Tuesday, 9 June 2026
Hard News Team

เชียงใหม่- เปิดประตูเมือง สู่มนต์เสน่ห์ล้านนา ต้อนรับ 23 สาวงาม ผู้เข้าประกวด Miss International Queen 2025

(14 ก.ย. 68) จังหวัดเชียงใหม่เปิดประตูต้อนรับ ผู้เข้าประกวดมิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน 2025 (Miss International Queen 2025) สาวงามจาก 23 ประเทศทั่วโลกเวทีแห่งโอกาสสำหรับสาวทรานส์เจนเดอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Beyond Beauty, Open Possibilities” ระหว่างวันที่ 9-11 กันยายน 2568 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกองประกวดมิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน โดย Tiffany’s Show Pattaya และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและยกระดับ Soft Power ไทยสู่เวทีระดับโลก

ในโอกาสนี้ อลิสา พันธุศักดิ์ คุนผลิน ประธานคณะกรรมการจัดการกองประกวด Miss Tiffany's Universe และ Miss International Queen กล่าวว่า “ขอต้อนรับสาวงามผู้เข้าประกวดมิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน 2025 จาก23 ประเทศทั่วโลก สู่จังหวัดเชียงใหม่ มิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีนไม่ใช่เพียงการประกวดเฟ้นหาความงาม แต่หัวใจสำคัญคือการเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าประกวดได้เปล่งประกายศักยภาพอันไร้ขีดจำกัด และเป็นพลังขับเคลื่อนเสียงแห่งความเข้าใจและความเท่าเทียมในสังคม ที่สำคัญการร่วมเป็นพันธมิตรกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมต้อนรับผู้เข้าประกวดในครั้งนี้ นับเป็นการยกระดับเวทีประกวดมิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน 2025 ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และพลิกฟื้นการท่องเที่ยวของประเทศไทย ผ่านการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลก”
ด้าน วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า “จังหวัดเชียงใหม่มีความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการประกวดมิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน 2025 เราพร้อมต้อนรับผู้เข้าประกวดและคณะจากทั่วโลก ด้วยความอบอุ่นและไมตรีจิตที่เปี่ยมล้นไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งล้านนา และแน่นอนว่าเชียงใหม่พร้อมใช้โอกาสนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม และการบริการอันเป็นเลิศ ซึ่งล่าสุดเพิ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่ดีที่สุดในเอเชีย ประจำปี 2025 จากผู้อ่าน Travel + Leisure เรามั่นใจว่ากิจกรรมครั้งนี้จะสร้างความประทับใจอย่างไม่รู้ลืม ทั้งต่อผู้เข้าประกวด ทีมงาน และผู้ชมจากทั่วโลก ซึ่งจะเป็นตัวช่วยในการส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระตุ้นภาคเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ ให้คึกคักยิ่งขึ้นใน”
 
พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ ประตูช้างเผือก
กิจกรรมต้อนรับผู้เข้าประกวดเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 กันยายน 2568 ผู้เข้าประกวดทั้ง 23 คนนั่งรถสามล้อโบราณ 23 คัน เคลื่อนขบวนผ่านแจ่งหัวลิน มุ่งหน้าสู่ประตูช้างเผือก ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของพิธี โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่กล่าวต้อนรับอย่างอบอุ่นและมอบของที่ระลึก ตามด้วยการแสดงต้อนรับชุดที่ 1 อันวิจิตรตระการตา สะท้อนศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นอันงดงาม

หลังจากนั้น เหล่าสาวงามได้นั่งรถสามล้อโบราณเคลื่อนขบวนต่อไปยังวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เพื่อร่วมพิธีทำบุญตักบาตรกับพระสงฆ์และสามเณรจำนวน 10 รูป จากนั้นจึงเดินทางสู่ประตูท่าแพ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของเมืองเชียงใหม่ เพื่อร่วมบันทึกภาพประวัติศาสตร์ร่วมกัน ณ บริเวณลานประตูท่าแพ เป็นการเปิดประสบการณ์ทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าในยามเช้าของเมืองเชียงใหม่
ตลอดการเก็บตัว 3 วัน ณ โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ทเชียงใหม่ ผู้เข้าประกวด ร่วมกิจกรรมสุดพิเศษเพื่อสัมผัสความงดงามทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของล้านนา อาทิ กิจกรรม “To The Nature’s Embrace” ในวันที่ 9 กันยายน ซึ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และกิจกรรม “To The Art Of Lanna Legacy” ในวันที่ 11 กันยายน 2568 ผู้เข้าประกวดเรียนรู้งานหัตถศิลป์และวิถีชีวิตพื้นบ้านล้านนาหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่างๆโดย การสนับสนุนจาก จังหวัดเชียงใหม่ และ สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่

ไฮไลต์ของกิจกรรมที่เชียงใหม่คือ การจัดงาน “Miss International Queen2025 Gala Night: Culture & Couture in Chiang Mai” ในช่วงค่ำวันที่ 10 กันยายน 2568 ณ โรงแรมอนันตรา เชียงใหม่ รีสอร์ท ซึ่งผู้เข้าประกวดจะปรากฏตัวใน The Lanna Queen’s Garden Fashion Show โดยสวมใส่ชุด "ล้านนาร่วมสมัย" ที่ออกแบบโดยอาจารย์หิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์กุล ดีไซเนอร์ไทยชื่อดังผู้คว้ารางวัลระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นการผสมผสานความงดงามของศิลปะล้านนาเข้ากับแฟชั่นระดับโลกได้อย่างลงตัว

กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก แต่ยังสะท้อนถึงพลัง Soft Power ของไทย ที่พร้อมจะเปล่งประกายความงดงาม ความหลากหลาย และวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า สู่สายตาชาวโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

หลังจากกิจกรรมที่เชียงใหม่ ผู้เข้าประกวดจะเข้าสู่ช่วงการประกวดในรอบสำคัญต่างๆ ได้แก่ 
• National Costume and Talent ในวันที่ 15 กันยายน ที่ Sphere Gallery 1 ,M Floor Emsphere กรุงเทพฯ
• The Preliminary ในวันที่ 18 กันยายน ที่ Tiffany’s Show Pattaya 
• The Crowning Finale ในวันที่ 20 กันยายน ที่ Tiffany’s Show Pattaya ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดให้ผู้ชมทั่วโลกได้ติดตาม
 
โดยสามารถรับชมถ่ายทอดสดการประกวดได้ทาง YouTube Channel ของ Miss International Queen 2025 ในทุกรอบการแข่งขัน และสำหรับรอบThe Crowning Finale สามารถรับชมถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เวลา 21.40 น. เป็นต้นไปได้อีกช่องทาง
ผู้เข้าประกวดทั้ง 23 คนมาจากหลากหลายประเทศ ได้แก่ ไทย, บราซิล, ชิลี, จีน, โคลอมเบีย, คิวบา, เช็ครีพับบลิค, เอกวาดอร์, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, ลาว, มาเลเซีย, เม็กซิโก, เมียนมา, เปรู, นิการากัว, เปอร์โตริโก, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน, ตุรกี, สหรัฐอเมริกา, เวียดนาม, และเวเนซูเอลา

นภาพร ขัติยะ/ เชียงใหม่

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2568

คนเรา รักกัน...ด้วยน้ำใจ
รักกัน...ด้วยเมตตา
จะรักกัน...ได้ทนทาน
ถ้ารักกัน...แล้วต้องมี
"ของแลกเปลี่ยน"
หวังผล...แลกเปลี่ยน
คนนั้น...ไม่รักกันจริง

หลวงพ่อจรัญ ธิตธมฺโม

‘คนเสื้อแดง’ ให้กำลังใจ!! ‘ทักษิณ’ นั่งกินข้าว!! หน้าเรือนจำคลองเปรม

(13 ก.ย. 68) ที่หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม กทม. กลุ่มคนเสื้อแดง ประมาณ 50 คน นำโดย นายเทวินทร์ พูลทวี นางประนอม พูลทวี นายภัทรพล หรือ ไก่ บิ๊กแมน ธนเดชพรเลิศ พร้อมด้วย กลุ่มคนเสื้อแดงปากช่องโคราช กลุ่มคนเสื้อแดงราชบุรี เดินทางมาจัดกิจกรรม “กินข้าวเที่ยงพร้อมทักษิณ” ขณะที่ถูกคุมขังเรือนจำกลางคลองเปรม เข้าสู่วันที่ 4   

โดยบรรยากาศกลุ่มคนเสื้อแดงได้ปักหลักบริเวณฟุตพาท หน้าเรือนจำพร้อมด้วยรถเครื่องเสียง โดยนางประนอม พูลทวี และแกนนำเสื้อแดง นำข้าวหมกไก่ ข้าวเหนียวมะม่วง น้ำดื่ม กล้วยทอด ข้าวโพดต้ม มาแจกให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับประทานเป็นอาหารเที่ยงพร้อมกับอดีตนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ในเวลา 10.13 น. เกิดเหตุชุลมุนเนื่องจากมีชายวัยรุ่นอายุประมาณ 20-30 ปี ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้าย เข้าบริเวณพื้นที่ชุมนุมและมาพูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุมและเกิดมีปากเสียงกันทำให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสน. ประชาชื่น ได้เข้ามาควบคุมสถานการณ์ และเชิญชายวัยรุ่นดังกล่าว ไปสถานีตำรวจ เพื่อตรวจค้นและสอบปากคำ ต่อมาเหตุการณ์ปกติ

‘เซียนมวย’ เห็นว่า!! ‘กรรมการ’ ตัดสินไม่เป็นธรรม โห่ไล่!! ให้ลงจาก เวทีมวย สยามอ้อมน้อย

(13 ก.ย. 68) เกิดเหตุเซียนมวยไม่พอใจกรรมการตัดสินไม่เป็นธรรมโห่ไล่ไม่ให้ตัดสิน จนทำให้กรรมการต้องลงจากเวที

สืบเนื่องมาจาก กรรมการรายดังกล่าวตัดสินมวยคู่ 4 ยอดขุนทัพ เจ ปอนด์ พี พัทลุง ชนะคะแนน ยอดปฐพี สิงห์จัตรัส รายการศึกจ้าวมวยไทย+ส.สมหมาย วันที่13 ก.ย.2568 เวทีสยามอ้อมน้อย และหลังจากศึกจ้าวมวยไทย+ส.สมหมาย จบลงกรรมการรายดังกล่าวได้ขึ้นเวทีทำการตัดสินมวยคู่ 3 ระหว่าง ไอยรา กระเป๋าลังกี้ พบ ทหารเอก นายกเอท่าศาลา รายการศึกเกียรติเพชร SKS ปรากฏว่าช่วงนักมวยกำลังจะไหว้ครูเซียนมวยไม่พอใจกรรมการได้ตะโกนโห่ไล่กรรมการผู้ที่จะตัดสินเนื่องจากเซียนมวยหลายคนไม่พอใจเห็นว่ากรรมการรายดังกล่าวตัดสินคู่ยอดขุนทัพกับยอดปฐพี ไม่เป็นธรรม จนทำให้แฟนมวยโห่ประท้วง อย่างหนักจนกรรมการต้องยอมลงจากเวที

ผู้สื่อรายงานว่า ทางประธานเทคนิคเวทีสยามอ้อมน้อย ต้องเปลี่ยนตัวกรรมการขึ้นห้ามบนเวที ทำให้เซียนมวยตบมือแสดงความดีใจ

แม่ทัพภาคที่ 2 ลั่น!! การเปิดด่านเป็นวิธีการสุดท้าย ขณะนี้สถานการณ์ยังตึงเครียด!! การเจรจายังไม่ลงตัว

เมื่อวานนี้ (12 ก.ย. 68) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้สัมภาษณ์ถึง กรณีการเปิดด่าน

'สภาเนปาล' แถลง!! เสียใจต่อการสูญเสีย จากเหตุประท้วง Gen Z

(13 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ที่ #เนปาล 

ประธานสภาผู้แทนราษฎร และรัฐสภาของเนปาลออกแถลงการณ์หลังจากวิกฤตทางการเมืองในประเทศ
แถลงการณ์ร่วมระบุว่า …

พวกเรารู้สึกตกใจกับการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในระหว่างการประท้วงของคนรุ่น Gen-Z เมื่อวันที่ 23 และ 24 ภัทรา 2082 พวกเราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเยาวชนทุกคนที่เสียชีวิตระหว่างการประท้วง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียทุกครอบครัว นอกจากนี้ยังขออวยพรให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทุกคนหายดีในเร็ววัน และขอเรียกร้องให้กลไกรัฐที่เกี่ยวข้องดูแลให้ไม่มีการขาดแคลนการรักษาพยาบาล

เหตุวางเพลิงและการทำลายทรัพย์สินที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ภัทรา 2082 รวมถึงอาคารรัฐสภาแห่งชาติที่บาเนศวอร์ เลขาธิการรัฐสภาแห่งชาติที่สิงหะดุรบาร์ รวมทั้งสำนักงานรัฐบาลต่าง ๆ ที่อยู่อาศัยของภาครัฐและเอกชน สื่อมวลชน สถานประกอบการเชิงพาณิชย์ ทรัพย์สินสาธารณะ และเอกสารทางประวัติศาสตร์ ได้สร้างความเสียหายที่ไม่อาจประเมินค่าได้ต่อประเทศ เหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในอาคารรัฐสภาแห่งชาติ เลขาธิการรัฐสภา และทั่วประเทศ ได้สร้างความเสียหายที่ไม่อาจประเมินค่าได้ต่อประเทศ

ในสถานการณ์อันยากลำบากที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ฯพณฯ ประธานาธิบดีกำลังดำเนินการหาทางออกผ่านกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ โดยยึดมั่นในอธิปไตย เสรีภาพพลเมือง บูรณภาพแห่งดินแดน เอกภาพของชาติ และเอกราชที่เป็นของประชาชน

ในบริบทนี้ เราขอยืนยันว่าหลักนิติธรรมและลัทธิรัฐธรรมนูญไม่ควรถูกบิดเบือน และเราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมุ่งมั่นสู่การสร้างประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า มั่งคั่ง และเข้มแข็งขึ้น ด้วยการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ประท้วง

ชัยชนะของจีนในสงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างเงื่อนไข!! เอื้อฟื้นฟูชาติ

(6 ก.ย. 68) สถาบันซินหัว คลังสมองของสำนักข่าวซินหัว เผยแพร่รายงานระบุว่าชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นได้สร้างเงื่อนไขสำคัญให้ประชาชนจีนสร้างเส้นทางที่ถูกต้องสู่การฟื้นฟูชาติภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

รายงานฉบับดังกล่าวมีชื่อว่า "รำลึกประวัติศาสตร์และผดุงความยุติธรรม - คุณูปการยิ่งใหญ่ของสมรภูมิหลักทางตะวันออกในสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก" เผยแพร่ทั้งฉบับภาษาจีนและภาษาอังกฤษ

ปี 2025 นับเป็นวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก ซึ่งรายงานเผยว่าสถานการณ์อันซับซ้อนของสงครามได้เป็นบททดสอบและหล่อหลอมพรรคคอมมิวนิสต์จีน

หลังจากชัยชนะในสงคราม พรรคฯ ได้ชี้นำประชาชนให้บรรลุชัยชนะในการปฏิวัติประชาธิปไตยใหม่อย่างรวดเร็ว และก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้ทำภารกิจแห่งประวัติศาสตร์ในการสร้างเอกราชของชาติและการปลดแอกประชาชนจีนสำเร็จลุล่วงในที่สุด

รายงานระบุว่าความสำเร็จครั้งนี้ได้ลบล้างศตวรรษแห่งความอัปยศอดสู สร้างเงื่อนไขทางสังคมขั้นพื้นฐานสำหรับการฟื้นฟูอันยิ่งใหญ่ของชาติจีน และเปิดบทใหม่แห่งการพัฒนาของจีน

อนึ่ง สถาบันซินหัว ซึ่งมุ่งเน้นการวิจัยเชิงนโยบาย ได้ดำเนินการวิจัยเชิงคาดการณ์ เชิงกลยุทธ์ และเชิงเตรียมการในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับประเด็นสำคัญทั้งในประเทศและระดับโลก โดยได้สร้างผลงานวิจัยที่ทรงอิทธิพลจำนวนมากในกระบวนการดังกล่าว

‘BBC’ จงใจใช้!! ‘Jonathan Head’ รายงานข่าวความขัดแย้ง ‘ไทย - กัมพูชา’ สะท้อน!! ความไม่เป็นกลาง โน้มเอียงเข้าข้าง ‘เขมร’ มากกว่าเล่าข้อเท็จจริง

ล่าสุด สำนักข่าว BBC แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจอย่างที่สุดต่อประเทศไทย เมื่อเลือกใช้นักข่าวอย่าง Jonathan Head มานำเสนอข่าวความขัดแย้งไทย–กัมพูชา เพราะบุคคลผู้นี้ไม่ใช่คนแปลกหน้า หากแต่เป็นผู้ที่เคยก่อปัญหากับไทยมาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวพันกับความมั่นคงของชาติ

เขาเคยถูกตั้งข้อกล่าวหาเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจากรายงานที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ไทย อันเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนทั้งประเทศ แม้คดีจะไม่ถึงขั้นพิพากษาลงโทษ แต่ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาเต็มไปด้วยข้อกังขาและความไม่ไว้วางใจในสายตาคนไทย นอกจากนี้ ยังมีการรายงานอีกหลายชิ้นที่โน้มเอียงและโจมตีประเทศไทยในเชิงลบ ทั้งการเมือง สิทธิมนุษยชน ไปจนถึงการตั้งคำถามต่อเสถียรภาพของรัฐไทยในสายตานานาชาติ

ต่อมา เขายังเคยถูกฟ้องในคดีหมิ่นประมาทและกฎหมายคอมพิวเตอร์ที่ภูเก็ตจากการทำรายงานเรื่องการฉ้อโกงอสังหาริมทรัพย์ คดีดังกล่าวทำให้เขาถูกยึดหนังสือเดินทางและถูกจำกัดเสรีภาพในการทำงาน แม้ท้ายที่สุดบางข้อหาจะถูกถอน แต่ก็ยิ่งตอกย้ำว่าเขาเป็นนักข่าวที่มักสร้างความขัดแย้งกับกฎหมายไทยอยู่เสมอ

เมื่อย้อนมามองถึงการรายงานล่าสุดเกี่ยวกับความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา จึงแทบไม่ต้องสงสัยว่า ผลงานจะเอนเอียงไปในทิศทางที่เข้าข้างกัมพูชา มากกว่าที่จะสะท้อนข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลาง พฤติกรรมเช่นนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า BBC ไม่ได้ต้องการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา หากแต่จงใจทำลายประเทศไทยผ่านการใช้บุคคลที่มีประวัติสร้างปัญหากับชาติบ้านเมือง

‘ม.หอการค้าไทย’ เปิดชื่อ 4 น.ศ.ปีหนึ่ง ช่วยผู้หญิง!! ถูกลุงแอบถ่าย บนรถเมล์

(13 ก.ย. 68) จากกรณีวัยรุ่นชายประมาณ 4-5 คน ช่วยกันล็อกตัวชายค่อนข้างมีอายุรายหนึ่ง บนรถเมล์สาย 138 (หมอชิต-พระประแดง) ขณะกำลังใช้มือถือแอบถ่ายใต้กระโปรงผู้โดยสารหญิง โดยได้บอกให้คนขับรถเมล์ปิดประตูและโทรแจ้งตำรวจ

หลังปลดล็อกเครื่องและเช็กมือถือของชายคนดังกล่าวดูแล้ว พบว่า มีภาพแอบถ่ายจริง เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงได้ควบคุมตัวไปดำเนินคดีต่อที่โรงพัก โดยมีผู้เสียหายถ่ายรูปเอาไว้เป็นหลักฐานและเดินทางติดตามไปแจ้งความดำเนินคดีด้วย ส่งผลให้สังคมชื่นชมในความกล้าหาญของวัยรุ่นชายกลุ่มนี้อย่างมาก ที่ไม่ละเลยและเข้าช่วยเหลือทันที ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ชื่นชมในความกล้าหาญของ กลุ่มนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ได้เข้าช่วยเหลือนักศึกษาผู้หญิงที่ถูกผู้ชายท่านหนึ่งแอบถ่ายในรถสาธารณะ โดยกลุ่มนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ช่วยเหลือน้องผู้หญิงมีดังนี้

นักศึกษาคณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ (สาขาการผลิตและการจัดการอีเว้นท์)
1. นายปกรณ์ หมายดี
2. นายปุณณสิน ผลเพิ่มศีลกุล
3. นายศิวัฒน์ กลั่นแก้ว

นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด
1. นายพงษ์พิพัฒน์ สุพะสร

ทางมหาวิทยาลัยขอชื่นชมและสนับสนุนน้องๆ ให้ทำสิ่งดีๆ เช่นนี้ต่อไป

'พล.ต.อ.อัคราเดช' ควงอุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจฯ 'เปิดป้าย อาคารพิมลศรี' Cop’s Valley view

(13 ก.ย.68) เวลา 11.30 น. ที่ศูนย์พัฒนาประสิทธิภาพแจ้งยอดสุขตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบูรณ์ อ.เขาค้อ จว.เพชรบูรณ์ พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษ ตร.และคุณภคมน พิมลศรี อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจเป็นประธานในพิธีทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลและเปิดป้ายอาคารสำนักงาน(Cop’s Valley view) พร้อมด้วย พล.ต.ต.ทิฆัมพร ศรีสังข์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ตร. พ.ต.อ.ศราวุธ สวัสดิชัย รอง ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี/หน.สง.ฯ

โดยมี พล.ต.ต.สารนัย คงเมือง ผบก.ภ.จว.เพชรบูรณ์-พล.ต.ต.เดชพล เปรมศิริ ผบก.สส.ภ.6 ,-พล.ต.ต.ธวัชชัย คำแหงพล ผู้ทรงคุณวุฒิ ตร. -พล.ต.ต.สุรชาติ จึงดำรงกิจ อดีต รอง.ผบช.ภ.6-พร้อมด้วย ชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 6 , รอง ผบก.,หน.สถานี และข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.จว.เพชรบูรณ์ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน

ในพิธีนี้ มีการประกอบพิธีสงฆ์ พระสงฆ์จำนวน 5 รูปเจริญพระพุทธมนต์ประพรมน้ำมนต์ , ทำพิธีเจิมป้าย จากนั้นประธานฯ ได้ทำพิธีเปิดป้ายอาคารสำนักงาน(Cop’s Valley view) อย่างเป็นทางการ ซึ่งศูนย์พัฒนาประสิทธิภาพแจ้งยอดสุขฯ แห่งนี้ เป็นผลสำเร็จจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาขีดความสามารถของข้าราชการตำรวจให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและบทบาทหน้าที่ในยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นแหล่งการเรียนรู้ แหล่งพักผ่อน และศูนย์รวมพลังใจของบุคลากรในสังกัด , ส่งเสริมบทบาทด้านชุมชนสัมพันธ์ และเป็นจุดเชื่อมโยงการท่องเที่ยวในพื้นที่ อ.เขาค้อ อันงดงามด้วยทรัพยากรธรรมชาติ

ในการนี้ ผบก.ภ.จว.เพชรบูรณ์ ได้มอบพระพุทธรูปพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ แห่งวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว เพื่อเป็นที่ระลึกถึงกันในโอกาสต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top