Tuesday, 4 August 2026
Hard News Team

'ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น' จดทะเบียนสมรสกับแฟนสาว ด้าน 'เสี่ยฮุย' ร่วมเป็นสักขีพยานรัก ยินดีเริ่มต้นชีวิตใหม่

(18 ม.ค. 67) ‘ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น’ หรือ ‘เจ้าแหลม’ ได้จดทะเบียนสมรสกับแฟนสาวคนใหม่ชื่อ ‘น้องแนน’ โดยมี ‘เสี่ยฮุย’ เป็นสักขีพยาน ด้านแฟนสาวได้ให้กำลังใจ ‘เจ้าแหลม’ ที่ทุ่มเทในการชกมวยเพื่อกลับมาเป็นแชมป์โลกอีกครั้ง

ด้าน ‘เสี่ยฮุย’ สุรชาติ พิสิฐวุฒินันท์ ผู้จัดการของ ‘เจ้าแหลม’ ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น อดีตแชมป์โลก WBC ชื่อดังเผยเหตุที่นักมวยในสังกัดต้องเลิกกับ ‘น้องจ.’ เมียเก่า เนื่องจากถูกหลอกทั้งที่ผู้หญิงมีครอบครัวแล้วและยังไม่เลิกกับสามี เมื่อคลอดลูกออกมาไม่ยอมให้ตรวจ DNA และไม่ยอมให้ใช้นามสกุลของ ‘เจ้าแหลม’ อีกด้วย

นอกจากนั้นเงินในบัญชีกว่า 20 ล้านเป็นค่าตัวของ ‘เจ้าแหลม’ ถูกถอนออกหมดจนเกลี้ยง เหลือเพียงรถ Toyota fortuner คันเดียวเท่านั้น 

ขอแสดงความยินดีในการเริ่มต้นบทชีวิตใหม่ของ ‘เจ้าแหลม’ ขอให้โชคดี ต่อหน้าที่การงานและอาชีพนักมวยที่ตัวเองรัก

'ฝรั่ง' งอแง!! ตกหลุมรักเมืองไทยสุดหัวใจ โพสต์ภาพอ้อน ไม่อยากอำลากลับบ้านเกิด

(18 ม.ค.67) กลายเป็นไวรัลชั่วข้ามคืน เมื่อนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติคนหนึ่งได้เดินทางมาใช้ช่วงเวลาสุดพิเศษไปกับการท่องเที่ยวเมืองไทย มีความสุขแฮปปี้ แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันต้องเลิกรา เมื่อวันที่ต้องเดินทางกลับมาถึง โดยคุณ Paul O'Connor ได้อัปรูปภาพตัวเองกำลังทำหน้างอแงลงในกลุ่ม ‘Love Thailand’ พร้อมกับแคปชัน “Don’t wanna go home” (ยังไม่อยากกลับบ้าน) 

ก่อนที่อีกภาพถัดมาจะเป็นภาพสนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมกับแคปชัน Most painful thing to see wen leaving Thailand 🇹🇭 (สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดก็คือต้องเห็นการจากลาประเทศไทย 🇹🇭) แสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวรายนี้ตกหลุมรักประเทศไทยมากแค่ไหน จนไม่อยากกลับประเทศบ้านเกิดของตัวเองเลยทีเดียว

10 ประเด็นจาก Pigkaploy ตะลุยชายแดน อาจคลายปมข้อข้องใจ “มีทหารไว้ทำไม?”

หลายท่านที่มีโอกาสได้ติดตามช่อง ‘Pigkaploy’ ของ ‘พลอย’ พลอยไพลิน ตั้งประภาพร นักแสดงอิสระ และยูทูปเปอร์สาวด้านการท่องเที่ยวชาวไทย เมื่อวันที่ 16 ม.ค.67 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะกับคนที่มักจะมีคำถามถึง การมีอยู่ของ ‘ทหาร’ ในยุคนี้ จำเป็นแค่ไหน? มีไว้ทำไม? และมักจะขยายความถึงเม็ดเงินภาษีที่ต้องเสียไปเพื่อดูแลเหล่าทหารหาญเหล่านี้ในเชิงลบ คงสะอึกกับภาพที่เกิดขึ้นจริงผ่าน EP ที่มีชื่อว่า ‘ลองใช้ชีวิตเป็นทหารชายแดนเหนือ 3 วัน 2 คืน l ไทย-เมียร์มาร์’ เพื่อติดตามภารกิจการปกป้องอธิปไตยของชาติ ไม่ว่าจะการปราบปรามการลักลอบข้ามชายแดนอย่างผิดกฎหมายผ่านเส้นทางธรรมชาติ การลักลอบขนยาเสพติด และตัดไม้ทำลายป่า และล่าสัตว์โดยผิดกฎหมาย โดยเธอสวมเครื่องแบบทหารจริง

โดยคลิปดังกล่าวจะเป็นตอนที่ 1 จากซีรีส์ตระเวนชายแดนที่ตอนต่อไปจะเป็นการไปเยือนชายแดนภาคอีสาน-เขาพระวิหาร และ ชายแดนใต้ ยะลา-ปัตตานี

สำหรับในส่วนของสาระสำคัญจากคลิปซีรีส์ชายแดนไทย-เมียร์มานั้น หากให้สรุปแล้ว จะมีประเด็นสำคัญให้พิจารณาตาม ดังนี้…

1. การเดินทางจากฐานปฏิบัติการห้วยเป้า อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ไปยังแปกแซม อ.เวียงแหง ซึ่งใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง ด้วยการนั่งรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อทางทหาร เป็น 3 ชั่วโมงที่ทรหดมากๆ สำหรับคนธรรมดา

2. สภาพที่นอนปกติของเจ้าหน้าที่ทหารประจำฐานทั้ง 16 นายในฐานที่พัก มีแค่อาคารมุงกระเบื้องขนาดเล็ก สำหรับเป็นที่นอน และที่เก็บสัมภาระส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ที่จะต้องประจำการอยู่บนฐานตลอด 1 ปีก่อนที่จะมีการผลัดเปลี่ยน อีกทั้งไม่มีไฟฟ้าใช้นอกจากโซลาร์เซลล์

3. การนอน จะไม่สามารถนอนได้อย่างเต็มที่ ต้องระแวดระวัง ผลัดเวรกันตลอด และก็ต้องไม่มีการติดไฟด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกมองเห็นจากภายนอกได้ง่าย 

4. การกิน เจ้าหน้าที่จะมีการลงเขาไปนำเสบียงขึ้นมาเพื่อใช้ทำอาหาร 5 วันต่อครั้ง โดยจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำอาหาร ซึ่งทุกคนจะต้องทำอาหารเป็นโดยใช้ฟืน ไม่ได้มีอาหารการกินแบบพร้อมสรรพ

5. น้ำดื่มเป็นน้ำบรรจุขวดที่ขนขึ้นมา เนื่องจากสะดวกใช้งานมากกว่า ในขณะที่น้ำใช้ จำเป็นต้องใช้ปั๊มดูดขึ้นมา แต่ต้องใช้อย่างประหยัด

6. การปฏิบัติหน้าที่ จะเห็นภาพการปฏิบัติการเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่ทหาร ป้องกันการถูกโจมตี ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์รบเกิดขึ้นเลย แต่จำเป็นจะต้องปฏิบัติเอาไว้เพื่อให้เกิดความคุ้นชิน หากมีสถานการณ์เกิดขึ้นจริง ก็จะสามารถรับมือได้อย่างทันท่วงที7. ต่อเนื่องจากข้อที่ 6 จะไม่มีวันหยุด ไม่มีเสาร์อาทิตย์ ทุกคนจะต้องมาเฝ้าเวรทุกวัน วันละ 2 ชั่วโมงตลอดทั้งปี

8. หากมีการเดินทางไปยังฐานปฏิบัติการใกล้เคียง (ฐานสุบรรณ) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้แนวตะเข็บชายแดน เพื่อเอาเสบียงไปให้เจ้าหน้าที่ในฐานนั้น ต้องเดินเท้าไปเท่านั้น โดยมี ‘ล่อ’ ช่วยบรรทุกเสบียงที่ราว 80 กิโลกรัมต่อครั้ง และระหว่างทางอาจต้องพบเจอกับฐานของทหารพม่า และทหารว้า ซึ่งไม่ได้ขึ้นตรงกับกองทัพเมียนมาแต่อย่างใดด้วย

9. พลอยได้ลองแต่งเครื่องแบบทหาร ที่มีเกราะหนัก 5 กิโลกรัม และต้องแบกเป้ทหารหนัก 25 กิโล ซึ่งถ้ารวมกับน้ำหนักปืนและหมวกเข้าไปด้วยแล้ว ก็จะมีน้ำหนักรวมราวๆ 40 กิโลกรัมกันเลยทีเดียว 

10. พลอยได้ลองร่วมเดินลาดตระเวน เพื่อตรวจสอบความผิดปกติ ตรวจตราคนข้ามประเทศ หรือการกระทำความผิดอื่นทุกวัน เช่น ลักลอบขนยาเสพติด เพราะมีโอกาสจับได้ เนื่องจากผู้ลักลอบอาจคิดว่าเจ้าหน้าที่ไม่ทำงาน รวมถึงในบางครั้งอาจจะพบการรุกล้ำอาณาเขตของฝ่ายพม่า ด้วยการเข้ามาสร้างสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ใช่ของชาวบ้าน ซึ่งทหารจำต้องผลักดันกลับไป โดยมีเรื่องน่าตื่นเต้น คือ ในระหว่างการเดินทางคณะของพลอยได้พบกับการลักลอบล่าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย และพบกับทหารว้าด้วย

ในช่วงท้าย พลอย ได้สรุปถึงการร่วมภารกิจ ที่แม้จะเป็นเพียงแค่การจำลองเหตุการณ์ (ของจริงหนักกว่านี้) แต่เธอมองว่ามันอันตรายมากๆ หลังจากนั้นเธอก็ได้นั่งรอบกองไฟร่วมกับพี่ๆ ทหาร พร้อมกับคำถามที่ว่า “ทหารมีไว้ทำไม?” ซึ่งคำตอบที่ได้ก็มีความแตกต่างกันไป (ไม่ได้ระบุชัด) แต่ทุกคนต่างเคารพในความเห็นของกันและกัน

สำหรับใครที่อยากรับชมเรื่องราวเต็มๆ สามารถคลิกชมได้ที่ >> https://www.youtube.com/watch?v=W_HQ8gBie5M แล้วคุณคงจะได้คำตอบเองว่า ‘ทหารมีไว้ทำไม?’

‘IMF’ ชี้!! ‘เศรษฐกิจจีน’ ปี 66 โตทะลุเป้า หลังปรับเปลี่ยนจากส่งออกเป็นรูปแบบบริโภค

(18 ม.ค. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า คริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปี 2023 ถือเป็นข่าวดีสำหรับจีนและทั่วโลก

จอร์จีวาได้มีการเปิดเผยกับสำนักข่าวนอกรอบการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ครั้งที่ 54 ในเมืองดาวอสว่า เศรษฐกิจของจีนบรรลุเป้าหมายระดับชาติซึ่งตั้งไว้ที่ราวร้อยละ 5 และเติบโตสูงกว่านั้น สิ่งนี้เป็นข่าวดีทั้งสำหรับจีน เอเชีย และทั่วโลก เนื่องจากจีนครองส่วนแบ่งการเติบโตหนึ่งในสามของการเติบโตทั่วโลก

เมื่อวันพุธ (17 ม.ค.) สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนในปี 2023 สูงถึง 126.06 ล้านล้านหยวน (ราว 638 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.2 เมื่อเทียบปีต่อปี

จอร์จีวาชี้ว่ารัฐบาลจีนกำลังมุ่งมั่นเดินหน้าสู่การเติบโตที่มีคุณภาพสูง และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเติบโตจากที่เน้นการส่งออกเป็นหลัก ไปเป็นรูปแบบที่การบริโภคมีบทบาทสำคัญมากขึ้น

จอร์จีวากล่าวว่าเราเป็นพันธมิตรที่ดีมากกับจีน จีนมีศักยภาพอย่างมากในการดึงเอาผลิตภาพออกมามากขึ้น และสร้างแรงงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมเสริมว่าการปฏิรูป การเปิดกว้าง และการบูรณาการในเศรษฐกิจโลกถือเป็นหนทางที่ถูกต้องในการเดินหน้าต่อของจีน

อนึ่ง เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2023 กองทุนฯ ได้ปรับขึ้นการคาดการณ์เศรษฐกิจจีนในปี 2023 จากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 5.4 และในปี 2024 จากร้อยละ 4.2 เป็นร้อยละ 4.6 เมื่อเทียบกับรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่กองทุนฯ เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคม

‘BBL’ ประกาศยุทธศาสตร์ Connecting ASEAN หนุนธุรกิจไทยเข้าถึงโอกาสโตยั่งยืนในภูมิภาค

(18 ม.ค.67) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ประกาศยุทธศาสตร์ Connecting ASEAN หรือ เชื่อมโยงอาเซียน สนองนโยบายรัฐบาล ในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) เข้าสู่ประเทศไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนระยะยาว อีกทั้งสนับสนุนธุรกิจไทยที่ขยายกิจการไปทั่วภูมิภาค

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ BBL กล่าวว่า ธนาคารดำเนินยุทธศาสตร์ Connecting ASEAN ที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) เข้าสู่ประเทศไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนระยะยาว รวมทั้งนโยบายสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม ส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green – BCG) และการยกระดับของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor - EEC) ให้เป็นศูนย์กลางอัจฉริยะสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน

“เป็นที่น่ายินดีที่ลูกค้าต่างประเทศของธนาคารกรุงเทพ ได้เริ่มเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยธนาคารได้ให้การสนับสนุนไปแล้วหลายราย ไม่ว่าจะเป็นบริษัท บีวายดี เกรทวอลล์มอเตอร์ส และฉางอาน การที่บริษัทเหล่านี้เลือกเข้ามาตั้งศูนย์การผลิตสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในพื้นที่ EEC ของไทยจะส่งผลดีต่อเนื่องไปถึงห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนภายในประเทศ และจะกระตุ้นให้เกิดธุรกิจและการจ้างงานใหม่ให้กับคนรุ่นต่อไป” นายชาติศิริ กล่าว

นายชาติศิริ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์สำคัญประการหนึ่งที่ธนาคารมุ่งเน้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คือ การสนับสนุนการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตอย่างแข็งแกร่งสำหรับหลายภาคอุตสาหกรรม ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัวลง จากปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัจจัยอื่นๆ การดำเนินยุทธศาสตร์ Connecting ASEAN จะมุ่งสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยชูบทบาทโดดเด่นของของไทยในฐานะสะพานสำคัญที่จะช่วยเชื่อมโยงอาเซียนกับนักธุรกิจและนักลงทุนจากทั่วทวีปเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก

อาเซียนยังเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจสามารถเติบโตได้มากที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ของโลก ด้วยจุดเด่นหลายๆ ด้าน เช่น จำนวนประชากรรวมกันกว่า 650 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว ตลาดที่กำลังพัฒนาและมีความต้องการหลากหลาย มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ และมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่ใกล้อินเดียและจีน ซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยอาเซียนกำลังเติบโตก้าวขึ้นเป็นระบบเศรษฐกิจที่จะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกในปี 2573

“ภูมิภาคอาเซียนยังมีโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนอีกมาก ขณะที่ตลาดอื่นๆ ทั่วโลกกำลังชะลอตัว ธนาคารกรุงเทพเป็นธนาคารไทยที่มีความพร้อมที่สุด สำหรับการสนับสนุนบริษัทที่ต้องการขยายตลาดในระดับภูมิภาค เนื่องจากธนาคารมีเครือข่ายทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ที่มีข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจในแต่ละประเทศอย่างลึกซึ้ง และมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ดีกับพันธมิตรในประเทศเหล่านั้น ที่สืบทอดมาตลอด 8 ทศวรรษ” นายชาติศิริ กล่าว

“ด้วยจุดแข็งที่โดดเด่นของธนาคาร ที่มีเครือข่ายสาขาใน 9 จาก 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียน มีธนาคารในเครือ คือ ธนาคารเพอร์มาตา ที่อินโดนีเซีย ธนาคารบางกอกแบงค์เบอร์ฮาด ที่มาเลเซีย และธนาคารกรุงเทพ (ประเทศจีน) นอกเหนือจากสาขาในฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ธนาคารกรุงเทพพร้อมที่จะสนับสนุนลูกค้าของเราด้วยบริการทางการเงินที่ครบถ้วน สำหรับการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ และยังสามารถช่วยเชื่อมโยงลูกค้าเหล่านี้กับบริษัทอื่นๆ ที่มีโอกาสจะร่วมมือกันได้ทั่วทั้งภูมิภาค” นายชาติศิริ กล่าว

ตลอดระยะเวลา 8 ทศวรรษที่ผ่านมา ธนาคารมุ่งเน้นสนับสนุนลูกค้าทุกกลุ่มให้บรรลุเป้าหมายในทุกช่วงชีวิตและเจริญเติบโตได้เต็มศักยภาพ โดยสำหรับลูกค้าบุคคล ให้มีความมั่นคงทางการเงินสำหรับครอบครัว และบริษัททุกขนาด ให้มีความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งธนาคารได้ช่วยลูกค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ด้วยบริการทางการเงินและเงินทุนสำหรับการดำเนินธุรกิจ แบ่งปันข้อมูล ความรู้ คำแนะนำและสายสัมพันธ์ทางธุรกิจที่เป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ทำให้ลูกค้าสามารถเติบโตขึ้นอย่างยั่งยืน สามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ก้าวขึ้นเป็นบริษัทชั้นนำของประเทศ ส่วนหนึ่งสามารถขยายกิจการออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนและทวีปเอเชียที่ธนาคารมีเครือข่ายสาขาอย่างกว้างขวางครอบคลุม

“ในช่วงที่ผ่านมา นอกจากลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่แล้ว ยังมีลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารจำนวนไม่น้อย ที่มีการค้าขายข้ามชายแดนมากขึ้น หลายรายสามารถขยายกิจการออกไปต่างประเทศ โดยการสนับสนุนจากสาขาในต่างประเทศของธนาคารกรุงเทพ รวมทั้งธนาคารในเครือ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจของประเทศไทย” นายชาติศิริ กล่าว

นายชาติศิริ กล่าวต่อไปว่า ธนาคารตระหนักดีว่ายังคงมีลูกค้าอีกส่วนหนึ่งที่ยังเปราะบาง สืบเนื่องมาตั้งแต่การระบาดของโรคโควิด-19 และยังไม่ฟื้นตัวในภาวะที่เศรษฐกิจโดยรวมยังชะลอตัวลง ธนาคารจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม เพื่อช่วยลูกค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและลูกค้าบุคคล ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ให้สามารถผ่านช่วงนี้ไปได้ ตามแนวทางเดียวกับที่ธนาคารได้ดำเนินการมาแล้วในช่วงก่อนหน้าที่กิจกรรมทางธุรกิจได้ชะงักงันเนื่องจากโควิด-19 ในปี 2563 และต่อเนื่องถึงปี 2566

“ท่ามกลางความผันผวนทางธุรกิจในระบบเศรษฐกิจโลก ธนาคารกรุงเทพพร้อมดำเนินการเพื่อสนับสนุนลูกค้าให้สามารถผ่านความท้าทายและความยากลำบากเหล่านี้ และสามารถแสวงหาโอกาสที่เหมาะสมสำหรับสร้างการเติบโต โดยจะดำเนินการอย่างสอดรับกับรัฐบาลที่ได้ออกมาตรการลดภาระค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และมาตรการต่างๆ มาให้ความช่วยเหลือ และสอดรับกับธนาคารแห่งประเทศไทยที่ได้ดำเนินนโยบายทางการเงินเพื่อช่วยดูแลเงินเฟ้อ และช่วยให้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น เพื่อให้บริษัทไทยสามารถฟันฝ่าอุปสรรค ก้าวข้ามความท้าทายที่รออยู่ และเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป”

‘ภาครัฐ’ กระตุ้น SMEs รับมือทิศทางการค้าโลก เร่งปรับตัวเข้าสู่ทิศทางแห่งเศรษฐกิจสีเขียว 

(18 ม.ค.67) นายนที สิทธิประศาสน์ กรรมการและเลขานุการ สถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำกลไกการปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition) สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ทัดเทียมกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 

ทั้งนี้ ปัจจุบันปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นความท้าทายระดับโลก โดยได้มีคาดการณ์ว่า ในปีพ.ศ. 2593 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลให้ทั่วโลกมีมูลค่าทางเศรษฐกิจลดลง 10% ประเทศไทยจึงมีนโยบายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

โดยในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCCC COP ในการประชุมหลายครั้งที่ผ่านมา ซึ่งมีการประกาศเป้าหมายสำคัญ คือ ประเทศไทยจะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปีพ.ศ. 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปีพ.ศ. 2608 

ขณะที่ในต่างประเทศได้เริ่มใช้เงื่อนไขทางด้านสิ่งแวดล้อมเป็นมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures) เช่น สหภาพยุโรปมีมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ ทำให้กระทบต่อการส่งออกของผู้ประกอบการ นอกสหภาพยุโรปแล้ว ประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน อาจมีการพิจารณาการใช้มาตรการในลักษณะเดียวกันในอนาคต 

ดังนั้นแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวจึงเป็นหนึ่งในแนวทางเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และจะเป็นการพัฒนาสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมโลกไปสู่ความยั่งยืน โดยที่ธุรกิจในทุกระดับจึงต้องดำเนินการปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันจากนโยบายและมาตรการทางสิ่งแวดล้อมที่บังคับใช้ในปัจจุบันและมีแนวโน้มที่จะมีความเข้มข้นขึ้นในอนาคต 

"ส.อ.ท. จึงได้จัดตั้งสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเตรียมความพร้อม และยกระดับการพัฒนาคุณภาพสินค้าและการผลิตในสังคม เศรษฐกิจ อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ รวมถึงส่งเสริม และสร้างมาตรฐานการตรวจสอบ การรับประกัน และการรับรองในระดับสากล เพื่อยกระดับการประกอบการอุตสาหกรรมของผู้ประกอบการทุกขนาด"

นางอภิรดี ขาวเธียร รองผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า สสว. เล็งเห็นถึงความสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว จึงร่วมกับ ส.อ.ท. โดยสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งโดยมากแล้วยังขาดองค์ความรู้และบุคลากรในการปรับตัว เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ทัดเทียมกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่มีความพร้อมในทุกด้านมากกว่า

โดยเริ่มต้นที่กลุ่มอุตสาหกรรม 6 กลุ่ม ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม การท่องเที่ยว พลาสติก สิ่งทอ และอาหาร ซึ่งจัดส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าให้คำปรึกษาเชิงลึกร่วมกับการจัดอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการรายกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว และพัฒนาองค์ความรู้ของบุคลากรภาคอุตสาหกรรมให้มีความรู้และความสามารถในการจัดการ เพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการยกระดับโซ่อุปทานภาคอุตสาหกรรมสู่การเป็นเศรษฐกิจสีเขียวให้สามารถเชื่อมโยงไปยังอุตสาหกรรมต้นน้ำให้สอดคล้องกับนโยบายของประเทศและเศรษฐกิจระดับมหภาค 

‘รมว.ปุ้ย’ เสียใจ เหตุระเบิดโรงงานพลุ จ.สุพรรณบุรี ลั่น!! แม้ไม่ใช่โรงงาน แต่ก็สั่งดูแลความปลอดภัยรอบด้าน

(18 ม.ค. 67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยความคืบหน้ากรณีเหตุการณ์ระเบิดสถานประกอบการผลิตพลุ จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ว่า กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว 

และได้สั่งกำชับหน่วยงานในสังกัด อก. ในการป้องกันการเกิดเหตุอุบัติภัยและอัคคีภัยจากสถานประกอบการและเหมืองแร่ อก. ได้ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้ประกอบกิจการรายนี้มีใบอนุญาตเกี่ยวกับดอกไม้เพลิง ซึ่งเป็นการออกให้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 โดยสถานประกอบการดังกล่าวมีเป็นการผลิต ประกอบประทัดลูกบอลไล่นก ชนวนดำใช้กับพลุ โดยวัตถุดิบที่ใช้ประกอบ ได้แก่ ถ่านดินปืน ซึ่งบด ผสม มาจากที่อื่น และมีโพแทสเซียมคลอเรต (POTASSIUM CHLORATE) ที่เป็นสารประกอบหลัก ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในการควบคุมภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 มีคนงานในการประกอบกิจการทั้งหมด ประมาณ 30 คน ไม่มีเครื่องจักรในการประกอบกิจการ จึงไม่ได้อยู่ในขอบข่ายการเป็นโรงงาน ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 

“แม้การประกอบกิจการดังกล่าว จะไม่เป็นโรงงานตามกฎหมายโรงงาน แต่กระทรวงอุตสาหกรรมจะประสานบูรณาการกับหน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความรอบคอบรัดกุม และไม่ให้เกิดเรื่องทำนองนี้อีก โดยกระทรวงฯ จะเข้าไปมีส่วนในการกำหนดเงื่อนไขการประกอบกิจการ เพื่อกำกับดูแลให้เป็นไปตามหลักวิศวกรรม ทั้งด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ได้อย่างเหมาะสมต่อไป” นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าว

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัด อก. แจ้งเตือนและกำชับทุกสถานประกอบกิจการและเหมืองแร่ให้ระมัดระวังการประกอบกิจการในทุกขั้นตอน รวมถึงบริเวณที่มีการผลิต การจัดเก็บวัตถุดิบ สารเคมีและผลิตภัณฑ์ ต้องไม่มีแหล่งกำเนิดประกายไฟ หรืออยู่ใกล้กับเชื้อเพลิงและสารไวไฟทุกชนิด รวมถึงกำชับพนักงานให้ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติงาน และปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานอย่างปลอดภัยและเคร่งครัด ก่อให้เกิดประกายไฟขึ้น เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของสถานประกอบกิจการ ตลอดจนประชาชนในบริเวณใกล้เคียง และ อก. ได้จัดทำข้อปฏิบัติฯ และคู่มือความปลอดภัยด้านต่าง ๆ สามารถดาวน์โหลดข้อมูลดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) http://www.diw.go.th 

‘Uniqlo’ เอาจริง!! ยื่นฟ้อง ‘Shein’ ปมก๊อปกระเป๋ารุ่นฮิต เรียกร้องให้หยุดขาย พร้อมชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

(18 ม.ค.67) สำนักข่าวต่างประเทศ บีบีซี รายงานว่า Uniqlo แบรนด์เสื้อผ้าดังในเครือบริษัท ฟาสต์ รีเทลลิง ของญี่ปุ่น ยื่นฟ้อง Shein แบรนด์ฟาสต์แฟชันยักษ์ใหญ่จีน ปมก๊อปกระเป๋าสะพายข้างของ Uniqlo ที่เป็นไวรัลในโลกโซเชียลจนได้ฉายาว่ากระเป๋า Mary Poppins ขาย

ตามรายงานเบื้องต้น เผยว่า Uniqlo ได้มีการยื่นคำร้องต่อศาลแขวงโตเกียว เพื่อฟ้อง Shein Japan และบริษัทในเครืออีก 2 แห่ง หลังกระเป๋าบางรุ่นของ Shein มีความคล้ายคลึงกับกระเป๋าสะพายข้างของ Uniqlo ซึ่งมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในแบรนด์สินค้าได้

นอกจากนี้ ทางยูนิโคล่ยังเรียกร้องให้ Shein หยุดขายกระเป๋ารุ่นดังกล่าว พร้อมทั้งยังเรียกค่าชดเชยสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่วนทาง Shein ยังไม่ได้ตอบสนองหรือให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม กระเป๋าสะพายข้างรุ่นนี้ของ Uniqlo ได้รับความนิยมอย่างมากบนโลกออนไลน์ โดยกระเป๋ารุ่นนี้สามารถจุของได้หลายชิ้น เปรียบได้กับกระเป๋าวิเศษของ แมรี ป๊อปปินส์ ตัวละครเอกในภาพยนตร์แนวแฟนตาซีชื่อดังเมื่อปี 1964

โดยคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นการใช้งานกระเป๋ารุ่นนี้ยังเรียกยอดกดไลก์ได้หลายล้านครั้งในปีที่แล้ว สำหรับราคาของกระเป๋าสะพายรุ่นนี้ที่ทำจากไนลอน มีราคาขายในอังกฤษที่ใบละ 14.90 ปอนด์หรือราว 674 บาท และถือว่าเป็นสินค้าขายดีที่สุดของ Uniqlo ณ ขณะนี้

ทั้งนี้ ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ Shein เป็นแบรนด์ฟาสต์แฟชันของจีนก่อตั้ง เมื่อปี 2551 มียอดขายสินค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงเกิดการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ผลจากการล็อกดาวน์ที่ทำให้คนหันมาจับจ่ายซื้อของทางออนไลน์อย่างก้าวกระโดด และกลยุทธ์ทางการตลาดของ Shein ที่มุ่งเน้นไปที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

อีกทั้ง ปัจจุบัน Shein มีพนักงานอยู่ทั่วโลกรวมกันประมาณ 10,000 คน และจำหน่ายสินค้าในมากกว่า 150 ประเทศ โดยมีฐานดำเนินงานอยู่ในสิงคโปร์และมีรายงานข่าวว่า Shein กำลังพิจารณาที่จะเข้าสู่ตลาดหุ้นนิวยอร์กอีกด้วย

ขณะที่ ทางบริษัท ฟาสต์ รีเทลลิง ผู้ค้าปลีกเสื้อผ้ารายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ได้เปิดร้าน Uniqlo สาขาแรกในปี 2527 ปัจจุบันมีร้านสาขาราว 2,500 แห่งทั่วโลก โดยสาขาส่วนใหญ่อยู่ในประเทศจีน

‘กรมธุรกิจพลังงาน’ ยัน!! น้ำมันมีเพียงพอใช้ในประเทศ หลัง ‘โรงกลั่นไทยออยล์’ ประกาศหยุดซ่อมบำรุง 13 วัน

เมื่อวานนี้ (17 ม.ค. 67) นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่าจากกรณีหน่วยกลั่นน้ำมันดิบที่ 3 ของโรงกลั่นไทยออยล์มีการหยุดซ่อมบำรุง เป็นระยะเวลา 13 วัน ระหว่างวันที่ 16-28 มกราคม 2567 

ทั้งนี้ กรมธุรกิจพลังงานจึงได้ประชุมหารืออย่างต่อเนื่องในวันที่ 16-17 มกราคม 2567 ร่วมกับบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) โรงกลั่นน้ำมันทุกแห่งและผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เพื่อติดตามสถานการณ์ เตรียมมาตรการป้องกันและแก้ไขการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง

โดยพบว่าจะส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตน้ำมันอากาศยาน (JETA1)110 ล้านลิตร น้ำมันกลุ่มดีเซลหมุนเร็ว 240 ล้านลิตร น้ำมันกลุ่มเบนซิน 60 ล้านลิตร และก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG) 15 ล้านกิโลกรัม

อย่างไรก็ดี จากการติดตามสถานการณ์ดังกล่าวพบว่าไทยออยล์ และผู้ค้าน้ำมันสามารถจัดหาน้ำมันกลุ่มเบนซินน้ำมันอากาศยาน (JET A1)และLPG ได้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศโดยไม่มีผลกระทบ 

สำหรับน้ำมันกลุ่มดีเซลหมุนเร็ว การจัดหาค่อนข้างตึงตัวในช่วงแรกกรมธุรกิจพลังงานจึงได้สั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันห้ามส่งออกน้ำมันกลุ่มดีเซลหมุนเร็ว ยกเว้นกรณีจำเป็นตามสัญญาเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันกลุ่มดีเซลหมุนเร็วภายในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการใช้รวมถึงเร่งนำน้ำมันสำรองตามกฎหมายกลุ่มดีเซลหมุนเร็ว ออกมาจำหน่ายได้ในปริมาณไม่เกินกว่า 20% ของปริมาณสำรองตามกฎหมายที่มีหน้าที่ต้องเก็บสำรอง ส่งผลให้มีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้ของประเทศ 

นอกจากนี้ กรมจะติดตามและประเมินสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดจึงขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดการขาดแคลนน้ำมันกลุ่มดีเซลหมุนเร็ว

‘บิ๊กโจ๊ก’ เผย!! ‘ลุงเปี๊ยก’ ชี้ตัวตำรวจทรมานตน 9 ชม. ‘จับล่ามโซ่-ถอดเสื้อ-ใช้ถุงดำคลุมหัว’ บังคับให้ยอมรับผิด

(18 ม.ค. 67) พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เดินทางไปยังศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ปทุมธานี ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เพื่อร่วมประชุมกับ น.ส.สุชาดา หมื่นกล้า รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ, นายศราวุธ มูลโพธิ์ ผอ.กองคุ้มครองสวัสดิภาพและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต, นางอนงค์นาฏ เมธีกุล ผอ.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.สระแก้ว, นายราเชนทร์ ปัญญาธนคุณ ผอ.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ปทุมธานี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนจังหวัดสระแก้ว เพื่อสอบปากคำนายปัญญา อายุ 56 ปี หรือ ‘ลุงเปี๊ยก’ สามีนางบัวผัน อายุ 47 ปี หรือ ‘ป้ากบ’ ที่ถูกกลุ่มเยาวชนทำร้ายจนเสียชีวิต และต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จับกุมนายปัญญา มาสอบสวน และมีคลิปเสียงออกมาว่ามีการคลุมถุงดำ ถอดเสื้อนั่งตากแอร์ และการล่ามโซ่ บังคับให้รับเป็นผู้ก่อเหตุ

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า จากที่พบศพป้าบัวผัน วันศุกร์ที่ 12 ม.ค. 67 ที่ผ่านมา จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่สืบสวนที่เกิดเหตุ และพบว่าลุงเปี๊ยกมีคราบเลือดที่ขากางเกง ตำรวจจึงควบคุมตัวไปสอบปากคำ ประกอบกับมีชาวบ้านบอกว่าต้องเป็นลุงเปี๊ยกแน่นอนที่ฆ่าป้าบัวผัน เพราะเป็นคนใกล้ชิดกับป้าบัวผัน และอยู่กับป้าบัวผันตลอด และซ้อมทุบตีตลอด ชาวบ้านเห็นว่าพฤติกรรมที่ป้าบัวผันถูกฆ่าเหี้ยมโหดมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งสมมติฐานว่าต้องเป็นลุงเปี๊ยกแน่ จึงนำตัวลุงเปี๊ยกไปสอบสวน 

ต่อมาช่วงเย็นเจ้าหน้าที่ตำรวจพบภาพในกล้องวงจรปิดรู้แล้วว่าคนก่อเหตุไม่ใช่ลุงเปี๊ยก แต่เป็นวัยรุ่น 5 คน จึงจับกุมวัยรุ่น 4 คน และ 1 ใน 4 เป็นลูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม. ส่วนอีก 1 คนไปเที่ยวกับครอบครัวที่ปากช่อง และเป็นลูกเจ้าหน้าที่ตำรวจรองสารวัตรธุรการของ สภ.อรัญประเทศ

ต่อมาพ่อของเยาวชนคนที่ 5 เห็นใน LINE ของโรงพักว่ามีการคุยกันเกี่ยวกับเรื่องเยาวชนไปฆ่าป้าบัวผัน แล้วโทรศัพท์มาสอบถามกับทางโรงพักว่า 1 ใน 5 คนนั้น มีลูกของตนเองด้วยหรือไม่ ทางโรงพักก็บอกว่ามีด้วย แล้วก็ได้ขอติดต่อเพื่อนำลูกมามอบตัว ทาง ผกก.สภ.อรัญประเทศ จึงทำเรื่องขอให้ศาลปล่อยตัวลุงเปี๊ยก

จากนั้นทาง ผกก., รอง ผกก. รวมทั้งนายอำเภออรัญประเทศ ได้พาตัว ลุงเปี๊ยก ไปสอบสวนเพิ่มเติมที่โรงพัก เมื่อสอบปากคำเสร็จก็คุยกันว่าจะพาตัวลงไปไว้ที่ไหนดี เพื่อที่จะไม่ให้มานอนที่องค์พระอีกแล้ว จึงนำตัวลุงเปี๊ยกไปไว้บ้านพี่สะใภ้ในพื้นที่ จ.สระแก้ว ซึ่งตนได้นำตำรวจสืบสวนจากส่วนกลางลงไป เพราะประชาชนและสื่อมวลชนไม่มีความเชื่อมั่นตำรวจในพื้นที่

รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า เยาวชนที่เป็นลูกตำรวจของ สภ.อรัญประเทศ ได้โทรศัพท์หาพ่อเวลาตี 1 แต่การลงมือฆ่าป้าบัวผันเกิดขึ้นเวลาประมาณ 02.00 น. จากนั้นไม่ได้ติดต่อถามผู้เป็นพ่ออีกเลย และทางลุงเปี๊ยกไปพักที่บ้านพี่สะใภ้ ตนได้สอบถามไปทางพี่สะใภ้แล้วว่ามีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไปหาหรือไม่ ทางพี่สะใภ้ก็บอกว่าไม่มี ส่วนประเด็นที่บอกว่าตำรวจเอาลงไปเก็บไว้ที่เซฟเฮ้าส์นั้นไม่มี และเป็นการช่วยลูกตำรวจหรือไม่นั้น ก็ไม่มีเช่นกัน 

“ต่อมามีนักข่าวส่งคลิปเสียงมาให้ผม จึงรู้ว่าทำอะไรกันอยู่ ในคลิปเสียงนั้นมีเสียงของลุงเปี๊ยกและเป็นเสียงของ รอง ผกก. ท่านหนึ่ง ถ้าเป็นเสียงของลุงเปี๊ยกคนเดียว ผมก็อาจจะไม่เชื่อ เพราะลุงเปี๊ยกมีอาการติดแอลกอฮอล์ แต่เสียงของรอง ผกก. รับเลยรับว่าทำจริง ว่ามีการคลุมถุงดำจริง เปิดแอร์ถอดเสื้อจริง และล่ามโซ่จริง” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ตนสอบถามไปว่าทำแบบนี้เพื่ออะไร เพื่อที่จะให้ลุงเปี๊ยกรับสารภาพหรือไม่ ต้องบอกก่อนว่าเมื่อพบศพผู้เสียชีวิตอย่างแรกเลย คือ ตำรวจต้องค้นหาคนร้ายด้วยการไล่กล้องติดตามคนร้าย ซึ่งการไล่กล้องนั้นต้องดูกันเป็นนาที เพราะไม่ใช่ระบบ AI ขณะนี้ตนได้ส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่อีกครั้ง เพื่อตรวจสอบดูว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนไหนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้บ้าง ในการจะดำเนินคดีกับตำรวจนั้น ต้องมีการสอบสวนลุงเปี๊ยก ซึ่งขณะนี้เป็นผู้เสียหาย เพราะถูกกระทำ ได้นำเรียน ผบ.ตร.แล้วทาง ผบ.ตร.บอกว่าให้เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 2 เข้ามาตรวจสอบในเรื่องนี้ ใครทำอะไร และใครเข้าข่ายผิดมาตรา 157 ก็ให้ดำเนินคดีไปตามระเบียบ

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เปิดเผยอีกว่า คณะทำงานได้นำรูปถ่ายปัจจุบันของตำรวจ สภ.อรัญประเทศทุกนายให้ ลุงเปี๊ยก ชี้ตัว ลุงเปี๊ยกยืนยันตัวตำรวจขาขาด 1 นาย ยศชั้นประทวน ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดสืบสวนที่บังคับให้ลุงเปี๊ยกถอดเสื้อในห้องแอร์ ให้หนาวเย็น เอาถุงคลุมศีรษะ และควบคุมตัวโดยมิชอบนานถึง 9 ชั่วโมง เพื่อบังคับให้ลุงเปี๊ยกรับสารภาพว่าฆ่าป้าบัวผัน ด้วยความทรมานและเหนื่อยล้า ลุงเปี๊ยกจึงยอมรับสารภาพ ก่อนถูกบังคับไปทำแผนยังจุดเกิดเหตุ แต่ไม่มีการล่ามโซ่ 

ดังนั้นวันนี้จึงมีตำรวจที่กระทำผิด 1 นายก่อน เพราะลุงเปี๊ยกยืนยันว่าในห้องขณะถูกทรมานมีตำรวจนายนี้นายเดียว ซึ่งจะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 และความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหาย ส่วนความผิดทางวินัยมีโทษถึงขั้นให้ออก ส่วนจะมีตำรวจนายอื่นเกี่ยวข้องหรือไม่ ได้ให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 สั่งการให้รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีตำรวจนายอื่นเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

ทั้งนี้ เพราะจากคลิปเสียงของรอง ผกก.นายหนึ่ง ยืนยันว่ารู้เรื่องที่เกิดขึ้น แต่ก็ต้องตรวจสอบว่ารอง ผกก.นายนี้ รู้ขณะทำการทรมานลุงเปี๊ยกหรือไม่ ซึ่งจะเข้าข่ายร่วมกันกระทำความผิด แต่หากรู้ภายหลังทรมานลุงเปี๊ยกแล้ว แต่ไม่ดำเนินการลงโทษตำรวจที่ก่อเหตุ ก็เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงจะต้องขยายสอบปากคำชุดสืบสวนทั้งหมดด้วย

“เบื้องต้นลุงเปี๊ยกบอกว่า สารวัตรและรองผกก.ไม่ได้อยู่ในห้องที่ถูกทรมาน และทั้ง 2 คนก็พูดจากับลุงเปี๊ยกเป็นอย่างดี ไม่ติดใจ ส่วนที่เหลืออีก 1 คนเพียงสับเปลี่ยนเวรและเฝ้าด้านนอกเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนร่วม หลังจากสอบปากคำเสร็จแล้ว ลุงเปี๊ยกก็มีความสบายใจขึ้นและไม่กลัวตำรวจแล้ว และไม่จำเป็นต้องพาตัวลุงเปี๊ยกไปชี้ตัวตำรวจที่ สภ.อรัญประเทศแล้ว” รอง ผบ.ตร. กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top