Tuesday, 4 August 2026
Hard News Team

‘รทสช.’ ชี้!! เงินบริจาคผ่านระบบภาษีให้พรรคพุ่งเป็นอันดับ 3 สะท้อน!! ปชช.เชื่อมั่นในแนวทาง ‘พรรคอนุรักษ์นิยมสมัยใหม่’

(26 ม.ค. 67) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปิดเผยว่า ในนามพรรครวมไทยสร้างชาติขอขอบพระคุณพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่ร่วมสนับสนุนบริจาคเงินภาษีและเงินอุดหนุนให้กับพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งในปีนี้ได้ถึง 10 ล้านกว่าบาท ได้มากเป็นอันดับที่ 3 ของพรรคการเมืองที่จดทะเบียน ยอดบริจาคในปีนี้เพิ่มมากขึ้นถ้าเปรียบเทียบกับปีก่อนที่ได้เพียง 4 แสนกว่าบาท แม้พรรครวมไทยสร้างชาติจะเป็นพรรคการเมืองน้องใหม่ ทำการเมืองมาปีกว่าๆ แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ ได้ทำให้ผู้บริหารพรรคและสมาชิกพรรคมีกำลังใจ ดีใจที่เห็นพี่น้องประชาชนทั่วประเทศสนับสนุน ทำให้มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงาน ดูแลรับใช้ประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยพรรคจะยืนหยัดในอุดมการณ์ของพรรคอย่างมั่นคง ในแนวทาง ‘พรรคอนุรักษ์นิยมสมัยใหม่’ โดยพร้อมเปิดกว้างพร้อมรับแนวร่วมคนทุกรุ่นทุกเพศทุกวัยเข้ามาสร้างพรรคให้เติบโต ตามแนวทางของพรรคที่ยังจะรักษาสิ่งที่ดีงามในอดีตของประเทศไว้ และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนประเทศไปสู่สิ่งที่ดีกว่าที่มีความจำเป็น

นายอัครเดช กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้คนรุ่นใหม่และคนรุ่นใหญ่มาร่วมสนับสนุนแนวทางการทำงานของพรรครวมไทยสร้างชาติให้มากยิ่งขึ้น พรรคจะพยายามทำงานแสดงจุดยืนทางการเมืองให้ชัดเจนว่าพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมสมัยใหม่ ที่สามารถตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และพร้อมจะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แต่ยังคงรักษาสิ่งที่ดีงามในอดีตไว้

เมื่อถามว่า การที่มีประชาชนบริจาคเงินสนับสนุนเพิ่มมากขึ้นแสดงว่าแนวทางของพรรคที่เดินมาถูกทางแล้วใช่หรือไม่ นายอัครเดช กล่าวว่า ยอดเงินบริจาคที่เพิ่มขึ้นสะท้อนว่าประชาชนเชื่อมั่น ในแนวทางของพรรคโดยเฉพาะจุดยืนมีความชัดเจน และ ผลงานของพรรคที่ทำมา แม้จะเข้าร่วมรัฐบาลได้ไม่นาน ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนหันมาสนับสนุน พรรครวมไทยสร้างชาติเรามีบุคลากรที่พร้อมจะเข้ามาบริหารประเทศและพร้อมเข้ามาทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงในสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อถามว่า จะเดินตามแนวทางนี้ของพรรคต่อไปไม่เปลี่ยนแปลงใช่หรือไม่ นายอัครเดช กล่าวว่า พรรคจะยึดมั่นแนวทางนี้ต่อไปเพราะเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนได้ ดูได้จากมีคนมาบริจาคเงิน ผ่านระบบการเสียภาษี ให้พรรคเพิ่มมากขึ้น ถือเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ในปีต่อไปขอให้พี่น้องประชาชนมาร่วมบริจาคเงินให้พรรครวมไทยสร้างชาติเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้พรรคยืนหยัดในแนวทางและอุดมการณ์ของพรรคที่ได้ประกาศไว้ต่อพี่น้องประชาชนอย่างมั่นคง

‘รมว.พีระพันธุ์’ เกลี้ยกล่อม ‘เจ๋ง ดอกจิก’ มอบตัว หลังมีชื่อเอี่ยวก๊วนศรีสุวรรณ รีดเงินอธิบดีกรมการข้าว

(26 ม.ค. 67) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป.นำกำลังเจ้าหน้าที่ บก.ปปป. สนธิกำลังร่วมกับ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. และ ป.ป.ช. นำโดย พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผอ.ปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ นำหมายค้นเข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายจำนวน 3 จุด ในพื้นที่ จ.ปทุมธานี เพื่อจับกุมตัวผู้ต้องหาขบวนการนักเคลื่อนไหวหรือนักร้องเรียนข่มขู่เรียกเงินเจ้าหน้าที่รัฐแลกกับการไม่ร้องเรียนหรือกลั่นแกล้งให้ถูกตรวจสอบ

สำหรับปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ว่าได้ถูกนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน หรือ นักเคลื่อนไหวชื่อดัง พร้อมด้วยนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก ประธานกลุ่มรวมใจรักชาติ และเป็นหนึ่งในคณะทำงานเขตราชการที่ 11 ที่ได้รับการแต่งตั้งจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี พร้อม น.ส.พิมณัฏฐา จิระพุทธิภาคย์ อดีตผู้สมัคร สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมกันข่มขู่เรียกเงินจำนวน 3 ล้านบาท ก่อนจะมีการเจรจาต่อรองเหลือเพียง 1.5 ล้านบาท เพื่อแลกกับการยุติเรื่องร้องเรียนโครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการปลูกข้าว และโครงการปรับปรุงการผลิตสำหรับผู้ปลูกข้าว โดยอ้างว่าพบข้อพิรุธที่ส่อไปในทางทุจริต

แต่ด้วยความที่ นายณัฏฐกิตติ์ มั่นใจว่าที่ผ่านมาตนเองนั้นบริหารงานหรือปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ถูกผู้ต้องหาทั้ง 3 รายกล่าวอ้างเพื่อข่มขู่ จึงมองว่าการถูกกระทำเช่นนี้ไม่เป็นธรรมแก่ตนเอง แต่ด้วยความที่เกรงว่าหากถูกร้องเรียนโจมตีบ่อยครั้งเข้าจะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง จึงยอมจ่ายเงินให้ครั้งแรกก่อนเป็นจำนวน 1.4 แสนบาท ก่อนแอบถ่ายคลิปวิดีโอตอนส่งมอบเงินเก็บไว้เป็นหลักฐาน 

จากนั้นจึงนำมามอบให้กับพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ก่อนมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจนเชื่อว่าผู้ต้องหาทั้ง 3 รายมีพฤติกรรมดังกล่าวจริง จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางออกหมายจับ นายศรีสุวรรณ และ น.ส.พิมณัฏฐา ในข้อความผิดฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิด พร้อมออกหมายจับนายยศวริศ ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์ และ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก่อนวางแผนให้ผู้เสียหายทำการนัดหมายส่งมอบเงินงวดต่อมาอีก 5 แสนบาท ไปส่งมอบให้ จึงซ้อนแผนเข้าจับกุม

โดยเป้าหมายสำคัญจุดแรกเป็นบ้านเลขที่ 51/119-121 ม.9 ตั้งอยู่ภายในหมู่บ้านพฤกษา 17 ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นบ้านพักของ นายศรีสุวรรณ หลังจากผู้เสียหายส่งคนนำเงิน 5 แสนบาท ไปส่งมอบให้กับภรรยาของนายศรีสุวรรณ กระทั่งเมื่อเห็นว่ามีการหยิบซองเงินเข้าไปภายในบ้านจริง จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้นจับกุม ระหว่างนั้นนายศรีสุวรรณเกิดไหวตัวพยายามวิ่งนำซองเงินไปโยนทิ้งบริเวณข้างบ้าน เจ้าหน้าที่จึงวิ่งไล่ติดตามไปตรวจยึดกลับคืนมาได้ ก่อนแสดงหมายจับให้เจ้าตัวรับทราบจากนั้นจึงทำการควบคุมตัวพร้อมพาตรวจค้นภายในบ้านพัก เพื่อค้นหาพยานหลักฐานต่างๆ เพิ่มเติมทางคดี นอกจากนี้ยังได้เตรียมเชิญตัวภรรยาของนายศรีสุวรรณ ไปทำการสอบปากคำเพื่อตรวจสอบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดด้วยหรือไม่

ภายหลังการจับกุมตัวนายศรีสุวรรณได้ไม่นาน ทางด้าน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์มายัง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เพื่อประสานติดต่อจะพา นายยศวริศ หรือเจ๋ง ดอกจิก กับ น.ส.พิมณัฏฐา จิระพุทธิภาคย์ ผู้ต้องหาอีก 2 ราย เข้ามอบตัว ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจานัดหมายสถานที่รับส่งมอบตัว เบื้องต้นคาดว่าทั้งสองจะเข้ามอบตัวที่ สน.นางเลิ้ง ซึ่งรายละเอียดเพิ่มเติมหลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจะมีการแถลงข่าวชี้แจงรายละเอียดอย่างเป็นทางการอีกครั้งภายหลังภารกิจเสร็จสิ้น

ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล และสน.ดุสิต ได้เดินทางเข้ามาพูดคุยและเชิญ นายยศวริศ หรือเจ๋ง ดอกจิก ขึ้นรถเพื่อไปที่สน.ดุสิต ทำการสอบสวนตามขั้นตอนและกระบวนการต่อไป 

ด้านนายยศวริศ กล่าวว่า “ยังไม่ทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่รู้เรื่องอะไร เพิ่งรู้เรื่องจากตำรวจ ผมประสานให้นายศรีสุวรรณเฉย ๆ ซึ่งเรื่องนี้ต้องคุยกันไม่เป็นไร ยืนยันว่าชี้แจงได้ ขอย้ำว่าชี้แจงได้ไม่มีปัญหา”

ทั้งนี้ มีรายงานว่าบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลมีเจ้าหน้าที่สอบสวนกลางได้มาเตรียมพร้อมบริเวณห้องปฏิบัติการสื่อมวลชน 1 และด้านหน้าตึกบัญชาการ 1 ตั้งแต่ช่วงเที่ยง หลังมีรายการว่า นายยศวริศ เดินทางเข้ามาที่ตึกบัญชาการ 1 ตั้งแต่ช่วงสายของวัน เพื่อพบกับนายพีระพันธ์ุ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน และหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

‘บิทคับ’ คว้า Top 3 บริษัทไทยขวัญใจคนรุ่นใหม่ปี 2024 เตรียมขยายตำแหน่งงาน รับ ‘Bull Run-Bitcoin Halving’

เมื่อวานนี้ (25 ม.ค.67) นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด รับรางวัล Top most attractive companies 2024 โดย QGEN Survey ที่สำรวจกลุ่มคนทำงานอายุ 20-40 ปี ในช่วงปลายปี 2566 ที่ผ่านมา ซึ่ง บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป ได้รับการจัดอันดับเป็นลำดับที่ 5 ของบริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด และนับเป็นบริษัทสัญชาติไทยลำดับที่ 3 รองจาก SCG และ PTT โดยงานประกาศรับรางวัลครั้งยิ่งใหญ่นี้มีบริษัทชั้นนำในประเทศที่ได้เข้ารับรางวัลตามลำดับ ได้แก่ Google, SCG, PTT, LINE Corporation, Bitkub, Agoda, C.P. Group, Toyota, Khotkool และ ThaiBev เป็นต้น 

ทั้งนี้ นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ยังได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 5 ผู้มีชื่อเสียงที่คนไทยอยากร่วมงานด้วยมากที่สุดอีกด้วย 

นายจิรายุส กล่าวว่า การได้รับรางวัล Top most attractive companies 2024 และ Thailand Most Attractive People To Work For 2024 ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจของตนและ บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้มีชื่อเสียงและเป็นบริษัท 1 ใน 5 ที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจของทุกคนในบริษัทฯ ที่คอยผลักดันและไม่หยุดพัฒนาสิ่งใหม่ๆ 

สำหรับ บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป เป็นกลุ่มบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับ เทคโนโลยีบล็อกเชน และ สินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งมีวัฒนธรรมองค์กรที่มีลักษณะของการลงมือทำงานไว พร้อมปรับเปลี่ยนและเรียนรู้อยู่เสมอ เราให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้าใจพนักงาน พร้อมดึงศักยภาพการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดควบคู่ไปกับมีความสุขในการทำงาน เช่น รูปแบบการทำงานแบบ Hybrid คือ Work From Anywhere สลับกับการทำงานในออฟฟิศ โดยการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาสนับสนุน เพื่อให้การทำงานมีความสะดวกต่อเนื่องและได้ผลลัพธ์ของงานไม่แตกต่างกับการเข้าออฟฟิศ

นายจิรายุส กล่าวเพิ่มเติมว่า หนึ่งวัฒนธรรมองค์กรที่ บิทคับ ให้ความสำคัญและหลอมรวมให้พนักงานกลายเป็น One Bitkub คือการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพและความสามารถของตนภายใต้สภาพแวดล้อมการทำงานที่เปิดกว้าง ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย สนับสนุนความหลากหลายทางเพศ เปิดโอกาสให้ทุกเพศสามารถแสดงออกได้อย่างเต็มที่และสร้างสรรค์ และส่งเสริมให้พนักงานพัฒนาตนเองให้มีทักษะที่เหมาะสมกับโลกการทำงานยุคใหม่ ตาม 7 ค่านิยมองค์กร (Bitkub Core Values) ได้แก่…

1. Earn Trust สร้างความเชื่อใจ
2. Passionate & Drive Deep หลงใหลและเชี่ยวชาญ
3. Challenge & Commit ท้าทายและทุ่มเท
4. Strive for Results and Actions มุ่งผลลัพธ์และลงมือทำ
5. Ownership & Beyond รับผิดชอบและมุ่งมั่นช่วยเหลือ
6. Adapt & Innovate พร้อมปรับตัวและสร้างสรรค์สิ่งใหม่
7. Empathy & Collaboration เข้าอกเข้าใจและร่วมมือกัน

“ทั้งนี้ ในปี 2567 นี้ บิทคับเตรียมเปิดรับพนักงานเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมรับกับสถานการณ์ของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่ทั่วโลกต่างจับตามอง และคาดการณ์ว่าจะมีการเข้ามาลงทุนอย่างคึกคักมากขึ้น หรือที่เรียกว่า Bull Run (ตลาดกระทิง: ช่วงเวลาที่นักลงทุนส่วนใหญ่ทำการซื้อ มีอุปสงค์มากกว่าอุปทาน ความเชื่อมั่นในตลาดอยู่ในระดับสูง และราคาเพิ่มสูงขึ้น หากในตลาดใดตลาดหนึ่ง คุณเห็นว่าราคามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่อาจเป็นสัญญาณว่านักลงทุนส่วนใหญ่กำลังเริ่มมองโลกในแง่ดี หรือ ‘มั่นใจ’ ว่าราคาจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ) ตามสถิติที่ผ่านมาที่มักจะเกิดขึ้นภายหลังปรากฏการณ์ Bitcoin Halving (รางวัลจากการขุดที่ลดลงครึ่งหนึ่งทุกๆ 4 ปี เพื่อเป็นการสร้างสมดุลขึ้นในระบบเพื่อป้องกันปัญหาบิตคอยน์เฟ้อในอนาคต) ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงเมษายนปีนี้...

“และขอขอบคุณสำหรับรางวัล Thailand Most Attractive People To Work For 2024 ที่เลือกให้ บิทคับ เป็น 1 ใน 5 ผู้มีชื่อเสียงที่คนไทยอยากร่วมงานด้วยมากที่สุด ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้ตัวผมและบริษัทฯ เสมอมา โดยรางวัลนี้เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นความทุ่มเทที่มีต่อบริษัทฯ อย่างเต็มที่ หวังว่าจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจในการลงมือทำและมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมายให้กับคนรุ่นใหม่ได้ต่อไป" นายจิรายุส กล่าวทิ้งท้าย

'สื่อญี่ปุ่น' เผย 'รถเทสลา' เริ่มถูกแบนในหลายสถานที่ของ 'จีน' หวั่น!! ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือจารกรรมข้อมูลในถิ่นมังกร

(26 ม.ค. 67) สื่อเผยป้าย 'รถเทสลาห้ามเข้า' ในหลายสถานที่ของจีน กลายเป็นเหตุชวนกุมขมับสำหรับผู้ขับขี่ รถยนต์ไฟฟ้า ยอดฮิตสัญชาติอเมริกัน ที่มีฐานผลิตใหญ่ในเซี่ยงไฮ้ เพราะดูจะมีสถานที่ห้ามรถ 'เทสลา' เข้า จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดย อ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยทางข้อมูล

สำนักข่าว นิกเกอิ เอเชีย รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวว่า ผู้ขับขี่ รถยนต์ไฟฟ้า ของ 'เทสลา' (Tesla) ใน ประเทศจีน กำลังเผชิญกับข้อจำกัดในการเดินทางเข้าสถานที่บางแห่งที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีน เช่น ศูนย์ประชุม, ศูนย์นิทรรศการ, สถานที่ราชการบางแห่ง ฯลฯ เนื่องด้วยเกิดความกังวลด้าน ความปลอดภัยของข้อมูล ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดอย่างต่อเนื่องระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน

แหล่งข่าวกล่าวกับสำนักข่าวนิกเกอิ เอเชียว่า สถานที่ต่างๆ ในจีนได้เริ่มห้ามรถของเทสลาเข้าพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากเริ่มต้นสั่งห้ามมาตั้งแต่ปีที่แล้ว (2566) ซึ่งสถานที่เหล่านี้รวมถึง สถานที่ราชการ หน่วยงานท้องถิ่น ผู้ให้บริการทางหลวง และแม้แต่ศูนย์วัฒนธรรมและศูนย์จัดนิทรรศการ โดยก่อนหน้านี้ ข้อห้ามดังกล่าวจำกัดเพียงแค่ฐานทัพหรือสถานที่ทางการทหารเป็นหลัก

หนึ่งในตัวอย่างของข้อจำกัดดังกล่าวเกิดขึ้นที่ศูนย์ประชุมแกรนด์ ฮอลล์ (Grand Halls) บริเวณใจกลางย่านนอร์ทบันด์ของนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นศูนย์ประชุมที่ดำเนินการโดยองค์กรที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน ที่นี่ถูกใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม นิทรรศการระดับนานาชาติ และงานเลี้ยงต่างๆ

ผู้อาศัยในพื้นที่กล่าวว่า รถของเทสลาถูกห้ามไม่ให้เข้าไปในพื้นที่ของศูนย์ประชุมแกรนด์ ฮอลล์ แม้ว่ารถยนต์คันดังกล่าวเพียงแค่ขับผ่านก็ตาม

"หากคุณจะเข้าร่วมการประชุมที่นั่น ผู้จัดการประชุมจะแจ้งให้คุณทราบล่วงหน้า โดยแจ้งไม่ให้คุณขับรถเทสลา หรือเช่ารถเทสลาเข้าไป เนื่องจากคุณจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสถานที่" ผู้อาศัยในพื้นที่รายหนึ่งกล่าว

ก่อนหน้านี้ เมืองบางแห่งในจีน ซึ่งมักเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬารายการสำคัญๆ ได้เพิ่มมาตรการจำกัดต่อรถเทสลา เช่น กรณีหนึ่งที่เมืองเฉิงตู ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงการผลิตยุทโธปกรณ์ทางทหาร โดยผู้อาศัยในพื้นที่กล่าวว่ารถของเทสลาถูกห้ามไม่ให้ใช้ถนนบางเส้นระหว่างการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลกเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว

รายงานระบุว่า จีนคือตลาดสำคัญของเทสลา แต่เทสลากำลังเผชิญการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้นเรื่อย ๆ จากบรรดาแบรนด์คู่แข่งสัญชาติจีนเอง โดยล่าสุด บีวายดี (BYD) ซึ่งเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน เพิ่งสร้างสถิติใหม่ ทำยอดขายทั่วโลกแซงหน้าเทสลาได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2566

‘แพรรี่’ เตือนสติ!! ไม่มีพระปางไหนช่วย ‘ปลดหนี้’ ได้ ขนาดพระยังบิณฑบาตหาเลี้ยงชีพ ชี้!! ควรไปทำงาน

(26 ม.ค.67) กลายเป็นไวรัลในข้ามคืน เมื่ออินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังอย่าง ‘แพรรี่ ไพรวัลย์’ หรือ ‘ไพรวัลย์ วรรณบุตร’ ได้ออกมาโพสต์คลิป ฟาดกระแส ‘พระพุทธรูปปางปลดหนี้’ ในวัดแห่งหนึ่งที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ทำให้มีประชาชน กำลังศรัทธาแห่ไปกราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล และหวังให้ช่วยปลดหนี้ในยุคเศรษฐกิจไม่ดีกันเป็นจำนวนมาก

โดยระบุว่า “ล่าสุดเห็นพระพุทธรูปปางปลดหนี้ของอาจารย์ท่านหนึ่ง คนแห่ไปไหว้เยอะมาก ไม่ได้ไหว้เพราะเชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้านะ แต่ไหว้เพราะชื่อรุ่นที่เรียก

อยากหมดหนี้ก็ไปทำงานค่ะ ทำงานเสร็จเก็บเงินใช้หนี้เขาก็หมด ไม่ใช่ไหว้พระ ไม่มีพระรูปไหนช่วยได้ พระไม่มีเงิน พระพุทธเจ้าตอนพระองค์บวชได้ทิ้งสมบัติไปหมด เหมือนท่านบ้วนน้ำลายทิ้ง

ขนาดพระราหุลไปขอยังไม่ได้โภคสมบัติเลย แต่พระองค์จับบวชเณรให้อริยทรัพย์ที่มั่นคง ติดตัวเป็นพระอรหันต์ ให้หมดกิเลส ถ้าให้โภคทรัพย์ ปีบเดียวหมด ใช้ไม่ดีเดี๋ยวก็หมด ขนาดลูกในไส้ท่านยังไม่ให้เลย แล้วเราเป็นใครจะไปขอ

หลวงพ่อรุ่นปลดหนี้ คิดว่าท่านจะให้เหรอ ถ้าท่านพูดได้ท่านคงบอกให้ไปทำงาน ตั้งใจทำงาน เก็บเงิน แบ่งส่วนหนึ่งไว้กินไว้ใช้

ส่วนหนึ่งทยอยจ่ายหนี้ ใช้หนี้เก่าไม่สร้างหนี้ใหม่ ยังไงก็หมด ไม่ใช่หนี้เก่ายังไม่ใช้ หนี้ใหม่ก่อเรื่อยๆ ทุกวัน 10 พระพุทธเจ้าก็ช่วยคุณไม่ได้ค่ะ

จะมาปางปลดหนี้ปลดสินอะไรล่ะ คนเราถ้าเป็นแบบนี้ทุกคนก็ไม่ต้องสนใจแล้ว วันๆ เอาแต่ก่อหนี้สร้างหนี้ จะแก้หนี้ก็ไปไหว้พระ มันก็ขัดกับหลักเหตุปัจจัย ไม่ถูกตามหลักอริยสัจ ทุกข์ใดใครก่อคนนั้นก็ต้องแก้ ใครจะไปช่วยได้ หนี้คุณเป็นคนยืมก็ต้องใช้ ใครจะไปใช้แทน

พระพุทธเจ้าไม่มีสมบัติแล้ว จะเอาสมบัติไหนมาใช้หนี้ให้ ไม่มีคำสอนในศาสนาไหนที่พระมาใช้หนี้ให้ฆราวาส อย่าไปไหว้กัน ไม่มีพระพุทธรูปปางไหนปลดหนี้ให้ได้ ไม่อยากเป็นทุกข์ก็ก่อหนี้ให้น้อย ก่อหนี้เฉพาะเรื่องที่จำเป็นที่สุด ก่อหนี้อันไหนใช้อันนั้นก่อน อย่าก่อหนี้ไปเรื่อย

บางคนก่อหนี้เหมือนมี 10 มือ คนเดียวมีแค่ 2 มือ เดือนหนึ่งทำงานได้หลักหมื่น ก่อหนี้หลักแสนหลักล้าน เมื่อไหร่จะใช้หนี้หมด ก่อเดียวที่ควรจะก่อ คือ ก่อร่างสร้างตัว ไม่ใช่ก่อหนี้ก่อสิน

ก่อให้มันน้อยๆ จะได้ไม่ต้องลำบากพระ จะได้ไม่ต้องมีพระรุ่นปลดหนี้ แถมทำเหมือนรู้ยุคนี้คนเป็นหนี้เยอะ ก็เลยสร้างให้กราบไหว้กัน

ถ้าขอกำลังใจ ขอความเข้มแข็ง ขอสติปัญญาจากพระได้ค่ะ แต่กลับบ้านก็ต้องจัดการตัวเองทั้งนั้น ไม่มีพระองค์ไหนตามเรากลับบ้านมา พระประธานท่านก็อยู่ในโบสถ์ วิหาร วัด ท่านให้ได้อย่างมากธรรมะ แง่คิด ปฏิบัติตามธรรมะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ที่ยึดเหนี่ยว กลับมาบ้านก็ตัวเราแก้ไขจัดการเอง”

พร้อมกันนี้ แพรรี่ ยังได้ออกมาโพสต์ข้อความเพิ่มเติมในเฟซบุ๊กด้วยว่า…

“พระพุทธรูปมีอยู่แค่ปางเดียวเท่านั้นค่ะ นั่นก็คือปางปลดทุกข์ ไม่มีหรอกค่ะ ปางปลดหนี้ มีทุกข์อ่ะ พระท่านช่วยได้ เพราะท่านมีธรรมะให้เราเอาไว้สำหรับปลอบประโลมใจ
มีธรรมะแล้วจิตใจมันก็เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว มันก็อยากจะสู้ อยากจะหันกลับมาอยู่ในทางที่เป็นสัมมาชีพ อยากจะทำงานเก็บเงิน ใช้หนี้ใช้สิน แล้วสุดท้ายมันก็จะหมดหนี้ค่ะ แล้วสุดท้ายมันก็จะปลดหนี้ได้ค่ะ

มีหนี้ต้องทำงานใช้หนี้เท่านั้นค่ะ จัดการหนี้เก่า ไม่ขยันสร้างหนี้ใหม่ มีวินัยในการอดออม ชีวิตดีขึ้นแน่นอนนะคะ

มีหนี้ แต่ไม่มีความรับผิดชอบ ต่อให้มีพระพุทธเจ้า 10 พระองค์ ท่านก็ช่วยใครไม่ได้หรอกค่ะ

ปล. ขนาดพระท่านยังต้องบิณฑบาตเลี้ยงชีพเลย”

งานนี้เมื่อแชร์ออกไปชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นสนั่น ทั้งในมุมมองชื่นชมแพรรี่ ที่ออกมาพูดเตือนสติผู้คนแบบตรงไปตรงมา พร้อมสนับสนุนให้ยึดหลักไม่สร้างหนี้ ก็จะหมดหนี้ไปเอง ขณะที่บางส่วนก็ไม่เห็นด้วยกับประเด็นดังกล่าว

‘บิ๊กโจ๊ก’ เผย!! ผู้ต้องหาเยอรมันซื้อกามเด็ก 14 ปีจริง แต่ไม่ได้จ่ายสินบน 1 ลบ. แลกประกันตัวกลับประเทศ

(26 ม.ค. 67) พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เปิดเผย ผลการประชุมร่วมกับตำรวจสืบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ อัยการของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เมื่อวานนี้ (25 ม.ค. 67) เพื่อเคลียร์ประเด็นข้อเท็จจริง ที่มีสื่อต่างประเทศนำเสนอข่าว นายเจน คริช ชาวเยอรมัน จ่ายสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 ล้านบาท เพื่อแลกการประกันตัวกลับประเทศ

ภายหลังการประชุมร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและอัยการฯ พบว่าทางตำรวจสอบสวนและอัยการได้ดำเนินการสอบปากคำ นายเจน คริช พร้อมทำสำนวนเอกสารเป็นที่เรียบร้อย พบว่านายเจน คริช ได้ให้การยืนยันและยอมรับประเด็นที่นำเสนอในสื่อต่างประเทศไม่เป็นความจริง แต่เกิดจากการบิดเบือนข้อเท็จจริงของสื่อต่างประเทศบางสื่อ ที่เชิญนายเจน คริช สัมภาษณ์

ต่อคดีที่เกิดขึ้นในประเทศไทย นายเจน คริช ยืนยันในข้อมูลที่เป็นจริงว่า ได้กระทำความผิดคดีซื้อบริการทางเพศเด็กหญิงไทย อายุ 14 ปี และถูกจับกุมดำเนินคดี ในประเทศไทยจริง โดยไม่มีการจ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อหลบหนีเดินทางกลับประเทศเยอรมัน แต่อย่างใด พร้อมทั้งได้กล่าวขอโทษที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงต่อข้าราชการตำรวจและกระบวนการยุติธรรมไทย

จับตาด่านสอง ‘พิธา-ก้าวไกล’ ‘คดี ม.112-ล้มล้างฯ’ มีเสียว!!

นับเป็นโชคดีของ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ที่ได้กลับสู่สภาฯ อีกครั้ง หลังจากศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 8 ต่อ 1 วินิจฉัยว่าแม้พิธาจะถือหุ้นไอทีวีอยู่จริง แต่ในขณะนั้นไอทีวีไม่ได้ประกอบกิจการสื่อ ไม่มีรายได้ ฯลฯ จึงไม่นับเป็นหุ้นสื่อ ไม่มีลักษณะต้องห้ามมาตรารัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ที่ห้ามถือหุ้นสื่อ...จึงไม่พ้นสมาชิกภาพความเป็น สส.ตามมาตรา101 (6)

ส่วนตัว ‘เล็ก เลียบด่วน’ ต้องขอแสดงความยินดีกับ พิธา...และเชื่อว่าหากจากนี้ไปหากพิธาซื่อตรงกับข้อเท็จจริงในทุกเรื่อง รวมทั้งชีวิตส่วนตัว...แปลไทยเป็นไทยว่า อย่าพูดโกหกไม่ว่าเรื่องใด ๆ ก็จะจำเริญรุ่งเรือง เพราะคนไทยเชื่อในพุทธภาษิต “คนพูดโกหกไม่ทำชั่วไม่มี” แก้ตรงนี้เสีย...อนาคตก็จะก้าวไกลเหมือนชื่อพรรค เฉพาะหน้าประชุมใหญ่วิสามัญเดือน เม.ย.ก็น่าจะได้คัมแบ็ก นั่งหัวหน้าพรรค และสเตปต์ต่อไปก็คือ เป็นผู้นำฝ่ายค้านสภาผู้แทนราษฎร…

สมัยนี้ก็เป็นผู้นำฝ่ายค้าน เป็นนายกฯ รถแห่ หรือ นายกฯ ว่าวไปก่อน...บำเพ็ญเพียรบารมี ยกระดับวุฒิภาวะอีกขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เลือกตั้งรอบหน้าระเบิดเถิดเทิง

อย่างไรก็ตามวันพุธที่ 31 ม.ค. 67 มีอีกด่านที่ พิธา ในฐานะผู้ถูกร้องที่ 1 และพรรคก้าวไกลผู้ถูกร้องที่ 2 จะต้องลุ้นระทึกคือ คดีที่ถูกร้องเรื่องการหาเสียงที่เดินหน้าแก้ไขมาตรา 112 สืบเนื่องถึงปัจจุบัน เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง...หรือไม่?

ผู้ร้องคือ นายธีรยุทธ สุวรรณเกษตร ศิษย์เอกคนหนึ่งของอดีตพระพุทธะอิสระ...

เป็นคดีที่ผู้ร้องต่อยอดมาจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 10 พ.ย. 64 กรณีการชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ ที่มีการเสนอ 10 ข้อแบบ ‘ทะลุเพดาน’ ให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งศาลสั่งให้นายอานนท์ นำภา, ภาณุพงศ์ จาดนอก และ รุ้ง ปนัสยา รวมทั้งองค์เครือข่ายหยุดการดำเนินการเพราะเป็นการเคลื่อนที่ไหวที่ “มีเจตนาซ่อนเร้นเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่เป็นการปฏิรูป..”

นายธีรยุทธเห็นว่าพรรคก้าวไกลดำเนินการขัดกับคำวินิจฉัย จึงใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ยื่นร้อง และศาลมีมติรับคำร้องเมื่อ 12 ก.ค. 66

ตอนท้ายของหน้าที่ 18 ของคำร้อง นายธีรยุทธ ขอให้ศาลวินิจฉัยว่า…

“...เพื่อเป็นมาตรการป้องกันความเสียร้ายแรงที่อาจจะเกิดกับสถาบันหลักของประเทศไว้ก่อน อันเป็นรัฐประศาสโนบายที่จำเป็นเพื่อดับไฟกองใหญ่ไว้แต่ต้นล้ม ผู้ร้องจึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญโปรดพิจารณาวินิจฉัยสั่งให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ 1 และพรรคก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ 2 เลิกดำเนินการใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เพื่อยกเลิกหรือแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และให้เลิกการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาและการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น เพื่อให้มีการยกเลิกหรือแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  ที่กระทำอย่าและเลิกดำเนินการใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคสอง”

ดูตามคำร้องคำขอ...คดีนี้ ก็คงไม่ไปไกลถึงขั้นยุบพรรคอะไรที่ไหนหรอก...แต่ที่ควรจับตามองคือ รายละเอียดและข้อเท็จจริงบางช่วงตอนที่ศาลจะวินิจฉัยเกี่ยวกับพฤติการณ์ของพิธาและก้าวไกลว่าเกี่ยวโยงกับคำวินิจฉัยของศาลรธน.10 พ.ย. 64 หรือไม่และอย่างไร?...ซึ่งตรงนั้นอาจเป็นเชื้อหรือสารตั้งต้น ให้บรรดา ‘นักร้อง’ นำไปทำหน้าที่กันต่อไป…

‘พิธา-ก้าวไกล’ อย่ามองข้ามความปลอดภัย...!!

‘ประกันสังคม’ ประกาศ!! ป่วยหยุดหายใจตอนหลับ เบิกค่า Sleep test ได้ มีผล ‘บังคับใช้’ ตั้งแต่ 1 ม.ค. 67 จ่ายจริงไม่เกิน 7 พันบาท

(26 ม.ค. 67) สำนักงานประกันสังคม ออกประกาศคณะกรรมการการแพทย์ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงานโดย พล.ต.ท.ธนา ธุระเจน ประธานกรรมการการแพทย์ ประกาศ ณ.วันที่ 22 ม.ค. 67

สาระสำคัญสำหรับผู้ประกันตนที่ป่วยด้วยโรคหยุดหายใจขณะหลับ คือ…

- ค่าตรวจการนอนหลับ (polysomnography) ชนิดที่ 1 จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 7,000 บาท

- ค่าตรวจการนอนหลับ (polysomnography) ชนิดที่ 2 (การตรวจวัดเหมือนชนิดที่ 1 เว้นแต่ไม่มี
   เจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามขณะหลับ) จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 6,000 บาท

- ค่าอุปกรณ์เครื่องอัดอากาศขณะหายใจเข้า (Continuous positive Airway Pressure - CPAP) 
   และอุปกรณ์เสริมสำหรับการรักษาในอัตราที่สำนักงานที่กำหนด

- เครื่องอัดอากาศขณะหายใจเข้า ชุดละ 20,000 บาท

- หน้ากากครอบจมูกหรือปากที่ใช้กับเครื่องอัดอากาศขณะหายใจเข้า ชิ้นละ 4,000 บาท

ทั้งนี้ค่าอุปกรณ์เสริม แผ่นกรองอากาศ กระดาษ และแผ่นกรองอากาศฟองน้ำ ให้รวมอยู่ในค่าบริการทางการแพทย์ของสถานพยาบาลที่สำนักงานกำหนดสิทธิ์ในการรับบริการทางการแพทย์สำหรับผู้ประกันตนมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป 

อย่างไรก็ตามในเรื่องดังกล่าว ทีมข่าว พีพีทีวีออนไลน์ได้สอบถามกับสำนักงานประกันสังคม ได้ข้อมูลเพิ่มเติม ว่า ผู้ประกันตน สามารถใช้สิทธิได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามการรักษาโรคนอนกรนตามแพทย์สั่งให้ทำ Sleep test 

หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการได้รับสิทธิ

- ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และ มาตรา 39 จะได้รับสิทธิเมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนวันรับบริการทางการแพทย์

- ผู้ประกันตนตาม มาตรา 38 และ มาตรา 41 จะได้รับสิทธิเมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือนภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนวันรับบริการทางการแพทย์ และได้รับสิทธิคุ้มครองภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน

‘สรานนท์ อนุอินทร์’ นายทวารช้างศึกผู้ได้รับโอกาสในยุค ‘อิชิอิ’ ‘มุ่งมั่น-อดทน’ จนช่วยไทยทะลุ 16 ทีมเอเชียนคัพแบบคลีนชีต

(26 ม.ค.67) จากเพจ ‘ช้างศึก - ฟุตบอลทีมชาติไทย’ ได้โพสต์ข้อความยกย่อง ‘สรานนท์ อนุอินทร์’ ซึ่งโชว์ฟอร์มการเซฟประตูให้กับทีมชาติไทย จนได้ผลเสมอกับซาอุดีอาระเบียไปอย่างน่าประทับใจ รวมถึงได้เผยถึงความมุ่งมั่นของผู้รักษาประตูนายนี้ ที่แม้จะไม่เคยได้รับโอกาสเป็นตัวจริงเลยสักเกม แต่ก็ยังคงมุ่งมั่นทำงานหนักอย่างมืออาชีพต่อไป ว่า…

สรานนท์ อนุอินทร์ ผู้รักษาประตูจากเชียงราย ยูไนเต็ด ติดทีมชาติไทยตั้งแต่ปี 2018 ในยุค มิโลวาน ราเยวัช แต่ยังไม่เคยมีโอกาสลงเฝ้าเสาให้ทัพช้างศึกในเกมอย่างเป็นทางการแม้แต่เกมเดียว

จากอายุ 24 ปีที่สัมผัสกับคำว่า ‘ทีมชาติ’ ครั้งแรก ปัจจุบันเจ้าตัวอายุครบ 29 ปีเต็ม

ทุกความพยายาม การทำงานหนัก ความมุ่งมั่น และความเป็นมืออาชีพ เป็นสิ่งที่ตอบแทนได้ดีว่าเขาคู่ควรกับการติดทีมชาติไทยมาโดยตลอด

วันนี้ สรานนท์ อนุอินทร์ ได้รับโอกาสจาก ‘มาซาทาดะ อิชิอิ’ กุนซือช้างศึก ลงสนามเป็นตัวจริง ในเกมเอเชียน คัพ 2023 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม F นัดสาม ก่อนโชว์เซฟสำคัญๆ ช่วยทีมเก็บผลเสมอ 0-0 ได้สำเร็จ และยังช่วยให้ทีมของเราผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์โดยที่เก็บคลีนชีทได้ตลอด 3 นัดแรก

นี่คือรางวัลสำหรับคนที่พยายามและไม่เคยคิดยอมแพ้ 

5 ปีที่รอคอย สิ้นสุดลงไปแล้วเมื่อคืน
You really deserved it.

สำหรับโปรแกรมฟุตบอล เอเชียน คัพ 2023 ของทีมชาติไทย
ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ทีมชาติไทย จะพบกับ ‘อุซเบกิสถาน’
วันอังคารที่ 30 มกราคม 2567 เวลา 18.30 น. (ตามเวลาประเทศไทย)
ณ อัล ยานูบ สเตเดียม

ศึกใหญ่ระดับทวีป ขอพลังของทุกคนมา #เชียร์ไทยให้ไกลถึงกาตาร์ กันเถอะ

'บลูเทค ซิตี้' ร่วมสนับสนุนโครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ เขต อบต. สะอ้าน ประจำปี 2567

เมื่อวันที่ (26 ม.ค. 2567) ทีมงานฝ่ายความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) โครงการนิคมอุตสาหกรรม ฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ ได้เข้าร่วมกิจกรรมพร้อมสนับสนุนน้ำดื่ม จำนวน 30 แพ็ค ข้าวสาร 5 กิโลกรัม จำนวน 30 ถุง ให้แก่ โครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ณ วัดท่าสะอ้าน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา โดยมี นายสนชัย แดงมี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าสะอ้าน เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ เขต อบตท่าสะอ้าน ประจำปี 2567

เนื่องจากปัจจุบันผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผู้สูงอายุจำนวนมากที่ต้องอยู่บ้าน เนื่องจากลูกหลานไปทำงานนอกบ้าน ทำให้ผู้สูงอายุต้องอยู่เพียงลำพัง ประกอบกับปัญหาด้านสุขภาพที่เสื่อมสภาพไปตามวัย และการเกิดโรคไม่ติดต่อ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือดทำให้ส่งผลทางด้านจิตใจ ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคภาวะซึมเศร้าได้ หากผู้สูงอายุได้มีการรวมกลุ่มทำกิจกรรมต่าง ๆ มีการพบปะพูดคุยกัน จะทำให้ผู้สูงอายุได้ผ่อนคลายความเครียด และยังมีความรู้ใหม่ ๆ สามารถปฏิบัติตนให้ถูกต้องในด้านการดูแลสุขภาพ

ดังนั้นชมรมผู้สูงอายุตบลท่าสะอ้าน จึงได้จัดทำโครงการสร้างเสริม สุขภาพสำหรับผู้สูงอายุในเขต อบต.ท่าสะอ้าน ประจำปีงบประมาณ 2567 ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้สูงอายุได้มีความรู้ในการปฏิบัติตนในด้านสุขภาพและยังการรวมกลุ่มพบปะพูดคุยผ่อนคลายความตึงเครียด อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งของชมรมผู้สูงอายุองค์การบริหารส่วนตำบลท่าสะอ้าน โดยการอบรมในครั้งนี้ จะมีกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้สูงอายุ จำนวน 160 คน และมีอีก ส่วนที่เราต้องติดตามเยี่ยมผู้ป่วยที่ติดเตียง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top