Tuesday, 4 August 2026
Hard News Team

'กวี ชูกิจเกษม' พาส่องเศรษฐกิจกัมพูชา ชี้ 'ผลดี-ผลเสีย' รอบทิศ แง้ม!! โอกาสภาคธุรกิจไทยอาจไม่ใช่เร็ววัน แต่ห้ามตกขบวน

(25 ม.ค. 67) จากเฟซบุ๊ก 'กวี ชูกิจเกษม' โดยคุณกวี ชูกิจเกษม นักลงทุน VI และนักวิเคราะห์ที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Head of Research and Content. บล.Pi ได้เผยทริปเยือนกัมพูชากับ CSI พาชมความคืบหน้าเศรษฐกิจกัมพูชาภายใต้โอกาสของธุรกิจไทย โดยระบุว่า...

ปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจต่อหัวของประเทศกัมพูชามีขนาดเล็กเพียง 2 พันเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับประเทศไทยที่ 8 พันเหรียญสหรัฐฯ 

แต่ถึงกระนั้น ก็มีบริษัทใหญ่ ๆ จากประเทศไทยสนใจเข้ามาลงทุนมากพอควรเช่น CP Group, MAKRO, CPALL, PTT, OR, MINOR FOOD, GLOBAL, SJWD, TCC, SAMART, SCG etc. แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการทำธุรกิจ 

อย่างไรก็ตามประเทศกัมพูชาต้องพัฒนาอีกหลายด้าน ปัจจุบันยังคงเน้นอุตสาหกรรมแรงงานถูกเช่นอุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ที่คิดเป็น 80% ของมูลค่าการส่งออกรวม หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ยังล้าหลัง ซึ่งทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ค่อนข้างสูง 

ขณะที่ต้นทุนในการเริ่มธุรกิจค่อนข้างสูงเทียบกับประเทศคู่แข่ง ด้านการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศก็ยังขาดเสน่ห์อยู่บ้าง 

แต่ข้อดีของประเทศนี้คือ อายุเฉลี่ยของคนกัมพูชาต่ำเพียง 25 ปี ขณะที่อัตราการเกิดสูงที่สุดในประเทศอาเซียน ยังขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตได้อยู่ โดยปีที่แล้วเศรษฐกิจกัมพูชาโต 5% ขณะที่ปีนี้คาดจะโตประมาณ 6% 

อย่างไรก็ตามธุรกิจในไทยคงยังไม่อาจได้ประโยชน์จากประเทศกัมพูชามากนักในระยะสั้น แต่ในอนาคตผมเชื่อว่าธุรกิจในไทยก็คงไม่อาจปิดประตูโอกาสในประเทศกัมพูชาได้ และจากการที่ผมมาประเทศนี้เมื่อห้าปีที่แล้วเทียบกับวันนี้บอกได้เลยว่าพัฒนาขึ้นมาก 

เพียงแต่ปัญหาระยะสั้นที่ต้องแก้ไขช่วงนี้คือ ผมมองว่าทุนจีนเข้ามามากไป ทำให้ราคาอสังหาฯ หรือราคาสินค้าแพงขึ้น จนสร้างความเหลื่อมล้ำมากเกินไป ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการก้าวต่อไปได้ และเรื่องการศึกษาที่เป็นปัญหาเหมือนประเทศไทยเช่นกัน

'หญิงต่างชาติ' ไม่มีเงิน หิวโซ ขอกินข้าวเหลือ เจ้าของร้านคนไทยใจดี ให้กินฟรี เติมเพิ่มให้จนอิ่ม

จากกรณีผู้โซเชียลรายหนึ่งได้โพสต์คลิปวิดีโอชาวต่างชาติรายหนึ่งที่มาขอข้าวกินที่ร้าน จนกลายเป็นโมเมนต์สุดประทับใจ

ล่าสุด (25 ม.ค. 67) น.ส.รัตนธร กำเนิดไทย เจ้าของโพสต์ เปิดเผยว่า ปกติตนไปช่วยลูกชายเลี้ยงหลานอยู่ที่ร้าน ช่วงเย็นเมื่อวานนี้ ตนทำอาหารไปให้ลูกชาย และวางไว้บนโต๊ะ โดยตนและลูกสะใภ้ทานเสร็จแล้ว เหลือแต่ลูกชายที่กำลังวุ่นกับการขายของ ระหว่างนั้นตนออกมาก็พบว่ามีหญิงต่างชาติรายหนึ่ง มานั่งกินกับข้าวอยู่ที่โต๊ะ

ลูกชายเล่าให้ฟังว่า ชาวต่างชาติรายนี้เข้ามาขอทานอาหารที่เหลืออยู่บนโต๊ะ เนื่องจากไม่มีเงิน เมื่อตนเข้าไปจะพูดคุย ก็พบว่ากินข้าวและพะโล้หมดเกลี้ยง แต่แกงส้มยังเหลืออยู่ ตนจึงถามไปว่า ไม่กินเผ็ดเหรอ แต่ตนก็ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษ จึงใช้การพูดคุยผ่านภาษากายแทน

ตนเห็นดังนั้นจึงนำข้าวและพะโล้ไปเติมให้อีก ยังมีลูกค้าชายโต๊ะอื่นนำน้ำมาให้เธออีกด้วย หลังทานเสร็จ ชาวต่างชาติรายนี้ได้ขีดเขียนอะไรบางอย่าง ตนก็คิดกับลูกสะใภ้ว่าเขาคงเขียนบันทึกไดอารี่ แต่ปรากฏว่า เขานำกระดาษใบนั้นมายื่นให้ตน

เป็นภาพวาดของตนที่กำลังอุ้มหลาน ลูกชายที่กำลังวุ่นวายกับการเสิร์ฟกับข้าว และลูกสะใภ้ที่กำลังชงน้ำ ตนเข้าใจว่านี่เป็นการขอบคุณที่ตนได้ช่วยเหลือ

ทั้งนี้หลังจากที่ตนลงคลิปไปก็มีหลายคนเป็นห่วงว่าชาวต่างชาติจะมาหลอกหรือไม่ แต่ตนก็ไม่กังวล เพราะจากภาพที่เห็นคือเขาหิวโซ กินจนหมดเกลี้ยง และไม่ได้มาขอเงินอะไร

อีกทั้งยังมาตัวคนเดียว พร้อมกับกระเป๋าสัมภาระมากมาย ตนและลูกชายเป็นคนใจอ่อนเห็นแบบนี้ก็อดที่จะไม่ช่วยไม่ได้ และดีใจที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ห้ามพลาด!! ‘ไอศกรีมทศกัณฐ์-หนุมาน’ ของดี ณ สัทธา อุทยานไทย เชื่อมโยงลายกระเบื้องพระปรางค์วัดอรุณฯ ปลุกกระแสความเป็นไทย

(25 ม.ค. 67) กลายเป็นกระแสฮือฮาอีกครั้งของไอศกรีม 3D ที่เพิ่งกลายเป็นกระแสไวรัลอย่างรวดเร็ว ‘ไอติมปลาทู’ ซอฟต์พาวเวอร์ของ จ.สมุทรสงคราม ที่มีนักท่องเที่ยวแห่ชิมเพียบ ทำเอายอดผลิตไม่ทัน หรือจะเป็นต้นตำหรับที่มาแรง ไอศกรีมลายกระเบื้องพระปรางค์วัดอรุณฯ 2 รสชาติแห่งความเป็นไทย ที่ลงใส่ตู้ไอศกรีมครั้งใดต้องหมดเกลี้ยงตู้ในแต่ละวัน

ล่าสุดที่ ณ สัทธา อุทยานไทย อ.บางแพ จ.ราชบุรี ได้ผลิต ‘ไอศกรีมรามเกียรติ์ ทศกัณฐ์ และหนุมาน’ หน้าตาสุดน่ารัก 4 รสชาติ คือ รสน้ำมะพร้าวน้ำหอมอัญชัน รสน้ำมะพร้าวน้ำหอมใบเตย รสนมชมพู และรสชาไทย ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากไอศกรีมลายกระเบื้องพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ที่สื่อถึงความเป็นไทย ทำให้นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวเน็ต ต่างพากันไปอุดหนุน เรียกได้ว่าลงกี่รอบก็หมดทุกรอบ นอกจากจะได้ชิมรสชาติของไอศกรีมแล้ว ยังสนุกกับการได้ถ่ายภาพไอศกรีมกับมุมต่างๆ ของพระปรางค์วัดอรุณฯ ด้วย

ซึ่งภายใน ณ สัทธา อุทยานไทย เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของ จ.ราชบุรี ที่นักรีวิวต่างพากันไปรีวิว จนมีนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศไทยเดินทางไปเที่ยวชมความงามของเทศกาลงานไฟร้อยล้านดวง และชมบรรยากาศความเป็นไทยๆ ที่มีการจำลองแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่าง ลานพระพุทธรูป 4 สมัย หรือจะเป็นบ้านทรงไทย หุ่นขี้ผึ้งของบุคคลสำคัญต่างๆ และพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของเมืองไทย

คุณพลอยพรรณ ขัตติยากรจรูญ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด ณ สัทธา อุทยานไทย หนึ่งในเจ้าของไอเดียร์ไอศกรีมรามเกียรติ์ กล่าวว่า ไอเทมของไอศกรีม 3D กลายเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว ทาง ณ สัทธา อุทยานไทย ได้ออก ‘ไอศกรีมรามเกียรติ์ ทศกัณฐ์ และหนุมาน’ ชวนนักท่องเที่ยว พาทศกัณฐ์ กับหนุมาณ ไปเดินเที่ยวเซลฟี่กับุมมต่างๆ ภายใน ณ สัทธา อุทยานไทย 

โดยภายหลังจากเพจสื่อท้องถิ่นราชบุรี ได้นำ ‘ไอศกรีมรามเกียรติ์ ทศกัณฐ์ และหนุมาน’ ไปเผยแพร่ ปรากฏว่ามีผู้สนใจเข้ามาชม กดไลก์ กดแชร์เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่บอกว่าไอศกรีมรามเกียรติ์มาถึงราชบุรีแล้ว ต้องมาลองชิมให้ได้

ซึ่ง คุณพลอยพรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ‘ไอศกรีมรามเกียรติ์ ทศกัณฐ์ และหนุมาน’ ตอนนี้เราได้ออกมา 4 รสชาติ คือ รสน้ำมะพร้าวน้ำหอมอัญชัน รสน้ำมะพร้าวน้ำหอมใบเตย รสนมชมพู และรสชาไทย โดยเราผลิตเพียงวันละ 100 แท่งเท่านั้น จำหน่ายแท่งละ 99 บาท โดยเราใช้สูตรของทาง ณ สัทธา อุทยานไทย ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น มะพร้าวน้ำหอมจากสวน อ.ดำเนินสะดวก มาเป็นรสชาติหลักที่จะให้ความหอมเป็นไทยๆ จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการผลิตไอศกรีม ก่อนจะเทลงในแม่พิมพ์ จากนั้นนำไปฟรีซให้ไอศกรีมแข็งตัว เป็นเวลา 1 วัน จากนั้นนำมาบรรจุถุงจำหน่าย ตอนนี้กระแสดีมาก ได้รับการตอบรับดีจริงๆ มีนักท่องเที่ยวมาถามหากันตลอด จนผลิตกันไม่ทัน

ทั้งนี้ ตนจึงอยากจะเชิญชวนนักท่องเที่ยวได้พา ‘ทศกัณฐ์ กับ หนุมาน’ ไปเดินเที่ยวเซลฟี่กับุมมต่างๆ ภายใน ณ สัทธา อุทยานไทย ทั้งกลางวันและกลางคืน รับรองสวยทุกมุม สำหรับท่านที่สนใจจะมาซื้อไอศกรีม ‘ทศกัณฐ์ กับ หนุมาน’ ทางเราจัดสถานที่จำหน่ายไว้ 3 จุด ซึ่งได้แก่
จุดแรก ที่ร้านอาหารรสสัทธา จุดที่สอง เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ และจุดที่สาม ร้านกาแฟหน้าน้ำตก ภายใน ณ สัทธา อุทยานไทย หรือโทรสอบถามได้ที่ 032-383-333 และ 081-5272782

ชื่นชม!! ‘ทีมแพทย์จีน’ มุ่งมั่นเดินหน้า ‘ผ่าตัดสมอง’ สำเร็จ แม้ต้องเผชิญเหตุ ‘แผ่นดินไหว’ ในซินเจียงอุยกูร์ก็ตาม

(25 ม.ค. 67) ย้อนชมการปฏิบัติงานอย่างมืออาชีพของทีมแพทย์และพยาบาลประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองอาลาเอ่อร์ เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งยังคงปฏิบัติการ ‘ผ่าตัด’ ต่อไปอย่างระมัดระวังแม้เผชิญเหตุแผ่นดินไหว

ซึ่งคลิปวิดีโอเผยภาพทีมแพทย์และพยาบาล นำโดยศัลยแพทย์อันซูฟาง กำลังทำการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะผู้ป่วยวิกฤตรายหนึ่ง ก่อนที่ไม่กี่วินาทีถัดมา จะเกิดการสั่นไหวจนพวกเขาทั้งหมดรับรู้ได้และนิ่งค้างอยู่ชั่วอึดใจ

แม้อุปกรณ์การแพทย์ในห้องผ่าตัดจะสั่นไหวตามแรงแผ่นดินไหว อันซูฟางและทีมงานยังคงสงบและมีสมาธิอย่างมืออาชีพ จนกระทั่งทำการผ่าตัดที่มีความเสี่ยงสูงนี้เสร็จสิ้น และผู้ป่วยอยู่ในภาวะปลอดภัย

อันซูฟางเล่าว่าผู้ป่วยรายนี้ต้องรับการผ่าตัดเปิดกะโหลกฉุกเฉิน หลังจากประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเกิดภาวะสมองเลื่อน ส่วนเหตุแผ่นดินไหวทำให้เตียงสั่น แต่เขายังคงผ่าตัดต่อจนสำเร็จลุล่วงด้วยดี

ทั้งนี้ อำเภออูสือ แคว้นอาเค่อซูของซินเจียง เผชิญเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง ขนาด 7.1 ตามมาตราแมกนิจูด ตอนราว 02.09 น. ของวันอังคาร (23 มกราคม ) ตามเวลาปักกิ่ง โดยจุดศูนย์กลางการสั่นไหวอยู่ลึกใต้ดินราว 22 กิโลเมตร และห่างจากเมืองอาลาเอ่อร์ราว 240 กิโลเมตร

'กุมารดอย' แจง!! ปมชาวเน็ตดรามาก้มกราบ 'เสี่ยโบ๊ท' ไม่เหมาะ ชี้!! "เป็นการเคารพขั้นสูงสุดของผม" ลั่น!! ถ้าไม่มีแรงหนุน ก็ไม่มีวันนี้

(25 ม.ค. 67) จากเฟซบุ๊ก 'กุมารดอย เพชรยินดีอะคาเดมี่' แชมป์รุ่นแบนตั้มเวต เวทีมวยราชดำเนิน โพสต์เปิดใจ หลังมีชาวเน็ตรายหนึ่ง บอกไม่เห็นด้วย กับวัฒนธรรมมวยไทย เรื่องการก้มไหว้คู่ต่อสู้ หรือผู้มีพระคุณ ระบุว่า...

"ผมรู้สึกดีใจและอยากกราบขอบคุณผู้มีพระคุณที่ทำให้ผมมีวันนี้ ถ้าไม่มีเสี่ยโบ๊ทคอยสนับสนุนส่งเสริมคอยซัปพอร์ตคงไม่มีผมในวันนี้ การกราบไหว้ผู้มีพระคุณ คือ การเคารพขั้นสูงสุดของผมซึ่งประเพณีไทยก็ทำกันแบบนี้โดยไม่มีใครบังคับ ใครข้องใจก็จงไปศึกษาวัฒนธรรมให้ดีๆ ก่อน"

สถานทูตอิสราเอลในไทย ใช้ตุ๊กๆ ติดป้ายตัวประกันที่ถูกจับร่อนทั่วกรุง ผิดมารยาทตามแบบธรรมเนียมพิธีการทางการทูตหรือไม่?

ผิดมารยาท…ตามแบบธรรมเนียมพิธีการทางการทูตหรือไม่?

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ปล่อยตัวประกันที่ถูกจับในฉนวนกาซา ด้วยการติดแผ่นป้ายใบหน้าตัวประกันหลังรถสามล้อกว่า 100 คัน และให้วิ่งไปตามถนนสายหลักต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ

พิธีการทูต (Diplomatic protocol) ในการเมืองระหว่างประเทศ เป็นมารยาททางการทูตและกิจการของรัฐ พิธีการทูตเป็นกฎซึ่งชี้นำว่ากิจกรรมหนึ่ง ๆ ควรดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาการทูต ดังนั้นการนำเรื่องราวของความขัดแย้งอันเป็นปัญหาระหว่างประเทศมารณรงค์ในประเทศที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับความขัดแย้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียวโดยไม่ยอมกล่าวถึงมูลเหตุของความขัดแย้งนั้น ส่วนพิธีสารเจาะจงพฤติกรรมที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปในประเด็นรัฐและการทูต

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณี ว่า เวลาอิสราเอลทำอะไรไม่เคยมาขออนุญาตทางการไทย และขอยืนยันว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวนั้นไทยไม่ค่อยเห็นด้วย จึงได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เชิญเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยมาพูดคุย 

นายปานปรีย์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้เรากำลังอยู่ในระหว่างช่วงการเจรจาให้ตัวประกันทั้ง 8 คนได้กลับมาสู่ประเทศไทย จึงไม่ประสงค์ที่จะสร้างปัญหาหรือไม่ประสงค์ที่จะทำให้ประเทศที่เกี่ยวข้องเกิดความเข้าใจผิดว่าเราไปสนับสนุนประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะประเทศที่มีความขัดแย้งกันอยู่ ดังนั้น ไทยเป็นมิตรกับทุกประเทศและในส่วนของอิสราเอล ตนก็เชื่อว่าพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ชาวโลกเข้าใจว่าเขาไม่ได้มีส่วนทำให้เกิดปัญหานี้ แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของไทยก็มองว่าเวลานี้ เรื่องสำคัญที่สุดคือ ให้ตัวประกันคนไทยทั้ง 8 คนปลอดภัยที่สุดและกลับมาประเทศไทย และไม่ประสงค์ให้ประเทศใดประเทศหนึ่งใช้เวทีของไทยสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้น ทั้งยืนยันว่า รัฐบาลไทยยังคงพยายามหาแนวทางในการช่วยเหลือตัวประกันไทยที่เหลือ 

หลายปีที่ผ่านมาพฤติการณ์และพฤติกรรมของนักการทูตหลายชาติตะวันตกได้เข้ามายุ่งเกี่ยวและแทรกแซงทั้งทางการเมืองและกระบวนการยุติธรรมของไทยหลายครั้งหลายหน ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงต่างประเทศต้องดำเนินการ แต่เพราะการปล่อยปละละเลย จะด้วยความเกรงใจหรือไม่สนใจใด ๆ ก็ตาม จึงทำให้ประเทศต่าง ๆ ใช้ประเทศไทยในการเคลื่อนไหวโดยไม่ให้ความสำคัญต่อแบบธรรมเนียมตามพิธีการทูต (Diplomatic protocol) ที่ตัวแทนของอารยประเทศพึ่งปฏิบัติดังเช่นกรณีที่เกิดขึ้น

เรื่อง: ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

'เจ้าอาวาส' ดูแลเด็กติดยา จับมาปั้นเป็นนักมวย ขุนให้ตั้งใจเรียน พร้อมที่นอน-ข้าวให้กินทุกมื้อ

เมื่อวานนี้ (24 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดสะแก ต.โพนางดำตก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท พระสมุห์ยงยุทธ นริสฺสโร หรือ ‘พระอาจารย์ต่าย’ เจ้าอาวาสวัดสะแก ได้ก่อตั้งค่ายมวยชื่อว่า ‘ค่ายมวยศิษย์ อ.ต่าย’ โดยเก็บเด็กติดยาเสพติด พ่อแม่ทอดทิ้ง มาเลี้ยง และปั้นให้เป็นนักมวย จัดที่กินที่นอน ส่งเรียนหนังสือ พร้อมฝึกฝนให้ชกมวยเป็นอาชีพ โดยมีเจ้าอาวาสและพระลูกวัด เป็นผู้ฝึกสอน

พระอาจารย์ต่าย กล่าวว่า ที่มาของการทำค่ายมวยเริ่มต้นจากเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ได้เก็บเด็กมาเลี้ยง ซึ่งเป็นเด็กติดยาเสพติด พ่อแม่แยกทางกัน แรก ๆ ยังลุ้มลุกคลุกคลานฝึกซ้อมไปเรื่อยไม่ได้หวังอะไร เพียงต้องการให้เด็กกลุ่มนี้ห่างไกลยาเสพติด แต่อาชีพชกมวยถึงเจ็บตัวแต่ได้เงินทุกไฟต์ ได้มากได้น้อยแล้วแต่ประสบการณ์

อาตมาจึงได้คุยกับ นายนิติรุจน์ มุขเฉลิมวงศ์ นายกเทศมนตรีตำบลโพนางดำตก ว่าอยากพัฒนาเด็กต่อยมวยให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ และสร้างอาชีพให้เด็กได้

ปัจจุบันมีเด็กชายอายุ 8-15 ปี รวม 11 คน กินนอนอยู่ที่วัด วันจันทร์-ศุกร์ ตื่นตี 5 วิ่งออกกำลังกาย 7 โมงครึ่ง อาบน้ำไปโรงเรียน 8 โมง พระพาไปส่งโรงเรียน กลับจากโรงเรียน 4 โมง ซ้อมมวยจนถึง 2 ทุ่ม อาบน้ำกินข้าวเข้านอนเกือบ 3 ทุ่ม เราต้องฝึกให้เขามีระเบียบวินัย ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ หลังเลิกซ้อมรอบเช้าให้เก็บกวาดเวที หลังจากนั้นให้ทำกิจกรรมส่วนตัว

สำหรับเด็กที่ไม่ชกมวย อาตมาก็เลี้ยง แต่มีอย่างอื่นให้ทำ อาตมาจะไม่บังคับเด็ก ทุกคนจะได้เรียนหนังสืออย่างน้อยให้จบ ม.6 อาตมาต้องการให้เด็กมีอนาคต ให้เขายืนด้วยตัวเองได้ เขาไม่ได้อยู่กับเราตลอดชีวิต สักวันหนึ่งเขาต้องยืนด้วยลำแข้งของตัวเขา

ส่วนการพาเด็กไปชกมวยเวทีต่าง ๆ อาตมายึดหลักที่ว่าชกแล้วไม่หักค่าตัว ไม่หักเงินอัดฉีด ไม่หักค่าสีเสื้อ ยกให้เด็กหมด แต่ขอไว้ครั้งละ 100 บาท เก็บไว้เพื่อช่วยเหลือค่ายที่อาจมีเหตุจำเป็นต้องใช้

‘รมว.ปุ้ย’ เร่งศึกษากม. ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม-น้ำ ในครัวเรือน เตรียมชงเข้า ครม. พร้อม ‘โซลาร์รูฟท็อปเสรี’ หวังลดค่าไฟ ปชช.

(25 ม.ค. 67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันกำลังเร่งดำเนินการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขออนุญาตผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม และน้ำภาคครัวเรือน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนเป็นหลักเกี่ยวกับเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายให้กับครัวเรือน และไม่ให้มีปัญหาเรื่องของไฟฟ้า เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พิจารณาพร้อมกับนโยบายโซลาร์รูฟท็อป (Solar rooftop) เสรีในส่วนครัวเรือนของพรรคครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)

ขณะที่ความคืบหน้านโยบายโซลาร์รูฟท็อปเสรีในส่วนครัวเรือนนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน โดยปัจจุบันได้ปลดล็อกเรื่องการขอใบอนุญาตแล้วทั้งระบบ 

"กระทรวงฯ อำนวยความสะดวกให้แล้ว ด้วยการปลดล็อกการขอใบอนุญาต รง.4 ได้สบายมากขึ้น ไม่ต้องมาขอ ในภาคครัวเรือนด้วยเช่นเดียวกัน"

อย่างไรก็ดี ต้องเรียนว่าการติดตั้งโซลาร์ของครัวเรือนส่วนใหญ่จะมีขนาดกำลังผลิตไฟฟ้าไม่เกิน 10 เมกกะวัตต์ จะไม่ต้องขอใบอนุญาต รง.4 อยู่แล้ว 

ดังนั้น การดำเนินการดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนเป็นการปลดล็อกทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นขนาดใหญ่ และขนาดเล็กในครั้งเดียว

ชาวบ้านร้องกรมโรงงานฯ ตรวจสอบ สส.ก้าวไกล ถามตั้งโรงงานถูกต้องหรือไม่ หลังเป็นพื้นที่สีเขียว

(25 ม.ค. 67) เพจเฟซบุ๊ก วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า…

“ทุกคนคะ ชาวบ้านร้องตรวจสอบ โรงงาน สส.พรรคดัง จ.ฉะเชิงเทรา

โรงงานแห่งนี้รับผลิตกล่องกระดาษ แจ้งว่ากำลังผลิตวันละไม่ต่ำกว่า 100,000 กล่อง/วัน เป็นของ สส.ลักแกง ก่อนจะโอนให้แม่ก่อนเป็น สส.

ตรวจสอบจากเว็บไซต์กรมโรงงาน ไม่พบชื่อโรงงานแห่งนี้ในฐานข้อมูล ตรวจสอบพื้นที่ตั้งโรงงานพบว่าอยู่ในโซนสีเขียว เขตห้ามสร้างโรงงาน

จึงขอร้องเรียนไปทางกระทรวงอุตสาหกรรม ช่วยตรวจสอบใบอนุญาตและประเภทของกิจการว่าถูกต้องหรือไม่

หรือว่า สส.ชื่อดัง เป็นผู้มีอิทธิพลหรือไม่ จึงไม่กล้าตรวจสอบคะ”

‘สาวไทย’ สุดภูมิใจ!! ถือพาสปอร์ตไทยโชว์ทุกครั้งที่เยือนต่างประเทศ ตั้งใจ!! ‘แต่งตัวสวย-พูดเพราะ’ โชว์ความงามแบบไทย ให้ต่างชาติจดจำ

(25 ม.ค. 67) เพจ ‘ประเทศไทยต้องชนะ’ ได้แชร์เรื่องราวน่าประทับใจที่สาวไทยเจ้าของเพจ ‘The Diceland : เรื่องเล่าของไดซ์’ ออกมาระบุว่าภูมิใจที่ได้ถือพาสปอร์ตไทย และจะถือโชว์ทุกครั้งที่ไปต่างประเทศ โดยระบุว่า…

พลัง Soft Power ไทย!! 🇹🇭 สาวสุดภูมิใจ เวลาเที่ยวต่างประเทศ มักถือพาสปอร์ตไทยโชว์ตลอด อยากให้คนรู้ว่า “นี่แหละคนไทย”

สาวไทยเจ้าของเพจดังรายหนึ่งได้โพสต์ข้อความเล่าเรื่องระหว่างที่เธอเดินทางไปต่างประเทศ ผ่านเพจ The Diceland : เรื่องเล่าของไดซ์ ระบุข้อความว่า “ช่วงนี้มีสิ่งที่ชอบทำอย่างหนึ่ง อยู่สนามบินยุโรป ชอบถือพาสปอร์ตไทยโชว์หลาตลอดไม่เก็บเข้ากระเป๋า ยิ่งคนมองยิ่งชอบมากกกกก ภูมิใจอยากให้เขารู้ว่าสวย ๆ แบบนี้อะเป็นผู้หญิงไทย #พลังSoftPowerไทย”

ทั้งนี้ ยังระบุอีกว่า “ไดซ์จะแต่งตัวดี ถูกกาลเทศะ และพูดเพราะเสมอ ส่งต่อเป็นนัย ๆ ว่าประเทศไทยมีแต่คนสวย ๆ อยากให้เขามาเที่ยวกันเยอะ ๆ”

นอกจากนี้เธอยังคอมเมนต์ใต้โพสต์ของเธอเองเอาไว้ด้วยอีกว่า “หากใครใช้ Reels จะบอกว่าตอนนี้เรื่องท่องเที่ยวและ Thai Accent การพูดภาษาอังกฤษสำเนียงแบบไทย และหางเสียงบ้านเราดังมากนะ เช่น ok naa , thank you ka แบบไปนั่งอ่าน เขาบอกน่ารัก เป็นเรื่องความทรงจำ มันทำให้ฝรั่งคิดถึงเมืองไทย”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top