Sunday, 9 August 2026
Hard News Team

'กฟผ.' ชี้!! ร้อนปีนี้บิลค่าไฟฟ้าอาจแพงขึ้น แม้รัฐตรึง 4.18 บาทต่อหน่วย หลังหน้าร้อนมาเร็วกว่าเดิม ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่ม อุปกรณ์ทำงานหนัก

(22 มี.ค. 67) นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการ กฟผ.คนใหม่ กล่าวว่า ปีนี้หน้าร้อนมาเร็วขึ้น ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว จึงมีแนวโน้มว่าหน้าร้อนนี้จะมีปริมาณการใช้ไฟพีกกว่าปีที่แล้ว แต่ยืนยันว่าค่าไฟฟ้าต่อหน่วยยังเท่าเดิม ตามที่รัฐบาลตรึงไว้ที่ 4.18 บาทต่อหน่วย แต่การที่บิลค่าไฟฟ้าแพงขึ้นในช่วงหน้าร้อน เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานหนักขึ้น

ส่วนค่าไฟฟ้าเดือน พ.ค. - ส.ค. 2567 ที่มี 3 แนวทาง โดยค่าไฟฟ้าต่ำสุดอยู่ที่ 4.18 บาทต่อหน่วย และสูงสุดอยู่ที่  5.44 บาทต่อหน่วย ขณะนี้อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนนั้น ผู้ว่าการ กฟผ.กล่าวว่า หากค่าไฟฟ้างวดหน้ายังเก็บในอัตราเดิม คือ 4.18 บาทต่อหน่วย ก็ต้องแบ่งจ่ายคืนหนี้คงค้างให้ กฟผ. 7 งวด งวดละ 14,000 ล้านบาท รวมยอดหนี้คงค้าง 99,689 ล้านบาท ซึ่งหากชำระหนี้คืน กฟผ.ได้หมดภายใน 7 งวดจริง  ก็ไม่มีปัญหาต่อสภาพคล่องของ กฟผ. แต่สิ่งที่ต้องการคือความแน่นอน และความมั่นใจว่าการชำระหนี้จะเป็นไปตามเงื่อนไข ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เพราะส่งผลกระทบต่อการวางแผนการดำเนินงานของ กฟผ. ความน่าเชื่อถือ และเครดิตเรทติ้งของกฟผ.ด้วย 

“กฟผ. เป็นกลไกหนึ่งของรัฐซึ่งพร้อมสนับสนุนในการดูแลค่าไฟ ซึ่งเป็นต้นทุนของทุกอุตสาหกรรม และเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ โดย กฟผ. สนับสนุนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ เช่น ก๊าซ ลิกไนท์ ถ่านหิน มาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เพื่อให้ต้นทุนค่าไฟลดลง รวมถึงสนับสนุนนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำของ สปป.ลาว เพราะเป็นพลังงานสีเขียวและราคาถูก เพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่มได้รับความเป็นธรรม และสามารถเข้าถึงราคาค่าไฟได้” นายเทพรัตน์ กล่าว

นอกจากนี้ นายเทพรัตน์ ยังเปิดตัวต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการครั้งแรก ในฐานะ ผู้ว่าการ กฟผ.คนใหม่ พร้อมชู 5 ภารกิจสำคัญเร่งด่วน ได้แก่

1. รักษาความมั่นคงทางด้านไฟฟ้า เนื่องจากไฟฟ้าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ มีส่วนในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ 

2. เพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ทำให้ราคาไฟฟ้ามีเสถียรภาพ และอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยนำทรัพยากรที่มีอยู่ เช่น ก๊าซ ลิกไนท์ ถ่านหิน มาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด รวมถึงสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการปรับปรุงโครงสร้างค่าไฟฟ้า 

3. รักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม
4. ตอบสนองนโยบายรัฐบาล
5. นำส่งรายได้เข้ารัฐ

‘อุ๊งอิ๊ง’ รับ!! จะไปตักเตือน ‘สส.เพื่อไทย’ หลังดูบอลเว็บเถื่อนช่วงอภิปรายงบในสภาฯ

(22 มี.ค.67) ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ถ.วิภาวดีฯ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง สส.พรรคเพื่อไทย เปิดชมการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ระหว่างทีมชาติไทย และทีมชาติเกาหลีใต้ ในช่วงที่สภาผู้แทนราษฎรมีการอภิปรายงบประมาณปี 2567 โดยชมผ่านเว็บเถื่อน ซึ่งเว็บดังกล่าวมีโฆษณาของเว็บพนันด้วยว่า ต้องตักเตือนกันเรื่องที่ดูบอลระหว่างประชุมงบประมาณ ซึ่งเป็นเวลาไม่เหมาะสม

พร้อมย้อนถามสื่อมวลชนว่า “ตรงนี้มีใครดูเว็บเถื่อนบ้างมั้ย อิ๊งค์ว่าจริง ๆ ต้องดูแลเรื่องนี้อีกทีด้วย อิ๊งค์คิดว่าเว็บเถื่อนทุกคนเข้าถึง เราก็ต้องดูเว็บที่ไม่เถื่อน หรือช่องทางที่ไม่เถื่อน เราสามารถให้ประชาชนได้ดูยังไงได้บ้าง อันนี้คงต้องดูแลกันต่อไป แต่ใช่ ไม่ควรดูในเวลานั้น อิ๊งค์ก็จะตักเตือน”

'ศธ.' สั่ง!! ทุกสถาบันการศึกษาในสังกัดกระทรวง ห้ามหนุนการเมือง 'ทางตรง-อ้อม' หลังพบกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเริ่มแทรกซึมเข้าไปจัดกิจกรรมเพื่อหวังผล

เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 67 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีหนังสือด่วนที่สุดประกาศเรื่อง การส่งเสริมสถานศึกษาในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้เป็นพื้นที่เป็นกลางทางการเมือง เรียนถึงผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด/กรุงเทพมหานคร และศูนย์หรือสถาบันการเรียนรู้เฉพาะด้านหรือเฉพาะกิจทุกแห่ง ระบุข้อความในหนังสือว่า…

“ด้วยปรากฎในสื่อสังคมออนไลน์กรณีที่มีพรรคการเมืองลงพื้นที่ปลุกปั่นเยาวชนในเขตพื้นที่โรงเรียนและสถานศึกษา โดยมีการส่งเสริมให้จัดกิจกรรมเพื่อหวังผลทางการเมือง ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักสากลที่สถานศึกษาต้องเป็นพื้นที่เป็นกลางทางการเมือง (neutrality ground)

ในการนี้ เพื่อส่งเสริมให้สถานศึกษาในสังกัดเป็นพื้นที่เป็นกลางทางการเมือง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ จึงขอให้ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา วางตัวเป็นกลางทางการเมืองอย่างเคร่งครัด โดยไม่ส่งเสริม เกื้อกูล สนับสนุนพรรคการเมืองในทางตรงและทางอ้อม ทั้งส่วนตัวและส่วนราชการ ในการจัด
หรือร่วมจัดกิจกรรมใด ๆ ของสถานศึกษาในพื้นที่”

'เอกนัฏ' สวนนักแซะงบพลังงาน ยัน!! กมธ.งบฯ ทำงานหนักใต้กรอบเวลาจำกัด โต้!! ฝ่ายค้านอย่าโบ้ยทุกปัญหาให้เหมือนเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ หรือ 'ยุคลุงตู่'

เมื่อวานนี้ (21 มี.ค. 67) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ชี้แจงข้อสงสัยของสมาชิกในการประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ วาระ 2 ในส่วนของกระทรวงพลังงานว่า การแปรญัตติของเพื่อนสมาชิกอย่าง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ที่ขอปรับลดงบประมาณ 3% ก็ตรงกับที่กรรมาธิการฯ ขอปรับลดลงประมาณ 3% เพียงแต่ในการพิจารณาในสภาฯ วาระ 2 ไม่ได้เห็นรายละเอียดในการสงวนคำแปรญัตติ นอกจากยอดตัวเปอร์เซ็นต์คือ 3% ถ้าเราเห็นรายละเอียดเหล่านี้ก่อน การทำหน้าที่ของกรรมาธิการฯ คงจะมีประสิทธิภาพมากกว่านี้

ทั้งนี้ ในส่วนของกรรมาธิการฯ ไม่ได้มีเส้นแบ่งระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน เราทำหน้าที่ในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ประชุมกันหามรุ่งหามค่ำตั้งแต่เวลา 09.00 น. จนถึงเย็นทุกวัน มีเวลา 2 สัปดาห์ที่จะไล่สอบซักถามหน่วยงานแทนเพื่อนสมาชิก เพื่อรักษาผลประโยชน์งบประมาณของประเทศชาติ

สำหรับ ข้อสงสัยของสมาชิก ตนขอย้ำว่า กรรมาธิการฯ ไม่ได้มาทำหน้าที่แทนรัฐมนตรี หรือรัฐบาล ที่ น.ส.ศิริกัญญา ซักถามเกี่ยวกับเรื่องของแผนปฏิบัติการพลังงานในส่วนค่าจ้างที่ปรึกษา แต่เราได้รับคำชี้แจงจากหน่วยงานที่อนุกรรมาธิการเรียกหน่วยงานมาชี้แจง ได้แจ้งว่า ตัวของแผนจะประกาศใช้ ประมาณเดือนกันยายนปี 2567 ฉะนั้นในส่วนของตัวโครงการจ้างที่ปรึกษาสำหรับการประเมินติดตามก๊าซเรือนกระจก จึงมีความจำเป็นต้องอนุมัติงบประมาณแล้วก็ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อไปประกอบในแผนให้ประกาศใช้ทันภายในเดือนกันยายนปี 2567

นายเอกนัฏ ชี้แจงว่า กระทรวงพลังงานได้งบประมาณน้อยมาก หากเทียบกับกระทรวงอื่น น่าจะน้อยที่สุดด้วย เพราะไม่ใช่กระทรวงที่มีภารกิจไปจัดซื้อจัดจ้างหรือไปก่อสร้าง แต่เป็นกระทรวงที่ทำหน้าที่กำกับดูแล ต้องออกนโยบาย ตรวจดูกฎเกณฑ์ทำงานร่วมกับเอกชน ทำงานร่วมกับองค์กรต่าง ๆ เพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ให้ประชาชนมีพลังงานใช้ในราคาถูก และมีคุณภาพเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ฉะนั้นข้อสังเกตจากสมาชิก ก็เป็นข้อสังเกตในลักษณะเดียวกันกับอนุกรรมาธิการฯ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถานีชาร์จไฟฟ้า หรือนโยบายการสนับสนุนรถอีวีรถไฟฟ้า

“นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.พลังงาน ทราบดีถึงความสำคัญของการทำงานของกระทรวงพลังงาน แล้วก็ไม่ติดยึดว่า เป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณน้อยที่สุด แต่เนื่องจากภารกิจหลักเป็นการกำกับดูแล ถ้าจะสร้างผลงานสร้างความเปลี่ยนแปลง มันต้องมีการรื้อกฎเกณฑ์กติกาหรือระบบเดิม ซึ่งท่านก็ทำมาตลอดแก้กฎระเบียบ กฎกติกาให้เหมาะสมทันสมัยในการแก้ปัญหา” นายเอกนัฏ กล่าว

นายเอกนัฏ กล่าวย้ำว่า การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่การไปบอกว่าปัญหาทุกอย่างมันเกิดขึ้นจากรัฐบาลชุดนี้ หรือจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มันก็คงไม่ยุติธรรมกับทั้งรัฐบาลชุดนี้แล้วก็รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เช่น การตกลงให้สัมปทานบนพื้นที่อ่าวไทย ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นในยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ และไม่ได้เกิดขึ้นในยุคนี้

ส่วนหนึ่งก็เป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ ที่ทำให้ประเทศไทยมีแหล่งพลังงาน แหล่งน้ำมัน แหล่งก๊าซธรรมชาติ ที่ผลิตขึ้นเองในประเทศ แต่ส่วนที่เป็นปัญหาข้อพิพาทเมื่อเกิดขึ้นในรัฐบาลยุคไหน ตนเชื่อว่าก็อยู่ในใจของนายกรัฐมนตรีทุกคน แล้วก็อยู่ในใจพวกเรา ที่จะต้องปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติให้มากที่สุด ไม่ใช่ไปดำเนินการตามองค์กรระหว่างประเทศ หรือบริษัทต่างชาติ อย่างเช่น เชฟรอน

“ผมขอยืนยันว่า ในระยะเวลาที่จำกัด กรรมาธิการฯทุกคนทำงานหนัก ได้ตัดสินใจแทนเพื่อนสมาชิกทุกคนอย่างรอบคอบ” นายเอกนัฏ กล่าว

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สนับสนุนค่าพาหนะ ชุดยาฉุกเฉิน และเสื้อสำเร็จรูป ให้แก่ผู้รับขาเทียม และช่างอาสาสมัคร ในโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 167 จังหวัดตราด

วันนี้ (วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2567)  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ พร้อมด้วย นายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัย ร่วมกับมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี นำทีมลงพื้นที่ มอบค่าพาหนะ พร้อมชุดยาฉุกเฉิน และเสื้อสำเร็จรูป ให้แก่ผู้รับขาเทียม และ ช่างทำขาเทียมอาสาสมัคร ที่เข้าร่วมโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 167 รวม 160 คน รวมงบประมาณทั้งสิ้น 110,176 บาท (หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นหนึ่งร้อยเจ็ดสิบหกบาทถ้วน)  โดยมี นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ร้อยเอก นายแพทย์ภูรีวรรธน์ โชคเกิด รองเลขาธิการมูลนิธิขาเทียมฯ และคณะกรรมการมูลนิธิขาเทียมฯ ร่วมในพิธี ณ ศูนย์แสดงสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดตราด อำเภอเมือง จังหวัดตราด

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

‘สภาสตรีโคราช’ กังวลต่อป้ายโฆษณาแอปฯ หาคู่ จี้!! ให้ปลดออก เหตุสื่อความหมายสองแง่สองง่าม อาจทำให้คนเข้าใจสับสนได้

(22 มี.ค.67) จากกรณีสื่อชาวโซเชียล มีการแชร์ต่อป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ซึ่งมีข้อความว่า ‘ของอร่อยนครราชสีมา!’ แล้วต่อด้วยตัวเลือก 2 ข้อ คือ ผัดหมี่โคราช มีเครื่องหมายกากบาทผิดต่อท้าย และมีข้อความผู้สาวโคราชและมีเครื่องหมายถูกต่อท้าย และด้านล่างมีโลโก้ของแอปพลิเคชันหาคู่เจ้าหนึ่ง  

ป้ายโฆษณาดังกล่าวอยู่บนอาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ริมถนนโพธิ์กลาง ภายในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา ห่างจากลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ราว 500 เมตร โดยเป็นตัวอักษรภาษาไทยสีขาว พื้นหลังสีแดง โดดเด่น นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านแจ้งว่าป้ายลักษณะนี้ ยังมีติดอยู่หลายพื้นที่ของ ซึ่งจากข้อความดังกล่าว สร้างความไม่สบายใจให้กับชาวจังหวัดนครราชสีมา  

ด้าน นางสุทิน ชาติพุดซา ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรี อำเภอเมืองนครราชสีมา กล่าวว่า อยากให้เจ้าของป้ายขยายข้อความสื่อสารให้ถูกต้อง หรือไม่ก็ปลดป้ายลง ซึ่งคำว่าสาวโคราชตามด้วยเครื่องหมายกากบาท เป็นการสื่อความหมายสองแง่สองง่าม และในส่วนของผัดหมี่โคราช ถือว่าเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อที่ทุกคนที่มาโคราช ซึ่งเป็นคนต่างพื้น ต้องมากิน และป้ายโฆษณาจะมาทำเครื่องหมายกากบาทผิด อาจทำให้คนอื่นไม่เข้าใจและสับสนได้ จึงวอนอยากให้ปลดป้ายโฆษณาออก เนื่องจากจะทำให้คนต่างพื้นที่เข้าใจสับสนและเมืองนครราชสีมาเป็นจังหวัดที่มีสตรีท้าวสุรนารี ที่มีความกล้าหาญเป็นแบบอย่างให้กับสตรีชาวโคราช

เด็กรุ่นใหม่ถูกเรียกไปสัมภาษณ์งาน แต่ดูคำตอบแล้วน่าจะไม่ได้งานทำ

(22 มี.ค. 67) เพจเฟซบุ๊ก ‘ประเทศไทยต้องชนะ’ ได้โพสต์แชร์ประสบการณ์การสัมภาษณ์งานเด็กรุ่นใหม่ แต่เมื่อได้มีการพูดคุย กลับรู้สึก ‘แสบทรวงทุกดอก’ ทำให้ต้องจบการสัมภาษณ์อย่างรวดเร็ว โดยระบุว่า…

“เจอแบบนี้ถึงกับกุมขมับ! เด็กรุ่นใหม่ถูกเรียกไปสัมภาษณ์งาน แต่ดูคำตอบแล้วน่าจะไม่ได้งานทำ 

“เด็กรุ่นใหม่สมัยนี้ ไม่รู้ว่าเขาไปกินรังแตนกันมาจากไหน เมื่อมีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งได้โพสต์เรื่องราวที่เขาได้เรียกสัมภาษณ์งานเด็กจบใหม่คนหนึ่ง แล้วก็ต้องตกใจกับคำตอบที่เด็กคนนั้นสวนมา เรียกได้ว่า ‘แสบทรวงทุกดอก’ โดยข้อความสนทนาระบุว่า

“สัมภาษณ์งานวันนี้
ผม : แนะนำตัวหน่อยครับ
น้อง : ตามเอกสารที่ผมส่งมาเลยครับ
ผม : ได้หาข้อมูลบริษัทพี่มาก่อนหรือเปล่าครับ
น้อง : ไม่ว่างเลยยังไม่ได้ดูครับ
ผม : (เล่าเรื่องออฟฟิศให้ฟัง) เคยทำด้านนี้มาบ้างหรือเปล่าครับ
น้อง : ไม่เคยครับ
ผม : แล้วคิดว่าทำได้หรือเปล่า เพราะเห็นเรียกเงินเดือนมาสูง
น้อง : ถ้าคิดว่าผมทำไม่ได้แล้วเรียกมาสัมภาษณ์ให้เสียเวลาทำไมครับ
ผม : !?! งั้นขอจบการสัมภาษณ์นะครับ

“รู้สึกผิดที่ไม่ศึกษาข้อมูลผู้มาสมัครงานให้ดี อยู่ ๆ ก็อยากทำระบบแชร์ข้อมูลผู้สมัครงาน ส่วนมากน่ารัก ... แต่แบบนี้ก็ไม่น้อย”

“ทุกคนว่าอย่างไรกันบ้างครับ ร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้นะครับ”

'กรณ์' ทึ่ง!! รสชาติอาหารไทยสุดจี๊ดใน Soho ลอนดอน แม้ไม่ได้ขายความเป็น 'ร้านไทย' แต่สัมผัสได้ถึงไทยแท้

ไม่นานมานี้ นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กแชร์ประสบการณ์สุดทึ่ง หลังจากได้ไปทานร้านอาหารย่าน Soho ที่ลอนดอน ซึ่งเสิร์ฟอาหารไทยแนว Street food ว่า...

ร้านอาหารย่าน Soho ที่ลอนดอน เป็นร้านบริหารโดยฝรั่งที่กล้าเสิร์ฟอาหารไทยแนว Street food ในบรรยากาศและการออกแบบร้านแบบเท่ๆ เมนูฉีกแนวจากร้านไทยทั่วไป ในราคาที่อยู่ในมาตรฐานร้านฝรั่งหรือร้านญี่ปุ่นในระดับเดียวกัน

ร้านเล็กแต่เป็นที่นิยม ตอนเที่ยงเราไปยืนรอร้านเปิดอยู่คู่แรก กว่าจะเปิดมีคิวยาวเต็มที่นั่งในร้านพอดีๆ 

ระหว่างรอ เราเห็นรถมาส่งวัตถุดิบในกล่องโฟมขนาดใหญ่สามกล่องซึ่งเพิ่งเดินทางมาบนเครื่องการบินไทย - อันนี้เพิ่มความมั่นใจในความจริงจังของพ่อครัว

ซึ่งในร้านไม่มีคนไทยทำครัว ไม่มีพนักงานคนไทยเลย แต่อาหาร Authentic และอร่อยมาก รสชาติและความเผ็ดอยู่ในระดับต้นๆ ที่หาทานได้ในประเทศไทย 

ในร้านไม่ได้เสิร์ฟเบียร์ไทย แต่เสิร์ฟสาเก และเหล้าไวน์เหมือนร้านฝรั่งทั่วไป

คือเขาไม่ได้ขายความเป็น 'ร้านไทย' แต่เขาขายอาหารที่อร่อย ที่เขาพบและชอบที่เมืองไทย และขายในบรรยากาศชิลๆ

และเป็นครั้งแรกที่ผมรู้ (จากฝรั่ง) ว่า ‘jin toob’ (จิ้นตุ๊บ) คืออะไร น่าอายสำหรับหลานคนลำปางคนนี้ 😅#kilnsoho

‘สรรเพชญ’ ชี้ งบ มท. ส่วนของกรมส่งเสริมฯ 2.3 แสนล้าน เป็นแค่ภาพลวงตา ท้องถิ่นไร้อิสระ

เมื่อวานนี้ (21 มี.ค. 67) ณ อาคารรัฐสภา ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว (วาระ 2) เป็นวันที่สอง นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา ได้อภิปรายในมาตรา 20 ส่วนของกระทรวงมหาดไทย โดยเริ่มต้นด้วยการตั้งข้อสังเกตว่ากระทรวงฯ มีความสับสนในพันธกิจของตนเอง เพราะเมื่อครั้งแถลงนโยบายฯ รัฐบาลตั้งใจขับเคลื่อนนโยบายผู้ว่าฯ CEO แต่ตามพันธกิจ ข้อ 4 ที่กระทรวงระบุไว้ในเอกสารงบประมาณ ว่าจะส่งเสริม และสนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดินในระดับพื้นที่

นายสรรเพชญ ชี้ต่อไปว่า การจัดสรรงบฯ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดูเสมือนรัฐบาลส่งเสริมการกระจายอำนาจ โดยในปี 2567 ท้องถิ่นได้รับการจัดสรรมากถึง 236,000 ล้านบาท จากงบฯ ของกระทรวงมหาดไทยกว่า 291,000 ล้านบาท หากแต่ไปดูในรายละเอียดโครงสร้างงบท้องถิ่น กลับพบว่าเป็นการอำพรางงบฯ เพื่อสร้างภาพว่ารัฐบาลส่งเสริมกระบวนการกระจายอำนาจ และความเป็นอิสระของท้องถิ่น 

ในโครงสร้างงบท้องถิ่น นายสรรเพชญ ได้ชี้ให้เห็นว่า งบฯ ที่เพิ่มขึ้นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกว่า 236,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป 198,000 ล้านบาท งบอุดหนุนเฉพาะกิจ 38,000 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณากันในรายละเอียดกลับพบว่า ท้องถิ่นมีอิสระในการใช้งบประมาณจริง ๆ เพียง 42,000 ล้านบาท เพราะงบส่วนที่เหลือที่ได้รับการจัดสรรนั้นพ่วงไปด้วยเงื่อนไขบังคับที่มาจากส่วนกลาง

นายสรรเพชญ กล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดสรรงบประมาณแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยผ่านกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นเพียงการสร้างภาพของรัฐบาล แต่สุดท้ายมันคือการกดทับไม่ให้ท้องถิ่นโตตามศักยภาพของตนตามที่ควรจะเป็น 

‘ผู้สร้างหนัง 2475’ ชี้!! จะฝ่ายไหนก็ไม่สำคัญเท่าความจริง ขอแค่คนไทยได้เรียนรู้และทวงคืนความเป็นธรรมให้รัชกาลที่ ๗

เมื่อวานนี้ (21 มี.ค. 67) จากกรณีที่ น.ส.สุดา พนมยงค์ และนางดุษฎี พนมยงค์ บุญทัศนกุล ทายาทหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือนายปรีดี พนมยงค์ ออกมาเคลื่อนไหวถึงข้อคิดเห็นบางประการเรื่องที่ฝ่ายอธรรมกําลังปลุกกระแส โดยสร้างและเผยแพร่ ภาพยนตร์ 2475 อยู่ในขณะนี้ หลังการฉายภาพยนตร์แอนิเมชันประวัติศาสตร์เรื่อง ‘2475 Dawn of Revolution’ ผลงานของผู้กำกับ ซัง-วิวัธน์ จิโรจน์กุล ผ่านออนไลน์ โดยเปรียบตัวเองเป็นฝ่ายธรรมะ ระบุว่า สถาบันปรีดีฯ จะไม่ตอบโต้ภาพยนตร์เรื่องนี้โดยตรง เพราะทําให้เข้าทางฝ่ายตรงข้าม ที่หวังสร้างข้อมูลเท็จ บิดเบือนประวัติศาสตร์ ยั่วยุเพื่อให้เกิดกระแสด้านลบ

โดยสถาบันปรีดีฯ เผยแพร่ความรู้ และข้อเท็จจริงในประเด็นที่เกี่ยวข้อง เพื่อผู้ที่สนใจจะสามารถสืบค้น เข้าถึงได้สะดวกขึ้น และตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อประมาณสองปีที่แล้ว เคยมีการสร้างสื่อในลักษณะใส่ร้ายและโจมตีการอภิวัฒน์ 2475 แต่ไม่ได้รับความสนใจจากสังคม จึงไม่ประสบความสําเร็จในการปลุกกระแสดังกล่าว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การต่อสู้ระหว่างฝ่ายธรรมะ กับฝ่ายอธรรม ยังคงดำเนินต่อไปในสังคมอีกยาวนาน ขอบคุณกรรมการทุกท่าน ที่ได้ช่วยกันพิจารณาวิถีทางรับมือกับกระแสดังกล่าว และขอเป็นกําลังใจให้ทุกท่านยืนหยัดอยู่กับความถูกต้องเสมอไป ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด เฟซบุ๊กของนายวิวัธน์ จิโรจน์กุล ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ‘2475 Dawn of Revolution’ โพสต์ข้อความระบุว่า "จริงๆ แล้วแอนิเมชันของเราเกือบจะล้มไปหลายครั้ง และผมเริ่มมีความคิดหนึ่งในหัวว่า หรือเรากำลังทำสิ่งที่ผิด เราจึงมีอุปสรรคมากมายเหลือเกิน เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่อยากให้เราทำ

วันหนึ่ง ผมไม่รู้จะไปต่อยังไงแล้ว ผมจึงไปพิพิธภัณฑ์พระปกเกล้า พนมมืออธิษฐานต่อพระองค์ว่า “ถ้าผมทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขอให้ผมหมดหนทางไปต่อ ให้งานนี้ล้มเหลว และไม่สามารถเผยแพร่ได้ แต่ถ้าผมทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ขอพระองค์ทรงช่วยให้มีปาฏิหาริย์ ทำให้ผมสามารถทำงานนี้เสร็จ และประสบผลสำเร็จ”

ผมไม่รู้หรอกว่า ปาฏิหาริย์ หรือความดันทุรัง แอนิเมชันตัวนี้มันจึงมาถึงจุดหมายปลายทางได้ เราเจ็บปวดที่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของพระองค์ท่านที่เป็นผู้ซึ่งคอยประนีประนอม ประสาน และประคอง ให้การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด แต่กลับถูกกล่าวร้าย ถูกกระทำต่างๆ นานา แม้จนปัจจุบัน

ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องการถูกชี้ว่าเป็นฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ ทุกคนต่างเป็นตัวเอกในเรื่องราวของตัวเอง เป็นเรื่องปกติ เราเพียงแค่ต้องการคืนความเป็นธรรมให้พระองค์ท่าน และคนไทยจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องเหล่านี้

จะเป็นฝ่ายไหน ก็ไม่สำคัญเท่าความจริง"

“เราเห็นประวัติศาสตร์ เราเห็นว่าประวัติศาสตร์ปัจจุบันไม่ค่อยให้ความเป็นธรรมกับรัชกาลที่ 7 เท่าไร คือเราอ่านประวัติศาสตร์ เราเห็นว่าท่านถูกกระทำต่างๆ มากมาย ด้วยความที่กระแสของประวัติศาสตร์ที่เขาเขียนกันขึ้นมาในยุคหลังๆ มักจะเน้นไปในทางโจมตีทำให้การเสียสละของพระองค์ด้อยค่าลง เราแค่รู้สึกว่าเราอยากคืนความเป็นธรรมให้พระองค์ อยากให้คนไทยรู้ว่าท่านสู้เต็มที่แล้ว ท่านพยายามเต็มที่แล้วที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงการปกครองมันราบรื่นที่สุด” นายวิวัธน์ กล่าว

นายวิวัธน์ กล่าวต่อไปว่า ในช่วงเริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือนายปรีดี พนมยงค์ ออกประกาศคณะราษฎร ผู้คนก็รู้สึกโกรธแค้นกันมาก ซึ่งอาจนำไปสู่ทั้งการก่อหวอดทำร้ายคณะราษฎร หรือก่อกบฏหรือปฏิวัติอะไรขึ้นมาอีก ในเวลานั้น รัชกาลที่ 7 ท่านก็ส่งจดหมายไปยังพระประยูรญาติ ขออย่าเคลื่อนไหวใดๆ จากนั้นเมื่อหลวงประดิษฐ์มนูธรรม รวมถึงพระยาพหลพลพยุหเสนา แกนนำคณะราษฎร มาขอพระราชทานอภัยโทษ รัชกาลที่ 7 ท่านก็เขียนจดหมายส่งไปเพิ่มเติมอีกฉบับว่าปรับความเข้าใจกันแล้ว

ซึ่งรัชกาลที่ 7 ได้ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันรักษาความสงบ ให้ประเทศไทย (หรือสยามในเวลานั้น) เดินไปได้ แม้กระทั่งช่วงที่มีการสู้รบระหว่างฝ่ายคณะราษฎรกับฝ่ายพระองค์เจ้าบวรเดช ท่านก็พยายามไกล่เกลี่ยให้ทุกฝ่ายมาเจรจากัน อย่าทะเลาะตีกันเพราะคนไทยไม่ควรมาฆ่ากันเอง ตนจึงมองว่ารัชกาลที่ 7 ท่านเสียสละให้ทุกอย่างแล้ว แต่ประวัติศาสตร์แนวใหม่ไม่ค่อยพูดถึงเรื่องเหล่านี้ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top