Sunday, 2 August 2026
Hard News Team

‘เศรษฐา’ โวย!! รับไม่ได้ค่าไฟฟ้าขึ้น 4.68 บาท ลั่น!! สูงเกินไป ต่อให้ขึ้นก็ต้องไม่แตะตัวเลขนี้

(30 พ.ย. 66) ที่โรงแรมสีหราช จังหวัดอุตรดิตถ์ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ กรณีที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติขึ้นค่าไฟเป็น 4.68 บาท ว่า “4.68 บาท โอ้ย!! รับไม่ได้หรอกครับสูงเกินไป” ตนในฐานะประธานจะต้องมีการเรียกประชุม ไม่ยอมหรอกครับ

เมื่อถามย้ำว่าการปรับขึ้นดังกล่าวสูงกว่าเพดานที่รัฐบาลเคยตั้งไว้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ย้ำว่าก็จะเข้าไปพูดคุยรายละเอียดทั้งหมดในฐานะประธาน กกพ. 

เมื่อถามว่าจะเป็นมาตรการต่อเนื่องหรือไม่สำหรับเรื่องของการลดราคาไฟฟ้า นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็ต้องไปนั่งดูก่อนเพราะเป็นเรื่องของงบประมาณด้วย แต่ขึ้นไปถึง 4.68 บาทคงไม่ไหวเยอะเกินไป

เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่ามีแนวโน้มที่จะขึ้นใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวโน้มจะขึ้นจาก 3.99 บาท แต่ไม่ถึง 4.68 บาทแน่นอน

เมื่อถามว่าจะทำในลักษณะวิน-วินคือทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ต้องทำให้ได้ซิครับ ต้องทำให้ได้

ส่วนจะต้องมีการรื้อโครงสร้างพลังงานเลยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็คงเป็นจุดหนึ่งที่ต้องมีการพูดคุยกัน

Stella Terra รถไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์คันแรกของโลก ทดลองวิ่งบนระยะทางกว่า 1,000 กม. ได้สำเร็จ

เข้าใจดีว่ากระแสรถยนต์ไฟฟ้า EV คงเป็นทางเลือกใหม่ของวงการยานยนต์ในปัจจุบัน ที่ช่วยลดมลพิษ และไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมันแพง ๆ 

แต่ปัญหาของรถยนต์ EV ก็ยังมีอยู่ โดยเฉพาะเรื่องของสถานีชาร์จ ที่แม้จะเริ่มมีการพัฒนาสถานีและหัวจ่ายให้ครอบคลุมขึ้น แต่ก็อาจจะยังไม่เพียงพอ

แนวคิดรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งคู่ขนานกับรถ EV โดยไม่นานมานี้ก็มีการเปิดเผยถึงรถพลังงานแสงอาทิตย์คันแรกของโลกที่ทดลองวิ่งแล้ว โดยเดินทางจากประเทศโมร็อกโกสู่ทะเลทรายซาฮาราระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตรได้สำเร็จแบบไม่ต้องง้อสถานีชาร์จ

หลังจากทีมนักศึกษา Solar Team Eindhoven จาก Eindhoven University of Technology (TU/e) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ร่วมกันพัฒนาและเปิดตัว Stella Terra ในฐานะรถยนต์ออฟโรดพลังงานแสงอาทิตย์คันแรกของโลกไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ล่าสุดในเดือนตุลาคม Stella Terra ได้ทดลองวิ่งจากตอนเหนือของประเทศโมร็อกโกสู่ทะเลทรายซาฮารา ฝ่าภูมิประเทศหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นลำธารแห้งขอด ป่าไม้ เส้นทางภูเขาสูงชัน หรือแม้กระทั่งทะเลทราย รวมเป็นระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตร ซึ่งทั้งหมดนี้อาศัยเพียงพลังงานแสงอาทิตย์เท่านั้น

ชิ้นส่วนสำคัญของ Stella Terra คือแผงโซลาร์เซลล์ซึ่งกินพื้นที่ด้านบนของตัวรถเกือบทั้งหมด ตั้งแต่หลังคาไปจนถึงฝากระโปรง โดยแผงโซลาร์เซลล์นี้สามารถกางออกเพื่อเพิ่มสมรรถภาพการชาร์จหรือใช้เป็นที่บังแดดได้ ภายในตัวรถยังมีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเพื่อให้รถสามารถวิ่งระยะทางใกล้ ๆ ได้แม้แดดอ่อน และเนื่องจาก Stella Terra มีความสามารถในการชาร์จไฟขณะวิ่ง จึงไม่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ทำให้เป็นรถ SUV ไฟฟ้าที่มีน้ำหนักเพียง 1,200 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งเบากว่ารถ SUV ทั่วไปที่มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 1,500 ถึง 2,700 กิโลกรัม

ทีมงานเผยว่า Stella Terra วิ่งได้เร็วสูงสุดที่ 145 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และในกรณีที่มีแดด รถคันนี้จะสามารถวิ่งได้ระยะทางไกลสุด 710 กิโลเมตร แต่หากขับขี่บนทางวิบากอาจวิ่งได้ประมาณ 550 กิโลเมตรขึ้นอยู่กับพื้นผิวถนน นอกจากนี้ จากการทดลองยังพบว่า Stella Terra ใช้พลังงานน้อยกว่าที่คาดไว้ถึง 30% อีกด้วย

Stella Terra เป็นหนึ่งตัวอย่างของนวัตกรรมที่ช่วยปูทางให้อุตสาหกรรมยานยนต์เข้าใกล้เป้าหมายความยั่งยืนมากขึ้น และอีกไม่นานเกินรอ เราอาจสามารถเปลี่ยนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นพลังงานหมุนเวียนได้อย่างแท้จริง

'พีระพันธุ์' โพสต์ยินดี 'ลุงตู่' ได้รับแต่งตั้งเป็นองคมนตรี เชื่อ!! ท่านจะเป็นกำลังสำคัญของสถาบันสูงสุดของชาติ

(30 พ.ย. 66) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความยินดีกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรีวานนี้ (29 พ.ย.2566) โดยระบุว่า…

เมื่อคืนผมดีใจมากพอทราบข่าวพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ให้เป็นองคมนตรี ผมรีบติดต่อท่านทันทีเพื่อแสดงความยินดีกับตำแหน่งใหม่และภารกิจใหม่อันมีเกียรติยศและมีความสำคัญยิ่งทั้งต่อตัวท่านเอง ต่อประเทศ และต่อสถาบันหลักของชาติ

ผมดีใจมากเพราะมีคนดีอีกคนหนึ่งได้รับโอกาสนี้ โดยเฉพาะเมื่อท่านไม่ใช่เพียงเป็นแค่คนดีจริงๆเท่านั้น แต่เป็นคนดีที่มีความสามารถมีความรอบรู้ในการบริหารและการพัฒนาบ้านเมืองเป็นที่ประจักษ์ ที่สำคัญที่สุดคือเป็นผู้มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ยิ่งชีวิต

ผมเชื่อมั่นและมั่นใจว่าท่านจะเป็นกำลังสำคัญของสถาบันสูงสุดของประเทศในการสร้างความมั่นคงและนำพาบ้านเมืองไปสู่ความร่มเย็นและความเจริญมากยิ่งขึ้น ผมขอแสดงความยินดีกับท่านเป็นที่สุดครับ ‘ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha’

นอกจากนี้ในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ เคยเป็นสมาชิกพรรคอยู่ ก็ได้แสดงความยินดี กับพล.อ.ประยุทธ์ ด้วยเช่นกัน โดยนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวว่า ในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ ขอแสดงความยินดีกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ ถือเป็นบุคคลที่มีความเหมาะสม เพราะได้ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติมานาน สร้างคุณูปการให้กับสังคม และประชาชนไว้อย่างมากมาย

โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า ในฐานะที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคยทำงานร่วมกับพรรคมาระยะหนึ่ง พวกเราได้เห็นความตั้งใจจริงในการเข้ามาทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และประชาชนคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เมื่อวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้พ้นจากการเมืองไปแล้ว พร้อมทั้งได้รับโปรดเกล้าฯ ดำรงตำแหน่งองคมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จะได้ใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ทำงานสนองพระเดชพระคุณในตำแหน่งองคมนตรีต่อไป

‘ลิซ่า’ ปังไม่หยุด!! ‘บิ๊กบอส PSG’ มอบเสื้อบอลให้ด้วยตัวเอง พร้อมสกรีนเบอร์ 75 บวกชื่อให้เสร็จสรรพ หลังมาชมเกม

(30 พ.ย. 66) ควันหลงหลังจาก ‘ลิซ่า BLACKPINK’ หรือลลิษา มโนบาล ศิลปินชาวไทยของวงเค-ป๊อป ‘BLACKPINK’ ได้ไปชมเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก คู่ระหว่างปารีส แซงต์แชร์แมง กับ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ที่สนามปาร์ค เดส์ แปรงส์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งคู่นี้ลงเอยด้วยผลเสมอ 1-1 กลายเป็นที่ฮือฮาในโลออนไลน์ อีกทั้งยังมีภาพที่ไปกับเฟรเดริก อาร์โนลต์ ทายาทมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก นักธุรกิจเจ้าของเครือ LVMH เครือแบรนด์แฟชั่นอาทิ Dior, Fendi,Celine

โดยล่าสุดเมื่อวันนี้ ทางเพจ Paris Saint-Germain ได้โพสต์ภาพ นาสเซอร์ อัล เคไลฟี ประธานสโมสรปารีส แซงต์ แชร์กแมง ยักษ์ใหญ่ลีกเอิงฝรั่งเศส มอบเสื้อทีม ‘เปแอสเช’ สกรีนเบอร์ 75 พร้อมชื่อ ‘LISA’ ให้กับ ลิซ่า Blackpink ด้วยตัวเอง พร้อมข้อความว่า “เรามีแขกรับเชิญพิเศษในการแข่งขันยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ที่ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ยินดีต้อนรับลิซ่า”

กอ.รมน.ภาค 4 สน. ต้อนรับคณะสื่อมวลชน ผู้ประกอบการท่องเที่ยว จากประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ในโอกาสเยือนพื้นที่ จชต. พร้อมรับฟังนโยบายและวิสัยทัศน์การแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงในพื้นที่ 

วันนี้ (29 พฤศจิกายน 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ห้องประชุม 1 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี พลตรี กรกฎ ภู่โชติ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และคณะฯ ต้อนรับ นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย พร้อมคณะสื่อมวลชน,ผู้ประกอบการท่องเที่ยว จากประเทศมาเลเซียและประเทศอินโดนีเซีย เข้าพบปะและรับฟังนโยบายและวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ในโอกาสเดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี ผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ

นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมหนังสื่อพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทยได้ดำเนินงานสร้างความสัมพันธ์กับสื่อมวลชนของประเทศมาเลเซียและประเทศอินโดนีเซียมาอย่างยาวนาน ทางสมาคมฯ จึงได้จัดโครงการ "สานสัมพันธ์สื่อมวลชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวคาบสมุทรมลายู ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน - 3 ธันวาคม 2566 เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักท่องเที่ยวมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยเฉพาะเขตพัฒนาเศรษฐกิจ IMTGT เชื่อมสัมพันธ์และกระชับมิตรระหว่างสื่อมวลชนมาเลเซีย อินโดนีเซียและสื่อมวลชนไทยในพื้นที่ จชต. และแลกเปลี่ยนแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ระหว่างผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั้ง 3 ประเทศ และเพื่อเปิดมุมมองหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ต่อการรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ 

โอกาสนี้ พลตรี กรกฎ ภู่โชติ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทางคณะฯ ได้มาพบปะพูดคุยกันในครั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสร้างความร่วมมือกันระหว่างสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย, สื่อมวลชน และผู้ประกอบการ จากประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ทั้ง สื่อมวลชนในท้องถิ่นและศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่อกันอย่างแนบแน่น รวมทั้ง ได้มีการนําข่าวสารสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นแก่พี่น้องประชาชนในประเทศของตนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความหลากหลาย ความเท่าเทียม ทั้งทางวัฒนธรรม และความเป็นสังคมที่ให้ความสําคัญกับเอกลักษณ์ของทุกเชื้อชาติ ศาสนา ภายใต้การเคารพความแตกต่างของกันและกัน ที่สําคัญยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสําคัญอีกมากมายที่สวยงามโดดเด่น มีเอกลักษณ์ พร้อมที่จะเป็นทางเลือกและรองรับนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมที่จะดูแลพื้นที่ให้มีความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวมาเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

‘เชฟหมู เฉียบวุฒิ’ เตือน! อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ หลังพบเพจปลอมแอบอ้าง ‘Table X’ รับจองคิวปีใหม่

‘เชฟหมู เฉียบวุฒิ’ เจ้าของร้าน Table X’ เตือนภัย!! พบเพจเฟซบุ๊กชื่อ ‘Pasakorn Prosperous’ แอบอ้างชื่อ Table X รับจองคิว ยืนยันเป็นเพจปลอม หวั่นลูกค้าเกิดความสับสนและตกเป็นเหยื่อ พร้อมย้ำ หากจะสอบถามจองคิวให้ติดต่อผ่าน Line:@tablex เท่านั้น

จากกรณีที่มีเพจเฟซบุ๊กชื่อ ‘Pasakorn Prosperous’ ได้ใช้ภาพ ‘เชฟหมู  - เฉียบวุฒิ คุปสิริกุล’ Chef’s Table ชื่อดัง ‘Table X’ เปิดเพจรับจองคิวในราคา 1,999 บาท ซึ่งได้สร้างความสับสนให้กับลูกค้าเป็นจำนวนมาก

ล่าสุด เชฟหมู - เฉียบวุฒิ ได้ออกมาชี้แจงว่า เพจดังกล่าวเป็นเพจปลอมของผู้ที่ไม่หวังดีที่ใช้ชื่อเพจว่า ‘Pasakorn Prosperous’ ได้แอบอ้างชื่อของทางร้าน Table X เชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อหลอกลูกค้าให้โอนเงินค่าจองคิว ซึ่งในเพจได้ปรากฏราคาค่ารับจองอยู่ที่ 1,999 บาท จึงอยากจะขอเตือนลูกค้า อย่าหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อ 

“จากการตรวจสอบของเรา พบว่า เพจดังกล่าวได้แอบอ้าง Table X มาได้ระยะหนึ่งแล้ว โดยผู้ไม่หวังดีที่น่าจะชื่อ ภาสกร ซึ่งอยากจะวอนทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอีเอส ให้ช่วยดูแลด้วยครับ เพราะอาจจะสร้างความเสียหายให้กับคนที่ไม่รู้เท่าทันมิจฉาชีพเหล่านี้ได้ มีการเก็บค่าจองคิวในช่วงปีใหม่แล้วในราคา 1,999 บาท ซึ่งจากภาพที่ลงในเพจดังกล่าว ผมขอยืนยันว่า วัตถุดิบที่ลงทั้งหมด ทางร้านของเราไม่เคยใช้เลยนะครับ”

พร้อมกันนี้ เชฟหมู ยังได้ย้ำด้วยว่า หากลูกค้าต้องการสอบถามหรือจองคิว ขอให้ติดต่อผ่าน Line:@tablex เป็นช่องทางที่สะดวกและน่าเชื่อถือที่สุด เพราะเป็น line official ของทางร้าน หรือหากจะใช้โทรศัพท์ ให้ติดต่อผ่านหมายเลข 094-459-9999 ซึ่งเป็นเบอร์โทรส่วนตัวของตนเองเท่านั้น เพื่อป้องกันการถูกแอบอ้าง

นราธิวาส-มทภ.4 ”โครงการ “แว่นตาเพื่อพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนใต้" กอ.รมน.ภาค 4  ที่ห้องประชุมโรงพยาบาลประจำตำบลสะโลว์ (รพ.สต.) อ.ระแงะ จ.นราธิวาส

ภายใต้อำนวยการ พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาค 4 ผอ.รมน.ภาค 4  สั่งการให้ พ.อ.สุรศักดิ์ พึ่งแย้ม ผบ.ทพ.ฉก.45 พร้อมด้วย นายรพี มามะ คณะทำงาน แม่ทัพภาค 4   ร่วมมอบแว่นสายตา และพบปะกับ ประชาชน กลุ่มเป้าหมาย ตามโครงการแว่นสายตาที่มีคุณภาพ เพื่อประชาชน..ในการนี้มี คุณมารีสา อับดุลเลาะ  รักษาการ รพ.สต.สะโลว์ ร่วมต้อนรับ

พ.อ.สุรศักดิ์ พึ่งแย้ม ผบ.ทพ.ฉก.45 ได้กล่าวว่า ทหารเคียงข้างประชาชน และพร้อมช่วยเหลือประชาชนเสมอ ตามนโยบาย แม่ทัพภาค 4 ผอ.รมน.ภาค 4 โครงการตาแว่นตาเพื่อพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ เน้นช่วยเหลือประชาชน ที่มีปัญหาทางสายตาสั้นและสายตายาว เพื่อให้มีแว่นตาที่มีคุณภาพ ใช้อ่านหนังสือ ใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ อื่นๆ ที่ต้องใช้สายตา ในการประกอบอาชีพในกิจวัตรประจำวัน อนึ่งเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและผู้ยากไร้ ที่อยากจะได้แว่นหรือต้องใช้แว่น แต่ขาดทุนทรัพย์ด้วย ในส่วนทางปฎิบัติหลัก ทหารมีหน้าที่ รักษาความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินให้กับประชาชน  และยังมีหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน หากได้รับความเดือดร้อน อุทกภัย วาตภัย หรืออื่นๆ ที่จำเป็นให้แจ้งทหารได้ตลอด 24 ชม.ทหารพร้อมเสมอ ที่จะช่วยประชาชน
ด้านนายรพี มามะ คณะทำงานฯ กล่าวว่า ประชาชนทุกคนทุกศาสนา ในพื้นที่ล้วนมีบทบาทหน้าที่ การเป็นพลเมืองของประเทศ และทุกคนก็รักพื้นที่ ฉะนั้นทุกคนมีหน้าที่ ในการแสวงหาสันติสุข สันติภาพ และการมีส่วนร่วม เพื่อไม่ให้พื้นที่เกิดความรุนแรง ไม่เฉพาะแค่เจ้าหน้าที่เท่านั้น  แต่ประชาชนเป็นหัวในสำคัญ ที่ต้องร่วมมือร่วมใจ ส่งเสริมสนับสนุน การแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เกิดความมั่น และยั่งยืน เพื่อให้พื้นที่เกิดการพัฒนา สังคมและครอบครัว จะเข้มแข็ง ต่อไป

สำหรับโครงการ “แว่นตาเพื่อพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนใต้" กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ทำบันทึกข้อตกลง ร่วมกับ บริษัทร่วมเจริญพัฒนา จำกัด ( ห้างแว่นท็อปเจริญ ) จัดโครงการฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2566 - 2570 รวม 5 ปีเต็ม เป็นการให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกหมู่เหล่า ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงและเป็นผู้ประสบปัญหาทางสายตาที่ยากไร้และขาดแคลน ให้สามารถเข้าถึงบริการตรวจวัดสายตาและประกอบแว่นใหม่ฟรี นอกจากประชาชนจะได้มีสุขภาพดวงตาที่ดีขึ้นมองเห็นชัดเจนแล้ว ยังช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ประสบปัญหาทางสายตาได้มีความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงดูแลตนเองและครอบครัวได้ ทั้งยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และบริษัทร่วมเจริญพัฒนา จำกัด ( ห้างแว่นท็อปเจริญ )ได้เดินหน้าสานต่อภารกิจสำคัญ แว่นท็อปเจริญได้ยกขบวนทีมผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ พร้อมด้วยอุปกรณ์และเครื่องมืออันครบครัน เพื่อลงพื้นที่ตรวจวัดสายตาประกอบแว่นใหม่ฟรี ให้แก่พี่น้องชาว 3 จังหวัดชายแดนใต้ให้ครบทุกพื้นที่ รวมประชาชนเป้าหมายที่จะได้รับความช่วยเหลือจากโครงการฯ ทั้งสิ้น 10,000 ราย

ข่าว.แวดาโอ๊ะ​ หะไร​ จ.นราธิวาส

"พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ฯ" เป็นผู้แทนหลวงปู่ทุย มอบรถยนต์พยาบาลพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตชั้นสูง แก่ ผบ.ตร. เพื่อส่งต่อโรงพยาบาลตำรวจ สำหรับดูแลพี่น้องประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

พ.ต.อ.หญิง ฉันฉาย รัตนพานิช รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า วันนี้ (30 พ.ย.66) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพิธีมอบรถยนต์พยาบาลพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตชั้นสูง (มาตรฐานความปลอดภัย 10G) ณ ห้องพรมนอก อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ อดีต ผบ.ตร. ,พล.ต.ท.โสภณรัตน์ สิงหจารุ ผู้ช่วย ผบ.ตร.และ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ร่วมพิธี

ทั้งนี้ หลวงปู่ปรีดา (หลวงปู่ทุย) ฉันทกโร วัดป่าดานวิเวก อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ  ได้มีเมตตาบริจาครถยนต์พยาบาล พร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตชั้นสูง (มาตรฐานความปลอดภัย 10G) จำนวน 4  คัน รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 9,040,000 บาท ให้แก่โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  โดยแบ่งมอบให้หน่วยต่างๆ ในสังกัดโรงพยาบาลตำรวจ ได้แก่ กลุ่มงานศูนย์ส่งกลับและรถพยาบาล โรงพยาบาลตำรวจ จำนวน 2 คัน , โรงพยาบาลดารารัศมี จำนวน 1 คัน และโรงพยาบาลยะลาสิริรัตนรักษ์ จำนวน 1 คัน เพื่อใช้ประโยชน์ในการดูแลพี่น้องประชาชนต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยวันนี้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ อดีต ผบ.ตร. เป็นผู้แทนหลวงปู่ปรีดา ส่งมอบรถยนต์พยาบาลพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตชั้นสูง ให้กับ ผบ.ตร.

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ฯ กล่าวว่า ในนามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอกราบนมัสการหลวงปู่ ด้วยความเคารพ และขอขอบคุณ  พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่เป็นผู้กราบนมัสการเรียนหลวงปู่ปรีดา ว่าโรงพยาบาลตำรวจยังขาดแคลน และมีความต้องการรถยนต์พยาบาลพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตชั้นสูง จึงทำให้พระเดชพระคุณหลวงปู่  พร้อมด้วยคณะศิษยานุศิษย์ มีเมตตาบริจาครถยนต์พยาบาลพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตชั้นสูง ตลอดจนขอขอบคุณคณะศรัทธาสามัคคี มา ณ โอกาสนี้

'นายกฯ' ทาบอก!! พรหมลิขิต 'ดีเอสไอ' ขั้วอำนาจเก่าผงาด-หมูเถื่อนข้ออ้าง

วันอังคารที่ 28 พ.ย. เพิ่งจะนำทีมไปตรวจค้นสำนักงานใหญ่บริษัทแม็คโครที่ย่านพัฒนาการ กรณีรับซื้อเนื้อและเครื่องในหมูจากสองบริษัทพ่อลูกที่กำลังถูกดำเนินคดีนำเข้าหมูเถื่อน...

วันรุ่งขึ้น 29 พ.ย. 'พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล' อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ คนที่ 12 ก็ถูกเด้งดึ๋ง...ครม.โยกไปเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ตามข้อเสนอของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม อดีตอธิบดีดีเอสไอคนที่ 5 ที่ให้เหตุผลว่า “พ.ต.ต.สุริยามีความเหมาะสมที่จะไปขับเคลื่อนงานด้านต่าง ๆ เพราะประสบการณ์สูง...ขอยืนยันว่าเหตุย้ายไม่เกี่ยวกับการปราบหมูเถื่อน”

ขณะที่ท่านโฆษกรัฐบาล คุณหมอชัย วัชรงค์ ยอมรับว่าสาเหตุการจับกุมเรื่องหมูเถื่อนล่าช้าเป็นสาเหตุหนึ่ง แต่ยังมีเรื่องคดีโกงหุ้น บมจ.สตาร์ค และเหตุผลในเชิงการบริหารอื่น ๆ ด้วย...

จะด้วยเหตุผลกลใดก็ว่ากันไป...แต่สำหรับเจ้าตัว พ.ต.ต.สุริยา ทำแบนเนอร์สวยงาม โพสต์ชัด ๆ ว่า “ทำใจอยู่ตลอดเวลานับแต่มานั่งเป็นผู้บริหารสูงสุดที่นี่แล้วครับว่าต้องถึงวันนี้ แต่ผมเลือกทางเดินและวิถีผมเองตั้งแต่ต้น ไม่เสียใจครับเพราะทำเต็มที่แล้ว -เป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับทุกท่านครับ 28 พ.ย. 66 / พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล”

ก็นับว่า...อธิบดีท่านนี้มีหัวใจสิงห์อยู่ไม่น้อย...แม้ข้อความที่โพสต์อ่านแล้วก็ดูออกว่าน้อยใจ เสียใจอยู่พอประมาณ...

'เล็ก เลียบด่วน' ขอทวนความจำสักนิดว่า พ.ต.ต.สุริยา มาเป็นอธิบดีดีเอสไอ เมื่อ 18 ม.ค. 66 ช่วงที่ สมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นรมว.ยุติธรรม ขณะนั้น พ.ต.ต.สุริยา เป็น ผอ.สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ โดยย้ายสลับกับนพ.ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ ซึ่งขณะนั้นถูกครหากรณีทีมงานมีพฤติกรรมเทา ๆ ในปฏิบัติการปราบทุนจีนสีเทา...

และที่คนทั้งประเทศรู้จักและออกอาการสงสาร พ.ต.ต.สุริยา ก็คือวันที่ 12 พ.ย. วันที่นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ปรี๊ดแตก...เฉ่งปี๋เรื่องคดีหมูเถื่อนว่าล่าช้า...ทำไมไม่จับตัวการใหญ่ซะที...ผมสั่งไปแล้ว...

ครั้น พ.ต.ต.สุริยา ไปลุยห้างใหญ่...ค้าปลีกใหญ่อย่างแม็คโคร และจัดคิวจะไปห้างโลตัสวันที่ 1 ธ.ค.ก็ถูกเด้งดึ๋งซะก่อน...ใครต่อใครคาดว่า คดีหมูเถื่อนยังไงก็ไปไม่ถึงตัวการใหญ่ โดยเฉพาะนักการเมืองที่คนชื่อ 'เศรษฐา' รู้อยู่เต็มอกว่าใครบ้าง...

ครับ...จากนี้ไปก็มานั่งลุ้นกันแบบไม่ระทึก เพราะพอจะรู้ ๆ กันอยู่แล้วว่า...หวยอธิบดีดีเอสไอจะไปออกที่ใคร...ตอนนี้คนที่จะมานั่งรักษาการก็ต้องเป็นรองอธิบดีคนที่ 1 คือ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ ลูกน้องเก่าของ พ.ต.ต.ทวี สอดส่อง และเป็นมือทำงานร่วมก๊วนกับ พิชิต ชื่นบาน เจ้าของฉายา 'ทนายถุงขนม' มือกฎหมายของนายกเศรษฐาด้วย

ไม่แต่เท่านั้น...ถ้ายังจำกันได้ พ.ต.ต.ยุทธนา หรือ 'รองแพร' ของชาวดีเอสไอ ยังเป็น 1 ใน 4 ผู้ต้องหาที่ถูก 'อภิสิทธิ์-สุเทพ' ฟ้องข้อหาประพฤติมิชอบกรณีดำเนินคดีเขาทั้งสองเรื่องสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อ 2553 ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ศาลฎีกาตัดสินจำคุก ธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอเพียงคนเดียว ส่วนดีเอสไออีก 3 คนคือ 'รองแพร' กับพวก ศาลยกฟ้อง...

พวกของ 'รองแพร' อีกสองคนที่ศาลยกฟ้องคือ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ตอนนี้โอนไปเป็นใหญ่ในตำแหน่งเลขาธิการ ศอ.บต. อีกคนคือ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ตอนนี้เป็นรองอธิบดีดีเอสไอ

พูดไปทำไมมี...เรื่องการปราบปรามหมูเถื่อนหรือเรื่องการดำเนินคดีกับแก๊งโกงหุ้นสตาร์ค น่าจะเป็นเพียงเหตุผลข้ออ้างหนึ่งเท่านั้น...แต่ที่สำคัญที่สุดน่าจะอยู่ตรงที่รัฐบาลเพื่อไทย โดยเฉพาะผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรค ที่นอนตีพุงอยู่ที่ รพ.ชั้น 14 และรวมทั้ง พ.ต.อ.ทวี ร่วมกันจัดทัพปรับแถววางคนของตัวเองให้ตอบสนองตอบโจทย์ให้ได้มากที่สุดในทุก ๆ มิติ...รวมทั้งโจทย์การเมือง

น่าติดตาม...น่าดูชม...พรหมลิขิตเวอร์ชันดีเอสไอเป็นยิ่งนัก 

สวัสดี

'พุทธะอิสระ' เตือน!! 'ก้าวไกล' หากหยุดพฤติกรรมทรามลิ่วล้อด้อมส้มไม่ได้ ปล่อย 'หมิ่นสถาบันฯ-ย่ำยีคนเห็นต่าง' กม.นิรโทษล้างคดี 112 ก็แค่เพ้อฝัน

(30 พ.ย.66) นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือ พุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จังหวัดนครปฐม โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า หลังจากหัวหน้าพรรคก้าวไกลมาเจรจาความเมืองกับพุทธะอิสระ แล้วก็พูดในเชิงว่า ถ้าการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ใช้คำว่า ยกเข่งก็น่าจะถูกต้อง ยกเว้นคดีทุจริตและความผิดทางชีวิต รวมทั้งหมายรวมไปถึงมาตรา 112 เข้าไปด้วย ซึ่งคนส่วนใหญ่ของพรรคก้าวไกล ก็จะติดคุกเพราะคดีนี้ นับตั้งแต่ผู้ก่อตั้งพรรคไปจนถึงลิ่วล้อบริษัท บริวาร ผู้มีความคิดหรือความเห็นเดียวกัน ล้วนอยู่ในเครือข่ายของพรรคก้าวไกลทั้งหมด

ในเวลานี้พวกเขาค่อนข้างจะเดือดร้อน คดีความผิดมาตรา 112 ที่ตนทำไว้ กำลังบีบคั้น รัดตัว ด้วยเหตุผลว่า กระบวนการดำเนินคดีในข้อหามาตรา 112 เมื่อศาลพิสูจน์ได้ว่า มีหลักฐานการกระทำผิดชัดเจน ส่วนใหญ่จะต้องติดคุกจริงๆ ซึ่งตอนนี้มีเป็นสิบๆ คดี แล้วในการดำเนินคดีนั้นก็มีบุคคลที่เป็นแกนนำ รวมทั้งผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคก้าวไกล อดีตหัวหน้าพรรครวมอยู่ด้วย หรือดีไม่ดีก็อาจจะมีหัวหน้าพรรคคนปัจจุบันรวมอยู่ด้วย

สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเหตุให้พรรคก้าวไกลพยายามจะกระตือรือร้น ทุรนทุราย กระวีกระวาด ร้อนรน ที่จะผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม ด้วยข้ออ้าง ทำให้เกิดความปรองดอง อันนี้พอเข้าใจได้

แต่ถ้าท่านทั้งหลายได้ติดตามวิธีเจรจา กระบวนการเจรจาความเมือง ในช่วงเวลาที่ผ่านมาที่พุทธะอิสระค่อยๆ ทยอยปล่อยคลิปออกไป ท่านจะเห็นว่าพุทธะอิสระได้มีคำถามกับหัวหน้าพรรคก้าวไกลกลับไปว่า คุณมั่นใจแค่ไหนกับการที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรม แล้วความผิดเดิมๆ มันจะไม่กลับมาเกิดขึ้นซ้ำอีก แล้วสามารถหยุดยั้งความรุนแรง ความจาบจ้วงล่วงเกิน หมิ่นปรามาสสถาบัน รวมทั้งมันจะเกิดบรรยากาศของความปรองดองขึ้นได้อย่างจริงๆ หละหรือ ซึ่งหัวหน้าพรรคก้าวไกลก็รับปากว่าจะพยายามไปพูดคุย แล้วก็หาทางพูดกันหรือว่าหาวิธีการที่จะหยุดยั้งหรือว่าห้ามปรามบุคคลที่สร้างความร้าวฉาน หรือจาบจ้วงสถาบัน ไม่ทำให้เสียบรรยากาศของความปรองดอง

ด้วยประโยคหรือประเด็นเหล่านี้ พุทธะอิสระก็เลยทดลอง โยนหินถามทางดูว่า หัวหน้าพรรคก้าวไกล รวมทั้งผู้นำทางจิตวิญญาณ เขาสามารถคอนโทรล ควบคุมบุคคลหรือว่าลิ่วล้อ บริวารที่อยู่ในอาณัติ หรือผู้ศรัทธาเชื่อมั่นในตัวเขาได้มากน้อยแค่ไหน จึงลองปล่อยคลิปการสนทนาความเมือง ที่หัวหน้าพรรคก้าวไกลมาเจรจา ปล่อยเป็นระยะๆ ซึ่งเวลานี้ก็เข้าสู่ EP ที่ 4-5 แล้ว

สิ่งที่พุทธะอิสระได้รับก็คือ พวกด้อมส้มทั้งหลายก็พากันมารุมด่า รุมประณาม สับจิก หยามเหยียด ดูหมิ่นพุทธะอิสระ แล้วก็ต่อว่าเล็กๆ กับหัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งมาให้ค่าอะไรกับไอ้โล้นซ่ากับไอ้ตัวน่ารังเกียจอะไรประมาณนี้ ซึ่งมันก็ทำให้เห็นว่า สิ่งที่พรรคก้าวไกลมโนขึ้นว่า การผลักดันออกกฎหมายนิรโทษกรรม รวมมาตรา 112 เข้าไปด้วย มันจะหยุดยั้งความแตกแยก และสร้างบรรยากาศของความปรองดองขึ้นได้

มันน่าจะเป็นเรื่องไม่จริง มโนขึ้นฝ่ายเดียว เพราะนี้แค่เริ่มต้นพวกลิ่วล้อด้อมส้มของเขาก็แสดงอาการ ปฏิกิริยาหรือพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง จาบจ้วง ล่วงละเมิดบุคคลที่เห็นต่างออกมาอย่างน่ารังเกียจ ประมาณว่า มึงกับกูจะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้

เหล่านี้จึงเป็นที่มาที่พุทธะอิสระตั้งข้อสงสัยและข้อสังเกตว่า การออกกฎหมายปรองดอง ที่หัวหน้าพรรคก้าวไกลพยายามจะพูดและโฆษณาไปตามสื่อต่างๆ ว่า มันคือการสร้างความปรองดอง หยุดยั้งความรุนแรงก้าวร้าว ล้วนแต่เป็นเท็จทั้งสิ้น เพราะขนาดแค่เริ่มต้น คุณก็ยังไม่สามารถที่จะไปห้ามปรามบุคคลที่แสดงความก้าวร้าว รุนแรง แล้วก็ยุยงปลุกปั่น ดูถูก ดูหมิ่น เหยียบย่ำผู้เห็นต่าง ในเวลานี้พวกคุณยังห้ามเขาไม่ได้ ซึ่งคนเหล่านั้นทั้งหมดล้วนเป็นผู้ที่ศรัทธาในตัวพวกคุณทั้งนั้น

เพราะงั้นข้อกล่าวอ้างที่คุณว่า ออกกฎหมายนิรโทษกรรม ออกกฎหมายหยุดยั้งความผิดเกี่ยวกับมาตรา 112 จะสามารถทำให้เกิดความปรองดองในชาติได้ ร่วมไม้ร่วมมือพัฒนาคนในชาติได้

พุทธะอิสระยืนยันได้เลยว่า สิ่งที่หัวหน้าพรรคก้าวไกล กับ พรรคก้าวไกล และผู้นำทางจิตวิญญาณ มโน เพ้อฝัน เขาแค่ฝันแต่เขาไม่ลงมือทำ

ถ้าเขาทำจริงๆ เขาจะต้องหยุดยั้งหรือห้ามปราม หรือส่งเสียงส่งสัญญาณแก่บรรดาผู้ศรัทธาเขาว่า พี่เอย น้องเอย เราต้องการบรรยากาศของความปรองดอง และผลักดันกฎหมายแห่งการปรองดองให้สำเร็จ เพราะฉะนั้นอะไรที่มันจะทำให้เกิดความร้าวฉาน แตกแยก ตำหนิติด่าบุคคลผู้เห็นต่าง มันไม่ควรกระทำ และไม่ควรจะมี เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการปรองดองให้เกิดขึ้น มันต้องเริ่มต้นจากตรงนี้ก่อน เริ่มต้นจากตัวคุณและสมัครพรรคพวกของคุณก่อน

แต่ว่าหัวหน้าพรรคก้าวไกล กับ ผู้ก่อตั้งพรรคก้าวไกล ผู้บริหารพรรคก้าวไกล สส.พรรคก้าวไกล และผู้นำทางจิตวิญญาณ ไม่มีใครสักคนออกมาห้ามปราม หรือส่งสัญญาณเตือนให้เกิดสติว่าเรากำลังก้าวไปสู่ชัยชนะ ความสำเร็จข้างหน้า เพราะฉะนั้นต้องอดออม อดใจ อดกลั้น อดทน ทำไม่ได้ และไม่คิดจะทำ เพราะฉะนั้นพุทธะอิสระจึงเชื่อโดยสุจริตใจว่า ข้ออ้างว่า ออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อสร้างความปรองดองเป็นเท็จทั้งหมด

การที่พรรคก้าวไกลกระวีกระวาด กระตือรือร้น ดิ้นรน ขวนขวายที่จะผลักดันกฎหมายปรองดอง แท้จริงแล้วไม่ใช่เพื่อการปรองดองของชาติ แต่เพื่อการหลุดพ้นของบุคคลที่ระดับแกนนำ บริษัท บริวาร ลิ่วล้อของตนที่ต้องคดีมาตรา 112 และกฎหมายการชุมนุมต่างหากเล่า

เท่าที่พุทธะอิสระประมวลภาพได้ มันมีอาการแบบนี้ ก็เข้าใจละนะว่า แกนนำกับผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคก้าวไกล รวมทั้งอดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกลต้องคดีมาตรา 112 แล้วก็เห็นว่าสู้ไปก็ไม่มีทางชนะ ก็เลยอยากหาทางลง

แต่วิธีที่จะลงก็ไม่ใช่ด้วยการออกกฎหมาย มันต้องแสดงความสำนึกรับผิดชอบในพฤติกรรมที่ตนเองกระทำในอดีตที่ผ่านมา ด้วยการแสดงความจริงใจ ขอขมา อภัย ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา แต่ถ้าเป็นพระราชา พระมหากษัตริย์ ต้องขอพระราชทานอภัยโทษ ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ให้สภาผู้แทน รัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือประชาชนทั้งประเทศ มาร่วมหาทางออกทางลงให้พวกคุณ ซึ่งมันน่าจะไม่ถูกต้อง

วิธีที่ถูกต้องก็อย่างที่บอกว่า คุณก็แสดงความสำนึกผิด แล้วก็ขอพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคล เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรนำขึ้นส่งสำนักพระราชวัง เพื่อทูลเกล้าถวายเพื่อทรงทอดพระเนตร และทรงมีพระราชวินิจฉัย พระเมตตา การุณ อย่างไรก็สุดแล้วแต่พระอัธยาศัย อย่างงั้นมันจึงจะถูกต้อง

ไม่ใช่มาหาวิธีเอามวลชนเข้าไปบีบ เอากฎหมายเข้าไปบีบ ซึ่งก็เพื่อหาทางรอดทางลงให้แก่ตัวเองทั้งนั้น ประชาชนทั้งประเทศไม่ได้อะไรเลยกับสิ่งที่พวกคุณทำอยู่ ช่างเป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจมาก แล้วก็ไม่จริงใจที่จะยุติปัญหา รวมทั้งไม่สำนึกว่าพฤติกรรมที่ผ่านมาของตัวเองผิดพลาด ไม่ถูกต้อง พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่สำนึกผิด

เมื่อไม่สำนึกผิดแล้วจะมาหาทางลง มันจะมีทางที่ไหนให้คุณลง ทุกคนในประเทศนี้เขาก็มองออก เพราะงั้นจึงอยากบอกหัวหน้าพรรคก้าวไกล และผู้นำทางจิตวิญญาณ ผู้ก่อตั้งพรรคว่า ทางออก ทางรอด ทางลง มันง่ายมากแค่แสดงความสำนึกผิด ขอพระราชทานอภัยโทษด้วยตนเอง รวมทั้งบุคคลที่จาบจ้วง ล่วงเกินทั้งหมด ก็จบแล้ว

ขอย้ำว่าอย่ามาบังคับให้สภาผู้แทนฯ และสว. ผ่านร่างกฎหมาย แล้วก็ใช้บริการของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อปลดเปลื้องพันธนาการของตนเอง เช่นนี้ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่เห็นแก่ตัวเกินไป เห็นแก่ประโยชน์ตนเป็นใหญ่

แต่อย่างไรก็ต้องขอบคุณหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ยังมีหลักคิดที่ว่า การพูดคุยนั้นเป็นกระบวนหนึ่งในการยุติปัญหาและรวมทั้งสามารถหยุดยั้งความรุนแรง ความร้าวฉานในสังคมได้ ฉันเห็นด้วยกับสิ่งที่คุณทำ แต่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณคิด เพราะเป็นการเอาเปรียบคนทั้งประเทศ เสียดายภาษีที่ต้องจ่ายไปจ้างคนเห็นแก่ตัวพวกนี้มาเอาเปรียบคนไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top