมี คุณนิวัตน์ จิตจำนงค์เมต รองกรรมการผู้จัดการ กลยุทธ์ธุรกิจค้าปลีก บริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด,  คุณชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานมูลนิธิออทิสติกไทย และคุณวราปณัช เกิดฤทธิ์ ผู้อำนวยการ มูลนิธิพลังที่ยั่งยืน เปิดเป็นทางการ 

โดยห้องปฏิบัติการแห่งนี้ ใช้สำหรับเป็นพื้นที่เรียนรู้และฝึกทักษะ ภายใต้โครงการพัฒนาทักษะทางสังคมและอาชีพแก่เยาวชนด้อยโอกาส (บุคคลออทิสติกและผู้บกพร่องทางสติปัญญา) ในการบริหารร้านค้าปลีก การจัดเรียงสินค้า รวมถึงสร้างความรู้พื้นฐานในการขายสินค้าและคิดคำนวณการใช้เงินเบื้องต้น  เพื่อเตรียมความพร้อมในการประกอบอาชีพแก่บุคคลออทิสติก

ปัจจุบันร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่ร่วมมอบโอกาสน้องๆ บุคคลออทิสติกด้วยการจ้างงานเป็นพนักงานร้านจิฟฟี่ในส่วนการเติมสินค้าจำนวน 7 อัตราโดยได้รับสวัสดิการต่างๆ เหมือนพนักงานทั่วไป เพราะเราเล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาให้น้องๆ สามารถพึ่งพาตนเองได้และสร้างสังคมให้แข็งแรง

‘ฮังการี’ พบแหล่งน้ำมันใหม่!! ผลิตได้ 1,000 บาร์เรลต่อวัน ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ

(12 ก.ย. 68) ฮังการีค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่ใกล้เมืองกัลกาเฮวิซ (Galgahévíz) ทางตอนเหนือของประเทศ โดยคาดว่าจะสามารถผลิตน้ำมันได้ประมาณ 1,000 บาร์เรลต่อวัน ที่ความลึก 2,400 เมตร ตามข้อมูลจากบริษัทน้ำมันและก๊าซ MOL ของฮังการี

บริษัท MOL ระบุว่าการค้นพบทุ่งน้ำมันใหม่นี้ ช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของฮังการี เพราะการผลิตภายในประเทศช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศฮังการี ปีเตอร์ ซียาร์ยาร์โต (Peter Szijjarto) ระบุว่า การโจมตีท่อส่งน้ำมันดรุซบา (Druzhba) ของยูเครน ซึ่งนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย เป็นการคุกคามความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งยูเครนเตือนว่าหากฮังการีไม่สนับสนุนยูเครน ก็อาจโดนโจมตีท่อส่งน้ำมันนี้ต่อไป

ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ จัดการฝึกพายเรือกระเชียงในทะเล ให้น้องเล็กของกองทัพเรือ เรียนรู้ความเป็นชาวเรือ และแนวทาง “สร้างเหล็กในคน”

เมื่อวานนี้ (11 ก.ย. 68) โดยมี น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจนักเรียนพลกองประจำการ หลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 2/68 จำนวน 120 นาย ที่ทำการฝึกพายเรือกระเชียงในทะเลเป็นครั้งแรก โดยมี น.อ.ฐิติวัชร ภัทรเกียรติวงศ์ รองผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ (สายงานการศึกษา) เป็นผู้ควบคุมการฝึกฯ ณ บริเวณท่าเรืออ่าวเกล็ดแก้ว โรงเรียนชุมพลทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ

โอกาสนี้ ผบ.ศฝท.ยศ.ทร. ได้ให้โอวาทแก่ทหารใหม่ที่ทำการฝึกฯ ความว่า “…ใจความสำคัญของการฝึกความเป็นชาวเรือ ที่ทุกนายต้องมีคือ "ความอดทน ความสามัคคี เสมือนการสร้างเหล็กในคน"

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้อยู่ภายใต้กรอบของความปลอดภัยตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ ที่กำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ (NAVY-SAFETY 2025)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top