Sunday, 9 August 2026
Hard News Team

นราธิวาส-กิจกรรมเพิ่มพูนความรู้ และทักษะการบริหารจัดการฟาร์มตัวอย่างตามโครงการพระราชดำริในพื้นที่ จชต. ประจำปี 2567

ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส พันเอก ณัฐพล ชัยสุภา เสนาธิการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมเพิ่มพูนความรู้ และทักษะการบริหารจัดการฟาร์มตัวอย่างตามโครงการพระราชดำริในพื้นที่ จชต. ประจำปี 2567 ตามโครงการพัฒนาความสามารถในการพึ่งพาตนเองของฟาร์มตัวอย่างตามโครงการพระราชดำริในพื้นที่ จชต. เพื่อเป็นแนวทางการจัดการองค์ความรู้ ในการนำไปปฏิบัติให้เกิดเสถียรภาพในการดำเนินงานฟาร์มตัวอย่างฯต่อไปในอนาคต โดยมีผู้จัดการฟาร์มตัวอย่างฯผู้ช่วยผู้จัดการฟาร์มตัวอย่างฯ และเจ้าหน้าที่บัญชีฟาร์มตัวอย่างฯ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  เข้าร่วมทั้งหมด 16 แห่ง ฟาร์มตัวอย่างฯ ละ 3 คน รวมทั้งสิ้น 48 คน 

ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อจะนำความรู้ที่ได้มาพัฒนา ต่อยอด มาปรับใช้ภายในฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงให้ฟาร์มตัวอย่างฯ สามารถเลี้ยงดูตนเองได้ และสนับสนุนให้ผู้จัดการฟาร์มตัวอย่างฯ , ผู้ช่วยผู้จัดการ และเจ้าหน้าที่บัญชีฟาร์มตัวอย่างฯได้รับความรู้ทางด้านการบริหารจัดการองค์กร การเงินและบัญชี ได้รับแนวทางการพัฒนาฟาร์มตัวอย่างฯที่ถูกต้องตรงตามหลักเกณฑ์ นำมาประยุกต์ใช้กับฟาร์มตัวอย่างในแต่ละพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงเพื่อพัฒนารูปแบบฟาร์มตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้เป็นไปศูนย์การเรียนรู้ที่ได้มาตรฐาน ตลอดจนเพื่อขยายผลการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้เป็นไปอย่างกว้างขวาง สามารถปฏิบัติตามได้จริง และเห็นผลเป็นรูปธรรม สมาชิกฟาร์มสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร / อัสมา บินมานุ จ.นราธิวาส

‘เชลล์’ ประกาศยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ปี 2024 ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้น้ำมันของเชลล์

เมื่อไม่นานมานี้ บริษัท เชลล์ จำกัด (มหาชน) (Shell) ได้เผยแพร่การอัปเดตข้อมูลการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ที่มีการเปิดตัวกลยุทธ์ Powering Progress ในปี ค.ศ. 2021 ในงาน Capital Markets Day ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2023 นั้น เชลล์ได้เน้นย้ำถึงแนวทางของกลยุทธ์นี้ที่จะนำมาใช้ในการสร้างมูลค่าที่มากขึ้นควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยในงาน Capital Markets Day นั้น เชลล์มุ่งเน้นที่ ‘การสร้างมูลค่าที่มากขึ้น’ ส่วนในการอัปเดตการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานครั้งนี้ เชลล์มุ่งเน้นไปที่วิธีการที่กลยุทธ์เดียวกันนี้จะช่วย ‘ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก’

เป้าหมายของเราที่จะบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในค.ศ. 2050 ในการดําเนินงานและผลิตภัณฑ์พลังงานทั้งหมดนี้กำลังเปลี่ยนแปลงธุรกิจของเรา เราเชื่อว่าเป้าหมายนี้จะช่วยให้บรรลุความมุ่งมั่นที่ท้าทายของข้อตกลงปารีสในการจํากัดภาวะโลกร้อนให้ไม่เกิน 1.5°C เหนือระดับอุณหภูมิก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม กลยุทธ์ของเชลล์สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่โซลูชันพลังงานคาร์บอนต่ำอย่างสมดุลและมีแบบแผนเพื่อรักษา แหล่งพลังงานที่มั่นคงและมีระดับราคาที่จับต้องได้

มร.วาเอล ซาวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสูงสุดของบริษัท เชลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “พลังงานมีส่วนช่วยในการพัฒนาของมนุษย์อย่างมากมาย ช่วยให้ผู้คนทั่วโลกจำนวนมากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปัจจุบัน โลกต้องตอบสนองความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้องจัดการกับความท้าทายเร่งด่วนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผมรู้สึกมีกำลังใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในหลายประเทศ และเทคโนโลยีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นอันแน่วแน่ของผมในทิศทางของกลยุทธ์เรา” 

“เชลล์มีบทบาทสำคัญมากในการจัดหาพลังงานที่โลกต้องการในปัจจุบัน และในการช่วยสร้างระบบพลังงานคาร์บอนต่ำสำหรับอนาคต การมุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพ วินัย และความเรียบง่ายในกระบวนการทำงานของเรา ช่วยผลักดันให้เกิดการตัดสินใจที่ชัดเจน ในจุดที่เราสามารถสร้างประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และสร้างมูลค่าสูงสุดให้กับนักลงทุนและลูกค้าของเชลล์ เราเชื่อว่า การมุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพ วินัย และความเรียบง่ายนี้จะยิ่งทำให้เรามีโอกาสบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศมากขึ้น โดยการจัดหาพลังงานประเภทต่าง ๆ ที่โลกต้องการ เราเชื่อว่าเชลล์เป็นทั้งทางเลือกสำหรับการลงทุนและพันธมิตรที่เหมาะสมที่สุด ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานนี้” ซาวัน กล่าว

>>แผนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของเชลล์ครอบคลุมธุรกิจทั้งหมด ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นเชื้อเพลิงที่สำคัญ

ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเชลล์กำลังขยายธุรกิจ LNG ชั้นนำของโลกด้วยความเข้มข้นของคาร์บอนที่ต่ำลง นอกจากนี้ เชลล์ยังมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตน้ำมันและก๊าซ ในขณะที่ยังคงรักษาระดับการผลิตน้ำมันให้คงที่ และเพิ่มยอดขายพลังงานคาร์บอนต่ำ รวมถึงทยอยลดการจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมัน เช่น น้ำมันเบนซิน ดีเซล และน้ำมันเครื่องบิน ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ค้าพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก เชลล์สามารถเชื่อมโยงการจัดหาพลังงาน คาร์บอนต่ำเพื่อตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างแน่นอน เช่นเดียวกับที่เราเคยทำมาเป็นเวลานานกับธุรกิจน้ำมันและก๊าซ  
เป้าหมายด้านสภาพอากาศของเชลล์มีความคืบหน้าที่ดีมากดังนี้ 

• ในปี ค.ศ. 2023 เชลล์บรรลุความสำเร็จไปแล้วกว่า 60% จากเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการดำเนินงานลงครึ่งหนึ่งภายในปี ค.ศ. 2030  เมื่อเทียบกับ ปี ค.ศ. 2016 ซึ่งถือว่าเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดโดยผู้ลงนามในกฎบัตรการลดปริมาณคาร์บอนของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ (Oil and Gas Decarbonization Charter) ที่ตกลงกันในเวทีการประชุมสมัชชาภาคีประเทศอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 28 (COP28)

• เชลล์ยังคงเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในการลดการปล่อยก๊าซมีเทน โดยเป็นหนึ่งในบริษัทแรก ๆ ที่ตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุการปล่อยก๊าซมีเทนเกือบเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2030 โดยในปี ค.ศ. 2023 เชลล์บรรลุการปล่อยความเข้มข้นของก๊าซมีเทนที่ 0.05% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ 0.2% อย่างมีนัยสำคัญ 

นอกจากนี้ ในปี ค.ศ. 2023 เชลล์ยังได้ให้การสนับสนุนกองทุน World Bank’s Global Flaring and Methane Reduction ของธนาคารโลกเพื่อสนับสนุนการดำเนินการร่วมกันของทั้งอุตสาหกรรมเพื่อการลดการปล่อยก๊าซมีเทนและการเผาก๊าซธรรมชาติเพื่อลดแรงดันในกระบวนการผลิตในปี ค.ศ. 2023 เชลล์บรรลุเป้าหมายด้านความเข้มข้นของคาร์บอนสุทธิของผลิตภัณฑ์พลังงานที่จำหน่าย โดยลดลง 6.3% เมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 2016 ซึ่งเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่เชลล์บรรลุเป้าหมาย เชลล์กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นธุรกิจพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยที่มีจุดแข็งที่สามารถแข่งขันได้ มองเห็นความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า และเข้าใจชัดเจนกับกฎระเบียบที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อผลักดันการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคขนส่ง เชลล์ตั้งเป้าความท้าทายใหม่ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันโดยลูกค้าลง 15-20% ภายในปีค.ศ. 2030 เมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 2021 (ขอบเขตที่ 3, หมวดที่ 11)

การมุ่งเน้นไปยังจุดที่เชลล์สามารถสร้างมูลค่าได้สูงสุด นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจไฟฟ้าแบบบูรณาการ เชลล์วางแผนที่จะสร้างธุรกิจไฟฟ้า รวมถึงพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนในภูมิภาคต่าง ๆ เช่น ออสเตรเลีย ยุโรป อินเดีย และสหรัฐอเมริกา และเชลล์ได้ถอนตัวการจัดหาพลังงานแก่ลูกค้ารายย่อยระดับครัวเรือนในยุโรป

เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในการจัดลำดับความสำคัญของมูลค่ามากกว่าปริมาณในธุรกิจไฟฟ้า เราจะให้ความสำคัญกับการเลือกตลาดและกลุ่มลูกค้า ซึ่งรวมถึงการขายไฟฟ้าให้กับลูกค้าภาคธุรกิจมากขึ้น และลดการขายให้กับลูกค้ารายย่อยลง การที่เราให้ความสำคัญกับมูลค่าเช่นนี้ เชลล์คาดว่าจะทำให้อัตราการเติบโตของยอดขายไฟฟ้าโดยรวมลดลงภายในปี ค.ศ. 2030 ซึ่งจะส่งผลต่อการปรับเป้าหมายความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนสุทธิของเชลล์  ปัจจุบันเชลล์มีเป้าหมายความเข้มข้นของคาร์บอนสุทธิจากผลิตภัณฑ์พลังงานที่จำหน่ายลง 15-20% ภายในปี ค.ศ. 2030 เมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 2016 และเทียบกับเป้าหมายเดิมที่ 20% 

ทั้งนี้ เชลล์จะยังคงรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับเป้าหมายและความมุ่งมั่นของเราอย่างโปร่งใสทุกปี

>>ขับเคลื่อนสู่อนาคตที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

ระหว่างปี ค.ศ. 2023 ถึงปลายปี ค.ศ. 2025 เชลล์ได้ลงทุนจำนวน 10,000-15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในโซลูชันพลังงานคาร์บอนต่ำ ซึ่งทำให้เชลล์กลายเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยในปี ค.ศ. 2023 เชลล์ลงทุน 5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในโซลูชันพลังงานคาร์บอนต่ำ หรือคิดเป็นกว่า 23% ของการลงทุนทั้งหมด 

การลงทุนเหล่านี้ครอบคลุมถึงสถานีชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เชื้อเพลิงชีวภาพ พลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจน การดักจับและกักเก็บคาร์บอน การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสำหรับเชลล์และลูกค้า เชลล์มุ่งมั่นที่จะช่วยปรับขนาดเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อให้กลายเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับลูกค้า และยังมุ่งเน้นการผลักดันนโยบายสำคัญ ในด้านต่าง ๆ ที่เชลล์เชื่อมั่นว่ามีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เช่น นโยบายที่สนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ รวมถึงราคาคาร์บอน การจัดหาพลังงานที่มั่นคงตามความต้องการของโลก 
การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงความต้องการ และการเติบโตของโซลูชันพลังงานคาร์บอนต่ำ

*การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของลูกค้าจากการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันของเชลล์ (ขอบเขตที่ 3, หมวดที่ 11) อยู่ที่ 517 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ในปีค.ศ. 2023 ซึ่งลดลงจาก 569 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ในปี ค.ศ. 2022

ขอนแก่น - Open House "มทร.อีสาน วข.ขอนแก่น" ร่วมพัฒนาขีดความสามารถกำลังพลกองทัพบก

เป็นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกองทัพภาคที่ 2 และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานเพิ่มโอกาสในการพัฒนาขีดความสามารถกำลังพล สนับสนุนภารกิจของกองทัพบก โดยเฉพาะในทหารกองประจำการ และยังตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมการสมัครใจเข้ามาเป็นทหารเพราะเมื่อปลดประจำการแล้วจะมีวุฒิการศึกษาที่สูงขึ้น พร้อมที่จะออกไปประกอบอาชีพที่ตนเองถนัด สามารถเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน เป็นทหารได้อะไรมากกว่าที่คิด

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดขอนแก่น รายงานว่า ที่ สโมสรนายทหารค่ายศรีพัชรินทร ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น พลตรี ฉกาจพงษ์ หงษ์ทอง รองแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม Open House การประชาสัมพันธ์หลักสูตรปวช. ปวส. และปริญญาตรี สำหรับหน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น โดยมี พลตรี วรพินิจ ขันธุปัฏน์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 23 ผศ.ดร.จารุวรรณ ธาระศัพท์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย มทร.อีสานวิทยาเขต ขอนแก่น พร้อมทั้งผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่ร่วมกิจกรรม 

ซึ่งเป็นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกองทัพภาคที่ 2 และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานเพิ่มโอกาสในการพัฒนาขีดความสามารถกำลังพล สนับสนุนภารกิจของกองทัพบก โดยเฉพาะในทหารกองประจำการ และยังตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมการสมัครใจเข้ามาเป็นทหารเพราะเมื่อปลดประจำการแล้วจะมีวุฒิการศึกษาที่สูงขึ้น พร้อมที่จะออกไปประกอบอาชีพที่ตนเองถนัด สามารถเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน โดยครั้งนี้มีกำลังพล ทหารกองประจำการ ของหน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ร่วมกิจกรรมจำนวน 150 นาย มีการแนะนำหลักสูตรระดับ ปวช. ปวส. และปริญญาตรี ทั้งสาขาวิชาเทคโนโลยีเครื่องจักรกล วิศวะจักรกลเกษตร วิศวะแปรรูปอาหารและผลผลิตการเกษตร วิศวะโลหะการเป็นต้น.

‘ช่อ’ โต้!! ‘ผอ.นิด้า’ ปม ‘ยุบก้าวไกล’ จะปั้นหัวหน้าคนใหม่คงไม่ง่าย ลั่น!! อนาคตใหม่ พิสูจน์แล้ว 4 ปีที่ผ่านมา คนเลือกพรรคที่แนวทาง

(20 มี.ค.67) จากกรณี ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผอ.ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล ระบุว่า หากพรรคก้าวไกลถูกยุบ จะปั้นหัวหน้าพรรคคนใหม่ แทนคุณพิธานั้นไม่ง่ายเลย

ด้าน น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความผ่าน X ถึงเรื่องดังกล่าวว่า…

“ตอนยุบอนาคตใหม่ นักวิเคราะห์ก็พูดกันแบบนี้ ไม่มีธนาธร ก้าวไกลคงไม่รอด 4 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าคนเลือกพรรคที่แนวทาง จุดยืนทางการเมือง และนโยบาย ทัศนคติแบบที่มองว่าพรรคก้าวไกลชนะเพราะปั่นกระแสขึ้นมา เพราะคนเห่อหัวหน้าพรรค ไม่ใช่การดูถูกพรรค แต่ดูถูกประชาชนผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

หากก้าวไกลชนะเพราะปั่นกระแส ทำไมกระแสแลนด์สไลด์ที่แรงมาก จึงไม่สามารถนำพาเพื่อไทยให้ชนะการเลือกตั้งได้?”

'2 สาวเกาหลี' ไม่ปลื้ม!! สิ่งที่คนเกาหลีมักมโนไกลทั้งที่ยังไม่เข้าใจในเมืองไทย  พอเห็นภาพช้าง-เห็นนา ก็คิดว่าประเทศนี้ไม่เจริญ-พร้อมเหยียด

เมื่อไม่นานมานี้ เพจ ‘DIY Review’ ได้แชร์วิดีโอการพูดคุยระหว่าง 2 สาวชาวเกาหลีใต้ คือ ‘ฮาน่า-ซอง ฮาอึน’ อินฟลูฯ และ ‘ซอ จียอน’ นักแสดง นักร้อง และนางแบบที่คนไทยรู้จักกันดี โดยทั้ง 2 ได้พูดถึงทัศนคติ มุมมองที่คนเกาหลีใต้มีต่อประเทศไทยและคนไทย 

โดยทั้งฮาน่าและจียอน เล่าว่าตนมักโดนถามคำถามที่คล้าย ๆ กัน เช่น คนไทยขี่ข้างเป็นปกติใช่ไหม? ประเทศไทยมีห้างสรรพสินค้าไหม? ปกติคนไทยผิวสีแทนไปทางดำใช่ไหม? โดยพวกเธอบอกว่าถ้าได้ยินคำถามพวกนี้ หรือได้ยินคนเกาหลีออกมาว่าคนไทย พวกเธอจะรู้สึกโกรธอย่างมาก เพราะพวกเธออยู่เมืองไทยมากกว่าอยู่เกาหลี พวกเธอรูดีว่าเมืองไทยเป็นอย่างไร

ทางด้านฮาน่า ระบุว่า “หนูสอนคนเกาหลีเลยนะว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นแบบนั้น ที่เห็นตามสื่อมีการขี่ช้าง มีท้องนา นั่นเพราะคือสื่อเพื่อการท่องเที่ยว จึงออกมาเป็นแบบนั้น ความจริงประเทศไทยไม่ได้เป็นเหมือนในโฆษณาไปทั้งหมด”

โดยจียอน เสริมว่า “เอาจริง ๆ คนไทยที่มีช้างคือคนรวยนะ” 

ฮาน่า กล่าวต่อว่า “ใช่ คนไทยที่มีช้างคือรวยมาก ๆ เพราะค่าใช้จ่ายเยอะ ต้องมีเงินถึงจะเลี้ยงช้างได้” และกล่าวต่อว่า “แต่เอาจริง ๆ อยากให้ทั้ง 2 ประเทศรักกัน อยากให้คนไทยและคนเกาหลีมองกับในแง่ดี ซึ่งทั้ง 2 ประเทศก็ต้องประพฤติดีต่อกันด้วย”

นอกจากนี้ ทั้ง 2 สาวก็ได้แชร์ประสบการณ์ที่พบเจอในฐานะเป็นคนเกาหลีที่ใช้ชีวิตในประเทศไทยมากกว่าประเทศบ้านเกิด โดยจียอนได้เล่าว่า สมัยที่เธอเข้าวงการบันเทิงใหม่ ๆ เมื่อเกิดกรณีดรามาเกี่ยวกับเกาหลี เธอจะเป็นฝ่ายโดยโจมตีตลอด ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ผิดอะไร หรือบางครั้งที่กลับเกาหลี พอกลับมาไทยก็ระแวงว่าจะโดนต่อว่าจากคนอื่นๆ

ส่วนสาวฮาน่า ก็ได้เล่าเสริมว่า ตนก็เจอเหตุการณ์คล้าย ๆ กับจียอนเช่นกัน จริง ๆ ก็เป็นมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อของตนแล้ว (คุณพ่ออยู่ในประเทศไทยมา 30 ปี) ตอนนั้นไม่มีใครช่วย เจอดรามาต่าง ๆ หนักมากจริง ๆ 

ทั้งนี้ ทั้ง 2 สาวก็ได้สรุปว่า ทั้งคนไทยและคนเกาหลี ต่างก็มีทั้งคนที่คิดดี ใจดี เข้าอกเข้าคนคนอื่น กลับกันก็จะมีคนที่คิดไม่ดี ใจร้าย และไม่เข้าใจอะไรเช่นกัน แต่คนที่คิดดี น่ารักมีเยอะกว่า เราควรโฟกัสและให้คุณค่ากับคนที่น่ารัก ๆ ดีกว่า

'รัฐบาลญี่ปุ่น' ดีเดย์!! เพิ่มทุนการศึกษาให้นักเรียนต่างชาติ ดึงดูดบุตรธิดาแรงงานที่ตั้งใจจะอยู่ในญี่ปุ่นอย่างถาวร

เมื่อวันที่ (18​ มี.ค.67)​ รัฐบาลญี่ปุ่นวางแผนที่จะขยายทุน​การศึกษา​ของนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างชาติตั้งแต่เดือนเมษายน เพื่อให้โอกาสทางการศึกษาแก่บุตรธิดาของแรงงานต่างชาติในประเทศ​ ที่ตั้งใจจะอยู่ในญี่ปุ่นอย่างถาวร​

กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ร่วมผู้รับทุนเป้าหมายที่พำนักอยู่ในประเทศกับผู้ปกครอง โดยมีเงื่อนไขว่าต้องสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมปลายในญี่ปุ่น และตั้งใจที่จะทำงานและพักอาศัยในญี่ปุ่น หลังจากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแล้ว

ทุนการศึกษาที่จัดสรรโดย Japan Student Services Organization ปัจจุบันมีให้เฉพาะพลเมืองญี่ปุ่นและชาวต่างชาติที่มีวีซ่าในฐานะผู้อยู่อาศัยถาวรพิเศษ ผู้อยู่อาศัยถาวร หรือผู้อยู่อาศัยระยะยาวที่ตั้งใจจะอยู่ในญี่ปุ่นอย่างถาวร

กระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีคาดว่านักเรียนประมาณ 500 ถึง 1,000 คนจะมีสิทธิได้รับทุนการศึกษาใหม่ ซึ่งมาในรูปแบบของเงินช่วยเหลือหรือเงินกู้

สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคเสรีประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล เรียกร้องให้รัฐบาลขยายการสนับสนุนด้านวิชาการสำหรับเด็กต่างชาติ ในขณะที่ประเทศมองหาแรงงานต่างชาติท่ามกลางจำนวนประชากรที่ลดลง

กลุ่มภาคประชาสังคม รวมถึงเครือข่าย Solidarity Network with Migrants Japan ขององค์กรพัฒนาเอกชน ยังได้เรียกร้องให้มีการขยายทุน​ โดยเห็นว่าลูกๆ ของแรงงานต่างชาติมักจะประสบปัญหาทางการเงิน

โทรุ ทาคาฮาชิ สมาชิกแกนนำของกลุ่มกล่าวว่า เขายินดีกับแผนการของรัฐบาลที่จะขยายทุนการศึกษา แต่การกำหนดให้นักเรียนต้องสำเร็จการศึกษา 12 ปีในญี่ปุ่น มีแนวโน้มว่าจะเป็นเงื่อนไขที่เข้มงวดเกินไป เนื่องจากหมายความว่าเด็กๆ จะต้องอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นก่อนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จึงจะมีสิทธิ

“เราจะให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลจะเคลื่อนไหวเพื่อผ่อนคลายกฎเกณฑ์ดังกล่าวหรือไม่” ทาคาฮาชิ กล่าว

ตามข้อมูลของกระทรวงแรงงาน​ จำนวนแรงงานต่างชาติในญี่ปุ่น ณ สิ้นเดือนตุลาคมปีที่แล้วพุ่งสูงถึง 2 ล้านคนเป็นครั้งแรก ทำลายสถิติแรงงานต่างชาติ 2,048,675 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.4 จากปีก่อนหน้า

สอดคล้องกับข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่นที่เปิดเผยการเพิ่มขึ้นของแรงงานต่างชาติ ผู้ที่เข้าประเทศญี่ปุ่นด้วย ‘วีซ่าติดตามครอบครัว’ มีจำนวน 244,890 คน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน พ.ศ.2566 เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 จากปีก่อนหน้า

'ทบ.' โต้!! 'สส.ก้าวไกล' ปม 'พลทหารคมทัช' ผูกคอดับ เพราะเครียดตัดหญ้า ชี้!! มูลเหตุชั้นต้นมาจากปัญหาส่วนตัวกับแฟน หลังสอบถามญาติ-เพื่อน

(20 มี.ค.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ สส.กทม. พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ภาพผู้ช่วยของตนเองผูกคอเสียชีวิตในค่ายทหารแห่งหนึ่ง พร้อมแชตข้อความระบายความในใจ ว่า เครียด ต้องไปตัดหญ้า กวาดบ้านผู้บังคับบัญชา ตอนดึกเพื่อนนั่งดูดกัญชา นอนแทบไม่ได้

ล่าสุดจากการตรวจสอบเบื้องต้นของกองทัพบก (ทบ.) พบว่า ผู้เสียชีวิต คือ พลทหารคมทัช พันฤทธิ์ ตำแหน่ง พลลูกมือ สังกัดกองร้อยบริการที่ 3 กองพันบริการ กองบริการ กรมการทหารช่าง ช่วยราชการ (พันบร.กบร.กช. ชรก.) ปฏิบัติงานที่โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์โยธินวิทยา (รร.ทบอ.โยธินวิทยา) ได้เสียชีวิตในวันที่ 19 มี.ค.67 ซึ่งจากการสอบถามญาติและเพื่อนพลทหารคมทัช ในชั้นต้นทราบว่า “สาเหตุจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้ เกิดจากปัญหาส่วนตัวกับแฟน”

ต่อมาเวลา 22.41 น. คืนวันที่ 19 มี.ค.67 ทางกองทัพบก ได้ออกเอกสารข่าวชี้แจงว่า ได้รับแจ้งกรณี ทหารกองประจำการกระทำอัตวินิบาตกรรม (ผูกคอเสียชีวิต) โดยเป็นทหารในสังกัดของ กองพันบริการกองบริการ กรมการทหารช่าง ช่วยราชการปฏิบัติงานที่ โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์โยธินวิทยา 

โดยหลังจากเกิดเหตุหน่วยแจ้งไปทาง สภ.เมืองราชบุรี เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและแพทย์นิติเวชร่วมในการตรวจสอบที่เกิดเหตุ และชันสูตรพลิกศพ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า พลทหารคมทัช พันฤทธิ์ เสียชีวิตด้วยการผูกคอตายในห้องน้ำของโรงเรียน

ในวันเดียวกันผู้บังคับหน่วยต้นสังกัดได้เดินทางไปพบครอบครัวเพื่อแจ้งเหตุการณ์ดังกล่าวและแสดงความเสียใจ ตลอดจนแจ้งสิทธิและสวัสดิการที่ผู้เสียชีวิตจะได้รับ และทางหน่วยต้นสังกัดจะช่วยดูแลอำนวยความสะดวกในด้านการจัดงานศพกับครอบครัว ทั้งนี้ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ธิษะณา ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ‘ธิษะณา ชุณหะวัณ - แก้วตา - Tisana Choonhavan’ ระบุว่า “อดีตผู้ช่วยแก้วได้ไปเกณฑ์ทหาร (จับได้ใบแดง) เมื่อวานนี้ตอนตีสามได้ข่าวมาจากผู้ช่วย สส.ที่สนิทกันอีกคนว่าน้องผูกคอตายในห้องน้ำในค่ายทหาร ก่อนอดีตผู้ช่วยแก้วจะเสียชีวิตในค่ายทหาร (ผูกคอตาย) ได้ส่งข้อความแบบนี้มาถึงชีวิตในค่ายทหาร”

“ขอเรียกร้องให้ค่าย 1.) แสดงความจริงใจและโปร่งใสโดยการเปิดเผยผลชันสูตรศพต่อสาธารณชน 2.) นโยบายทางจิตเวชให้กำลังพลไหม? 3.) ขอเรียกร้องความกล้าหาญจากผู้บังคับบัญชาที่จะกล้าเปิดเผยความจริง เหตุจูงใจหรือสิ่งที่กำลังพลต้องประสบพบเจอในค่าย 4.) การแสดงความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาต่อสิ่งที่เกิดขึ้น”

“ขอความเป็นธรรมให้เค้าด้วยค่ะ ขอให้ทุกคนช่วยกันส่งเสียงให้สภาผู้แทนราษฎรผ่านกฎหมาย #ยกเลิกเกณฑ์ทหาร #ค่ายทหารหรือคุก #คมทัชพันฤทธิ์”

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ หน่วยงานกระทรวงแรงงาน จ.ลำพูน พร้อมทั้งรายการร้องทุกข์ลงป้ายนี้ สถานีข่าวไทยพีบีเอส ลงพื้นที่ มอบรถเข็นวีลแชร์และอุปกรณ์ให้ผู้พิการและผู้ยากไร้ เติมกำลังใจให้ชีวิต

วันที่ 20 มีนาคม 2567 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วยหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน จ.ลำพูน ลงพื้นที่มอบรถเข็นวีลแชร์ และอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ จำนวน 2 ราย ในพื้นที่ ต.บ้านกลาง และ ต.เหมืองง่า อ.เมือง จ.ลำพูน

นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า ในวันนี้ดิฉันในนามประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน จ. ลำพูน นำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้พิการและผู้ยากไร้ ประกอบไปด้วย รถเข็นวีลแชร์ 2 คัน วอร์คเกอร์ช่วยเดิน 2 ชิ้น และ ไม้เท้าสามขา ช่วยพยุง 2 ชิ้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มไทยสมายล์ (รถและเรือโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า) มามอบให้กับ ผู้สูงอายุและผู้พิการ ตามที่ได้รับการประสานจาก  น.ส.ศิริลักษณ์ ประศาสตร์อินทาระ แรงงานจังหวัดลำพูน  น.ส.พุทธชาติ อินทร์สวา จัดหางานจังหวัดลำพูน และ นายสมเกียรติ  เจษฎารมณ์  ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดลำพูน  จำนวน 2  ราย ได้แก่ นายติ๊บ สาวะธรรม อายุ 89 อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 59 ม.10 ต.บ้านกลาง อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน และนายรัตน์ ยะอนันต์ อายุ 62 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 99 ม.5 ต.เหมืองง่า อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน ที่เป็นกลุ่มเปราะบาง มีฐานะยากจน และประสบปัญหาความเดือดร้อนทางสังคม การที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้นำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ยากไร้ มามอบในครั้งนี้ เพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน เติมขวัญและกำลังใจ ให้แก่ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ซึ่งมีความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ต้องการอุปกรณ์ช่วยเหลือดังกล่าวมากกว่าบุคคลทั่วไป ทำให้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกันจัดหาอุปกรณ์และสิ่งอำนวย ความสะดวกเป็นลำดับแรก

เชียงใหม่-คณะพยาบาลศาสตร์ มช. จัดกิจกรรม 'มหกรรมสุขภาพดี ประจำปี 2567'

เมื่อวันอังคารที่ 19 มีนาคม 2567 คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน จัดพิธีเปิดโครงการมหกรรมสุขภาพดี ประจำปี 2567 : การเฝ้าระวังสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากการทำงานของบุคลากรคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธานี แก้วธรรมานุกูล คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ เป็นประธาน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรันธรณ์ จงรุ่งโรจน์สกุล ผู้ช่วยคณบดีในฐานะประธานคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน กล่าวรายงาน ณ ห้องศตวรรษที่ 21 อาคาร 2

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้อาจารย์และเจ้าหน้าที่ของคณะฯ ได้รับการตรวจคัดกรองสุขภาพตามความเสี่ยงของลักษณะงานที่ทำ ได้แก่ สมรรถภาพการมองเห็น สมรรถภาพการได้ยิน และสมรรถภาพทางกาย เพื่อเป็นการเฝ้าระวังสุขภาพจากการทำงาน ป้องกันการเกิดโรคหรือการบาดเจ็บที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงาน นอกจากนี้ได้จัดกิจกรรมเสวนาให้ความรู้ด้านศาสตร์การแพทย์แผนไทยประยุกต์ในการดูแลสุขภาพ ประกอบด้วย การทำลูกประคบสมุนไพรเพื่อสุขภาพ การตอกเส้น การนวดจับเส้นเพื่อผ่อนคลายอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และการทำกัวซาเพื่อสุขภาพความงาม เป็นต้น

พิจิตร-อนุทิน มท.1 ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาบึงสีไฟพิจิตรเพื่อความพร้อมเตรียมการรับเสด็จ

ชาวจังหวัดพิจิตรสุดปลาบปลื้มปิติเร่งรัดพัฒนาบึงสีไฟเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีที่จะเสด็จเปิดสนามจักรยานสราญสุขมงคลจิต ซึ่งเป็นสนามจักรยาน BMX สนามจักรยานขาไถและสนามจักรยาน Pump Track และจะทรงปั่นจักรยานในพิธีเปิด 23 มีนาคม 2567 

วันที่ 20 มีนาคม 2567 ความคืบหน้าความพร้อมเพื่อเตรียมการรับเสด็จฯ ล่าสุดเมื่อวันวานที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และคณะลงพื้นที่ จังหวัดพิจิตร เพื่อติดตามความพร้อมการเตรียมรับเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ที่จะเสด็จฯไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ในวันเสาร์ที่ 23 มีนาคม 2567 ณ สนามจักรยานสราญจิตมงคลสุขบึงสีไฟจังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นชื่อสนามนามพระราชทาน

โดยการลงพื้นที่ติดตามความพร้อม การสร้างสนามจักรยาน BMX และสนามจักรยานขาไถและสนามจักรยาน Pump Track ในครั้งนี้พบว่าการก่อสร้างหรือการเตรียมความพร้อมต่างๆ ทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์เกือบครบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว เหลือแค่เพียงการเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ให้สวยสมบูรณ์สมพระเกียรติเท่านั้นเองก็จะสมบูรณ์ครบถ้วนทุกอย่าง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้น้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการทำให้ “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นหลักในการส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่สู่การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนของประชาชน 

สำหรับการพัฒนาบึงสีไฟที่ดำเนินการ โดย พ.ต.อ. กฤษฎา ภัทรประสิทธิ์ นายก อบจ.พิจิตร ที่เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก นายอดิเทพ กมลเวชช์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร และส่วนราชการรวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งของพิจิตรที่ประสานพลังความร่วมมือกันดำเนินการจนสามารถพัฒนาบึงสีไฟให้เป็นสวนสาธารณะและสนามจักรยานดังกล่าวนี้อีกด้วย

ในการพัฒนาบึงสีไฟที่จะทำให้สวยสดงดงามอีกหน่วยงานหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญให้เส้นทางจักรยานรอบบึงสีไฟระยะทาง 10.28 กม. คือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยในการนี้นายศุภชัย เอกอุ่น ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และผู้บริหาร ซึ่งได้ร่วมลงพื้นที่ติดตามงานการติดตั้งระบบแสงสว่างในฐานะที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) สังกัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้ดำเนินการติดตั้งระบบไฟฟ้าส่องสว่างระยะทางจักรยานรอบบึงสีไฟ โดย PEA ดำเนินการปักเสาคอนกรีตอัดแรง ขนาด 8 เมตร จำนวน 609 ต้น และติดตั้ง Street Light LED 150 W จำนวน 609 ดวง ติดตั้งเสาโครงเหล็ก Solar Cell ขนาด 6 เมตร จำนวน 115 ต้น และเปลี่ยนโคม Solar Cell LED ขนาด 100 วัตต์ เป็น Street Light LED 150 W จำนวน 115 ดวง สามารถวัดค่าแสงสว่างได้ตามมาตรฐานการออกแบบการก่อสร้างทางจักรยานสำหรับประเทศไทย เพื่อให้ความสว่างแก่ประชาชนที่มาเยี่ยมชมความสวยงามของบึงสีไฟ เพื่อพักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกาย ซึ่งบึงสีไฟเป็นบึงน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่อันดับ 3 ของประเทศและเป็นแหล่งเศรษฐกิจ แหล่งรายได้จากการทำประมงและค้าขาย สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

สิทธิพจน์/พิจิตร/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top