Sunday, 9 August 2026
Hard News Team

กมธ.เศรษฐกิจ วุฒิสภา ‘บราซิล’ เสนอร่างกฎหมายทำให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย ด้านเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าไทยจี้เสนอร่างกฎหมายเพื่อคุ้มครองเยาวชน

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ายกกรณีบราซิลเสนอบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย เพื่อปกป้องผู้บริโภค สร้างงาน และสร้างรายได้ภาษีให้แก่รัฐ หวังคณะกรรมาธิการพิจารณากฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าของไทยมองบราซิลเป็นตัวอย่างออกกฎหมายคุมบุหรี่ไฟฟ้าสะท้อนความเป็นจริงในปัจจุบัน เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า กลุ่มลาขาดควันยาสูบ (ECST) ที่มีผู้ติดตามบนเฟสบุ้คเพจ “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร” กว่า 100,000 ราย กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของรัฐบาลบราซิล หลังคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจของวุฒิสภาเสนอความเห็นชอบต่อร่างกฎหมายเพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อนและบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย โดยร่างกฎหมายดังกล่าวได้ระบุถึงข้อบังคับในเรื่องของผลิตภัณฑ์ การจัดจำหน่าย รวมถึงฉลากบรรจุภัณฑ์ จากความเห็นของคณะกรรมาธิการ การควบคุมตลาดนั้นมีความจำเป็นเพื่อที่จะปกป้องผู้บริโภคจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและอาจก่อให้เกิดอันตราย นอกจากนี้ยังเล็งเห็นถึงโอกาสในการสร้างตำแหน่งงานรวมถึงรายได้ภาษีให้แก่รัฐอีกด้วย โดยร่างกฎหมายจะถูกนำส่งไปพิจารณาต่อไปในคณะกรรมาธิการความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และคุ้มครองผู้บริโภค และคณะกรรมาธิการกิจการสังคม เพื่อทำการพิจารณาขั้นสุดท้าย ก่อนส่งให้สภาผู้แทนราษฎร (สภาล่าง) ต่อไป

“เราอยากตั้งคำถามว่า การแบนบุหรี่ไฟฟ้าต่อไปเท่ากับ กมธ. ของไทยกำลังมองว่าเด็กและเยาวชนจะได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยการปล่อยให้บุหรี่ไฟฟ้าอยู่ในตลาดใต้ดินที่ไม่มีการจำกัดอายุการเข้าถึง แทนที่จะมีกฎหมายออกมาควบคุมให้ถูกต้องตามกฎหมายและจำกัดอายุเช่นเดียวกับบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างนั้นจริงหรือ”ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ากล่าว

การเคลื่อนไหวผ่านร่างกฎหมายของบราซิลนับเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและสะท้อนความเป็นจริง เนื่องจากกระแสของผู้บริโภคทั่วโลกที่กำลังเบนไปทางบุหรี่ไฟฟ้า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านสังคมหรือสุขภาพก็ตาม ล้วนเป็นกระแสที่ต้านไม่ได้ ส่วนในไทยวันนี้การใช้บุหรี่ไฟฟ้านั้นเกินกว่าจะแบนต่อไปได้แล้ว รัฐบาลจึงจำเป็นต้องดำเนินการหาวิธีควบคุมให้ชัดเจนและมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อไม่ให้มีปัญหาในเรื่องของมาตรฐาน ความปลอดภัยของสินค้า การเข้าถึงของเด็กและเยาวชน ข้อกำหนดในการใช้งาน หรือกระทั่งการจัดเก็บรายได้ภาษีเข้ารัฐ การดำเนินการของบราซิลนับเป็นการก้าวตามแนวทางของอีกกว่า 80 ประเทศทั่วโลก หลังจากบราซิลเป็นหนึ่งในเพียง 30 กว่าประเทศที่ไม่ยอมรับบุหรี่ไฟฟ้ามานานหลายปี

ตัวแทนเครือข่ายยังได้กล่าวเสริมว่า “ในขณะนี้คณะอนุกรรมาธิการพิจารณามาตรการด้านกฎหมายเพื่อควบคุมกำกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังเดินหน้าประชุมและเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูล เพื่อพิจารณาแนวทางการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าใประเทศไทย โดยทางเครือข่ายก็คาดหวังว่า กมธ. จะเสนอร่าง พ.ร.บ. ใหม่มาควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อคุ้มครอง เยาวชน ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเกือบ 1 ล้านราย และผู้สูบบุหรี่ในประเทศไทยอีกกว่า 9.9 ล้านราย รวมทั้งประชาชนทั่วไปอีกด้วย”

“พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ” ประชุม ศปอส.ตร.สั่งเข้มรุกฆาตปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง เด็ดขาด ขีดเส้น 1 เดือนตรวจสอบการทำงานของทุกกองบัญชาการ

วันนี้ (4 เม.ย. 67) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนการทำงานศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ครั้งที่ 2/2567 ณ ห้องประชุม ศปก.ตร. ชั้น 20 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ตร. เข้าร่วมประชุม

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ฯ กล่าวว่า หน้าที่การทำงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นหน้าที่หลักของทุกหน่วย ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล , ตำรวจภูธรภาค 1-9 , กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ทุกหน่วยงานต้องให้ความสำคัญ เพราะเป็นอาชญากรรมที่พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบ สูญเสียทรัพย์สินเงินทองจำนวนมาก ซึ่ง ศปอส.ตร.เป็นเครื่องมือสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการขับเคลื่อนนโยบาย กำหนดเป้าหมาย และประสานงานกับหน่วยงานข้างเคียงที่จะสนับสนุนข้อมูลอุปกรณ์ช่วยเหลือการปฏิบัติงานของ ศปอส.ตร.ในระดับกองบัญชาการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเน้นย้ำการปฏิบัติหน้าที่ในด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อป้องกันเหตุ โดยสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนทางช่องทางต่างๆ โดยใช้กรณีที่เกิดขึ้นจริงและแก้ไขได้จนประสบผลสำเร็จ รวมถึงการประสานความร่วมมือจากอินฟลูเอ็นเซอร์ เพื่อช่วยขยายปริมาณการรับรู้ การให้ความรู้แก่ประชาชนให้มากยิ่งขึ้น และให้ ศปอส.ตร. และ ศปอส.น./ภ. มุ่งเน้นการปราบปรามเป้าหมายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะการอายัดบัญชีม้า ที่ต้องทำทันทีด้วยความรวดเร็วเพื่อให้ประชาชนผู้เสียหายมีโอกาสได้เงินคืนเร็วที่สุด นอกจากนี้ เน้นย้ำการปราบปรามการพนันออนไลน์ โดยให้เปิดช่องทางแจ้งข้อมูลเบาะแสผู้กระทำผิดไว้เฉพาะ และจะต้องมีรูปแบบขั้นตอนการทำงานในการรับแจ้งเบาะแส การสืบค้น และการประสานการปฏิบัติกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อปิดเว็บไซต์ และต้องประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้ประชาชนได้รับทราบความคืบหน้าในการทำงานโดยตลอด

นอกจากนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ฯ กล่าวว่า เน้นย้ำให้ทุกกองบัญชาการต้องเดินหน้าป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เช่นเดียวกับ บช.สอท. ทั้งการป้องกันปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พนันออนไลน์ การขายสินค้าผิดกฎหมายทางออนไลน์ ฯลฯ ให้สร้างผลงานเชิงรุก “รุกฆาต”กับผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง เด็ดขาด พร้อมย้ำว่าการตรวจสอบการทำงานอย่างจริงจังให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในเวลา 1 เดือนนั้น จะไม่ตรวจสอบเพียงแค่ บช.สอท.ซึ่งได้รับนโยบายจากนายกรัฐมนตรีโดยตรงเพียงหน่วยงานเดียวเท่านั้น แต่จะมีการตรวจสอบชี้วัดผลการปฏิบัติงานในทุกกองบัญชาการในระยะเวลา 1 เดือนเช่นเดียวกันด้วย

รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร. ขอความร่วมมือทุกหน่วยงานปรับทัศนคติการทำงาน เดินหน้าทำงานเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก ห้ามไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อให้องค์กรสำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินหน้าต่อไป คืนความเชื่อมั่นศรัทธาและเป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชนโดยแท้จริง

‘นายกฯ เศรษฐา’ เผย ส่วนตัวชื่นชอบ ‘แกงไตปลา’ มาก ส่วนต่างชาติจัดเป็น ‘อาหารยอดแย่’ ถือเป็นสิทธิ์ในการวิจารณ์

(4 เม.ย. 67) ที่อาคารรัฐสภานายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ‘แกงไตปลา’ ถูกจัดอันดับให้เป็นเมนูยอดแย่ที่สุดในโลก จากเว็บไซต์ TasteAtlas แต่สำหรับคนในภาคใต้ เมนูนี้เป็นเมนูคู่ครัวและเป็นเมนูที่อร่อยที่สุด ว่า 

“เรื่องนี้เป็นเรื่องของลิ้นใคร ลิ้นมัน ซึ่งเขาก็มีสิทธิ์ที่จะเขียนอะไรก็ได้ แต่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมด้วยว่าความจริงอาหารไทยหลาย ๆ ชนิด ก็ติดอันดับท็อปเท็นของโลกเหมือนกันและส่วนตัวผมเชื่อว่าแม้แกงไตปลาจะมีรสเผ็ด แต่ก็มีความเข้มข้นส่วนตัวผมเองผมชอบมาก”

ถามว่าอยากให้ทุกคนเปิดใจกับรสชาติของอาหารไทยหรือไม่เนื่องจากแต่ละชาติก็มีอาหาร ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “อาหารไทยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นมัสมั่นไก่ ขนมครก ต้มยำกุ้ง ผัดไทย แม้แต่ผัดกะเพรา ก็เป็นที่ชื่นชอบของต่างชาติ แต่เราเองก็ต้องยอมรับให้ได้ว่า การวิพากษ์วิจารณ์ก็เป็นสิทธิเสรีภาพของเขา อีกทั้งรสชาติอาจจะแรงเกินไป ต่างชาติอาจจะไม่คุ้นชิน เพราะแกงไตปลาหากทำไม่เผ็ดก็ไม่ใช่แกงไตปลา ซึ่งมันก็ต่างกันแต่ตนเชื่อว่า รัฐบาลนี้และคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ มีการส่งเสริมเรื่องอาหารอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางอย่างอาจจะไม่ถูกปากชาวต่างชาติ”

วิเคราะห์ 'จีน-สหรัฐฯ' วัดพลัง ‘รถยนต์บินได้’ คลื่นลูกใหม่โลกยานยนต์ ลุ้นได้ใช้ปี 2025

แม้จะยังถกเถียงว่ารถยนต์สันดาปจะหมดไป รถยนต์ไฟฟ้าจะมา หรือรถยนต์ไฮโดรเจนจะยั่งยืนกว่า? แต่ยังไม่ทันที่คำถามนี้จะหาข้อสรุปได้ก็ได้เกิดคลื่นลูกใหม่ที่กำลังเริ่มต้นก่อตัวขึ้นกับ ‘รถยนต์บินได้’ เมื่อคำนิยามของการเดินทางบนท้องถนนอาจรวมถึงถนนล่องหนเหนือหัวเราอย่างอากาศเสียแล้ว?

(4 เม.ย. 67) Business Tomorrow รายงานว่า ก่อนหน้านี้ 'อเลฟ แอโรนอติก' (Alef Aeronautic) ซึ่งเป็นสตาร์ทอัปภายใต้ร่มเงาของสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของเจ้าของบริษัทรถยนต์ดังอย่างเทสล่าอย่างอีลอน มัสก์ เพิ่งมีการเปิดจองรถยนต์บินได้อย่าง อเลฟ โมเดลเอ (Alef Model A) เมื่อต้นมีนาคมที่ผ่านมาไปถึง 2,850 คันแล้ว โดยโมเดลเอจะมีราคาเพียง 300,000 ดอลลาร์ หรือราว 11 ล้านบาท ราคาพอ ๆ กับซุปเปอร์คาร์หนึ่งคันได้เลยในบ้านเรา

แต่ในเวลาไม่นาน คู่แข่งคู่กัดในประเทศจีนอย่าง เสี่ยวเผิง (Xpeng) คู่แข่งสำคัญเทสล่าได้แจ้งบริษัทลูกอย่าง 'แอร็อต' (AeroHT) ได้ออกรายงานว่าบัดนี้ ‘รถยนต์บินได้’ ของพวกเขาได้รับการประตรารับรองจากสำนักงานการบินพลเรือนของจีนตอนกลางและตอนใต้ของจีน นั่นหมายความว่าอีกไม่นาน เสี่ยวเผิงจะผลิตรถยนต์บินได้ออกตามมาติด ๆ กับของฝั่งอเมริกา

และนี่อาจจะไม่ใช่การรอคอยที่เนิ่นนานอะไรมาก ทางฝั่งสหรัฐฯ อย่างอเลฟพร้อมส่งมอบโมเดลเอและพร้อมออกวิ่ง (และบิน) ได้ในปี 2025 หรือภายใน 1 ปีหน้า ส่วนทางเสี่ยวเผิง หากไม่มีข้อติดขัดอะไร จะมีการส่งมอบแอร็อตถึงมือลูกค้าภายในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025

ทั้งนี้ หากลองดูสเปคคร่าว ๆ จากเจ้าสองโมเดลจากสองขั้วบนโลกนี้จะพบว่า...

📌 อเลฟ โมเดลเอ (Alef Model A) จาก อเลฟ แอโรนอติก

- ที่นั่ง 4 ที่นั่ง
- ตัวถังหุ้มใบพัดหมุนสำหรับบินด้านในตัวรถและช่วยให้มีลมหมุนเวียนข้างในรถยนต์
- ใช้ใบพัดทั้ง 8 ใบทั้งหน้าและหลังในการบิน
- โหมดรถจะมีความเร็ว 37-54 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- โหมดบินมีความเร็ว 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

📌 เอ็กซ์ทรีเอฟ (X3-F) จาก แอร็อต

- ที่นั่ง 4 - 5 ที่นั่ง
- แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือโมดูลภาคพื้นดินและทางอากาศ
- เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 6 ล้อ ขับเคลื่อนทั้งหกล้อ
- ยังไม่เปิดเผยความเร็วทั้งสองโหมด
- โหมดการบินจะต้องประกอบโมดูลบิน มีใบพัด 6 ใบรวมถึงท่อไอพ่น 2 ท่อ

นอกจากสองฝั่งจากสหรัฐฯ และจีนแล้ว ก็ยังมีอีกหลายประเทศที่มองไปในการพัฒนารถยนต์บินได้อย่าง Joby Aviation จากสหรัฐฯ ซึ่งก็ได้มีการร่วมมือกับทางเกาหลีใต้อย่างยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี SK Telecom ที่คาดว่าจะออกบินแท็กซี่นี้ได้ช่วงปี 2025 และ Lilium จากเยอรมันที่กำลังพัฒนาแท็กซี่แบบบินได้ 

เห็นท่าอย่างนี้ ไม่พ้นปีหน้า ก็คงจะได้ยลโฉมรถบนฟ้าแบบที่เคยเห็นในภาพยนตร์แน่นอน

ตำรวจนครพนม ภาค 4 รวบนักค้าได้พร้อมด้วยยาบ้า 1 ล้าน 2 แสนเม็ด และปูพรม ตรวจค้น 87 จุด ได้ยาบ้าและอาวุธปืนเพียบที่ ภ.จว.นครพนม

เมื่อวันที่ 4 เม.ย.67 พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย  ผบช.ภ.4 , นายวันชัย ผวจ.นครพนม,   นายภิญโญ โฆสิต ผอ.ป.ป.ส.ภาค 4, พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน รอง ผบช.ภ.4, พล.ต.สถาพร บุญชู ผบ.มทบ.210 , น.อ.วรรณะ เกื้อทิพย์ ผบ.นรข.เขตนครพนม พร้อมผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวผลการปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นจับกุมยาเสพติดตามยุทธการการไล่ล่า (เด็ดปีก) นักค้าอีสานเหนือ 252 "No place for Drug" ระยะที่ 2  ทำลายโครงสร้าง ชำระสะสาง ปลุกพลังชุมชนเข็มแข็ง โดยปราบปรามนักค้ารายย่อย และเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ ด้วยปฏิบัติการเชิงรุกทั้ง 19 สภ.ในสังกัดพร้อมกัน 87 จุด  มีการปิดล้อมตรวจค้นจับกลุ่มบุคคลตามหมายจับคดียาเสพติด, ค้นหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหา, ตรวจค้นจับกุมบุคคลเป้าหมายตามเบาะแสข้อร้องเรียนภาคประชาชน, จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับค้างเก่า, รวมถึงการยึดทรัพย์นักค้ายาเสพติดทุกราย  มีผลการปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2567 – 3 เม.ย.2567 ดังนี้

1.จับกุมผู้ต้องหา  986   ราย
2.ตรวจยึดของกลางยาเสพติด ได้แก่ ยาบ้า 1.5 ล้านเม็ด, ไอซ์  2,500 กรัม, เฮโรอีน 9,800 กรัม 
3.ตรวจยึดทรัพย์สินตาม พรบ.มาตราการฯ  ได้แก่ เงินสด 561,547.-บาท, อาวุธปืน  16  กระบอก, บ้าน 1 หลัง, ที่ดินตามโฉนด 2 แปลง เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน, ทองรูปพรรณ น้ำหนักรวม 12 บาท, รถยนต์ 16 คัน, รถจักรยานยนต์ 21 คัน, ทรัพย์สินอื่นๆ 18 รายการ  มูลค่าประมาณ 103,400.-บาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึด/อายัด 8,673,947 บาท และต่อมาในวันที่ 4 เม.ย.67 จับกุมขบวนการค้ายาเสพติด คือ นายรัชชานนท์ และนายชานนท์  พร้อมยาบ้า 1.2 ล้านเม็ด ได้ที่ ต.โนนตาล อ.ท่าอุเทน จ.หนองคาย

 พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4 เปิดเผยว่า ปฏิบัติการ ไล่ล่า (เด็ดปีก) นักค้าอีสานเหนือ 252 “No place for Drug” ระยะที่ 2  เป็นการกวาดล้างจับกุมนักค้ายาเสพติดในพื้นที่ตามแนวชายแดน และเป็นพื้นที่มีปัญหา ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.  โดยตนได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดตำรวจภาค 4 เพิ่มความเข้มในการกวาดล้างจับกุมยาเสพติด โดยเฉพาะผู้ค้ายาเสพติดรายย่อย จะต้องไม่มีที่ยืนในพื้นที่อีกต่อไป 

สำหรับผลการปราบปรามยาเสพติดของตำรวจภาค 4 ตั้งแต่ 1 ต.ค.66 - 31 มี.ค.67 ได้กวาดล้างจับกุมผู้ต้องหา ยาเสพติด 22,287 คดี ผู้ต้องหา 22,387 คน ตรวจยึดยาบ้ากว่า 17 ล้านเม็ด เฮโรอีนกว่า 59 กก. ไอซ์ กว่า 6.8 กิโลกรัม  ตรวจยึด/อายัดทรัพย์สินฯ 4,199 รายการ มูลค่าประมาณ 339,750,071 บาท  โดยตำรวจภาค 4 จะกวาดล้างจับกุมอย่างเด็ดขาดต่อไป ผบช.ภ.4 กล่าวในที่สุด

‘ผู้ลี้ภัยในฟินแลนด์’ ขอบคุณ ‘ธนาธร’ ซื้อบ้านปรีดีในฝรั่งเศส เสนอใช้บ้านหลังนี้ ‘ช่วยเหลือดูแลผู้ลี้ภัย’ ก็น่าจะดี

(4 เม.ย. 67) นางจรรยา ยิ้มประเสริฐ ผู้ลี้ภัยอยู่ในประเทศฟินแลนด์ โพสต์เฟซบุ๊กสั้น ๆ ระบุว่า…

“ได้รับทราบจากพี่จรัลตั้งแต่พบกันเมื่อต้นปีว่า เอก ธนาธร ได้เจรจาซื้อบ้านที่ปรีดี พนมยงค์และครอบครัวได้พักอาศัยที่ฝรั่งเศส สำเร็จแล้ว - ขอบคุณเอก ธนาธร

“ดีใจที่ทราบว่าจะทำให้บ้านนี้เป็นมิวเซียมและที่ทำงานของสมาคมนักเรียนไทยในยุโรป

“เราเสนอพี่จรัลไปว่า ให้บ้านนี้ดูแลโดยผู้ลี้ภัยการเมืองที่ฝรั้งเศส เพื่อได้ช่วยเหลือดูแลผู้ลี้ภัยด้วยก็น่าจะดี”

สถิติใช้ไฟฟ้าในไทย กลางคืนแซงหน้ากลางวัน หลังรถ EV เริ่มเป็นที่นิยม พบ!! ชาร์จไฟรถยนต์คืนเดียว เทียบเท่าเปิดแอร์รถได้ถึง 4-5 วัน

(4 เม.ย. 67) ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก ‘Stapnavatr Vajira’ โพสต์ข้อความ หัวข้อ สถิติการใช้ไฟจากการไฟฟ้าเริ่มเปลี่ยนหลังรถอีวีเริ่มนิยมใช้ในไทยเข้าหลักแสนคัน ระบุว่า…

“การใช้ไฟฟ้าที่โดยปกติจะมากเวลากลางวันและน้อยเวลากลางคืน ตอนนี้การใช้ไฟกลางคืนแซงกลางวันแล้ว เพราะมีคนเอาไฟกลางคืนชาร์จรถเยอะมาก ๆ

กำลังไฟสำรองที่เคยถูกตำหนิว่ามากเกิน กำลังเปลี่ยนเป็นกลับมาสมดุลในไม่ช้า

คนที่เคยด่าว่า ทำไฟสำรองไว้เยอะ ทำให้ต้องจ่าย FT แพงขึ้น คงจะเริ่มเข้าใจ กำลังไฟสำรองไม่ใช่เรื่องที่จะเสกกันได้ทันที ไม่เหมือนปริมาณรถอีวี บทจะมา มาเร็วจริง ๆ

หนทางอีกยาวไกล ปริมาณรถในไทย ถ้าจะทดแทนรถฟอสซิลไปถึง 1/3 ก็ต้องมีรถอีวีไปถึง 5 ล้านคันเป็นอย่างน้อย

บางที อีกหน่อยรถยนต์อาจเป็นอุปกรณ์ใช้ไฟฟ้ามากที่สุดเมื่อเทียบกับอุปกรณ์อื่น ๆ

อย่าทำเป็นเล่นไป ชาร์จไฟรถไฟฟ้าคืนเดียว ถ้ารถไม่วิ่งเลย เอาไปเปิดแอร์นอนสบายใจได้ 3 วันเต็ม ถ้าเปิดในที่กลางวันร้อนถึง 42-45 องศาเซลเซียส แต่ถ้าเปิดแอร์รถในร่มหรือสภาพอากาศข้างนอกไม่ร้อน เปิดได้ 4-5 วันเลย แบตเตอรี่อีวีจึงคือสถานที่จุไฟได้มหาศาลมากในเวลาสั้นนั่นเอง https://www.youtube.com/watch?v=pO5Q9B8v1NI 

‘พี่จอง-คัลแลน’ ยกให้ ‘แกงไตปลา’ เป็นเมนูยอดเยี่ยม พร้อมบอกรสชาติ!! ต้อง ‘เผ็ดๆ - เค็มๆ’ ถึงจะอร่อย

(4 เม.ย. 67) หลังจากที่เมนู ‘แกงไตปลา’ ถูกจัดให้เป็นเมนูอาหารยอดแย่อันดับ 1 ของโลก โดย TaseAtlas ทำให้มีชาวเน็ตหลายเสียงออกมาโต้กลับในทันที รวมถึงคลิปล่าสุดของ ‘คัลแลน-พี่จอง’ ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ก็ได้พูดเกี่ยวกับเมนูนี้ว่า เป็นเมนูที่ทั้งคู่ชอบมาก ๆ ด้วย

โดยคลิปล่าสุดของช่อง ‘คัลแลน-พี่จอง’ สองยูทูบเบอร์เกาหลีชื่อดังที่เพิ่งลงไปเมื่อช่วงสิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในตอนที่ชื่อว่า ‘เรามาถึงเกาะเต่าแล้วครับ... | ชุมพร Day 2’ ที่เป็นการพามาเที่ยวพักโฮมสเตย์กับชาวบ้านในพื้นที่ และทำได้กิจกรรมตกหมึก ตกปลา

และพอถึงช่วงเวลากินอาหารเย็นทั้งคัลแลนและพี่จองได้มีการเอ่ยปากถามถึงเมนู ‘แกงไตปลา’ พร้อมบอกว่าเป็นเมนูที่ชอบกิน และต้องกินแบบเผ็ด ๆ เค็ม ๆ ถึงจะอร่อยด้วย

พอทางโฮมสเตย์บอกจะทำให้กินพรุ่งนี้ ทั้งคู่ต่างดีใจกันใหญ่ พอถึงช่วงอาหารของวันรุ่งขึ้น คัลแลนก็รีบมารอกินแกงไตปลา พร้อมบอกว่าจะได้กินแล้ว และพอแกงไตปลามาวางเสิร์ฟที่โต๊ะ คัลแลนก็อดใจไม่ไหวรีบตักกินก่อนโดยที่ไม่รอเพื่อน ๆ เลย!

งานนี้ทำเอาเหล่า FC ของสองหนุ่มและชาวเน็ตที่ไม่เห็นด้วยกับผลการจัดอันดับของ TasteAtlas ใจฟูไปตาม ๆ กัน พร้อมบอกว่า TasteAtlas จัดอันดับให้ ‘แกงไตปลา’ ยอดแย่ที่สุดในโลกก็ไม่เป็นไร แค่สองหนุ่มถูกใจก็พอแล้ว!

ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมในพื้นที่จังหวัดชลบุรี “สงกรานต์ช่วงเทศกาลปลอดภัย เที่ยวพัทยาอุ่นใจ”

วานนี้ (3 เม.ย. 67) เวลา 19.00 น. พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพิธีปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรม ช่วงเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2567 ของตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ภายใต้ยุทธการ “สงกรานต์ปลอดภัย เที่ยวพัทยาอุ่นใจ“ ณ ลานแยกชายหาดพัทยา (นิภาลอดจ์) เมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมี พล.ต.ท. สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 , พล.ต.ต.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี , นายชัยพร แพภิรมย์รัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี , นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา , นายวีกิจ มานะโรจน์กิจ นายอำเภอบางละมุง และข้าราชการตำรวจ  ทหาร ฝ่ายปกครองและอาสาสมัคร เข้าร่วมพิธี

พล.ต.ท.อัคราเดช ฯ เปิดเผยว่า ตามที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.) สั่งการให้ทุกหน่วยระดมกวาดล้างอาชญากรรม  ดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2567 นั้น เพื่อให้การดำเนินการตามแผนป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและการรักษาความสงบในพื้นที่ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีจึงกำหนดให้มีพิธีปล่อยแถว ระดมกวาดล้างอาชญากรรม ประจำปี 2567 “สงกรานต์ปลอดภัย เที่ยวพัทยาอุ่นใจ ” โดยบูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชน 

จากนั้น พล.ต.ท.อัคราเดช ฯ พร้อมคณะ ได้เดินแจกโบรชัวร์การเตรียมเปิดตัวแอปพลิเคชัน “PATTAYA SAFETY” เพื่อบริการประชาชนและนักท่องเที่ยวในเรื่องการแจ้งเหตุ แจ้งเบาะแสออนไลน์ 24 ชั่วโมง โดยสามารถติดตามสถานการณ์การแจ้งเหตุด้วยปุ่ม SOS ขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน พูดคุยผ่านแชทสดกับเจ้าหน้าที่ได้ ซึ่งรองรับสองภาษาคือภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ด้วยฟีเจอร์ที่โดดเด่น ทันสมัย ใช้งานง่าย

'อ.เจษฎา' แจง!! งานนี้ไม่ใช่บอลประเพณี แต่ผู้ใหญ่ 2 มหาลัยเห็นชอบรูปแบบ แนะ!! หากใครอาสาแบกเสลี่ยง 'อัญเชิญพระเกี้ยว' รีบสมัครล่วงหน้าได้เลย

(4 เม.ย.67) จากกรณีดรามา ‘นิสิตจุฬาฯ’ ใช้รถกอล์ฟอัญเชิญ ‘พระเกี้ยว’ ในงานฟุตบอลสานสัมพันธ์ ‘จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์’ ปีนี้ สร้างเสียงวิจารณ์กระหน่ำ มีทั้งผู้เห็นด้วยและคิดต่าง กระทั่งคณะผู้จัดงาน ฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ CU-TU Unity Football Match 2024 ออกมาชี้แจงความหมายของขบวนอัญเชิญพระเกี้ยว ที่ตั้งใจคัดสรรสัญลักษณ์ ตัวแทนองค์ความรู้แขนงต่าง ๆ มา

นอกจากนี้ กรณี พ.อ.รศ.นพ.วิภู กำเหนิดดี แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู เชี่ยวชาญในการรักษาโรคปวดเรื้อรัง ระบุทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ไม่ต้อนรับแพทย์ใช้ทุนที่จบจากที่นี่ เนื่องจากไม่ชอบ ทำให้ต้นสังกัดอย่าง โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ร่อนคำชี้แจง พร้อมขออภัยบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ได้รับผลกระทบจากการแสดงความคิดเห็นดังกล่าว ตลอดจนให้แพทย์รายดังกล่าวลบโพสต์ไปจากโซเชียลแล้วนั้น

เรื่องราวทั้งหมดนี้ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ออกมากล่าวทางเฟซบุ๊กในมุมที่อาจมีผู้เข้าใจผิดว่า งานบอลที่เพิ่งจัดไปไม่ใช่งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์

รศ.ดร.เจษฎาระบุว่า ทราบกันหรือไม่ว่า “งานบอลที่เพิ่งจัดไป..ไม่ใช่งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ครับ” เห็นเป็นประเด็นดรามากันมาหลายวันแล้ว เกี่ยวกับงานฟุตบอล ที่จัดแข่งกันไประหว่างนิสิตจุฬาฯ และศึกษาธรรมศาสตร์…แต่ถ้าผมจะอธิบายให้เข้าใจชัดว่า “มันเป็นคนละงานกัน” กับการฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ที่ผ่าน ๆ มา ไม่รู้ว่าจะช่วยลดดรามาให้น้อยลงได้หรือเปล่านะครับ 

[ #สรุป (เผื่อใครขี้เกียจอ่านยาว) พูดง่าย ๆ คือสมาคมศิษย์เก่าของทั้ง 2 สถาบัน ไม่จัดงานบอลประเพณีจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ซักที…เด็ก ๆ นิสิตนักศึกษา ก็เลยจัดงานเตะบอลสานสัมพันธ์กันเอง..งานมันก็เลยออกมาสเกลเล็ก ๆ แค่นี้แหละครับ ]

คือจริง ๆ แล้ว มันไม่ใช่งานฟุตบอลประเพณี ที่จัดกันมากว่า 90 ปีแล้ว (ซึ่งครั้งล่าสุด คือครั้งที่ 74 เมื่อปี พ.ศ.2563)…แต่มันมีชื่อว่า “งานฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 1” ต่างหากครับ

งานฟุตบอลประเพณีที่ผ่านมา ดำเนินการจัดโดย ‘สมาคมศิษย์เก่า’ ของทั้งจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ ผลัดกันเป็นเจ้าภาพมาตลอด…ขณะที่งานฟุตบอลสานสัมพันธ์ ที่พึ่งริเริ่มจัดในปีนี้นั้น จัดโดยองค์การบริหารสโมสรของนิสิตจุฬาฯ และของนักศึกษาธรรมศาสตร์

สาเหตุที่เกิดงานนี้ก็คือ การที่งานฟุตบอลประเพณีจุฬาธรรมศาสตร์ครั้งที่ 75 (ซึ่งควรจะได้จัดไปเมื่อปี 2564) ทางด้านของสมาคมศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ที่เป็นเจ้าภาพนั้นได้เลื่อนจัดมาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่ช่วงที่เกิดวิกฤตโควิดขึ้น จนมาถึงปีนี้ ก็ยังหากำหนดวันที่เหมาะสมร่วมกันกับทางสมาคมศิษย์เก่าจุฬาฯไม่ได้ แล้วต้องทำให้เลื่อนไปอีกปีนึง

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ทางองค์การบริหารสโมสรของทั้ง 2 สถาบัน จึงได้ขอจัดงานฟุตบอลสานสัมพันธ์ขึ้นเอง แม้ว่าเวลาจะกระชั้นชิดมาก และมีงบประมาณน้อยมากก็ตาม โดยจัดในแบบที่กระชับขึ้น เรียบง่ายขึ้น งบน้อยลง ใช้กำลังคนให้น้อยลง..และที่สำคัญคือมีรูปแบบงานในแบบที่นิสิตนักศึกษาอยากจัดกัน (ไม่ได้จำเป็นอยู่ในกรอบแนวทาง ของที่สมาคมศิษย์เก่าของทั้งสองสถาบัน เคยวางแนวไว้)

ตัวอย่างเช่น การแปรอักษรด้วยป้าย LED ก็เป็นการแก้ปัญหาเรื่องการระดมหาคนขึ้นสแตนด์ ในช่วงเวลาที่กระชั้นชิดเช่นนี้..หรือแม้แต่การอัญเชิญธรรมจักรและพระเกี้ยวที่เรียบง่ายขึ้น ใช้กำลังคนน้อยลงเช่นนี้ก็เป็นการแก้ปัญหาได้ดีเช่นเดียวกัน..ซึ่งถ้ามองถึงผลลัพธ์ที่ออกมา ก็ถือว่าเป็นไปได้ด้วยดี บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจกันไว้ (แม้ว่าจะไม่อลังการเท่าเดิม ทั้ง stand แปรอักษรและขบวนอัญเชิญ)

ยังไงก็ตาม การจัดงานบอลสานสัมพันธ์ครั้งนี้ไม่ได้มีแต่นิสิตนักศึกษาที่จัดกันเอง แต่ผู้บริหารของทั้งสองมหาวิทยาลัยก็เข้ามาช่วยสนับสนุนเช่นกัน..ดังนั้น รูปแบบวิธีการที่เปลี่ยนไปนี้ จึงถือว่าผ่านความเห็นชอบจากผู้หลักผู้ใหญ่ของมหาวิทยาลัยทั้งสองแล้วนะครับ

ดังนั้น ผู้ที่กังวลว่างานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ จะดูด้อยลง ลดความสวยงามอลังการลงจากเดิม ก็คงจะต้องรอดูในปีหน้า ๆ ถัดไป ว่างานฟุตบอลประเพณีครั้งที่ 75 นั้น จะจัดออกมาในรูปแบบไหน? จะสวยงามยิ่งใหญ่เท่าสมัยปี 2563 หรือเปล่า?

หรือจะเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ ไปตามสมัยนิยม ที่ลดเรื่องพิธีรีตอง และเน้นคุณค่าของตัวงาน ตามวัตถุประสงค์มากขึ้น..ซึ่งก็ต้องรอฟังทางสมาคมศิษย์เก่าของสองสถาบันนำเสนอชี้แจงกันต่อไป

แต่ไม่ใช่ มาดู ‘งานบอลสานสัมพันธ์ของนิสิตนักศึกษา’ ปีนี้ แล้วจะมารีบด่วนตัดสินว่า หลาย ๆ อย่าง (เช่น เสลี่ยงอัญเชิญพระเกี้ยว) ถูกยกเลิกไปแล้วอย่างที่ข่าวไปกระพือกันนะครับ…เน้นย้ำ ให้มองว่า มันเป็นคนละงานกันครับ!

ป.ล.ส่วนใครปวารณาตัว อยากจะมาช่วยยกเสลี่ยงอัญเชิญพระเกี้ยวให้ ในปีหน้า ๆ ต่อไป ก็เป็นเรื่องน่ายินดีนะครับ รีบมาสมัครล่วงหน้าได้เลย 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top