Tuesday, 4 August 2026
Hard News Team

'ไชยา' ตรวจความพร้อมฟาร์มเอกชนที่ จ.เพชรบุรี เตรียมส่งออกโคมีชีวิตไปเวียดนามทางเรือครั้งแรกสองพันตัว

รมช. ไชยา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์กักกันโรคเพื่อการส่งออกของจังหวัดเพชรบุรี เตรียมส่งออกโคมีชีวิตทางเรือครั้งแรก 2,000 ตัวไปเวียดนาม สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2567 นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของอดิศรฟาร์ม 88 อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี  และส่วนจังหวัดให้การต้อนรับในพื้นที่ สำหรับวัตถุประสงค์การตรวจเยี่ยมฟาร์มในวันนี้ เพื่อรับฟังปัญหาและให้กำลังใจเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในพื้นที่ รวมถึงตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของฟาร์มอดิศร 88 ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นศูนย์กักกันโรคเพื่อการส่งออกของจังหวัดเพชรบุรี และเป็นศูนย์กลางของภาคใต้ ในการรวบรวมและดูแลโคมีชีวิตให้ปลอดโรค ปลอดภัย ปลอดสารเร่งเนื้อแดง เพื่อทำการส่งออกทางเรือไปยังประเทศเวียดนาม จำนวน 2,000 ตัว

รัฐมนตรีช่วยฯ ไชยา กล่าวว่า รัฐบาลมีแนวทางยกระดับให้การเลี้ยงโคเนื้อเป็นอาชีพหลักที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีความพร้อมส่งเสริมการเกษตรในทุกด้าน อาทิ การคัดเลือกพื้นที่ในการจัดทำศูนย์กักกันโรคเพื่อการส่งออก การปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อนเพื่อยกระดับราคาสินค้าให้เป็นไปตามกลไกตลาด พร้อมทั้ง มอบหมายกรมปศุสัตว์ให้ผลิตหัวอาหารสัตว์ส่งจำหน่ายสหกรณ์ช่วยลดต้นทุนอาหารสัตว์ให้แก่เกษตรกร และเร่งพัฒนาโรงงานวัคซีนป้องกันโรคระบาดสัตว์ให้มีประสิทธิภาพได้มาตรฐานสากลสามารถส่งออกวัคซีนไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ รวมถึงจัดหาตลาดรองรับการซื้อโคเนื้อและโคมีชีวิต โดยเฉพาะประเทศจีนและเวียดนามที่มีกำลังซื้อสูง ทั้งนี้ ขอให้เกษตรกรดำเนินการเลี้ยงปศุสัตว์ให้ตรงตามมาตรฐานการส่งออก เพื่อลดข้อกีดกันทางการค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการส่งออกไปยังต่างประเทศ โอกาสนี้ รมช.ไชยา ได้มอบเสบียงสัตว์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ (หญ้าแห้ง) แก่เกษตรกรในพื้นที่ อีกด้วย

หลังจากนั้น รัฐมนตรีช่วยฯ ไชยา เดินทางลงพื้นที่ ณ เขาโป่งพรม หมู่ 2 ตำบลพุสวรรค์ อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี พร้อมหารือกับผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อเตรียมการทำสถานกักกันสัตว์สำหรับส่งออกนอกราชอาณาจักรต่อไป

‘จีน’ กังวล!! เหตุอัตราการเสียชีวิตพุ่ง-การเกิดต่ำ หวั่นสะเทือนการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต

(18 ม.ค.67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนเปิดเผยรายงานว่า จำนวนประชากรในจีนลดลง 2.08 ล้านคน หรือ 0.15% เป็น 1,409 ล้านคน ในปี 2566 โดยลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีประชากรลดลง 850,000 คน และเป็นการลดลงครั้งแรกนับจากปี 2504 ช่วงภาวะอดอยากครั้งใหญ่ในยุคเหมาเจ๋อตง

ขณะที่ในปี 2566 มีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 6.6% เป็น 11.1 ล้านคน โดยอัตราการเสียชีวิตอยู่ในระดับสูงสุดนับจากปี 2517 ช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม และจำนวนเด็กเกิดใหม่ในปี 2566 ลดลง 5.7% เป็น 9.02 ล้านคน และอัตราการเกิดทำสถิติต่ำที่สุดคือ 6.39 คนต่อประชากร 1,000 คน  ลดลงจาก 6.77 คนในปี 2565 และเป็นอัตราการเกิดต่ำที่สุดนับตั้งแต่สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 2492 นอกจากนี้จำนวนประชากรวัยแรงงานที่อายุ 16-59 ปี ลดลง 10.75 ล้านคนจากปี 2565 และจำนวนผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้น 16.93 ล้านคนในปี 2565

ซึ่งข้อมูลประชากรที่สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนเปิดเผยนั้นสร้างความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนจะชะลอลง เนื่องจากมีจำนวนแรงงานและผู้บริโภคลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ และสวัสดิการหลังเกษียณจะสร้างภาระหนักยิ่งขึ้นแก่ทางการท้องถิ่นที่มีภาระหนี้สิน

ขณะเดียวกันสำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจว่า มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เติบโต 5.2% ในปี 2566 ซึ่งฟื้นตัวมากขึ้นกว่าปี 2565 ที่ GDP เติบโต 3% แต่ยังคงเป็นตัวเลขการเติบโตต่ำที่สุดนับจากปี 2533 ยกเว้นช่วงการระบาดของโควิด-19 และในปี 2567 จะยังคงเป็นปีที่ท้าทายสำหรับเศรษฐกิจจีนเนื่องจากการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องของอสังหาริมทรัพย์และความมั่นใจของผู้บริโภคที่ลดน้อยลง

'รมว.ปุ้ย' ติดตามงานสำคัญทุกภาคส่วนกระทรวงอุตสาหกรรม เผยผลสำเร็จ!! 4 แพ็กเกจของขวัญปีใหม่ 'เข้าเป้า-ทะลุเป้า'

(18 ม.ค.67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (17) ได้นัดหมายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงอุตสาหกรรม จากทุกกรมมาร่วมกันประชุมเป็นนัดแรกของปี 2567 สาระสำคัญอยู่ที่การติดตามงานที่ได้มอบหมายในหลายๆ เรื่อง

รมว.พิมพ์ภัทรา กล่าวถึงการติดตามเรื่องพลังงานสะอาด ที่กำลังเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงานสะอาด โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพลังงาน ได้ร่วมกันเดินหน้าเรื่องนี้อย่างเต็มกำลังผ่านนโยบายและการส่งเสริม สนับสนุนในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบและเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจ 

ที่สำคัญกระทรวงอุตสาหกรรม ได้นำเรื่องพลังงานสะอาดเข้ามาร่วมพัฒนาผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมยุค 4.0 และยังมีการติดตามความก้าวหน้าโมเดลเศรษฐกิจ BCG ภายใต้การดำเนินการ Green Industry (GI) และยังได้กำหนดให้มีการรวบรวมข้อมูลงบประมาณอย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นข้อมูลในการตอบคำถาม หรือการสืบค้นได้อย่างรวดเร็วคล่องตัวมีความโปร่งใสและชัดเจน

รมว.ปุ้ย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในส่วนของการดำเนินงานตามแพ็กเกจของขวัญปีใหม่กระทรวงอุตสาหกรรม ใน 4 มาตรการ ได้แก่ มาตรการสินค้าและบริการดี ราคาพิเศษ, มาตรการเติมทุน เสริมสภาพคล่อง, มาตรการเพิ่มโอกาส เสริมแกร่งธุรกิจ และ มาตรการกระจายรายได้สู่ชุมชนรอบอุตสาหกรรม พบว่ามีตัวชี้วัดที่น่าพอใจอย่างมาก โดยตัวชี้วัดที่ดีเข้าเป้าหมายหรือทะลุเป้าที่วางไว้คือผลสำเร็จ 

"ทุกกรมที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงงบประมาณในปี 2568 พร้อมทั้งนำเสนอโครงการสำคัญที่ก่อให้เกิดผลสนับสนุนเสริมสร้างผู้ประกอบการ และยังมีการเตรียมมาตรการข้อเสนอต่างๆ ที่ได้รวบรวมจากพื้นที่ เพื่อนำเข้าสู่การประชุม ครม.สัญจรครั้งที่ 1 ปี 2567 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (จังหวัดกระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล) จังหวัดชุมพร และจังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 21-23 มกราคม 2567 นี้ต่อไป" รมว.พิมพ์ภัทรา กล่าว

กระบี่-บูรณาการร่วมสุ่มตรวจคุ้มครองแรงงานในเรือประมงทะเล ป้องปรามปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานและได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฏหมายคุ้มครองแรงงาน

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2567  ที่บริเวณท่าเทียบเรือศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเล กระบี่ ตำบลไสไทย อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ นายสมชาย หาญภักดีปฏิมา ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่   มอบหมายให้ นายสมปราชญ์ ปราบสงคราม รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่
ในฐานะรองหัวหน้าศูนย์บริหารจัดการแรงงานประมงจังหวัดกระบี่ นำคณะทำงานศูนย์บริหารจัดการแรงงานประมงจังหวัดกระบี่ลงเรือตรวจการณ์ ออกตรวจบูรณาการคุ้มครองแรงงานในเรือประมงทะเล เพื่อแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายไม่ให้มีการใช้แรงงานเด็กในเรือประมงทะเล มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ มีมาตรการที่ชัดเจนและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเพื่อคุ้มครองแรงงานในเรือประมงทะเลไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ด้านแรงงานและได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฏหมายคุ้มครองแรงงาน โดยมี นายฉลาดวิทย์ ประเทืองมาศ  สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดกระบี่ ในฐานะเลขานุการศูนย์ฯ การดำเนินการเป็นการตรวจสภาพการจ้างและสภาพการทำงาน การค้ามนุษย์ด้านแรงงาน พร้อมหน่วยงานตรวจบูรณาการ 17 หน่วยงาน ที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการป้องกัน แก้ไข และปราบปรามการกระทำประมงผิดกฎหมายที่มีการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ 

และสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่หรือรองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่(ด้านสังคม) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดกระบี่ ฝ่ายทหาร สำนักงานตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ สำนักงานประมงจังหวัดกระบี่ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขากระบี่ สถานีตำรวจน้ำ ๒ กองกำกับการ ๗ กองบังคับการตำรวจน้ำกระบี่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกระบี่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดกระบี่ สำนักงานแรงงานจังหวัดกระบี่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดกระบี่ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ ของชาติทางทะเล จังหวัดกระบี่(ศรชล.) ศูนย์ป้องกันและปราบปรามทะเลจังหวัดกระบี่ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกระบี่ และสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดกระบี่ ในฐานะเลขานุการศูนย์ฯ การดำเนินการเป็นการตรวจสภาพการจ้างและสภาพการทำงาน การค้ามนุษย์ด้านแรงงาน 

โดยมีล่ามแปลภาษาต่างด้าว หากพบการกระทำความผิดให้ดำเนินการตามมาตรการภายใต้กฎหมายตามภารกิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด สำหรับกรณีมีเหตุต้องสงสัยเข้าข่ายการค้ามนุษย์ด้านแรงงานให้ดำเนินการตามแนวทางกลไกการส่งต่อระดับชาติ( NRM) เพื่อการบริหารจัดการคดีและการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้กฎหมายหรือบริการอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป 

นายสมปราชญ์ ปราบสงคราม รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ได้นำคณะทำงานฯออกตรวจบูรณาการด้านแรงงาน โดยออกตรวจเรือในพื้นที่น่านน้ำอันดามันเขตรับผิดชอบ 16 ตำบล 5 อำเภอของจังหวัดกระบี่ สุ่มตรวจเรือประมงพาณิชย์ประเภทเรืออวนล้อม หรือเรืออวนดำ จำนวน 6 ลำ มีแรงงานประมงเป็นชาวกัมพูชา 27 คน เมียนมาร์ 20 คน ชาวไทย 125 คน ไม่พบการกระทำความผิดด้านแรงงานหรือการค้ามนุษย์ด้านแรงงานในกิจการประมงทะเล โดยเฉพาะการใช้แรงงานเด็กต่ำกว่า 18 ปี แรงงานมีการตรวจสภาพการจ้างกสรทำงาน และแรงงานประมงยินยอมลงเรือทำงานด้วยความสมัครใจ..

กระบี่///ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน

2 วัฒนธรรมการกินที่แตกต่างกันระหว่าง ‘คนไทย-คนยุโรป’

เป็นเรื่องธรรมดาที่วัฒนธรรมด้านต่าง ๆ ของแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน และทำให้คนที่เดินทางข้ามประเทศเกิดภาวะ ‘Culture Shock’ หรือ ‘ภาวะตื่นตระหนกทางวัฒนธรรม’ ซึ่งเป็นอาการที่จะเกิดขึ้นเมื่อสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมเปลี่ยนไปจากวัฒนธรรมเดิมที่คุ้นชิน 

วันนี้ THE STATES TIMES ชวนมาดู 2 วัฒนธรรมเกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่แตกต่างกันระหว่างคนไทยและคนยุโรป จะต่างกันอย่างไร มาดูกัน!!

'รองฯต่าย' เผยล่าสุดคดีโรงงานพลุระเบิดคืบหน้าไปมาก กำชับเร่งตรวจอัตลักษณ์ศพเสร็จภายใน 2 วัน ตรวจเสร็จแล้ว 5 ราย อนุญาตให้ญาติรับร่างไปประกอบพิธีทางศาสนาได้วันนี้

วันที่ 18 ม.ค.2567 (13.00 น.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.(ปป.)ได้เดินทางมาที่ ศปก.สน. (วัดโรงช้าง สุพรรณบุรี) พร้อมได้เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยมารายงานให้ข้อมูลถึงความคืบหน้าการดำเนินการต่างๆ จากกรณีเกิดเหตุระเบิดโรงงานผลิตพลุไฟ ตามที่ได้สั่งการไปเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยมีผลความคืบหน้าในการดำเนินการดังนี้  การค้นหาร่างผู้เสียชีวิตสามารถค้นหาได้ครบ 23 ร่าง ได้ดำเนินการเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตมาที่วัดโรงช้างเพื่อเข้าสู่กระบวนการขั้นตอนตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์

ในที่เกิดเหตุชุดปฏิบัติ EOD และพิสูจน์หลักฐานอยู่ระหว่าง การปฎิบัติงานภาคสนามในที่เกิดเหตุ เพื่อให้การเคลียร์พื้นที่เกิดความปลอดภัยสูงสุดและเก็บพยานหลักฐานต่างๆประกอบการสอบสวน ส่วนการร่วมพิสูจน์อัตลักษณ์ศพผู้เสียชีวิตมีทีมแพทย์จากนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจและแพทย์จากโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช สุพรรณบุรี ร่วมปฎิบัติ ซึ่งขณะนี้ตรวจเสร็จสิ้นแล้ว 10 ร่าง(ศพ) ในประเด็นนี้ รอง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ดำเนินการตรวจให้เสร็จสิ้นภายในคืนนี้

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวอีกว่า สำหรับในกระบวนการขั้นตอนตรวจพิสูจน์เพื่อยืนยันว่า ร่างผู้เสียชีวิตเป็นใครและเป็นญาติของใคร ได้มีการแบ่งหน้าที่กันระหว่างนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจและสำนักงานตรวจพิสูจน์หลักฐาน โดยนิติเวชจะตรวจดีเอ็นเอจากร่างศพผู้เสียชีวิตและสำนักงานตรวจพิสูจน์หลักฐานจะตรวจดีเอ็นเอของญาติผู้เสียชีวิตทั้ง 23 ราย และจะนำมาตรวจพิสูจน์ว่าร่างผู้เสียชีวิตรายใด เป็นของญาติของใคร ในประเด็นนี้ รอง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 2 วัน เพื่อให้ญาติรับศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป ซึ่งในการตรวจพิสูจน์ว่าศพเป็นใครสามารถตรวจได้โดย 4 วิธีคือ(1. )ญาติยืนยันจากสภาพทางกายภาพศพ ที่สามารถจำได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน (2.)การตรวจพิสูจน์จากลายพิมพ์นิ้วมือ (3.)การตรวจฟันและ (4) การตรวจ DNA  ซึ่งในขณะนี้ สามารถตรวจพิสูจน์จากลายพิมพ์นิ้วมือได้อย่างชัดเจนแล้วจำนวน 5 ราย โดยการคืนศพให้ญาติรับไป ซึ่งในการส่งมอบคืนศพ ผู้เสียชีวิตให้กับญาติรับไป จะดำเนินการโดยคณะกรรมการคืนศพ ที่ พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบช.ภ.7ได้แต่งตั้ง ขึ้นมา และทั้ง 5 ราย จะคืนให้ญาติรับศพไปดำเนินการทางพิธีศาสนาในวันนี้ 

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ ยังได้กล่าวอีกว่า “เรื่องการพิสูจน์หาสาเหตุของการเกิดเหตุครั้งนี้ หรือ การดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตามกระบวนการสืบสวนสอบสวน แต่การดำเนินการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่ง คือ การตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์จากร่างผู้เสียชีวิตว่า เป็นใครและเป็นญาติของครอบครัวใด เพื่อมอบศพให้ญาติได้นำไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีและตำรวจควรจะต้องช่วยเหลือ ดูแล เยียวยา ฟื้นฟูสภาพจิตใจ ให้กับญาติของผู้เสียชีวิตอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อเป็นการบรรเทาความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นหน้าที่ที่พึงกระทำอย่างยิ่ง มากกว่า ”
  
ดังนั้นจึงได้สั่งการให้ ผบช.สพฐ.ตร. และ ผบก.นต. รพ.ตร. เร่งรัดตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์ศพให้เสร็จสิ้นภายใน 2 วัน เพื่อคืนศพให้ญาติรับไป และ ได้เสนอแนวคิดให้ ผบก.ภ.จว. สุพรรณบุรี เปิดบัญชี เชิญชวนข้าราชการตำรวจ มอบเงินช่วยเหลือตามความสมัครใจและความเหมาะสม เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือแก่ครอบครัวของผู้ที่สูญเสียคนอันเป็นที่รักไปในเหตุโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ต่อไป ”รอง ผบ.ตร.กล่าว“

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าวอนนายกฯ ประเทศไทยต้อง “ควบคุม” บุหรี่ไฟฟ้า แทนการ “แบน” เพื่อปกป้อง “เด็กและเยาวชน”

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ากลุ่มลาขาดควันยาสูบ (ECST) เพจดังเฟสบุ้คมีผู้ติดตามกว่า 1 แสนคน ขอเป็นตัวแทน “ผู้ใหญ่” ร้องนายกฯ ปกป้อง “เด็กและเยาวชน” จากการแพร่ระบาดหนักของบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อน ชี้ทางเดียวที่จะลดการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนคือการทำให้บุหรี่ไฟฟ้า “ถูกกฎหมาย” และควบคุมเข้มงวด เพื่อให้สามารถควบคุมอายุผู้ซื้อขายได้ พร้อมกล่าวถึงประเด็นดราม่าเรื่องมารยาทการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะ ย้ำเป็นผลพวงจากการไม่มีกฎหมายควบคุม เพราะการซุกไว้ใต้ดินไม่ได้ผล

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ากลุ่มลาขาดควันยาสูบ (ECST) นำโดยนายมาริษ กรัณยวัฒน์ กล่าวถึงกรณีกลุ่มตัวแทนเด็กและเยาวชนเข้ายื่นหนังสือต่อนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในช่วงเทศกาลวันเด็กปี 2567 ที่ผ่านมา เพื่อขอให้คงไว้ซึ่งกฎหมายห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า โดยกล่าวว่า “การที่กลุ่มต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้าเคลื่อนไหวโดยการนำเด็กและเยาวชนมาเป็นข้ออ้างเพื่อให้คงไว้ซึ่ง ‘แบนทิพย์’ นั้นเป็นเรื่องที่ย้อนแย้งกับความเป็นจริง การที่ท่านอ้างว่า ปัจจุบันเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนไทยในรูปแบบตัวการ์ตูน กล่องนม เครื่องเขียน รวมถึงปัญหาอายุเฉลี่ยของเด็กที่พบว่าใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่ต่ำลงเรื่อย ๆ นั้น ล้วนแล้วแต่มีต้นตอมาจากกฎหมายแบนที่ไร้ประสิทธิภาพ”

“ในฐานะผู้ใหญ่และตัวแทนผู้บริโภค เราเห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้าต้องถูกควบคุมด้วยกฎหมายที่ชัดเจน ระบุอายุผู้ซื้อขาย กำหนดรูปแบบและหน้าตาของบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อไม่ให้ดึงดูดเด็กและเยาวชน รวมถึงกำหนดพื้นที่ซื้อขายให้ห่างไกลโรงเรียนสถานศึกษา เราเชื่อว่ามีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะช่วยปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างแท้จริง”

นายมาริษเสริมว่า “ล่าสุดมีสื่อรายงานตัวเลขการส่งออกบุหรี่ไฟฟ้าจากจีนสู่ไทยโดยเวปไซด์ศุลกากรจีนคิดเป็นมูลค่ามหาศาลกว่า 1,600 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่ว่า มีบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อนมหาศาลลักลอบขายในตลาดใต้ดินประเทศไทยในปัจจุบัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ”

นอกจากนี้ กลุ่มเครือข่ายฯ ยังได้กล่าวถึงประเด็นดรามาในสังคมออนไลน์ล่าสุด ที่กล่าวถึงการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะ เช่น คอนเสิร์ต ว่า “ไม่นานมานี้มีการกล่าวถึงประเด็นการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะ รวมถึงการประกาศห้ามนำบุหรี่ไฟฟ้าเข้าพื้นที่แสดงคอนเสิร์ต ก็เป็นการยืนยันชัดว่าในปัจจุบันนั้นมีผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก และประเทศไทยต้องการกฎหมายที่ชัดเจนที่จะระบุว่าพื้นที่ใดใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้ พื้นที่ใดใช้ไม่ได้ ซึ่งการแบนมีแต่จะทำให้การใช้บุหรี่ไฟฟ้าแบบไม่เลือกที่กลายเป็นความปกติใหม่”

บิ๊กโจ๊ก เผย ลุงเปี๊ยกติดใจเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบใส่ขาเทียมคนเดียว มีพฤติกรรมซ้อมทรมานให้รับสารภาพ ยืนยันต้องสอบขยายผลใครเกี่ยวข้องอีก

พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เดินทางมาที่ศูนย์ช่วยเหลือคนไร้ที่พึ่ง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดปทุมธานี เพื่อสังเกตการณ์การสอบสวนลุงเปี๊ยก ภายหลังจากมีการปล่อยคลิปสนทนา ยอมรับว่ามีการ ซ้อมทรมานเพื่อให้ลุงเปี๊ยกรับสารภาพ แต่อ้างว่าพยายามคุมถุงดำและให้ถอดเสื้อเปิดแอร์ เป็นแค่การเลาะกันเล่น

จากการสอบสวนเป็นเวลา 2 ชั่วโมงลุงเปี๊ยกก็ได้สีรูปของชายนอกเครื่องแบบใส่ขาเทียม ที่ถูกอ้างเป็นบุคคลในคลิปเสียง เพียงคนเดียวจากรูปทั้งหมดกว่า 10 ใบ 

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติบอกว่า จากการสอบสวนลุงเปี๊ยกวันนี้ ลุงเปี๊ยกมีท่าทีที่ผ่อนคลายมากขึ้น โดยให้มูลนิธิวินวิน อยู่กับลุงเปี๊ยกตั้งแต่วันแรกคอยนั่งอยู่ข้างๆ โดยไม่มีการกดดันหรือบีบบังคับให้ลุงพูด ทั้งนี้การสอบสวนมีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์คอยสังเกตการณ์อยู่ด้วย

หลังจากการพูดคุยกว่า 2 ชั่วโมงลุงเปี๊ยกก็ได้ ชี้รูปภาพ ซึ่งเป็นภาพถ่ายใหม่ล่าสุดที่ถูกส่งด่วนมาจากจังหวัดสระแก้ว ให้ลุงเปี๊ยกเป็นผู้ชี้ทนับ 10 ภาพ แต่สุดท้ายลุงเปี๊ยกก็ชี้ เพียงคนเดียวพร้อมกับยืนยันว่า ติดใจกับชายนอกเครื่องแบบใส่ขาเทียมรายนี้ ส่วนเจ้าหน้าที่รายอื่นๆใช้คำพูดที่สุภาพ ไม่ได้มีพฤติกรรมข่มขู่

อย่างไรก็ตามรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติบอกว่า จะยังต้องสอบสวนต่อไปเพื่อขยายผลว่ายังมีใครที่เกี่ยวข้องอีกหรือไม่ และมีใครเป็นผู้สั่งการ ที่อยู่เบื้องหลังอีกหรือไม่ 

และหลังจากนี้ชุดพนักงานสอบสวนของจังหวัดสระแก้วก็จะต้องมีการพบสวนผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคนที่ ลุงเปี๊ยกชี้รูป เพราะจนถึงขณะนี้ คนที่ถูกชี้รูป ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

‘นายกฯ เศรษฐา’ หวังนักลงทุนเปิด Data Center ในไทย และดันไทยสู่ศูนย์กลางของภูมิภาค

(18 ม.ค. 67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

“ความหวังของผม คือ การได้บริษัทใหญ่มาลงทุนเปิด Data Center ในประเทศ ให้ไทยเป็นศูนย์กลาง Data Center ของภูมิภาคครับ”

นายเศรษฐา ระบุเพิ่มเติมว่า “จังหวะได้พบ Mr. Bill Gates ผมจึงไม่พลาดโอกาสที่จะนำเสนอศักยภาพของประเทศ และความเป็นไปได้ในการเปิด Data Center ของ Microsoft ในไทย ตามที่ผมได้เคยพูดคุยกับ Mr. Satya Nadella CEO คนปัจจุบันไปแล้วที่ซานฟรานซิสโกครับ”

กาฬสินธุ์บพท.ลงนามความร่วมมือม.กว่างซีแก้จนข้ามชาติ บพท.ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจนกับมหาวิทยาลัยกว่างซี แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินหน้าเปิดประตูเชื่อมโยงองค์ความรู้แก้ปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จแม

บพท.ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจนกับมหาวิทยาลัยกว่างซี แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินหน้าเปิดประตูเชื่อมโยงองค์ความรู้แก้ปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จแม่นยำของประชาคมนักวิจัยไทย สู่ความร่วมมือยกระดับคุณภาพชีวิต แก้ปัญหาความยากจนกับประเทศเพื่อนบ้าน

วันที่ 18 มกราคม 2567 ที่ห้องประชุมพยับหมอก ชั้น 3 สำนักงานอธิการบดีและบริหารสินทรัพย์ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ นายฉัตรชัย  พรหมเลิศ ประธานกรรมการบริหารหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เป็นประธานพิธีลงนามลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือการแลกเปลี่ยนความรู้ ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจนระหว่าง บพท. กับ มหาวิทยาลัยกว่างซี แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กับ มร.Xiao Jian Zhuang รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยกว่างซี สาธารณรัฐประชาชนชนจีนลงนาม และมีรศ.จิรพันธ์ ห้วยแสน อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ผศ.ดร.วิชยุทธ จันทะรี รองอธิการบดี ม.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยเลขานุการเอกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ผู้บริหาร ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จากสถาบันอุดมศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิคณาจารย์ และนักวิจัยร่วมงานและร่วมเป็นสักขีพยาน

นายฉัตรชัย  พรหมเลิศ ประธานกรรมการบริหารหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า  ลงนามลงนามครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการประสานความร่วมมือกันของหน่วยราชการ 2 ประเทศในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมร่วมกัน เพื่อนำสู่การแก้ปัญหาความยากจนให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมร่วมกัน บนพื้นฐานความเท่าเทียมและผลประโยชน์ร่วมกัน
นายฉัตรชัย กล่าวอีกว่า  เหตุผลสำคัญที่เราเลือกทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยกว่างซี มณฑลกว่างซี เป็นเพราะมณฑลกว่างซี กับประเทศไทยมีความใกล้เคียงกันมากทั้งด้านวัฒนธรรม หลักคิดความเชื่อค่านิยม ตลอดจนสภาพภูมิประเทศ ขนาดพื้นที่ รวมทั้งขนาดประชากร ซึ่งภายใต้ความร่วมมือระหว่างกันของ บพท. และมหาวิทยาลัยกว่างซี จะนำความรู้ด้านการแก้ปัญหาความยากจนไปใช้ในพื้นที่วิจัยเชิงยุทธศาสตร์ 7 จังหวัด เป็นพื้นที่นำร่อง ได้แก่กาฬสินธุ์ ลำปาง มุกดาหาร ร้อยเอ็ด พัทลุง ปัตตานี และยะลา  ก่อนที่จะขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศต่อไป

ด้าน ดร.กิตติ  สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. ระบุว่า สาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ตั้งมั่นบนเจตนารมณ์ร่วมกันในการเสริมสร้างความร่วมมือในการแก้ปัญหาความยากจนระหว่างฝ่ายต่างๆ ด้วยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม บนพื้นฐานความเท่าเทียมและผลประโยชน์ร่วมกัน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวคิด องค์ความรู้ ประสบการณ์ เงื่อนไขความสำเร็จ โครงสร้างพื้นฐาน และกระบวนการในการแก้ไขปัญหาความยากจนระหว่างฝ่ายต่างๆ ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ตลอดจนมุ่งส่งเสริมความร่วมมือรูปแบบใหม่ระหว่างสถาบันการวิจัย เพื่อมุ่งบรรลุเป้าหมายในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือร่วมกันแบบทวิภาคี ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการแลกเปลี่ยนความรู้ในการแก้ไขปัญหาความยากจน
“ขอบเขตความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจนระหว่าง บพท. กับ มหาวิทยาลัยกว่างซี ครอบคลุม 4 มิติคือ1).มิติของความร่วมมือกันด้านองค์ความรู้

และบัญชีรายชื่อนวัตกรรมตลอดจนเทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับปัญหาความยากจน 2).มิติของผลผลิต ห่วงโซ่คุณค่า และกระบวนการในการแก้ปัญหาความยากจน 3). มิติต้นแบบพื้นที่หรือหมู่บ้านที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาความยากจน อย่างน้อย 1 แห่ง 4). มิติความร่วมมือด้านอื่นๆที่เห็นชอบร่วมกัน”ดร.กิตติ กล่าว
ผู้อำนวยการ บพท. กล่าวด้วยว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจกับมหาวิทยาลัยกว่างซี แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน นับเป็นปฐมบทของการเปิดประตูเชื่อมโยงองค์ความรู้แก้ปัญหาความยากจนของประชาคมนักวิจัยไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน  ซึ่ง บพท. มีความคาดหวังและตั้งใจจะต่อยอดขยายผลชุดความรู้จากงานวิจัยแก้จน ออกไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เพื่อใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาความยากจนในประเทศเพื่อนบ้านของเราอีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top