Tuesday, 4 August 2026
Hard News Team

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สรุปผลคดี บจก.ซิปเม็กซ์ (Zipmex) วันนี้ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๖ พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา  

ผบช.สอท. พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ชูศักดิ์ ขนาดนิด ผบก.ตอท.บช.สอท. นางสาวจอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นางสาวนภนวลพรรณ ภวสันต์ ผู้ช่วยเลขาธิการสายนวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยีดิจิทัล ก.ล.ต. นายนพดล อุเทน ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ นายพีรธร วิมลโลกการ ผู้อำนวยการกองกำกับและตรวจสอบ ปปง. ร่วมกันแถลงข่าว กรณีมีประชาชนจำนวนมากที่ได้รับความเสียหายมาร้องทุกข์ต่อ พนักงานสอบสวน บช.สอท., ปอศ. และสถานีตำรวจต่างๆ ทั่วประเทศ ให้ดำเนินคดีกับบริษัท ซิปเม็กซ์ จำกัด และ นายเอกลาภ ยิ้มวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ ในฐานความผิด ฉ้อโกงประชาชนซึ่งจากข้อเท็จจริงพบว่า บริษัท ซิปเม็กซ์ฯ ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. เมื่อปี 2561 ให้มีบริการการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ต่อมาในปี 2563 ได้มีการชักชวนประชาชนให้นำสินทรัพย์ดิจิทัลไปฝากไว้กับทางบริษัท ซิปเม็กซ์ฯ ภายใต้บริการที่มีชื่อเรียกว่า Zip up และ  Zip up+  โดยเป็นบริการเปิดรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลจากลูกค้าและจะให้ผลตอบแทนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้งนี้ บริษัท ซิปเม็กซ์ฯ ได้โอนสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าที่มาลงทุน ไปยังต่างประเทศเพื่อลงทุนกับบริษัทที่ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ขาดทุนจนไม่สามารถนำมาเงินมาคืนให้กับลูกค้า จนกระทั่งวันที่ 20 กรกฎาคม 2565 บริษัท ซิปเม็กซ์ฯ ได้ประกาศระงับการถอนเงินบาทและสินทรัพย์ดิจิทัลจาก “ZipUp” หรือ “Z Wallet” ทำให้ผู้ลงทุนได้รับความเสียหาย ต่อมา ก.ล.ต. ได้ดำเนินการตรวจสอบและสั่งให้ บริษัท ซิปเม็กซ์ฯ นำส่งข้อมูลเกี่ยวกับกิจการและการดำเนินงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง แต่บริษัท ซิปเม็กซ์ฯ ไม่นำส่งข้อมูลดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้เมื่อได้รับการแจ้งเตือนจากพนักงานเจ้าหน้าที่ก็นำส่งข้อมูลเพียงบางส่วน ไม่ครบถ้วน จึงได้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน  

กรณีบริษัท ซิปเม็กซ์ฯ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 51 ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 75 ตาม พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ทั้งนี้นอกเหนือจากการกล่าวโทษดังกล่าว ก.ล.ต. ได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับ บริษัท ซิปเม็กซ์ จำกัด และ นายเอกลาภฯ รวมแล้วเป็น จำนวน 10,977,000 ล้านบาท ในฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง ตาม พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างเป็นวงกว้างกับประชาชน  จึงได้มีคำสั่งที่ 411/2566 ลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2566 แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเพื่อรับผิดชอบการสืบสวนคดีดังกล่าว โดยได้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งสอบปากคำผู้เสียหาย จำนวน 485 คน (เอกสารคำให้การ 20,210 แผ่น) รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 900 ล้านบาท(คาดว่าจะมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์เพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง) ทางคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของ บริษัท ซิปเม็กซ์ฯ เป็นความผิดฐาน “ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตาม มาตรา 4, 5, 12, 15 แห่ง พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 และความผิดตาม มาตรา 75 แห่ง พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561  และ ความผิดมาตราอื่นๆที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” ประกอบกับคดีนี้มีธุรกรรมทางการเงินที่มีความสลับซับซ้อนต้องรวบรวมและวิเคราะห์พยานหลักฐานจำนวนมาก ซึ่งมีจำนวนผู้เสียหายตั้งแต่สามร้อยคนขึ้นไป หรือมีจำนวนเงินที่กู้ยืมรวมกันตั้งแต่หนึ่งร้อยล้านบาทขึ้นไปอันเข้าลักษณะการเป็นคดีพิเศษ  
ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.๒๕4๗ จึงได้มีหนังสือส่งสำนวนการสอบสวนให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ พิจารณารับเป็นคดีพิเศษ ตามระเบียบและกฎหมายต่อไป

‘ชัยธวัช’ รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ทำหน้าที่ถ่วงดุลรัฐบาล

(20 ธ.ค. 66) ที่รัฐสภา มีพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ลำดับที่ 10 โดยมี นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่ 1 นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาคนที่ 2 และสส.ของพรรคก้าวไกล รวมถึงข้าราชการของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ร่วมในพิธีดังกล่าว และร่วมแสดงความยินดี ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่มี สส.จากพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมพิธีในครั้งนี้แม้แต่คนเดียว

ด้านนายประมวล พงศ์ถาวราเดช สส.ประจวบคีรีขันธ์ รองหัวหน้าพรรค ในฐานะประธาน สส.พรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงกรณีที่ สส.ประชาธิปัตย์ไม่ได้เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกับนายชัยธวัช ที่ได้รับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ว่าเนื่องจากได้รับแจ้งตอนเข้าประชุมวิปฝ่ายค้าน ช่วงบ่ายเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.โดยนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ทำหน้าที่ ประธานวิปฝ่ายค้านบอกว่า ถ้าว่างให้เชิญมาร่วมพิธี รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งก็ได้ขอโทษไปแล้วว่า สส. ส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัดและเดินทางมาในพื้นที่กรุงเทพฯ แล้ว จึงไม่ได้เตรียมชุดขาวปกติมาเพื่อมาร่วมในพิธี แต่อย่างไรก็ตาม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะมีการนัดพูดคุยกับผู้นำฝ่ายค้านอยู่แล้ว จึงจะใช้โอกาสดังกล่าวในการแสดงความยินดี

นราธิวาส-ตรวจเยี่ยมหน่วย ศปก.อ. และ ชคต. ในพื้นที่ นราธิวาส กำชับให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัย ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 

วันที่ 20 ธันวาคม 2566 เวลา 08.55 น. ณ ห้องประชุมตันหยงมัส ชั้น 2 ที่ว่าการอำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส พลโท ปราโมทย์ พรหมอินทร์ แม่ทัพน้อยที่ 4 / รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าพร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน และรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ของศูนย์ปฏิบัติการอำเภอระแงะ เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยในพื้นที่พร้อมรับทราบถึงปัญหาข้อขัดข้อง และมอบนโยบายในการปฏิบัติงาน พร้อมกำชับให้เพิ่มมาตราการรักษาความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่สร้างความอุ่นใจแก่ประชาชน โดยมี นายอำเภอระแงะ/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการอำเภอระแงะ, เจ้าหน้าที่ตำรวจ , หัวหน้าชุดคุ้มครองตำบล ให้การต้อนรับและร่วมประชุม

จากนั้น แม่ทัพน้อยที่ 4/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมคณะเดินทางต่อไปยังชุดคุ้มครองตำบลกะลิซา อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ติดตามการปฏิบัติงานในการกำกับดูแลรักษาความปลอดภัยพื้นที่บริเวณโดยรอบของฐานปฏิบัติการ และมอบแนวทางการปฏิบัติงานเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ โดยมอบเครื่องอุปโภคแก่กำลังพล พร้อมเน้นย้ำให้ปฏิบัติตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาตามหลักการปฏิบัติที่กำหนดไว้หมั่นลาดตระเวน และมีเวรยามตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาความปลอดภัยทั้งบริเวณรอบฐานและชุมชนให้มีความปลอดภัย

โอกาสนี้ พลโท ปราโมทย์ พรหมอินทร์ แม่ทัพน้อยที่ 4 / รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้มอบแนวทางการปฏิบัติงานแก่หน่วยในพื้นที่ พร้อมชื่นชมการปฏิบัติงานโดยเฉพาะงานตามนโยบายสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ งานการควบคุมพื้นที่และการบังคับใช้กฎหมาย งานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด งานส่งเสริมการอยู่ร่วมกันภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมธรรมที่เข้มแข็ง งานสร้างความเข้าใจ และงานบูรณาการด้านความมั่นคงและด้านการพัฒนาให้มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนงานซึ่งสามารถปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่องและครบถ้วน ส่วนอื่นๆให้มีการขับเคลื่อนงานกันอย่างต่อเนื่อง โดยการปฏิบัติงานขอให้เน้นการทำงานแบบร่วม บูรณาการกับหน่วยงานในพื้นที่ให้มีการประสานงานระหว่างกันเพื่อให้การปฏิบัติงาน ได้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน การทำงานทุกภารกิจต้องไม่ประมาทขอให้มีสติทุกย่างก้าวทั้งการปฏิบัติหน้าที่และการใช้ชีวิตประจำวัน มีความพร้อมในการปฏิบัติงาน ตื่นตัวตลอดเวลา หมั่นเข้าชุมชนไปเยี่ยมประชาชนสอบถามปัญหาทุกข์สุข และช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนตามความเหมาะสม  

ประกอบกับช่วงนี้ใกล้ถึงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ผู้บังคับบัญชาได้กำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย พร้อมให้อำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชนในช่วงเทศกาลสร้างความมั่นใจอุ่นใจแก่ประชาชน และขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ และประชาชน หากพบเห็นสิ่งใดไม่ถูกต้องให้แจ้งที่เบอร์สายตรงแม่ทัพภาคที่ 4 โทร. 06-1173-2999 และเบอร์สายด่วน 1341 หรือหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

‘พิซซ่า ฮัท' เปิดตัว ‘Super Limo’ ยาวถึง!! 1.2 เมตร ราคา 1,200 บาท เอาใจสายปาร์ตี้ช่วงเทศกาลปีใหม่

(20 ธ.ค.66) พิซซ่า ฮัท 1150 แบรนด์พิซซ่าที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องการสร้างสรรค์นวัตกรรมเมนูอาหาร เปิดตัวพิซซ่า ‘Super Limo (ซูเปอร์ ลิโม่)’ ที่รวมเอาพิซซ่าหน้า Best Seller 8 หน้า รวมพิซซ่ากว่า 48 ชิ้น ขนาดความยาวถึง 1.2 เมตร คุ้มกว่า เยอะกว่า ของแท้จากอเมริกา แถมด้วยเมนูของทานเล่นจุกๆ อีก 5 อย่าง ในราคาเพียง 1,200 บาท เท่านั้น (จากปกติ 2,416 บาท) เอาใจสายปาร์ตี้ช่วงเทศกาลปีใหม่ กับแก๊งเพื่อนหรือกับแฟมมิลี่ เติมเต็มประสบการณ์ความอร่อยแบบฟินไม่รู้จบ โดยพิซซ่า ฮัท เปิดรับพรีออร์เดอร์ล่วงหน้า 3 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2566 จนถึง 15 มกราคม 2567

เมนู Super Limo (ซูเปอร์ ลิโม่) Fulfill Party Experience ให้สนุกยิ่งขึ้น อร่อยจบครบในกล่องเดียว รวมความอร่อยทั้งพิซซ่าหน้า Best Seller มาให้ถึง 8 หน้า พิซซ่า 48 ชิ้น และของทานเล่นจุกๆ อีก 5 อย่าง

>> พิซซ่า 48 ชิ้น 8 หน้าฮิต

- Pepperoni and Hawaiian
- Ham&Cheese and New Orleans&Sausage
- Hokkaido Super Cheese and Island Delight
- Seafood Extreme and Super Supreme

>> ของทานเล่น 5 อย่าง

- Cheesy Garlic Toast 4 ชิ้น
- Fish Donut 6 ชิ้น
- Curly Fries 1 เซ็ท
- Chicken Pop 18 ชิ้น
- Cheesy Pop 8 ชิ้น
- ซอส BBQ
- ซอสเทาซันด์ไอแลนด์

ทั้งนี้ พิซซ่า ฮัท เปิดรับพรีออร์เดอร์ Super Limo สามารถสั่งได้ผ่านช่องทางโทร 1150

‘ปตท.’ รับโล่เชิดชูเกียรติ ‘ANTI-CORRUPTION AWARDS 2023’ สะท้อนองค์กรยึดหลักธรรมาภิบาล ปฏิบัติงาน ‘โปร่งใส ซื่อสัตย์ สุจริต’

เมื่อไม่นานมานี้ นางสาวศรีศุกร์ บุญเพ็ชร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนาศักยภาพองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เป็นผู้แทน ปตท. รับโล่เชิดชูเกียรติ ‘ANTI-CORRUPTION AWARDS 2023’ รางวัลส่งเสริมธรรมาภิบาล ประจำปี 2566 ประเภทองค์กร จากสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โดยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบรางวัลฯ เพื่อยกย่องเชิดชูองค์กร หน่วยงาน และสื่อมวลชน รวมถึงบุคลากรที่ยึดหลักธรรมาภิบาลและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส ซื่อสัตย์ สุจริต สอดคล้องการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญและส่งเสริมการดำเนินงานอย่างมีธรรมาภิบาล มีการกำกับกิจการที่ดี ตลอดจนปลูกฝังวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ อันเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติต่อต้านการคอร์รัปชัน และพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน

‘ชัยธวัช’ เชื่อ!! คดีแก้ ม.112 ไม่ถึงขั้นยุบพรรค ชี้ ไม่สามารถนำไปสู่การล้มล้างการปกครองได้

(20 ธ.ค.66) - นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการต่อสู้ในคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคก้าวไกล และพฤติกรรมล้มล้างการปกครอง หลังมีความพยายามเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า ฝ่ายกฎหมายได้เตรียมพร้อมและส่งเอกสารชี้แจงเพื่อประกอบการไต่สวน ในวันที่ 25 ธ.ค. นี้ เชื่อว่าการกระทำของพรรคก้าวไกลไม่เป็นความผิดตามคำร้อง แต่ต้องรอและหวังว่าเมื่อไต่สวนแล้ว หากไม่มีการไต่สวนเพิ่ม คาดว่าศาลจะนัดวิจิจฉัยในช่วงปลายเดือน ม.ค. หรือ ต้น ก.พ.67

“ผมไม่กังวลว่าจะไปถึงการยุบพรรคเพราะคดีนี้เป็นการร้องให้ยุติการกระทำ ไม่สามารถไปไกลถึงเรื่องยุบพรรคได้ ทั้งนี้พรรคต่อสู้เต็มที่ และการเสนอร่างกฎหมายใดๆ ไม่สามารถนำไปสู่การล้มล้างการปกครองได้ เพราะกระบวนการทางนิติบัญญัติมีกรอบชัดเจนว่าไม่สามารถขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้” นายชัยธวัช กล่าว

นายชัยธวัช กล่าวย้ำด้วยว่า ในกระบวนการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น สามารถเกิดได้ทั้งก่อนหรือหลังประกาศใช้ โดยศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการเสนอร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขกฎหมายใด ไม่เฉพาะมาตรา 112 เท่านั้น ซึ่งในกระบวนการทางนิติบัญญัติไม่สามารถนำไปสู่การล้มล้างการปกครองได้ด้วยตัวของร่างกฎหมายนั้นๆ

MASTER ผนึกกำลัง DR.CHEN สร้าง รพ.ศัลยกรรมมือหนึ่งปรับโครงสร้างหน้ามาตรฐานสากล

MASTER เดินหน้าโมเดลธุรกิจด้วยกลยุทธ์ M&P ผนึกกำลัง DR.CHEN ผู้นำศัลยกรรมความงามด้วยเทคนิคเฉพาะจากเกาหลี ถือฤกษ์ดี 19 ธ.ค. 66 เปิดตัวโรงพยาบาลมาตรฐานสากล ‘Dr. Chen Surgery Hospital International Center’ เน้นปรับโครงหน้าด้วยเทคนิคเกาหลี ชูจุดเด่นห้องผ่าตัดใหญ่พิเศษ บนทำเลดีย่านรามคำแหง ใกล้สนามบิน ปูพรมขยายตลาดอัปฐานลูกค้าไทยและต่างชาติ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมส่องเทรนด์ความงามปี 67 เน้นความปลอดภัยและแพทย์ชำนาญการเป็นหลัก     

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.66 นายแพทย์ระวีวัฒน์ มาศฉมาดล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER ในนามโรงพยาบาลมาสเตอร์พีช Specialty Hospital ของอุตสาหกรรมด้านความงามอันดับต้นของประเทศไทยและเอเชีย เปิดเผยถึงโมเดลการเติบโตด้วยกลยุทธ์แบบ Merger and Partnership (M&P) ของ MASTER พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ 3 เรื่องในการเข้าพิจารณาลงทุนกับพาร์ตเนอร์ ได้แก่ 1. ซื้อกิจการหรือธุรกิจที่มีเจ้าของเดิมยังบริหารต่อและต้องการเติบโตไปด้วยกัน 2. เป็นกิจการหรือธุรกิจท้องถิ่น มีชื่อเสียง และความสัมพันธ์ที่ดีต่อพื้นที่นั้นๆ และ 3. มีการทำงานร่วมกัน (Synergy) ระหว่างธุรกิจกับโรงพยาบาลมาสเตอร์พีช 

นอกจากนี้ยังจะต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ด้านราคา และผลตอบแทนที่ได้กลับมาสู่บริษัท ซึ่งการลงทุนในกิจการต่างๆ บริษัทจะได้รับประโยชน์จากการประหยัดต้นทุนด้านเวลา จากการซื้อกิจการมาแล้วสามารถดำเนินการและรับส่วนแบ่งกำไรได้ทันที 

ล่าสุดบริษัทลงทุนซื้อหุ้นเพิ่มทุน บริษัท ด็อกเตอร์เชน เซอร์เจอรี่ ฮอสพิทอล จำกัด  (DR.CHEN) ซึ่งมีโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลศัลยกรรมความงามมาตรฐานสากล เน้นการปรับโครงหน้าด้วยเทคนิคจากเกาหลี  โดยการร่วมทุนครั้งนี้ เป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจครั้งสำคัญของ MASTER เนื่องจากมองเห็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจ รวมถึงทีมผู้บริหาร นำโดย นายแพทย์เชน ชัยชาญชีพ มีแผนธุรกิจชัดเจน แต่เดิมเน้นทำตลาดกลุ่มลูกค้าในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นหลัก เล็งโอกาสในการขยายตลาดเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานครให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าไทยและต่างชาติมากที่สุด  

“การร่วมทุนในครั้งนี้ เป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจของ MASTER ทำให้สามารถเพิ่มรายได้และยังสร้างประโยชน์ทางธุรกิจให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีในอนาคต พร้อมเปิดโอกาสการเติบโตของตลาดวงการศัลยกรรม ด้วยศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ จากการที่ DR.CHEN มีความเชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมด้วยเทคนิคจากเกาหลี ถือเป็นแต้มต่อทางธุรกิจที่สำคัญ

“ซึ่งคุณหมอเชน เป็นแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทาง สมาชิกแพทยสภา ประเทศไทย Board แพทย์เฉพาะทางศัลยศาสตร์ สาขาศัลยศาสตร์ออโธปิดิกส์ Certificate เพิ่มเติมศัลยกรรม ตา จมูก ปาก จากประเทศเกาหลีใต้ และคุณหมอเชนเป็นสมาชิกสมาคมศัลยกรรมเสริมสวยแห่งเกาหลีใต้ (KCCS) Full Facelift จากประเทศอิตาลี พร้อมมีทีมแพทย์มากประสบการณ์ถอดแบบเทคนิคศัลยกรรมเกาหลีเช่นเดียวกับคุณหมอเชน ทำให้มีโอกาสขยายฐานลูกค้าในไทยและต่างชาติมากขึ้น” นายแพทย์ระวีวัฒน์ กล่าว

ด้าน นางสาวลภัสรดา เลิศภานุโรจ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER  กล่าวว่า ภายหลังจากการเข้าถือหุ้น DR.CHEN เสร็จสมบูรณ์ บมจ. มาสเตอร์ สไตล์ พร้อมให้การสนับสนุน DR.CHEN ในทุกด้าน โดยคาดว่า DR.CHEN จะเริ่มสร้างผลกำไรให้ MASTER เข้าเต็มปี 2567 เป็นปีแรก  

MASTER มีความพร้อมด้านเงินลงทุน สำหรับโอกาสใหม่ๆ ที่จะเข้ามาในอนาคต ซึ่งบริษัทจะมุ่งเน้นการหาโอกาสในการขยายกิจการผ่านพันธมิตรในต่างจังหวัด ผ่านการทำ M&P เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งมองหาโอกาสการเติบโตจากกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลัก 

ขณะที่ในปี 2566 MASTER เข้าลงทุนรวมทั้งหมด 10 บริษัท โดยในแง่ฐานะทางการเงินของ MASTER แข็งแกร่ง ซึ่งบริษัทใช้เงินที่ได้รับจากการดำเนินธุรกิจ ทำให้ไม่กระทบต่อสภาพคล่องหรือการดำเนินงานของบริษัท แต่เป็นส่วนเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ทั้งแง่รายได้และกำไรสุทธิ รวมถึงช่วยสนับสนุนให้ MASTER เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

นายแพทย์เชน ชัยชาญชีพ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ด็อกเตอร์เชน เซอร์เจอรี่ ฮอสพิทอล จำกัด (DR.CHEN) โรงพยาบาลศัลยกรรมความงามโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเทคนิคเฉพาะจากเกาหลี เปิดเผยว่า บริษัทมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ MASTER เห็นโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน จนเกิดข้อตกลงร่วมทุนดังกล่าว  

“การร่วมลงทุนกับ MASTER เป็นโอกาสสำคัญที่เราได้ร่วมกันสร้างโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานสากล เครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย เทคนิคการทำศัลยกรรมที่อัปเดตจากทุกมุมโลก และความปลอดภัยซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ เป็นโอกาสในการร่วมสร้างชื่อเสียงด้านศัลยกรรมความงาม เพราะฝีมือแพทย์ไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” 

โดยจุดเด่นของ DR.CHEN คือแพทย์เป็นเจ้าของเอง และมีความชำนาญการเรื่องการปรับโครงหน้า Makeover พร้อมให้คำปรึกษาปัญหาเรื่องความสวยความงาม ทั้งด้านศัลยกรรมความงามครบวงจร การปรับรูปหน้าและดูแลผิวหน้า 

อีกทั้งยังใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้มาตรฐานสากล อาทิ โปรแกรม 3D สแกนใบหน้าจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเห็นภาพใบหน้าตัวเองก่อนการศัลยกรรม รวมถึงผลิตภัณฑ์และยาที่ได้มาตรฐานจากองค์การอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข โดยมุ่งเน้นความปลอดภัยเป็นสำคัญ  

ทั้งนี้ เทรนด์ศัลยกรรมความงามในปี 2567 มองว่ามุ่งเน้นความปลอดภัยและเน้นความชำนาญของแพทย์เฉพาะทางมากยิ่งขึ้น เนื่องด้วยตลาดความงามมีความต้องการซื้อสูง มีจำนวนแพทย์หรือคลินิกในตลาดจำนวนมาก และมีการแข่งขันด้านราคาสูง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่เป็นเทรนด์อนาคต ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ เพื่อให้ลูกค้าได้รับความปลอดภัยอย่างสูงสุด และได้รับการดูแลจากแพทย์ที่มีความชำนาญสูงสุดด้านการศัลยกรรม  

โดยล่าสุดบริษัทถือฤกษ์ดี 19 ธ.ค.66 เปิดตัวโรงพยาบาล Dr. Chen Surgery Hospital International Center อย่างเป็นทางการ เป็นอาคารสูง 6 ชั้น ตกแต่งภายในสไตล์เกาหลีด้วยรูปแบบ Layout ที่ตอบโจทย์ความหลากหลายของฟังก์ชันการใช้งาน ด้วยขนาดพื้นที่ใช้สอยรวมประมาณ 2,500 ตร.ม. ประกอบด้วย ห้องผ่าตัด 6 ห้อง, ห้องพักฟื้นและห้อง IPD และมีบริการโซนของ Aesthetic รองรับความต้องการด้านความงามโดยเฉพาะ 

พร้อมทั้งชูจุดเด่นมีห้องผ่าตัดใหญ่พิเศษ เน้นด้านความสะอาดและความปลอดภัยเป็นสำคัญ เพื่อความคล่องตัวในการทำงานของแพทย์ภายในห้องผ่าตัด รวมถึงการใช้อุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์และการเคลื่อนย้ายลูกค้าหลังการผ่าตัดด้วยช่องทางเดินที่กว้างขวาง เพื่อผลลัพธ์ที่สวยงามและการดูแลหลังผ่าตัดที่ดี ตอกย้ำการทำศัลยกรรมจบที่นี่ที่เดียว ไม่ต้องบินไกลถึงเกาหลีใต้

ทั้งนี้ โรงพยาบาล Dr. Chen Surgery Hospital International Center ตั้งอยู่ปากซอยรามคำแหง 160 ติดกับโรงพยาบาลรามคำแหง 2 เดินทางสะดวกบนทำเลใกล้สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 09-4946-4563 หรือ Add Line @drchenclinic และ https://www.drchensurgery.com/ 

สำหรับแผนการดำเนินงานต่อจากนี้ บริษัทเน้นทำการตลาดแบบ Online Marketing มากขึ้น ผ่าน Influencer ชื่อดัง พร้อมวางแผนขยายตลาดต่างประเทศ โดยอยู่ระหว่างหาพาร์ตเนอร์บริษัทเอเจนซี่เพื่อเจาะตลาดแต่ละประเทศ โดยเฉพาะหลักๆ คือ จีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ทั้งนี้ ในช่วงแรกคาดว่าสัดส่วนลูกค้าไทยอยู่ที่ 70-80% และลูกค้าต่างชาติ 20-30%

'ดร.สุวินัย' ยกอุทาหรณ์ 'ราม พมจัน' จาก 'ยุวพุทธแห่งเนปาล' สู่ ผู้ต้องหาหนีคดี จุดจบ!! เพียงเพราะผู้ศรัทธารวมตัวกันเป็นกลุ่มลัทธิ 'ขาดสติ-เกินควบคุม'

(20 ธ.ค.66) ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Suvinai Pornavalai’ ในหัวข้อ อุทาหรณ์จากกรณีของ 'ราม พมจัน' ผู้เคยได้รับฉายา 'ยุวพุทธแห่งเนปาล' ระบุว่า...

พมจันเกิดในปี ค.ศ. 1990 เขาเป็นลูกชาวนา เป็นบุตรคนที่ 3 จาก 5 คน อาศัยอยู่ที่รัตนปุรี ประเทศเนปาล 

>> ในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 2005 ตอนพมจันอายุ 15 เขาได้ออกจากบ้านไปนั่งบำเพ็ญสมาธิอยู่ใต้ต้นโพธิใหญ่หลังจากที่เขาฝันเห็นเทพเจ้าลงมาบอกเขาในความฝันให้ทำเช่นนั้น

พมจันนั่งหลับตาบำเพ็ญสมาธิอยู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่นั้นนานถึง 10 เดือน ระหว่างนั้นเขาดื่มกินและพูดน้อยมาก แทบไม่ได้ขยับตัวด้วยซ้ำ

คำร่ำลือเรื่อง 'พระพุทธเจ้าน้อยพมจัน' แพร่สะพัดไปทั่วประเทศและทั่วโลก ผู้คนนับหมื่นนับแสนแห่มาเยี่ยมชมสถานที่ที่เด็กหนุ่มพมจันนั่งหลับตาเข้าฌานนานนับชั่วโมงหรือเป็นวันโดยไม่ขยับตัว

การรวมตัวเป็นกลุ่มผู้ศรัทธาใน 'พระพุทธเจ้าน้อย' เกิดขึ้นอย่างเป็นไปเอง แม้ตอนนั้นพมจันจะออกมาปฎิเสธว่า...

"ช่วยบอกผู้คนทั้งหลายว่าอย่าเรียกข้าพเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าเลย ตัวข้าพเจ้าหามิได้มีบารมีขนาดนั้นไม่ ข้าพเจ้าแค่บำเพ็ญอยู่ในระดับของริมโปเช (ครูกรรมฐาน) เท่านั้น"

>> ในเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 2006 เมื่อมีผู้คนแห่มารบกวนการบำเพ็ญสมาธิของเขามากจนเหลืออด ในที่สุดพมจันก็หายตัวไปบำเพ็ญที่อื่นโดยบอกคนใกล้ชิดว่า...

"ไม่ต้องห่วง ข้าพเจ้าจะกลับมาแน่หลังจากบำเพ็ญสมาธิครบหกปีตามที่ตั้งใจไว้แล้ว"

>> ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 2007 มีรายงานจากสื่อว่าพบเห็นพมจันในวัย 17 ปี กำลังเทศนาธรรมต่อหน้าฝูงชนในป่าแห่งหนึ่ง

>> ในปี ค.ศ. 2010 พมจันในวัยยี่สิบออกจากการบำเพ็ญสมาธิ 6 ปี

เขาได้รับสถาปนาให้เป็น 'เจ้าลัทธิ' มีผู้ศรัทธาสร้างสำนักให้เขา ชาวบ้านจำนวนมากขอสมัครเข้าเป็นสาวก จีวรสีฟ้าถูกนำมาใช้เป็นเครื่องห่มกายของคนในลัทธิ สาวกทั้งหลายสมัครใจใช้เครื่องแบบนี้ 

พมจันกลายเป็นเจ้าลัทธิคนใหม่เต็มตัว ด้วยการนุ่งขาวห่มขาวต่างจากทุกคน

กลุ่มลัทธิที่พมจันเป็นเจ้าลัทธิได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดภายในหนึ่งปี ... ในปี ค.ศ. 2010 ปีเดียวกันนั้นเอง ที่สาวกของพมจันเริ่มก่อเรื่องทำร้ายพวกชาวบ้านจำนวน 17 คนที่เข้ามาเก็บของป่า ด้วยเหตุผลว่า "รบกวนการบำเพ็ญสมาธิของเจ้าสำนัก"

พมจันถูกตำรวจนำตัวมาสอบสวน ตัวเขาเองยอมรับว่า เขาได้ใช้มือ ตบคนเหล่านั้นไป เพราะมาทำลายสมาธิเขาช่วงกำลังบำเพ็ญตบะ 

>> ในปี ค.ศ. 2012 สาวกของพมจันก็ก่อเหตุอีก พวกเขาไปจับตัวสาวชาวสโลวักคนหนึ่งมาทรมาน เพราะเธอเป็นแกนนำต่อต้านพมจันในด้านการบุกรุกป่าสร้างสำนัก เธอถูกฉุดจากบริเวณโรงแรม และถูกปล่อยตัวมาในสภาพแขนหัก 

นักข่าวต่างชาติเข้ามาทำข่าว เหล่าสาวกก็เข้าไปพังกล้องของพวกเขา สาวกให้เหตุผลว่านักข่าวพวกนี้ มาบันทึกภาพเจ้าลัทธิโดยไม่ได้รับอนุญาต นักข่าวบางคนถูกทำร้ายร่างกาย ตำรวจทำได้แค่ดำเนินคดีสาวก

>> ในปี ค.ศ. 2018 มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเข้าแจ้งความ พวกเขาคือญาติของวัยรุ่นชาย 2 คนกับ หญิง 2 คน ระบุว่าทั้งสี่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย คนทั้งสี่มาภาวนาอยู่ที่สำนักสาขาต่าง ๆ ของพมจัน แต่ญาติไม่ได้รับการติดต่อมานานถึง 2 ปี 

พมจันจึงถูกทางการตามล่าตัว ผู้ติดตามรู้แค่เขาหายเข้าไปในป่าอีกครั้ง โดยไปบำเพ็ญเพียรในถ้ำซักแห่ง เจ้าหน้าที่จึงบุกเข้าตรวจสำนัก ค้นหาหลักฐานเพื่อดำเนินคดีเพิ่มเติม แต่ไม่พบพมจันและหลักฐานใด ๆ

>> ในปี ค.ศ. 2018 เกิดเรื่องอื้อฉาวใหม่ขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้พมจันถูกกล่าวหาว่าได้ข่มขืนแม่ชีอายุ 18 ปี ซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึง 2 ปี 

ท่ามกลางกระแสถาโถม ตำรวจไม่พบหลักฐานอะไรซักอย่าง สาวกของพมจันไม่ให้ความร่วมมือ ตัวพมจันไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้อีก หาตัวก็หาไม่เจอ ... ส่วนสำนักสาขาของเขาก็อันตรธานหายไปอีก ตำรวจยังไม่สามารถทำการอะไรได้ นอกจากรู้แค่ว่าพมจันยังไม่ตายเพียงเท่านั้น 

>> ในปี ค.ศ. 2020 พมจันถูกทางการออกหมายจับ แต่พมจันไม่ได้ปรากฏตัวที่ไหนให้ใครเห็นจนเป็นข่าวอีกเลย จาก 'ยุวพทธแห่งเนปาล' ในอดีตตอนพมจันอายุ 15 กลายเป็นพมจันผู้ต้องหาหนีคดีในวัย 30 ปี

ตอนนี้พมจันคงสำเหนียกได้แล้วกระมังว่า ... ฌานเป็นของเสื่อมได้ ต่อให้เขาเคยเข้าฌานได้คล่องขนาดไหน พอเขาออกจากฌานอารมณ์โกรธกลับยิ่งรุนแรงจนเขาคุมตัวเองไม่ได้

>> การนั่งสมาธิเข้าฌานเก่ง อาจเป็นความถนัดเดียวที่ตัวพมจันมี แต่ความสามารถพิเศษอันนี้อย่างเดียวของพมจัน มันไม่เพียงต่อการสร้างสำนักลัทธิของเขาไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง เหตุการณ์ที่ผ่านมายังบ่งชี้ชัดว่าพมจันขาดความสามารถในการอบรมศิษย์สาวกของตนให้อยู่ในครรลองคลองธรรม

บางทีตัวพมจันเองก็อาจเบื่อโลก เบื่อหน่ายมนุษย์ด้วยก็เป็นได้ 

ชาตินี้สำหรับเขา ตัวเขาคงเกิดมาเพื่อบำเพ็ญฌานบารมีเป็นหลักเท่านั้น  

พวกมนุษย์ผู้ต่ำต้อยที่มีจิตใจอ่อนแอหวังพึงแต่ผู้อื่นที่เป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ต่างหาก ที่คอยมารบกวนการบำเพ็ญฌานบารมีของเขาตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา

พมจันคงถือว่าตัวเองได้ 'ตาย' จากโลกใบนี้ไปแล้ว ชั่วชีวิตนี้จะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับพวกมนุษย์อีกแล้ว

ผมยกกรณีของ 'ราม พมจัน' มาให้พวกเราไตร่ตรองใคร่ครวญอีกครั้ง เผื่อพวกเราจะเห็นแง่มุมของเหตุการณ์นี้ด้วยสายตาของ 'ผู้บำเพ็ญ' ได้บ้าง ซึ่งแตกต่างจากมุมมองของปุถุชนที่ไม่ได้ฝึกจิต

การยกเอากรณีของ 'ราม พมจัน' มาเทียบกับ น้องไนซ์ 'อาจารย์สมาธิเชื่อมจิต' วัย 8 ขวบ ที่กำลังมีดรามาอยู่ตอนนี้ ผมคิดว่าไม่ค่อยเหมาะสมนัก จะเรียกว่าเป็นคนละกรณีเลยก็ว่าได้ แค่มีจุดร่วมเหมือนกันเรื่องเดียวคือ ต่างก็มีผู้ศรัทธามารวมตัวเป็นกลุ่มเพื่อสร้างสำนักหรือสร้างกลุ่มลัทธิเหมือนกันเท่านั้นเอง

>> จุดเริ่มต้นของพมจันนั้น ต้องการปลีกเร้นจากสังคมเพื่อมุ่งบำเพ็ญฌานบารมีแต่แรก

ขณะที่กลุ่มนิรมิตเทวาจุติ มุ่งตั้งเป้าหาสาวกผ่านการเชิดชู 'เจ้าลัทธิน้อย' แต่แรก ... นี่คือความต่างอย่างใหญ่หลวงของสองกรณีนี้

โลกนี้มันโหดร้ายต่อทุกคนที่เป็นเหยื่อ โดยไม่มีข้อยกเว้น

แต่โลกนี้ยังสวยงามเสมอ สำหรับคนที่มี 'ตบะ'

‘ญี่ปุ่น’ พบ ‘วัยทำงาน’ เกือบ 60% ไม่อยากร่วมฉลองปีใหม่ที่ทำงาน เหตุ ‘ไม่เห็นความจำเป็น-เหนื่อยใช้พลังงานเพื่อมีปฏิสัมพันธ์กับคน’

เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.66 สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ผลสำรวจทางออนไลน์จาก ชูฟู จ็อบ โซเก็น (Shufu Job Soken) สถาบันวิจัยเอกชนในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น พบว่าเกือบร้อยละ 60 ของผู้ใหญ่วัยทำงานในญี่ปุ่นไม่สนใจจะเข้าร่วมงานเลี้ยงปีใหม่กับเพื่อนร่วมงาน

การสำรวจเมื่อเดือนพฤศจิกายนสอบถามผู้หญิงและผู้ชายวัยทำงาน อายุ 20-50 ปีขึ้นไป จำนวน 559 คน เกี่ยวกับความเต็มใจจะเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำและกินดื่มกับเพื่อนร่วมงานเนื่องในวันปีใหม่ตามธรรมเนียม

ร้อยละ 57.4 เผยว่า ‘ไม่เต็มใจจะเข้าร่วมเลย’, ‘ไม่เต็มใจจะเข้าร่วม’ หรือ ‘ค่อนข้างไม่เต็มใจจะเข้าร่วม’ โดยคนอายุ 30 ปีขึ้นไป ครองส่วนแบ่งสูงสุดที่ร้อยละ 63 ตามด้วยคนอายุ 20 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 55.9) คนอายุ 40 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 55.8) และคนอายุ 50 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 52.1)

สำหรับเหตุผลหลักของการไม่อยากเข้าร่วมงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ได้แก่ ‘ไม่เห็นความจำเป็น’ (ร้อยละ 48.4) ‘เหนื่อยกับการใช้พลังงานเพื่อมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเข้มข้น’ (ร้อยละ 46.8) ‘อยากให้ความสำคัญกับชีวิตส่วนตัว’ (ร้อยละ 46.5) และ ‘กังวลเกี่ยวกับการใช้เงิน’ (ร้อยละ 43)

อนึ่ง การสำรวจนี้ยังสอบถามถึงความจำเป็นของการมี ‘วัฒนธรรมงานเลี้ยงปีใหม่’ ในที่ทำงาน ซึ่งร้อยละ 62.1 มองว่า “ไม่มีความจำเป็น”

เสียดาย!! 'พรหมลิขิต' ทั้งที่นักแสดงแบกบทของตนอย่างเต็มที่  แต่เส้นเรื่องตามบท ส่งให้ละครด้อยลงจากมาตรฐานเดิม

(20 ธ.ค. 66) นายภัทร เหมสุข นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'พรหมลิขิต ep. สุดท้ายยับเยินอย่างไร' ระบุว่า...

พรหมลิขิต ep. สุดท้ายยับเยินอย่างไรคงไม่ต้องบอก อ่านเอาจาก #พรหมลิขิตตอนจบ ได้ว่าคนดูรู้สึกอย่างไร ผมเองก็อยากจะพูดความในใจตัวเองที่ดูทนดูอึดจนมาถึงตอนสุดท้าย 

คนที่ดูบุพเพสันนิวาสจะรู้สึกไม่ต่างกันว่าพรหมลิขิตมาตรฐานตกไปเทียบไม่ได้กับตอนเก่า ทั้งที่นักแสดงบทนำทุกคนต่างก็แบกบทของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ทีมบ่าวทั้งทีมใหม่ทีมเก่าก็เล่นกันเกินร้อย ตัวหลักของเรื่องก็ช่วยละครใส่อินเนอร์กันสุด ๆ นักแสดงทุกคนแบกละครกันเต็มกำลัง แต่เส้นเรื่องตามบทมันทำให้ละครด้อยลงจากมาตรฐานเดิมที่เคยทำเอาไว้

ผมอยากจะบ่นเรื่องการสร้างละครที่ตัดต่อบทจากหนังสือได้ไม่ต่อเนื่อง การกำกับตามบทที่เอาไม่อยู่มือ และการยำบทเรื่องเพี้ยนจากหนังสือไปจนเส้นเรื่องไทม์ไลน์บวมบ้างเหี่ยวบ้างเพี้ยนไปหมด ถ้าเดินเส้นเรื่องตามหนังสือแล้วเพิ่มสิ่งที่อยากจะเพิ่มเพื่อสีสันของละครอีกสักเล็กน้อย น่าจะดีกว่าไปตัดเรื่องในหนังสือทิ้งและเพิ่มอะไรมาก็ไม่รู้ที่ทำให้ละครดูน่าเบื่อ

ยิ่งตอนสุดท้ายเหมือนยัดเยียดตบให้จบเหมือนดูสปอยหนังบนยูทูปมากกว่าดูละครที่เดินเรื่องมายี่สิบกว่าตอน คนดูส่วนมากจะถามว่ายี่สิบตอนที่ผ่านมายืดเรื่องจนน่าเบื่อ เดินล้ม เดินล้ม แล้วกอดกัน สลับกับทะเลาะกับหลานยายกุย แต่วันสุดท้ายวันเดียว ย่าตาย พี่ตาย คนในครอบครัวแต่งงานสามคน บรรดาเมีย ๆ ทั้งหลายก็ท้องแล้วท้องอีก หลานเต็มบ้าน และตัดสินใจอพยพครอบครัวหนีไปเพชรบุรี สามารถขยายเรื่องให้ดูดีได้อีกสามสี่ตอนได้แบบสบาย ๆ ทั้งคนสร้างและคนดู

เสน่ห์ของละครบุพเพสันนิวาสนั้นคือ เกร็ดของประวัติศาสตร์จริงที่สอดแทรกไปตลอดเวลา แต่สิ่งนี้ขาดไปและมีน้อยเกินไปในพรหมลิขิต ถ้าตัดเอาฉากขาอ่อนเดินล้มเดินล้มแล้วกอดกันออกไปบ้าง เอาฉากทะเลาะกับหลานยายกุยออกไปบ้าง จะมีเวลาที่สอดแทรกประวัติศาสตร์ลงไปให้เติมเต็มเหมือนในหนังสืออีกไม่น้อย

คนส่วนมากคิดว่าประวัติศาสตร์ช่วงแผ่นดินพระนารายณ์มีอะไรให้เล่นมากกว่าช่วง พระเพทราชา, พระเจ้าเสือ, พระเจ้าท้ายสระ จนถึงแผ่นดินพระบรมโกศ แต่ที่จริงแล้วประวัติศาสตร์ช่วงนี้เข้มข้นไม่น้อยกว่ากัน เป็นการปูทางให้เข้าใจถึงจุดเสื่อมของอยุธยาด้วยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ในหนังสือนั้นได้เขียนเรื่องนี้สอดแทรกนัยเอาไว้ไม่ขาดเกิน แต่พอกลายเป็นบทละครแล้วกลับกลายเป็นหายไปเกือบหมด 

ละคร ep. สุดท้ายยัดเรื่องเข้ามาเหมือนหนังเกรด 2 ทุนหมด ต้องปิดกล้องให้ได้ในห้านาทีสุดท้าย นักแสดงเลยต้องแบกหนังให้จบแบบสุดฝีมือ ฉากที่แม่อุ้มห่อกระดูกลูก บ่าวไพร่ร้องไห้กันทั้งเรือน ผมให้คะแนนเกินร้อย ฉากนี้แบกให้คุณค่าของตอนนี้ดีที่สุดฉากหนึ่ง แต่นอกจากนั้นรวบรัดเดินเรื่องกันอย่างน่าหงุดหงิด ย่าตายแบบให้เวลาน้อยมากทั้งที่เป็นตัวหลักมาตลอดสองภาค ลวกก๋วยเตี๋ยวเสร็จคนดูเดินเข้าห้องน้ำรีบออกมาดูต่อก็คลอดลูกกันแล้ว หรือฉากตายของพ่อเรืองก็นอนป่วยอยู่สองนาทีก็ตาย ฉากแต่งงานที่พิษณุโลก และที่อยุธยาอีกสองคนก็หายไปทั้งที่ควรจะมี ฉากคุณยายนวลที่เป็นต้นเรื่องให้ยกครัวหนีไปอยู่เพชรบุรีก็น่าจะทำได้ดีกว่านี้ และที่น่าเสียดายคือจุดจบของคนที่โกงกินอย่างพระยาคลังที่โดดข้ามไป ทั้งที่เรื่องนี้น่าจะต่อยอดได้เข้มข้นมากตามประวัติศาสตร์จริง และเป็นการเริ่มต้นของพระยาคลังหนุ่มอีกคนตามประวัติศาสตร์ อะไรทำนองนี้

หนึ่งปีแปดเดือนที่นักแสดงทุกคนต้องแบกรับ แสดงกันแบบเกินร้อย แต่มาตกม้าตายกับงานที่ตัดต่อออกมาเป็นบทละครและโพสโปรดักชั่น น่าผิดหวังเมื่อเทียบกับงานภาคแรก แต่ผมเองก็ทำใจเอาไว้แล้วว่าภาคสองดีกว่าภาคหนึ่งคือสิ่งที่หายากในวงการหนังและละคร

ผมอยากจะเล่าเรื่องสักเรื่องที่มีการเปลี่ยนไปจากประวัติศาสตร์ อาจจะเป็นเพราะละครไม่อยากไปแตะต้องหรือต้องการเว้นว่างเอาไว้ เช่นบทของ ทองคำ ที่วางบทเอาไว้เพียงแค่มีตัวตนไปไหนไปกันกับกลุ่มบอยแบนด์ในรัชกาลพระเจ้าท้ายสระ แต่ไม่ได้มีบทเด่นอะไรเหมือนโกษาปานผู้เป็นพ่อและปู่ เพราะ ทองคำ ทองดี ทองด้วง อีกสามรุ่นคนทั้งก่อนและหลังกรุงศรีอยุธยาแตกคือปฐมชนกและปฐมกษัตริย์ของราชวงค์จักรี เรื่องแบบนี้ละครทำได้ดีแล้วที่ทำบทแต่พองาม ไม่มากไปน้อยไป ไม่มีเรื่องรักใคร่เหมือนกับบอยแบนด์ตัวจี๊ดของอยุธยาเช่นคนอื่น ๆ 

และอีกเรื่องที่ละครสร้างเส้นไทม์ไลน์ให้ย้ายครัวไปอยู่เมืองเพชรบุรีเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามครั้งกรุงแตกนั้น เป็นการเลี่ยงที่จะพูดถึงสาเหตุจริงที่ต้องรีบย้ายครัว เพราะขุนหลวงท้ายสระครองราช 24 ปี เวลานั้นถ้าดูตามอายุลูก ๆ ของพุดตานเทียบกับไทม์ไลน์ของตัวละครแล้ว รัชสมัยของขุนหลวงท้ายสระน่าจะอยู่ไปอีกไม่ต่ำกว่าสิบปีหรือเวลาใกล้เคียง หลังจากนั้นก็เป็นรัชกาลของขุนหลวงบรมโกศอีก 26 ปี และรัชสมัยสุดท้าย ขุนหลวงเอกทัศอีก 9 ปี 

นั่นหมายความว่าการย้ายครัวไปอยู่เมืองเพชรบุรีนั้นไปกันก่อนกรุงแตกถึงกว่า 40 ปี สิ่งที่ละครเลี่ยงออกไปว่าเป็นการย้ายครัวหนีก่อนกรุงแตก แต่เหตุผลจริง ๆ นั้นคือการหนีสงครามกลางเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของรัชสมัยขุนหลวงท้ายสระและขุนหลวงบรมโกศที่ข้าราชการฝ่ายวังหลวงโดนวังหน้ากวาดล้างตัดหัวเสียจนเกือบหมดสิ้น 

ซึ่งแน่นอนว่าครอบครัวของออกญาวิสูตรสาครและคุณหญิงการะเกด รวมถึงรุ่นลูกหมื่นมหาฤทธิ์ ที่เป็นคนใกล้ชิดของขุนหลวงท้ายสระ โดนวังหน้ากวาดล้างหมดแน่นอน เพราะเมื่อขุนหลวงบรมโกศขึ้นครองราชย์จากการปราบดาภิเษกนั้นก็ทำพิธีกันที่วังหน้าไม่สนใจวังหลวงที่กำลังรบกันอยู่ และหลังจากนั้นขุนนางในวังหลวงก็โดนกวาดล้างไปเสียจำนวนมาก เหลือแต่ตำแหน่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เท่านั้นที่ได้ไปต่อในแผ่นดินใหม่

นี่คือเหตุผลที่ละครยกเอาเรื่องเสียกรุงที่ไกลตัวไปอีกชั่วอายุคนบนเส้นไทม์ไลน์จริง แทนที่จะเป็นการบอกว่าหนีภัยการเมืองที่มีโอกาสโดนกุดหัวยกเรือนในสงครามซีวิลวอร์ช่วงเปลี่ยนรัชกาลในอีกสิบปีข้างหน้า เพราะมันดูเบากว่า อีกทั้งไม่ต้องไปแตะต้องอะไรมากนักกับกษัตริย์ทั้งสองพระองค์และการเปลี่ยนแผ่นดินแบบเลือดท่วมของกรุงศรีอยุธยา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top