Tuesday, 4 August 2026
Hard News Team

ผบ.ตร. ตรวจเยี่ยมหน่วยงานในสังกัดตำรวจภูธรภาค ๒ มอบนโยบายการปฏิบัติงานและมอบรถบรรทุกน้ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ข้าราชการตำรวจและประชาชนในพื้นที่ สภ.บ้านทัพไทย จ.สระแก้ว

ฉบับที่ 01 ประจำวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2567
       ​​
วันที่ 22 มกราคม 2567 เวลา 12.30 น. พลตำรวจเอก ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยงานในสังกัดตำรวจภูธรภาค 2 เพื่อรับฟังปัญหาข้อขัดข้องด้านต่าง ๆ และ พลตำรวจโท สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๒ ได้แจ้งปัญหาด้านสวัสดิการของข้าราชการตำรวจ สถานีตำรวจภูธรบ้านทัพไทย จังหวัดสระแก้ว ซึ่งอยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร โดยมีระยะทางห่างจากตัวจังหวัดถึง 115 กิโลเมตร และประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาดไว้เพื่ออุปโภคบริโภค
 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เล็งเห็นความสำคัญ จึงได้มอบ “รถบรรทุกน้ำ” ขนาด    2,000 ลิตร มูลค่า 250,000 บาท จำนวน 1 คัน ให้กับสถานีตำรวจภูธรบ้านทัพไทย จังหวัดสระแก้ว ไว้ใช้บรรทุกน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคของข้าราชการตำรวจและประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 ข้อเน้นหนัก ได้แก่ “การอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว การแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติอย่างเป็นระบบ การป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการดูแลสวัสดิการและขวัญกำลังใจของข้าราชการตำรวจ”

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กล่าวให้กำลังใจข้าราชการตำรวจทุกนายที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดและเต็มกำลังความสามารถ ได้เน้นย้ำข้าราชการตำรวจให้ปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความรอบคอบ ตระหนักถึงความสำคัญของการให้ความช่วยเหลือประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และผู้บังคับบัญชาต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา

'ดร.หิมาลัย' จัดกิจกรรม 'ยิ่งให้ ยิ่งสุข' มอบโล่เกียรติยศแก่นายกองตรี 'ฝันเด่น' ส่งเสริมคนดี ผู้มีจิตเสียสละ ตามดำริโครงการ 'มูลนิธิพระราหู'

'มูลนิธิพระราหู' โดย ดร.หิมาลัย และพล.ต.ท.ไตรรงค์ จัดกิจกรรม 'ยิ่งให้ ยิ่งสุข' พร้อมมอบโล่เกียรติยศให้ นายกองตรีฝันเด่น และ มูลนิธิกระจกเงา ผู้เสียสละ ทำความดีเพื่อสังคม ตามโครงการ 'ส่งเสริมคนดี มูลนิธิพระราหู'

เมื่อวันที่ 21 ม.ค.67 ที่ ห้องบุญยะจินดา 1-2 สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร มูลนิธิพระราหู จัดกิจกรรม 'ยิ่งให้ ยิ่งสุข' ภายใต้ชื่องาน 'GIVER'S NIGHT 2024' โดยมี ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิฯ ให้เกียรติมาเป็นประธานพิธีฯ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สพฐ.ตร./ที่ปรึกษามูลนิธิฯและประธานโครงการส่งเสริมคนดี มูลนิธิพระราหู รวมทั้ง คุณหทัยรัตน์ ผิวพรรณ ที่ปรึกษามูลนิธิฯ พ.ต.อ.นครพัฒน์ พรหมพันธุ์ กรรมการมูลนิธิฯ และคณะผู้มีจิตศรัทธา นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน กลุ่มหิมาลัย กรุ๊ป กลุ่มเพื่อนไตรรงค์ เข้าร่วมภายในงาน

ทั้งนี้ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิฯ ได้ให้เกียรติเป็นประธานมอบโล่เกียรติยศ พร้อมมอบเงินสนับสนุน โครงการ 'ใจถึงใจ' จำนวน 100,000 บาท ให้กับนายกองตรี ฝันเด่น จรรยาธนากร กลุ่มอาสาสมัครภาคประชาชน โครงการ 'ใจถึงใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน' รวมทั้ง มอบโล่เกียรติยศ พร้อมมอบเงินสนับสนุน โครงการ 'สดชื่นสถาน' ให้กับ มูลนิธิกระจกเงา จำนวน 100,000 บาท นอกจากนี้ยังได้มอบอุปกรณ์ต่างๆ ให้กับหน่วยงานในสังกัด สพฐ.ตร.เช่น มอบเครื่องปริ้นเตอร์ให้กับ ศพฐ.4 มอบแอร์ให้กับ พฐ.จว.สุพรรณบุรี และมอบกล้องถ่ายภาพให้กับ พฐ.ก.เพื่อนำไปใช้เป็นประโยชน์อีกด้วย

ด้าน ดร.หิมาลัย เปิดเผยว่า กิจกรรม "ยิ่งให้ ยิ่งสุข"เราจัดขึ้นครั้งนี้ เพื่อขอบคุณคณะผู้มีจิตศรัทธา มีทั้ง องค์กร ชมรมฯ นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน ที่ให้การสนับสนุนงานด้านการกุศลกับ มูลนิธิพระราหู ด้วยดีมาตลอด รวมทั้งเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับบุคคล และองค์กร ดีเด่นที่ทำความดีด้านจิตอาสา เสียสละ เพื่อสังคม ตามโครงการ 'ส่งเสริมคนดี มูลนิธิพระราหู' ผมและกรรมการมูลนิธิพระราหู มีความศรัทธาในการทำหน้าที่การช่วยเหลือสังคมของทีมงาน 'ใจถึงใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน' เป็นอย่างมาก จึงให้การสนับสนุนตลอดมา และจากความดี ความเสียสละ ที่เราสัมผัสมาได้เป็นเวลาหลายปีที่ร่วมงานกันมา 

"โดยทาง โครงการ 'ส่งเสริมคนดี มูลนิธิพระราหู' ซึ่งมีท่าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ เป็นที่ปรึกษามูลนิธิและประธานโครงการฯ จึงได้คัดเลือก นายกองตรี ฝันเด่น จรรยาธนากร กลุ่มอาสาสมัครภาคประชาชนโครงการ 'ใจถึงใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน' เป็นบุคคลและโครงการดีเด่น ประจำปี 2566 รวมทั้ง มูลนิธิกระจกเงา ที่เสียสละ ในการเสียสละช่วยเหลือสังคมมาตลอด คณะกรรมการมูลนิธิพระราหู จึงได้คัดเลือกเป็นบุคคลและองค์ ดีเด่น พร้อมมอบโล่ห์เกียรติยศและเงินสนับสนุนโครงการ จำนวน 100,000 บาท เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้เสียสละ ในการทำความดีเพื่อสังคม 

"สุดท้ายผมและมูลนิธิฯ รู้สึกขอบคุณ นายกองตรี ฝันเด่น จรรยาธนากร และพี่ๆ น้องๆ ทีมงานทุกคน ที่เป็นสะพานบุญให้กับมูลนิธิพระราหูและคณะผู้มีจิตศรัทธาเสมอมา ขอให้โครงการ 'ใจถึงใจ' ปฏิบัติภารกิจจิตอาสาตามอุดมการณ์ ในการเสียสละช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเดินหน้าต่อไป รวมทั้งขอขอบคุณ มูลนิธิกระจกเงา ที่ช่วยเหลือประชาชนและสังคมมายาวนาน ซึ่งมูลนิธิพระราหู พร้อมอยู่เคียงข้างให้กำลังใจและจะร่วมสนับสนุนในทุกโอกาส ในการช่วยเหลือสังคม ตามโครงการ 'ส่งเสริมคนดี มูลนิธิพระราหู' ต่อไป" ดร.หิมาลัย กล่าว

‘CEO’ บริษัทเทคฯ ชื่อดัง ดับสลบ!! ระหว่างโชว์ในงานเลี้ยงบริษัท หลังเกิดเหตุสลิงขาด ร่างร่วงกระแทกพื้น จากความสูง 15 ฟุต

(22 ม.ค. 67) เป็นนาทีช็อกคนร่วมงาน เมื่อ ‘ซีอีโอ’ บริษัทเทคโนโลยีชื่อดัง พลัดตกลงจากความสูง 15 ฟุต เสียชีวิตระหว่างโชว์ในงานเลี้ยงบริษัท ที่อินเดีย

วันแห่งการเฉลิมฉลอง กลายเป็นเรื่องสยองขวัญทันที เมื่อซีอีโอดัง สันชัย ชาห์ ซีอีโอของ Vistex และ ประธาน Vistex Vishwanath Raju Datla ที่อยู่ในกรงเหล็กขณะที่มันถูกหย่อนลงบนเวที ในงานปาร์ตี้ของบริษัท เกิดสายสลิงขาด โดยคลิปวิดีโอได้บันทึกช่วงเวลานี้ เมื่อกรงสีเหลืองที่ลอยอยู่เริ่มโยก และเกิดประกายไฟขึ้น

จากนั้นกรงได้ตกลงไปด้านหนึ่งอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บอสทั้ง 2 ของบริษัท ตกลงมาจากความสูง 15 ฟุตชายคนหนึ่งได้หงายท้องลงมา และล้มลงบนพื้น

ชาห์ เสียชีวิตในอุบัติเหตุครั้งนี้ ขณะที่ ดัตลาห์ ผู้บริหารอีก 1 ราย เจ็บสาหัส อยู่ในสภาพวิกฤต

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสาเหตุของอุบัติเหตุดังกล่าวน่าจะมาจากสายสลิงขาด แต่เจ้าหน้าที่ก็ได้สืบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว

ชาห์ และ ดัตลาห์ อยู่ในอินเดีย เพื่อเฉลิมฉลองวันครบรอบของ Vistex Asia ซึ่งจัดงานฉลอง 2 วันที่ Ramoji Film City อันโด่งดัง ทั้งนี้ บริษัท Vistex ก่อตั้งโดย ชาห์ ในปี 1999 เป็นบริษัทที่ปรึกษาที่มีสำนักงานทั่วโลกมากกว่า 20 แห่ง และมีลูกค้ามากมาย อาทิ GM, Yamaha และ Coca-Cola

ชาห์ เป็นชาวมุมไบ อินเดีย อพยพมาอเมริกามากกว่า 1 ทศวรรษ เข้าเรียนในโรงเรียนธุรกิจของมหาวิทยาลัย Lehigh โดยจบการศึกษาปริญญาโทในปี 1989 เมื่ออายุได้ 21 ปี นอกจากนี้ เขายังได้บริจาคเงิน 5 ล้านดอลลาร์ เพื่อก่อตั้ง Vistex Institute for Executive Education เมื่อปี 2017 และยังเป็นเศรษฐีใจบุญ ก่อตั้งมูลนิธิ Vistex ซึ่งมอบเงินช่วยเหลือแก่องค์กรไม่แสวงผลกำไรที่มุ่งเน้นด้านสุขภาพ การศึกษา และโครงการความต้องการขั้นพื้นฐาน

'ดร.สุวินัย' แนะ!! หากสงครามโลกครั้งที่ 3 เกิด อย่าจิตตก แล้วคิดรับมือแบบนักยุทธศาสตร์

(21 ม.ค.67) ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Suvinai Pornavalai’ ในหัวข้อ ถ้าเกิดสงครามโลกครั้งที่สามจริง เราควรจะเตรียมรับมืออย่างไร? หลังมีคนเข้ามาสอบถามเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยระบุว่า…

สวัสดีท่านอาจารย์สุวินัยด้วยความเคารพครับ ผมขออนุญาตสอบถามขอความรู้จากท่านอาจารย์ในบางเรื่องครับ ทั้งนี้ตามแต่ท่านอาจารย์จะกรุณาครับ

สืบเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้ดูคลิปพระท่านเล่าคำพยากรณ์ของหลวงปู่ชอบว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สาม ซึ่งโดยส่วนตัวผม หากพระที่ท่านเล่าในคลิป ท่านถ่ายทอดได้ถูกต้องตรงตามจริง ผมเชื่อว่าองค์หลวงปู่ท่านน่าจะมีอนาคตังศญาน ท่านพยากรณ์ไม่ผิดแน่
ผมก็เลยอยากขอความรู้ท่านอาจารย์ว่าหากเกิดสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่สามจริง นอกจากการฝึกจิตฝึกใจภาวนาเจริญสติ (ซึ่งก็ได้ฝึกฝนอยู่) ผู้ที่ทำงานประจำอย่างผม จะต้องเตรียมรับมือในแง่การเงินในแง่เศรษฐกิจ ในแง่ปากท้อง และการใช้ชีวิตสำหรับครอบครัวอย่างไรครับ เพื่อให้ผ่านสภาวะดังกล่าวไปได้ (เพราะผมนึกไม่ออกไม่มีข้อมูลว่าการใช้ชีวิตในช่วงสงครามในเมืองไทย จะมีสภาพเป็นอย่างไร)

ขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ
~ ป๊อก

ซึ่ง ดร.สุวินัย ภรณวลัย ได้ตอบกลับว่า…

- คำถามนี้ของคุณเป็นคำถามที่ยากและเป็นคำถามที่ใหญ่มากนะ แต่คนที่ใช้ชีวิตอย่างมีสติ อย่างไม่ประมาท ก็ควรมีคำตอบที่ตกผลึกระดับหนึ่งให้กับตัวเองต่อคำถามนี้
- ในวิธีคิดของผม ผมจะแยกประเด็น ‘การเกิดสงครามโลกครั้งที่สามนี้’ ออกเป็นประเด็นย่อยๆ หลายข้อ ซึ่งมันจะช่วยให้เราเข้าใจและตระหนักถึงเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

1.) ‘สงครามโลกครั้งที่สามจะเกิดขึ้นหรือไม่?’
ตอบ : ตอนนี้มันมีเค้าลางในสมรภูมิ 3 สมรภูมิ คือในยุโรปที่ยูเครน ในตะวันออกกลาง ที่กาซากับเยเมน และในเอเชีย ที่เกาหลีเหนือกับไต้หวัน
2.) จึงควรถามต่อว่า ‘จะเกิดขึ้นเมื่อไร?’
ตอบ : โดยส่วนตัว ผมไม่คิดว่ามันจะเกิดในอนาคตอันใกล้นะ คือมันจะไม่บานปลายกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่สาม แบบเดียวกับสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างน้อยจนถึงปี 2035…แต่หลังจากนั้นไม่แน่ 

อย่างไรก็ดีช่วงสิบปีต่อจากนี้ โลกจะวุ่นวายแน่นอน จากวิกฤตเศรษฐกิจถดถอย ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และสงครามไฮบริดเพื่อบั่นทอนสมรรถภาพในการทำสงครามโลกของขั้วมหาอำนาจอีกฝ่าย… จึงมองโลกสิบปีข้างหน้าอย่างโลกสวยไม่ได้เป็นอันขาด

3.) ‘โลกสิบปีข้างหน้ามันมีเมกะเทรนด์อะไรบ้าง?’
ตอบ : โลกของ ‘ทุนนิยม’ (capitalism) จะเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกของ ‘ดาต้านิยม’ (dataism) อย่างเต็มรูปแบบ อัลกอริทึมและปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาแทนเงินทุน และอุตสาหกรรม 3.0 ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอนาคต ผู้คนจะตกงานมหาศาล เพราะโลกกำลังโละระบบเก่า เพื่อไปสู่ระบบใหม่ ที่ควบคุมด้วยเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (Technocracy) ที่ประชาชนโลก ไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งใด แต่จะถูกระบบจัดสรรให้ในรูป Universal Basic Income ผ่านระบบการเงินแบบดิจิทัลของธนาคารกลาง ที่เรียกว่า CBDC

ต่อไปผู้คนจำนวนมากจะไม่อาจสร้างความมั่งคั่งส่วนตัวได้เหมือนผู้คนในศตวรรษที่ 20 หรือต้นศตวรรษที่ 21 ทำได้เพียงแบมือรอความช่วยเหลือ และการจัดสรรให้จากระบบรัฐ ตามที่รัฐเห็นสมควรเท่านั้น (การแจกเงินดิจิทัลเป็นจุดเริ่มต้น)

● เราจึงได้เห็นการสร้างหนี้มหาศาลไปทั่วโลก ทุกประเทศแบบดินพอกหางหมู 
- 90% ของครัวเรือนทั้งประเทศของประเทศนี้ล้วนแบกหนี้
- ธุรกิจขนาดใหญ่ของประเทศนี้ก็แบกหนี้มหาศาล ถึงขนาดต้องพึ่งหุ้นกู้จากประชาชน เพราะได้กู้เงินจากสถาบันการเงินเต็มลิมิตขีดจำกัดแล้ว
● ในสถานการณ์แบบนี้ ครัวเรือนไหนไม่มีหนี้ ไม่ก่อหนี้เลย ครัวเรือนนั้นถือว่ามีบุญที่สุด โชคดีที่สุด ถึงจะเป็นคนส่วนน้อยของประเทศนี้ก็ตาม
● เราไม่อาจขวางทางพายุของการเปลี่ยนผ่านที่กำลังปัดกวาดทำลายล้างระบบโลกเก่าในทุกมิติ
- ทางด้านเศรษฐกิจที่โครงสร้างการเจริญเติบโตทำได้ด้วยการก่อหนี้มโหฬารในระบบ
- ทางด้านชีวิตผู้คนที่ต้องเผชิญกับโรคระบาด ภัยพิบัติธรรมชาติ และมิคสัญญีความวุ่นวายทางสังคมไม่รู้จบสิ้น
- ทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ผ่านการสร้างสงครามใหญ่ เพื่อไปสู่ระเบียบโลกใหม่
● เราจึงต้องเรียนรู้เพื่อเข้าใจระบบและปรับตัวไปตามพายุของการเปลี่ยนผ่านนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสรอดอย่างบูรณาการ และอย่างมีสมดุลที่สุดทั้งทางโลกและทางธรรม

4.) ‘เราต้องเตรียมตัวรับมืออย่างไรบ้าง?’
ตอบ :
●  ควรออกจากตลาดทุน/ตลาดหุ้น ที่กำลังจะพังทลายหรือเดินหน้าดิ่งลงเหว ยกเว้นเจ้าตัวเป็นเทรดเดอร์ขั้นเทพ ที่เป็นชนกลุ่มน้อยฝ่ายผู้ชนะในตลาดหุ้น
● เก็บความมั่งคั่งส่วนตัวที่ไม่ต้องพึ่งพาระบบดิจิทัล (ไม่สะสมเหรียญคริปโต) ซึ่งก็คือ ที่ดินเกษตร ที่ดินทำกินแบบเศรษฐกิจพอเพียง
● มีสังกัดในชุมชนเครือข่ายที่มีความพร้อมเรื่องปัจจัยสี่ ถ้าโลกเข้าสู่เศรษฐกิจถดถอย เกิดสงครามใหญ่ตามภูมิภาคต่างๆ จนผู้คนในเมืองใหญ่ตกงานเป็นจำนวนมาก
● ดูแลระบบภูมิชีวิตของตนเองและคนในครอบครัวให้แข็งแกร่ง พร้อมสู้กับทุกการรุกรานต่อสุขภาพร่างกาย ทั้งเชื้อโรค และอากาศเป็นพิษ
● เตรียมที่หลบภัยอย่างเหมาะสม เป็นแผนสำรองฉุกเฉินหากเกิดสงครามลุกลามมาถึง (เมืองไทยยังไม่น่ากังวลเรื่องนี้อย่างน้อยในช่วงสิบปีต่อจากนี้)

หัวข้อนี้ เราควรคิดเผื่อไว้แบบนักยุทธศาสตร์ แต่มิใช่เอามาครุ่นคิดวิตกจนจิตฟุ้งซ่านกังวลเป็นอันขาด

ในฐานะที่คุณป๊อกและผมต่างก็เป็นผู้ปฏิบัติธรรมเจริญวิปัสสนาเหมือนกัน เราควรมีจิตตั้งมั่นแบบ ‘อจลจิต’ หรือจิตที่ไม่หวั่นไหว เพื่อพร้อมเผชิญหน้ากับวิกฤตทุกรูปแบบที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตเราและครอบครัวของเรา

ด้วยความปรารถนาดี

‘ไทย’ เตรียมรับมือวิกฤตอาหาร ภายใต้สภาพอากาศสุดขั้ว ยก Food loss food waste ใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่าเป็นทางออก

การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างย่อมมี ‘ต้นทุน’ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งหมายถึงต้นทุนที่เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ทุกคนบนโลกกำลังจ่ายไปทุกเวลา นาที ชั่วโมงและทุกวัน รวมเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่ามหาศาลในการขาดแคลนอาหารในอนาคต

ข้อมูลจาก World economic forum ระบุว่า เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว สภาพภูมิอากาศ และที่เกี่ยวข้องกับน้ำทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจเกือบ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาจนถึงปี 2562 มูลค่าความเสียหายนี้จะเพิ่มขึ้นมาจาก 184 พันล้านดอลลาร์ในปี 2513 อย่างไรก็ตาม หากอ้างอิงตามรายงานขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) จะพบว่าตัวเลขที่แท้จริงของความสูญเสียดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะสูงกว่านี้อีก

เนื่องจาก ความล้มเหลวในการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่สำคัญในรายงานความเสี่ยงทั่วโลก โดยแบบสำรวจ 70% ให้คะแนนมาตรการที่มีอยู่เพื่อป้องกันหรือเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า “ไม่มีประสิทธิภาพ” หรือ “ไม่มีประสิทธิภาพอย่างมาก”

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต หอการค้าไทย กล่าวว่า เรื่องน่ากังวลในอนาคตอีกอย่างที่เกี่ยวกับ 1 ในปัจจัย 4 ที่สำคัญการดำรงชีวิต คือความมั่นคงด้านอาหาร หรือ Food security โดยไทยมีการเตรียมการเรื่องของอาหารแห่งอนาคต Future food ไม่ว่าจะเกิดโรคระบาดในสัตว์หรือสภาพภูมิอากาศที่จะส่งผลทำไม่มีผลผลิตจากปศุสัตว์นั้น ก็จะมีการนำพืชเข้ามาทดแทนหรือแมลง สาหร่าย รวมถึงจุลินทรีย์เข้ามาทดแทน เมื่อมีความจำเป็น

ในปัจจุบันนั้นมีการนำมาตรการ Food loss food waste ซึ่งเป็นการนำวัตถุดิบมาใช้คุ้มค่าที่สุด โดยมี กระบวนการ 3Rs อันได้แก่ ใช้น้อยหรือลดการใช้ (Reduce) ใช้ซ้ำ (Reuse) และใช้ใหม่ (Recycle)

“ภาคของธุรกิจอย่างน้อยต้องเตรียมในเรื่องพื้นฐานความยั่งยืนที่ต้องล้อไปตามเทรนด์ของโลก โดยเริ่มตั้งแต่การปรับเปลี่ยนทั้งด้านพลังงานทางเลือกเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นและให้คู่ค้าเห็นว่ามีโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนความยั่งยืน และยังต้องเตรียมความพร้อมรับมาตรการบังคับทางด้านภาษีที่ยังไม่น่าจะมีผลในเร็ว ๆ นี้ แต่ก็ต้องมีการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงในอนาคต”

ประเทศไทยสามารถใช้จุดแข็งเพื่อการเตรียมรับมือกับวิกฤติที่จะเกิดขึ้น แต่ในภาพรวมจากการประเมินทางเศรษฐกิจกำลังชี้ว่าวิกฤติสภาพภูมิอากาศเริ่มเป็นความเสี่ยงที่มีความชัดเจนมากขึ้น นับเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ทุกคนต้องจ่าย

ยกตัวอย่างประเทศจีนที่ประสบความสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยตรงมากกว่า 42,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2566 จากภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมถึงฝนตกหนัก แผ่นดินถล่ม พายุลูกเห็บ และไต้ฝุ่น ตามข้อมูลของรัฐบาลจีนที่อ้างอิงจากข้อมูลของ WMO ระบุว่า ความเสียหายจากพายุไซโคลนเขตร้อนถือเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุด รองลงมาคือน้ำท่วม และภัยแล้งตามมาเป็นอันดับสาม

ขณะที่ในแอฟริกา ภัยพิบัติระหว่างปี 2513-2564 ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจถึง 43,000 ล้านดอลลาร์ โดยภัยแล้งคิดเป็น 95% ของสาเหตุการเสียชีวิต ส่วนที่ยุโรปตามข้อมูลของ WMO ระบุว่าความเสียหายอยู่ที่ 562 พันล้านดอลลาร์ โดย 8% ของการเสียชีวิตจากภัยพิบัติทั่วโลกที่กระทบคนยุโรป 

สำหรับอเมริกาใต้ มูลค่าขาดทุนอยู่ที่ 115.2 พันล้านดอลลาร์ และสำหรับอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน อยู่ที่ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะเดียวกัน การประเมินสภาพภูมิอากาศแห่งชาติของสหรัฐฉบับล่าสุดได้สรุปว่าเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วในปัจจุบันทำให้ประเทศเสียหาย 1 พันล้านดอลลาร์ทุกสามสัปดาห์ และความเสียหายเฉลี่ย 150 พันล้านดอลลาร์ในแต่ละปีระหว่างปี 2561-2565

เหตุการณ์สุดขั้วที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศถูกกำหนดให้เกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงมากขึ้น 

นอกจากนี้ ตามรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในฐานะเจ้าภาพการประชุมภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 28 หรือที่เรียกว่า COP28 ที่ชี้ว่า “ต้องมีการรับมือภัยพิบัติที่มากขึ้น”

แม้ว่าทั่วโลกได้ใช้ความพยายามทั้งการสนับสนุนด้านต่าง ๆ ตลอดเวลา 30 ปีที่ผ่านไปเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแต่ก็ยังไม่เห็นผลที่ชัดเจน ความเสียหายยังหลอกหลอนต่อไป การเข้าใจและเตรียมความพร้อมอาจทำให้วิกฤติกลายเป็นโอกาสเหมือนที่ไทยใช้เตรียมพร้อมด้านอาหารมั่นคง

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตรวจเยี่ยมศูนย์บำบัดยาเสพติด “มินิธัญารักษ์” ณ ศูนย์จันทารักษ์ กก.ตชด.ที่ 115 จันทบุรี พบมีประสิทธิภาพสูง เตรียมขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นต่อไป พร้อมแวะตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชา สภ.แก่งหางแมว

วันนี้ (22 ม.ค. 67) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบช.ภ.2 , พล.ต.ต.บรรพต มุ่งขอบกลาง รอง ผบช.ตชด. ,พล.ต.ต.ผดุงศักดิ์ รักษาสุข ผบก.ภ.จว.จันทบุรี , พล.ต.ต.จักรเพชร เพชรพลอยนิล ผบก.ตชด.ภาค 1 , พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก ตร. , นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมโครงการจัดตั้งสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดระยะยาว “มินิธัญญารักษ์” จังหวัดจันทบุรี ณ ศูนย์จันทารักษ์ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 115 ต.โป่งน้ำร้อน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี 

โครงการจัดตั้งสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดระยะยาว “มินิธัญญารักษ์” จังหวัดจันทบุรี เกิดขึ้นโดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ อดีต ผบ.ตร.ได้ลงนาม MOU ร่วมกับหลายภาคส่วน ได้แก่ ตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี , กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 115 ,  จังหวัดจันทบุรี , สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจันทบุรี , หน่วยงานท้องถิ่น และคณะสงฆ์ในพื้นที่ ในการให้ความสำคัญการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำผู้ติดยาเสพติดเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูตามกระบวนการทางการแพทย์แบบใหม่ มุ่งเน้นที่จะฟื้นฟูผู้ป่วยแบบบูรณาการหลายมิติ ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข 

สำหรับการบำบัดผู้ติดยาเสพติด ณ ศูนย์จันทารักษ์ จะใช้ระยะเวลา 90 วัน โดยมีขั้นตอนเตรียมความพร้อม ของผู้เข้ารับการบำบัด ตรวจสุขภาพ ประเมินคัดกรองการใช้สารเสพติด ฟื้นฟูร่างกาย รวมทั้งกระบวนการปรับทัศนคติและแนวความคิด นอกจากนี้ ยังมีการเสริมความรู้ด้านทักษะสังคม และกิจกรรมทางเลือก เรียนรู้เกี่ยวกับการประกอบอาชีพต่างๆ โดยมีกลุ่มนักพัฒนาชุมชุน กรมแรงงาน มาแนะนำแนวทางการเข้าทำงาน หรือประกอบอาชีพต่างๆ เพื่อให้ผู้เข้ารับการบำบัดเมื่อจบหลักสูตรออกไป สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ โดยเมื่อผู้เข้ารับการบำบัดครบตามหลักสูตรกลับไปใช้ชีวิตในสังคมแล้ว ศูนย์จันทารักษ์จะมีการติดตามผลแบบสุ่มตรวจหาสารเสพติดเดือนละ 1-2 ครั้ง ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีการประเมินผลความสำเร็จของโครงการจัดตั้งสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดระยะยาว “มินิธัญญารักษ์” จังหวัดจันทบุรี พบว่ามีผลสำเร็จสูงถึง 70%

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการวางระบบการทำงานแบบบูรณาการที่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรม ทำให้ผู้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูปรับสภาพร่างกาย จิตใจ และมีทัศนคติที่ดี สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข โดยจะได้นำโมเดลความสำเร็จนี้ ขยายไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ  โดยพื้นที่ต่อไปที่จะจัดทำโครงการดังกล่าวคือ จ.เชียงใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดให้เกิดความยั่งยืนตามนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป 

จากนั้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมข้าราชการตำรวจ สภ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี โดยมี พ.ต.อ.คฑพล พรมดอนชาติ ผกก.สภ.แก่งหางแมว และข้าราชการตำรวจ สภ.แก่งหางแมว ให้การต้อนรับ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ร่วมรับฟังปัญหาข้อขัดข้องในการปฏิบัติงาน และสภาพความเป็นอยู่ของข้าราชการตำรวจ สภ.แก่งหางแมว ซึ่งปัญหาหนึ่งของพื้นที่ อ.แก่งหางแมว และหลายพื้นที่ของ จ.จันทบุรี คือปัญหาช้างป่าที่สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในชุมชนต่างๆ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.ผดุงศักดิ์ รักษาสุข ผบก.ภ.จว.จันทบุรี ร่วมกับพระธรรมวชิรเมธี เจ้าคณะภาค 1 เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร และหลายภาคส่วน ได้ร่วมกันแก้ปัญหา โดยมีการจัดเวทีประชาคมสะท้อนปัญหาคนในชุมชนกับช้างป่าในจังหวัดจันทบุรี และจัดตั้งอาสาสมัครผลักดันช้างป่า โดยมีการระดมทุนสำหรับการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องด้ว

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวกับข้าราชการตำรวจ สภ.แก่งหางแมว ว่า ตนในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับ การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มาตรวจ แต่มาเยี่ยมให้กำลังใจ เน้นย้ำตำรวจไม่ทำงานเชิงปริมาณ แต่ทำงานเชิงคุณภาพ ทำงานเพื่อประชาชน จากนั้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันแบบเรียบง่ายกับผู้ใต้บังคับบัญชา สภ.แก่งหางแมว ด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง ก่อนเดินทางไปยัง สภ.เมืองพัทยา เพื่อมอบรถบรรทุกน้ำขนาด 2,000 ลิตร ให้แก่ สภ.บ้านทัพไทย จ.สระแก้ว

'น้าแอ๊ด' ไม่ละเลย!! แฟนเพลงเยาวชนถูกชายคุกคาม ชี้เป้าให้ รปภ.อัญเชิญตัวป่วนไปที่ชอบที่ควรโดยละม่อม

(22 ม.ค. 67) จากเพจ 'Lek Carabao Solo' ได้โพสต์ข้อความในหัวข้อ 'ไปที่ชอบที่ควรเลย หึ หึ' ระบุว่า...

เมื่อสองวันก่อน (น่าจะเป็นงานขึ้นบ้านใหม่) ขณะแสดงบนเวที พอจบเพลง พี่แอ๊ดพูดขึ้นมาว่า "หนูร้องไห้ทำไมลูก ใครทำอะไร ใครแกล้ง…."

ผมจึงมองไปหน้าเวที อื้มมมมมม! เห็นล่ะ สาวน้อยคนนี้อายุน่าจะไม่เกินสิบสอง เห็นเธอยืนร้องไห้สะอื้นอยู่กับเพื่อนวัยใกล้เคียงกัน

ทีแรกเธอก็ไม่กล้าบอก แต่พี่แอ๊ดไม่ยอมผ่านเหตุการณ์นี้ไปง่าย ๆ ยังคงถามด้วยเสียงที่เข้มขึ้น "ใครแกล้งหนู บอกมาลูก" นั่นทำให้สาวน้อยชี้มือไปที่ชายวัยกลางคนที่ยืนถัดเธอไป ท่าทางพิรุธใส่หมวกปิดหน้าปิดตาแบบน่าสงสัย

ได้ยินเสียงพี่แอ๊ดเค้นถามไอ้หมอนั่นว่าทำอะไรเด็กหรืออะไรแนวๆ นี้ จากนั้นรปภ.ก็มาอัญเชิญตัวหมอนั่นไปที่ชอบที่ควรโดยละม่อม อิอิ

สวัสดียามเช้าครับ

https://www.facebook.com/LekBaoStoreOfficial?mibextid=ZbWKwL 

‘นายกฯ เศรษฐา’ ลงพื้นที่ระนอง ติดตามโครงการแลนด์บริดจ์ เชื่อ!! ช่วยสร้างอาชีพ-รายได้-พัฒนาพื้นที่อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

(22 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการเดินทางตรวจราชการ และการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2567 ที่จังหวัดระนอง ระหว่างวันที่ 22-23 ม.ค.ว่า เมื่อเวลา 09.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานระนอง ตำบลราชกรูด อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง

จากนั้น เวลา 10.50 น. นายกรัฐมนตรี สักการะศาลหลักเมืองระนองและอนุสาวรีย์พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง) ณ ศาลหลักเมืองระนอง ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง ก่อนที่เวลา 11.15 น. นายกรัฐมนตรีติดตามประเด็นการค้าผ่านแดนแรงงานข้ามชาติ พิธีการศุลกากรและประมง และพบปะผู้แทนชาวประมงในการแก้ไขปัญหา IUU ณ ท่าเรือระนอง-เกาะสอง ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง

ส่วนในช่วงบ่าย เวลา 14.00 น. นายกรัฐมนตรีติดตามพื้นที่โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเล อ่าวไทย-อันดามัน (Land Bridge ชุมพร-ระนอง) ณ อุทยานแห่งชาติแหลมสน ตำบลม่วงกลวง อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง และเวลา 17.00 น. นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมการบริหารจัดการบ่อน้ำแร่ร้อนรักษะวาริน ณ บ่อน้ำแร่ร้อนรักษะวาริน ตำบลบางริ้น อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง

และในวันอังคารที่ 23 มกราคม เวลา 08.30 น.นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงหอประชุมคอซู้เจียง ศูนย์ราชการจังหวัดระนอง ถนนเพชรเกษม ตำบลบางริ้น อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง

ขณะที่ท่าอากาศยานจังหวัดระนอง เมื่อเวลา 08.20 น. ผู้ว่าราชการจังหวัดระนองพร้อมด้วยคณะเตรียมให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้โพสต์ข้อความก่อนเดินทางว่า “ครม.สัญจร ครั้งที่ 2 เรามี จ.ระนองเป็นเป้าหมายครับ เพราะเป็นหนึ่งในจังหวัดที่จะมีบทบาทสำคัญมากในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย โดยโครงการ Landbridge จะมาสร้างอาชีพ รายได้ และพัฒนาพื้นที่ให้คนในพื้นที่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนครับ”

สำหรับประเด็นการลงพื้นที่ก่อสร้างโครงการแลนด์บริดจ์ของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ มีประเด็นที่นายกรัฐมนตรี ต้องติดตามด้วยกัน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 

1.เรื่องการผลักดันให้แลนด์บริดจ์เป็นประตูการค้า โดยเป็นประตูการค้ารองรับการนำเข้า-ส่งออกของไทย และเป็นประตูการค้ารองรับการนำเข้า-ส่งออกของประเทศในภูมิภาคอาเซียน ประเทศในกลุ่มโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง รวมถึงจีนตอนใต้

2.เรื่องของการถ่ายลำเรือสินค้า โดยพัฒนาให้แลนด์บริดจ์เป็นทางเลือกในการถ่ายลำการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ในมหาสมุทรอินเดีย และประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิก ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ใต้หวัน เป็นต้น โดยเชื่อมต่อทางรางและทางถนน

3.การพัฒนาอุตสาหกรรมหลังท่า โดยมีการตั้งเขตพื้นที่เศรษฐกิจเสรี ดึงดูดนักลงทุน เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมหลังท่าเรือระนอง และท่าเรือชุมพร ส่งเสริมแลนด์บริดจ์ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้

4.การรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนในพื้นที่ และการทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ รวมทั้งขั้นตอนการดำเนินงานทางกฎหมาย และแผนงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการ เช่น การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพเป็นต้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันในพื้นที่มีประชาชนที่คัดค้านและสนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ โดยผู้ที่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน ไม่ต้องการให้มีการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่อ่าวอ่าง ตำบลราชกรูด อำเภอเมืองระนอง เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าว เป็นแหล่งทำประมงพื้นบ้าน หากก่อสร้างท่าเรือแล้วจะไม่มีที่ทำมาหากิน นอกจากนี้ผู้ที่อยู่ในแนวเส้นทางโครงการ ก็จะได้รับผลกระทบด้วย โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัย จึงอยากให้รัฐบาลเยียวยาและจัดหาที่อยู่ให้ใหม่ ขณะที่บางคนเห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะบ้านเมืองจะได้เจริญ ลูกหลานจะได้มีงานทำ

สำหรับกำหนดการอื่นของนายกรัฐมนตรี ช่วงเย็นนายกรัฐมนตรี และคณะ จะเดินทางไปเยี่ยมชมการบริหารจัดการบ่อน้ำแร่ร้อนรักษะวาริน ที่บ่อน้ำแร่ร้อนรักษะวาริน ตำบลบางริ้น อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ยังได้มอบหมายให้คณะรัฐมนตรีร่วมลงพื้นที่โดยแยกกัน อาทิ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ภูมิธรรม เวชยชัย เดินทางไปพูดคุยตัวแทนผู้ปลูก-ส่งออกมังคุด รับฟังข้อมูลเกษตรที่โรงแรมเฮอริเทจ แกรนด์ คอนเวนชั่นระนอง

ปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปตรวจเยี่ยมด่านศุลกากรระนอง, อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเดินไปทางติดตามข้อร้องเรียนการสร้างสะพานข้ามคลองล่าช้าที่เกาะพยาม, พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ประชุมแก้ไขกลุ่มจังหวัดภาคใต้จังหวัด ที่สำนักงานอุตสาหกรรมระนอง, จุลพันธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่ติดตามปัญหาแก้ไขหนี้นอกระบบ ยกระดับความเป็นอยู่ประชาชนที่มัสยิดเราะห์มะห์ เป็นต้น

‘คัตโตะ’ ประกาศลาออกจากทุกตำแหน่งใน ‘SLM’ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังถูก ก.ล.ต.กล่าวโทษ

(22 ม.ค.67) บริษัท เอส แอล เอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SLM แจ้งตลาดหลักทรัพย์ ว่า บริษัทได้รับหนังสือแจ้งความประสงค์ลาออกจากตำแหน่งกรรมการ และกรรมการบริหาร ของนายอารมณ์ โพธิ์หาญรัตนกุล เนื่องจากต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจจากเหตุการณ์ที่นายอารมณ์ได้รับการกล่าวโทษจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

ในเรื่องการเป็นผู้สนับสนุน Bybit ในการประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 26 แห่งพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 โดยให้การลาออกมีผลตั้งแต่ วันที่ 12 มกราคม 2567 เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงเดือน ธ.ค. 2566 ที่ผ่านมา สำนักงาน ก.ล.ต. รายงานว่า ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษบริษัท Bybit Fintech Limited นายอารมณ์ โพธิ์หาญรัตนกุล (คัตโตะ วงลิปตา) และนายณธัช คลังเปรมจิตต์ ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.)

ในความผิดกรณี Bybit กระทำการเข้าข่ายการประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561

โดย ก.ล.ต. ได้รับแจ้งเบาะแสและตรวจสอบพบว่า ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2565 บริษัท Bybit Fintech Limited เป็นผู้ให้บริการเว็บไซต์ Bybit.com (https://www.bybit.com) ได้ให้บริการจัดระบบการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล

โดยเก็บค่าธรรมเนียมร้อยละ 0.1 ของมูลค่าธุรกรรมที่ลูกค้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และมีการชักชวนและประชาสัมพันธ์เป็นภาษาไทย ให้มาใช้บริการของ Bybit ผ่านเว็บไซต์ Bybit เพจเฟซบุ๊กชื่อ ‘Bybit Thai’ Telegram ชื่อ ‘Bybit ประกาศภาษาไทย’ และ Instagram ชื่อ “bybitthailand”

รวมทั้งปรากฏว่า Bybit ได้รับการช่วยเหลือและสนับสนุนการประชาสัมพันธ์การให้บริการและกิจกรรมส่งเสริมการขายจากนายอารมณ์และนายณธัชผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของบุคคลทั้งสอง ได้แก่ เพจเฟซบุ๊กและ Youtube ชื่อ ‘ไม่มี Moon หมาไม่ซื้อ’ และ Line Open Chat ชื่อ ‘Stop Loss Club’ อันทำให้ Bybit เป็นที่รู้จักและมีบุคคลสนใจไปใช้บริการ Bybit มากขึ้น

การกระทำของ Bybit เข้าข่ายประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ซึ่ง Bybit ดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 26 อันมีความผิดและระวางโทษตามมาตรา 66 แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ

สำหรับการกระทำของนายอารมณ์และนายณธัช เข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุน Bybit ในการประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 26 อันมีความผิดและระวางโทษตามมาตรา 66 แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ประกอบมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

ก.ล.ต. จึงกล่าวโทษ Bybit นายอารมณ์ และนายณธัช ต่อ บก.ปอศ. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

อนึ่ง การกล่าวโทษของ ก.ล.ต. เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาเท่านั้น ภายใต้กระบวนการนี้ การพิจารณาวินิจฉัยว่าบุคคลใดเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเป็นขั้นตอนในอำนาจการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ ตลอดจนดุลพินิจของศาลยุติธรรม ตามลำดับ

‘สาว’ ตัดพ้อ!! คิดถึงเมืองไทย หลังย้ายมาอยู่ต่างประเทศ ไม่มีความสุข เจอปัญหาสารพัด แถมไม่มีที่ฮีลใจเหมือนบ้านเรา

(22 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ข้อความลงในกลุ่ม ‘โยกย้าย มาส่ายสะโพกโยกย้าย’ ที่มีสมาชิกมากกว่า 1.1 ล้าน บอกเล่าประสบการณ์ในการย้ายไปอยู่ต่างประเทศ โดยระบุว่า

เราออกมาอยู่ต่างประเทศแล้ว มากันทั้งครอบครัว แต่เราอยากกลับบ้านทุกวันเลย เรารู้สึกไม่มีความสุข ร้องไห้ทุกวันทั้งที่ปกติไม่ใช่คนร้องไห้ เรารู้สึกว่าประเทศที่อยู่ไม่มีอะไรน่าสนุกเลย ไม่มีที่ที่ฮีลใจเราได้เลยอะ เป็นทุกข์มากๆ เลยค่ะ

แฟนไปทำงานร้านอาหาร กลับมาเหนื่อย นอนพัก วันรุ่งขึ้นตื่นไปทำงาน วันๆ นึงแทบไม่ได้คุยกันเลย

ลูกไปโรงเรียนกลับมาบ้านเงียบเหงา ไม่รู้จะไปไหน ไม่มีที่สนุกๆ ให้ไปเลย ออกไปก็เสียเงินแล้ว ต้องอยู่แบบประหยัด

เราไม่สบาย ลูกก็ไม่สบาย แฟนไปทำงานก็ไม่สบาย กว่าจะหาย หมอก็ไม่ได้ไปหา ซื้อยากินเอง เศร้าใจอะ ถ้าไม่สบายบ่อยๆ จะทำยังไง

รถก็ไม่มี สอบใบขับขี่ก็ไม่ผ่าน

อยู่เมืองไทย บ้านเราก็มี รถก็มี ทำงานเหนื่อยก็พักใจ กินข้าวอร่อยๆ พาลูกไปเที่ยวเสาร์อาทิตย์ สั่งของช็อปปี้แป๊ปเดียวมาส่ง เราคิดถึงบ้าน

เราก็ใช้เวลาทบทวนอยู่ตลอด หรือยังปรับตัวไม่ได้ เพราะมาได้หลายเดือน หรือเรา home sick คิดถึงบ้าน

มีใครเคยเป็นแบบเราบ้าง แล้วจัดการกับความรู้สึกตัวเองยังไงบ้างคะ เราจะไม่ไหวแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ไปไม่นาน มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นให้กำลังใจเจ้าของโพสต์เป็นจำนวนมาก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top