Monday, 10 August 2026
Hard News Team

‘จีน’ เอาจริง!! ลุยจัดการ ‘เนื้อหาออนไลน์ผิดกฎหมาย-อันตราย’ หลังได้รับรายงานมากกว่า 18 ล้านกรณี ในเดือน มี.ค.

เมื่อวานนี้ (10 เม.ย.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สำนักบริหารไซเบอร์สเปซแห่งประเทศจีน เปิดเผยว่า จีนจัดการเนื้อหาออนไลน์ผิดกฎหมายหรืออันตรายที่มีรายงานมากกว่า 18.53 ล้านกรณีในเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 จากเดือนกุมภาพันธ์ และเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.9 เมื่อเทียบปีต่อปี

เว็บไซต์รายใหญ่หลายแห่งของจีนดำเนินการจัดการกับเนื้อหาผิดกฎหมายที่ได้รับแจ้งเข้ามา 17.09 ล้านกรณี ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลอินเทอร์เน็ตส่วนกลางและภูมิภาคจัดการกับเนื้อหาดังกล่าวราว 1.45 ล้านกรณี

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า เนื้อหาออนไลน์ที่ผิดกฎหมายหรือเป็นอันตรายที่มีรายงานส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสื่อลามกอนาจาร การพนัน การละเมิด และข่าวลือ

'สก.บางซื่อ ก้าวไกล' โร่แจงปมเจ้าของโรงงานซุกกากแคดเมียม  เผย!! เป็นธุรกิจญาติ ตนไม่เกี่ยว ทั้งในบางซื่อและสมุทรสาคร

(11 เม.ย. 67) จากกรณี น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รมว.อุตสาหกรรม ได้ลงพื้นที่ร่วมกับปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และอธิบดีกรมโรงงาน เพื่อตรวจสอบบริษัท ล้อโลหะไทย เมททอล จำกัด ตั้งอยู่ 1532/1 ซอยเรียงปรีชา ถนนประชาราษฎร์ แขวงบางซี่อ เขตบางซื่อ กทม. หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ได้สืบสวนแกะรอยจนทราบว่าที่โรงงานดังกล่าวมีการซุกซ่อนกากแคดเมียม 150 ตัน บรรจุในถุงบิ๊กแบ็ก 98 ถุง โดยขณะนี้ได้ยึดอายัดไว้แล้ว

น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย สก.เขตบางซื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ตรวจสอบกากสารแคดเมียมในบางซื่อ วันนี้เนอสและสส.กานต์ ภัสริน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานที่มีกากสารแคดเมียมเก็บอยู่ในเขตบางซื่อ ทราบว่าเป็น บริษัท ล้อโลหะไทยเมททอล จำกัด ในซอยเรียงปรีชา ซึ่งอยู่บนถนนพิบูลสงครามบริเวณพระราม 7 ฝั่งมุ่งหน้ามาจากจังหวัดนนทบุรี

โดยกากสารแคดเมียมที่พบมีจำนวน 98 ถุงบิ๊กแบ็ก มีน้ำหนักประมาณ 150 ตัน สภาพโรงงานเป็นโรงงานค้าของเก่าระบบปิด ไม่มีเตาหลอม มีหลังคาคลุม พื้นเป็นปูน เบื้องต้นทางสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. ได้ใช้เครื่องวิเคราะห์ค่าโลหะแบบพกพาตรวจน้ำจากท่อระบายน้ำ 2 จุดที่เชื่อมออกมาจากโรงงาน ยังไม่พบสารแคดเมียม อย่างไรก็ตามต้องรอผลตรวจน้ำและดินโดยรอบจากแล็บของกรมโรงงานอุตสาหกรรมอีกครั้ง เนื่องจากจะมีความละเอียดมากกว่า

ในการเคลื่อนย้ายกากสารแคดเมียมออกจากพื้นที่นั้น ทราบว่าจะมีการย้ายหลังช่วงสงกรานต์เพื่อหลีกเลี่ยงการสัญจรหนาแน่นของพี่น้องประชาชน จึงจะมีการทยอยขนย้ายทั้งจากเขตบางซื่อ ชลบุรี และสมุทรสาคร กลับไปยังหลุมฝังกลบที่จังหวัดตากหลังจากวันที่ 17 เมษายนเป็นต้นไปค่ะ

ทาง กทม. ได้ประกาศโรงงานนี้เป็นพื้นที่สาธารณภัยตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 จึงมีการปิดประตูโรงงานและมีเจ้าหน้าที่เฝ้าตลอดเวลา

ส่วนในเรื่องที่เนอสและเจ้าของโรงงานมีนามสกุลเดียวกันนั้น เนื่องจากคุณเจษฎา เก่งรุ่งเรืองชัย เป็นคุณอา (น้องของพ่อ) โดยเมื่อก่อนรุ่นอากงทำธุรกิจค้าของเก่าเป็นกงสี แต่บริษัทของคุณพ่อเนอสได้แยกออกจากกงสีมาตั้งอยู่ที่จังหวัดนนทบุรีมากกว่า 20 ปีแล้ว ส่วนเนอสเองก็ออกจากบริษัทของคุณพ่อมามากกว่า 5 ปีแล้ว ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าของเก่าในเขตบางซื่อหรือสมุทรสาครแต่อย่างใด

เนอสมาลงสนามการเมืองแค่ต้องการทำให้เขตบางซื่อที่อยู่มาตั้งแต่เกิดดีขึ้นเท่านั้น ไม่ได้มีความคิดหรือกระทำการใดที่จะเอื้อประโยชน์หรือปกป้องเครือญาติและครอบครัว หากใครทำงานในสำนักงานเขตบางซื่อและกทม. ก็น่าจะทราบดี ที่เนอสไปลงพื้นที่วันนี้ก็เพราะเป็นการทำงานปกติที่ทำมาอยู่ตลอดในเขตอยู่แล้วในฐานะส.ก. เนอสเชื่อในความโปร่งใส ตรงไปตรงมา ชัดเจน ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นพ่อ แม่ ครอบครัว หรือญาติกันก็ตาม เมื่อคนเท่ากันก็ต้องเท่ากันในการบังคับใช้กฎหมายทุกมาตราด้วย

ยิ่งกว่านั้น เนอสเองยืนยันว่าสนับสนุนแนวทางพรรคก้าวไกลเรื่องการเสนอกฎหมาย PRTR (กฎหมายรายงานการปลดปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม) ที่จะเพิ่มความเข้มข้นในการรายงาน ติดตาม ตรวจสอบ สารมลพิษอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้นเพื่อปกป้องและส่งเสริมพัฒนาความปลอดภัยสาธารณะ

เนอสคงไม่สามารถเปลี่ยนนามสกุลหรือเลือกจะเป็นญาติ-ตัดญาติกับใครได้ และเนอสก็ทำงานพิสูจน์ตัวเองมา 2 ปีแล้ว จึงขอชี้แจงไว้ตรงนี้ว่าเนอสไม่เคยและจะไม่มีการใช้อำนาจมาเอื้อประโยชน์หรือปกป้องใครอย่างแน่นอน

สุดท้ายนี้ เนอสขอย้ำให้เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาตามความถูกต้องของกฎหมายอย่างเท่าเทียมกันทุกคนค่ะ 🙏

‘จุรินทร์’ ซัด!! ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ ไม่ต่างจาก ‘จำนำข้าว’ รัฐบาลใช้วิธี ‘กู้ ธกส. มาแจก’ เสี่ยงสร้างหนี้ซ้ำรอยเดิม

(11 เม.ย. 67) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงแหล่งเงินดิจิทัล วอลเล็ต 500,000 ล้านบาท ที่มาจาก 3 ทางคือ งบเหลือจ่ายปี 67 ปี 68 และ เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ตามมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ว่า…

กรณีการใช้เงินจาก ธกส. โดยให้ ธกส. สำรองจ่ายไปก่อน แล้วรัฐบาลค่อยใช้คืนทีหลัง ตามมาตรา 28 ก็คือการ ‘กู้ ธกส.มาแจก’ นั่นเอง ก็อบปี้วิธีการของโครงการจำนำข้าวมาทั้งดุ้น พูดง่าย ๆ คือมาจาก DNA เดียวกัน เพราะจำนำข้าวก็คือให้ ธกส. สำรองเงินไปรับจำนำข้าวจากชาวนาก่อน แล้วรัฐบาลค่อยใช้คืนทีหลัง ซึ่งขาดทุนตั้งแต่นับหนึ่งเพราะราคาข้าวในตลาดตันละไม่ถึงหมื่นบาท แต่ให้ไปรับจำนำตันละหมื่นห้าพันบาท ทุก ๆ ตันจึงขาดทุนสะสมไปเรื่อย ๆ จนทำให้ขาดทุนรวมไป 6-700,000 ล้าน และจนวันนี้ยังใช้หนี้ไม่หมด ยังเหลือหนี้ค้าง ธกส. อยู่อีก 200,000 กว่าล้านบาท   

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า กรณีดิจิทัล วอลเล็ต ที่จะให้ ธกส. สำรองแจกไปก่อน จึงมาจาก DNA เดียวกัน โดยรัฐบาลจะต้องมีภาระหนี้ กับเฉพาะ ธกส. เพิ่มอีกตามที่ รัฐบาลแถลง 172,300 ล้านบาท รวมกับหนี้เก่าจำนำข้าว อีก 200,000 กว่าล้านบาท จะทำให้รัฐบาลเป็นหนี้ ธกส. เฉพาะ 2 โครงการ ทั้งที่ยังคงค้างอยู่และจะสร้างใหม่ รวมประมาณ 4 แสนล้านบาท ซึ่งจนวันนี้ รัฐบาลก็ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะมีแผนชำระหนี้เฉพาะหนี้ ธกส. ที่จะกู้มาแจกในโครงการดิจิทัล วอลเล็ต อย่างไร และยังอาจมีปัญหาข้อกฎหมายตามมาอีกว่าแม้เงิน ธกส. สามารถเอามาดูแลเกษตรกรได้ แต่ถ้าถึงขั้นจะเอามาแจกตามโครงการดิจิทัล วอลเล็ต ด้วยวัตถุประสงค์กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการบริโภค สามารถทำได้หรือไม่ ต้องดูให้รอบคอบ อย่าไปทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย 

“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำเพราะหาเสียงไว้และต้องทำให้ถูกกฎหมายด้วย” นายจุรินทร์กล่าว 

คาด!! ราคาทองอาจพุ่งขึ้นต่อไปในระยะยาวจนถึงปีหน้า  เหตุเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย 'ในภาวะสงคราม-เงินดอลฯ แข็งค่า'

(11 เม.ย. 67) จากบทสัมภาษณ์กับนายแพทย์ กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการฝ่ายบริหารกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก ในรายการ Business Tomorrow ได้เผยว่า ราคาทองจะพุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง โดยจะเป็นคลื่นของราคาทองขึ้นลูกที่ 5 

นพ.กฤชรัตน์ กล่าวว่า การขึ้นของราคาทองในคลื่นลูกที่ 5 นี้ จะพุ่งขึ้นสูงได้ไกลและขึ้นได้ในระยะยาวโดยมีโอกาสเพิ่มขึ้นไปได้ถึงปีหน้า โดยนพ.กฤชรัตน์กล่าวว่า ในระยะ 3-4 ปีก่อน แม้ราคาจะยังคงแกว่งขึ้นลงตามรูปแบบกราฟตามรายเดือนแล้ว ราคาทองในปีนี้กำลังอยู่ในวัฎจักรของตลาดขาขึ้นอย่างเต็มตัว นพ.กฤชรัตน์ยังกล่าวว่า ราคาทองคำกำลังขึ้นในรูปแบบ 'Cup and Handle' ซึ่งเป็นกราฟขาขึ้นที่มีความน่าเชื่อถือและสามารถไว้วางใจได้เป็นอย่างมาก

สำหรับเหตุผลของตลาดขาขึ้นของราคาทองคำมาจาก 2 ปัจจัย...

1. สงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ทำให้ราคาทองพุ่งขึ้นเกินระดับของ 2,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไวกว่าการคาดการณ์ที่มองว่าราคาทองจะพุ่งขึ้นในช่วงหลังที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดลดดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว ทำให้ทองคำที่มองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยหรือ Safe Haven 

2. เงินดอลลาร์ที่ยังแข็งอยู่ทำให้นานาประเทศกังวลการเก็บพันธบัตรสหรัฐไว้ โดยในช่วงสงคราม ยังกังวลเรื่องการที่ทุนอาจถูกสหรัฐฯ ยึดได้ในกรณีที่มีปัญหาต่อกัน จึงมองไปที่การซื้อทองคำเข้ามาถือ ธนาคารกลางทั่วโลกเลือกที่จะซื้อทองคำมาถือไว้แทน 

เปิดข้อมูล 'กากแคดเมียม' อันตรายแค่ไหน? ถึงขั้นต้องประกาศเขตภัยพิบัติหรือไม่?

(11 เม.ย.67) จากเฟซบุ๊ก 'Sompob Pordi' ได้โพสต์ทำความเข้าใจถึงกากแคดเมียมที่พบเจอในไทยและทำให้ผู้คนเกิดความตระหนก ไว้ดังนี้...

กากแคดเมียม 

แคดเมียม (Cd) เป็นธาตุโลหะ ที่ปกติในธรรมชาติจะอยู่ร่วม/ปะปนกับธาตุโลหะอื่นเช่น สังกะสี ตะกั่ว ฯ มีจุดหลอมเหลวที่ 321 เซลเซียส หรืออุณหภูมิสูงกว่านํ้ามันทอดไก่เคเอฟซี 175 เซลเซียสเกือบสองเท่า มีจุดเดือดที่กลายเป็นไอที่ 767 เซลเซียส 

ปัจจุบัน ราคาแคดเมียม 99.99% วิ่งขึ้นลงอยู่ระหว่าง $4 ถึง $5 กว่า ๆ ต่อกก. ดังนั้นแคดเมียม 1 ตันหรือ 1,000 กก. จะมีราคาอย่างตํ่า ๆ ก็ $4,000 หรือเกือบ ๆ แสนห้าหมื่นบาท 

ดังนั้น ข่าวที่ว่ามีการแอบเก็บแคดเมียมที่เป็นอันตรายเป็นพิษต่อสุขภาพเป็นหมื่น ๆ แสน ๆ ตันก็คือการปั่นดี ๆ นี่เอง ไม่ต่างอะไรกับที่เคยปั่นสามกีบเรื่องกัมมันตรังสีจากซีเซียม จนหลอน แตกตื่น ชักดิ้นชักงอ เมื่อปีที่แล้ว 

เพราะแคดเมียมในข่าวเป็นแค่กากแคดเมียม หรือเศษดินหินจากเหมืองที่มีแคดเมียมปะปนอยู่ด้วยในปริมาณที่น้อยมากในรูปของ แคดเมียมซัลไฟด์ หรือ แคดเมียมคาร์บอเนต ซึ่งพบได้ในธรรมชาติ ที่มีปริมาณแคดเมี่ยมน้อยมากจนยังไม่คุ้มที่สกัดแยก/ทำให้บริสุทธิ์เพื่อการพาณิชย์

ส่วนเรื่องความเป็นพิษของแคดเมียมนั้นเป็นความจริง แต่เป็นความจริงที่มีเงื่อนไข คือ แคดเมียมต้องเข้าสู่ร่างกายของเราก่อน ถึงจะเป็นพิษภัยต่อสุขภาพ ถึงจะก่อให้เกิดมะเร็งได้ ซึ่งก็มีแค่สองทางเท่านั้นที่จะเข้าสู่ร่างกายเราได้ คือ การกิน และ การหายใจเข้าไป 

การกิน ก็ตรงไปตรงมา ไม่มีใครกินแคดเมียมหรือกากแคดเมียมแน่นอน เพราะไม่อร่อย หน้าตาไม่น่ากิน ส่วนที่ห่วงว่าอาจจะละลายนํ้าแล้วเผลอกินก็ไม่ต้องห่วง เพราะแคดเมียมคาร์บอเนตไม่ละลายนํ้า และแคดเมียมซัลไฟด์ละลายนํ้าได้น้อยมาก

การหายใจเอาไอแคดเมียมเข้าสู่ร่างกาย ก็ยากไม่แพ้กัน เพราะแคดเมียมจะเป็นไอที่ 767 องศาเซลเซียส โอกาสเดียวคือ ไฟไหม้สถานที่เก็บเท่านั้น แต่ปริมาณที่น้อยนิดและสภาพเศษหินเศษดินที่กล่าวมาแล้วทำให้ความเสี่ยงน้อยลงเป็นทวีคูณ โกดังเก็บแบตเตอรี่และถ่านไฟฉายประเภท นิกเกิลแคดเมียม อันตรายมากกว่าเป็นล้านเท่า

ทั้งหมดนี้ ไม่ได้บอกว่าการลักลอบเก็บกากแคดเมียมในเขตพื้นที่อยู่อาศัยและการพาณิชย์ตามข่าวเป็นสิ่งที่ดี ที่ควรทำ ที่น่าชื่นชม แต่ต้องการบอกว่า มันไม่ได้เป็นอันตรายใหญ่โตอย่างที่ปั่น ไม่มีความจำเป็นต้องประกาศเป็นเขตภัยพิบัติอย่างที่ทำใด ๆ ทั้งสิ้น แค่ขนย้ายไปเก็บในที่ ๆ เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นโกดังอุตสาหกรรม หรือลานซีเมนต์โล่ง ๆ ในเขตอุตสาหกรรม หรือเร่งให้เจ้าของส่งออกไปตามที่ตั้งใจ ก็จบแล้ว 

ไหน ๆ ก็โพสต์เรื่องพิษภัยของสารเคมีก็แถมให้หน่อยละกัน 

ความเป็นพิษของสารทุกชนิดต่อมนุษย์เราขึ้นกับ...

1. Exposure การได้รับหรือการสัมผัส

2. Concentration ปริมาณ/ความเข้มข้นที่ได้รับหรือสัมผัส

ยกตัวอย่างเช่น...

เกลือทะเล หรือ โซเดียมคลอไรด์ ถ้าเราไปสปา พนักงานเขาทำนํ้าเกลือเข้มข้นให้เราลงไปแช่ตัว หรือเอาเกลือทานวดตัว เหลือไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายเราทางผิวหนังได้ ก็ไม่สามารถเป็นพิษภัยอะไร

ถ้าเรากินเกลือในปริมาณปกติ ร่างกายเราก็ได้ประโยชน์ ถ้ากินมากไป นิดหน่อยร่างกายเราก็จะกำจัดและขับถ่ายออกมา แต่ถ้ามากเกินไปมาก ถึงจะเริ่มมีอาการ เริ่มเป็นอันตราย

ดังนั้น อย่ากลัว อย่าตื่นตระหนกจนเกินไป เดี๋ยวชีวิตจะไม่มีความสุข

‘ธนกร’ ขอบคุณ ‘สุริยะ’ แก้ปัญหาตั๋วเครื่องบินแพงช่วงเทศกาล เชื่อ!! หากคุมได้ทั้งปี จะช่วยหนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ

(11 เม.ย. 67) นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวว่า หลังจากที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและสะท้อนปัญหาราคาค่าตั๋วเครื่องบินแพงในช่วงเทศกาลไปยังนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และในคณะกรรมาธิการกิจการศาล องคร์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน สภาผู้แทนราษฎรหลายครั้ง  ล่าสุด นายสุริยะได้กำชับให้นโยบายกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการบิน โดยมีการตอบรับอย่างดีจาก 6 สายการบินคือ การบินไทย, ไทยแอร์เอเชีย, บางกอกแอร์เวย์ส, ไทยไลอ้อนแอร์, นกแอร์ และไทยเวียตเจ็ท ได้เพิ่มเที่ยวบินในช่วงวันที่ 11-12 เมษายน และ 15-16 เมษายน รวม 104 เที่ยวบิน จำนวน 17,874 ที่นั่ง เพื่อสอดคล้องกับมติของคณะรัฐมนตรีที่กำหนดให้มีวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ปีนี้รวม 6 วัน และเพื่อแก้ไขปัญหาราคาบัตรโดยสารเครื่องบินแพงเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนด้วย โดยจะทำการบินไปยังสนามบินหลักให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั้ง ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุย อุบลราชธานี อุดรธานี และขอนแก่น

นายธนกร กล่าวว่า ทั้งนี้ทางกพท.ได้ดำเนินการสำรวจข้อมูลค่าโดยสารของวันที่ 12 เมษายน 2567 ซึ่งคาดว่าประชาชนจะเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงสงกรานต์เป็นวันแรก ใน 3 เส้นทางยอดนิยม คือกรุงเทพฯ-ภูเก็ต กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ-กระบี่ 

พบว่าเส้นทางกรุงเทพฯ-ภูเก็ต โดยมีค่าโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 2,611 บาทต่อเที่ยว ส่วนกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ค่าโดยสารเฉลี่ยที่ 2,346 บาทต่อเที่ยว และกรุงเทพฯ-กระบี่ มีค่าโดยสารเฉลี่ยเท่ากับ 2,797 บาทต่อเที่ยว ซึ่งเมื่อเทียบกับราคาค่าบัตรโดยสารในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ถือว่าราคาลดลง 3-14%  

นอกจากนี้ขอให้รมว.คมนาคมและกพท. ควบคุมกำกับดูแลเรื่องราคาบัตรโดยสารเครื่องบินในสายการบินที่เหลือ รวมถึงขยายมาตรการดังกล่าวออกไปในช่วงปกติที่ไม่ใช่เทศกาลด้วย เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวตลอดทั้งปีของรัฐบาลด้วย

“ขอขอบคุณท่านสุริยะ กระทรวงคมนาคม และกพท.รวมถึงขอบคุณผู้บริหารทั้ง 6 สายการบิน ที่ไม่ปล่อยผ่านความเดือดร้อนของประชาชนที่ร้องเรียนเข้ามาจำนวนมาก เรื่องค่าตั๋วเครื่องบินแพง โดยเฉพาะช่วงเทศกาล จนนำมาซึ่งการควบคุมและแก้ปัญหาดังกล่าวได้สำเร็จ โดยเห็นว่าควรขยายมาตรการนี้ไว้ตลอดทั้งปี เพื่อลดค่าใช้จ่ายการเดินทาง ทั้งยังเป็นการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลเรื่องการท่องเที่ยวด้วย โดยเชื่อว่าในช่วงมหาสงกรานต์วันหยุดยาวครั้งนี้ จะเห็นการเดินทางของพี่น้องประชาชนและดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนเติบโตตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ได้อย่างแน่นอน” นายธนกร กล่าว

'วัชระ' กังขา!! กรมราชทัณฑ์ย้าย 'ข้าราชการ' ซื่อสัตย์สุจริต ชี้!! ไม่เป็นธรรม เพราะไม่เลียนักการเมือง วอน!! นายกฯ ช่วย

'วัชระ เพชรทอง' อึ้ง!! กรมราชทัณฑ์ย้ายบุคลากรที่เป็นที่ทราบกันดีว่า ซื่อสัตย์ สุจริต ตรงไปตรงมา ยึดกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดเป็นข้าราชการที่ไม่เลียแข้งเลียขานักการเมือง สืบเนื่องจากไม่ตอบสนองนโยบายของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม และนายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เกี่ยวกับการเอื้อประโยชน์ให้กับ น.ช.ทักษิณ ชินวัตร ใช่หรือไม่

เมื่อวานนี้ (10 เม.ย. 67) ที่ศูนย์รับเรื่องราวทุกข์ของรัฐบาล 1111 นายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปยื่นหนังสือต่อ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ผ่านนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานสำนักปลัดนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีการโอนย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญกรมราชทัณฑ์อย่างไม่เป็นธรรม โดยนายวัชระ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า

ตนในฐานะอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากข้าราชการผู้ไม่ประสงค์ออกนามว่า มีการโอนข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกรมราชทัณฑ์ จำนวน 3 ราย อย่างไม่เป็นธรรม และไม่สมัครใจ 

ทั้งนี้สืบเนื่องจากไม่ตอบสนองนโยบายของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม และนายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เกี่ยวกับการเอื้อประโยชน์ให้กับ น.ช.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหมายเลข 6650102668 ให้ได้รับการพักโทษตามประกาศกรมราชทัณฑ์ เรื่องหลักเกณฑ์การคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดเข้าโครงการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษเนื่องจากเจ็บป่วยร้ายแรง หรือพิการ หรือมีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2563 ใช่หรือไม่ หรือไม่ตอบสนองต่อคำสั่งทางการเมืองของฝ่ายการเมืองที่ผ่านมา การถูกโยกย้ายฉับพลันทันด่วนโดยไม่รู้ตัวให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยราชการอื่น ดังนี้

1. นายสิทธิ สุธีวงศ์ ตำแหน่งรองอธิบดี (ประเภทบริหาร ระดับต้น) (ตำแหน่งเลขที่ 5) กรมราชทัณฑ์ ไปดำรงตำแหน่งรองอธิบดี (ประเภทบริหาร ระดับต้น) (ตำแหน่งเลขที่ 2) กรมคุมประพฤติ

2. นางสาวจุฑารัตน์ จินตกานนท์ ตำแหน่งรองอธิบดี (ประเภทบริหาร ระดับต้น) (ตำแหน่งเลขที่ 4) กรมราชทัณฑ์ ไปดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถาบัน (ประเภทบริหาร ระดับต้น) (ตำแหน่งเลขที่ 3) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์

ทั้งนี้ บุคคลทั้งสองที่มีคำสั่งโอนย้ายนั้น เป็นที่รู้กันในกรมราชทัณฑ์ว่าซื่อสัตย์ สุจริต ตรงไปตรงมา ยึดกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เป็นข้าราชการที่ไม่เลียแข้งเลียขานักการเมือง ดังนั้นขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีโปรดดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการโอนย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกรมราชทัณฑ์ จำนวน 3 ราย มีการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามกฎหมายระเบียบหรือไม่ ยึดหลักนิติรัฐนิติธรรมและหลักธรรมาภิบาลหรือไม่ สร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้กับข้าราชการและเกิดความไม่ยุติธรรมในการบริหารงานบุคคลในยุครัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน หรือไม่ 

และไม่เป็นตามนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันจันทร์ที่ 11 กันยายน 2566 หน้า 17 การดำเนินนโยบายที่อยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง โปร่งใสและตรวจสอบได้สอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเป็นการเริ่มต้นขจัดข้าราชการที่ไม่ตอบสนองทางการเมืองให้กับนักการเมืองให้ข้าราชการกระทรวงอื่น ๆ ดูเป็นตัวอย่าง

‘ลิซ่า’ ประกาศจับมือกับค่ายยักษ์ใหญ่ ‘RCA Records’ เดินหน้าผลิตผลงานเพลง ในฐานะศิลปินเดี่ยวอย่างเต็มตัว

เมื่อวานนี้ (10 เม.ย. 67) ‘ลิซ่า’ และ Lloud Co. ได้ประกาศความร่วมมือครั้งใหม่กับ RCA Records ภายใต้ข้อตกลงนี้ ‘ลิซ่า’ จะปล่อยเพลงเดี่ยวใหม่กับ RCA Records ที่จะเป็นเจ้าของผลงานเพลงทั้งหมดของเธอโดยสมบูรณ์ตามแถลงการณ์

โดย ลิซ่า บอกในแถลงการณ์ว่า "ตื่นเต้นมากที่ได้เข้าร่วมเป็นครอบครัว RCA และมั่นใจว่าพวกเขาเป็นทีมที่ดีที่สุดที่จะสร้างแรงกระเพื่อม ในการทำเพลงโซโล่ของฉันในครั้งนี้”

ขณะที่ฝั่ง RCA โดย ปีเตอร์ เอ็จ และ จอห์น แฟลคเคนสไตน์ ประธาน/CEO ของบริษัทได้ยืนยันข่าวในแถลงการณ์ว่า "เราภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นพันธมิตรกับ ลิซ่า และ Lloud Co.! ลิซ่าเป็นผู้มีความสามารถหลากหลาย และทรงอิทธิพลในระดับโลก เราจึงรู้สึกตื่นเต้นจริง ๆ ที่จะได้ต้อนรับเธอ และทีมงานของเธอสู่ครอบครัว RCA Records ของเรา”

ทั้งนี้ RCA Records เป็นค่ายเพลงสัญชาติอเมริกันในเครือของ Sony Music Entertainment ซึ่งช่วยผลิต และจัดจำหน่ายงานเพลงให้กับศิลปินหลากหลายแนว ทั้ง ป๊อป คลาสสิก ร็อค ฮิปฮอป แอโฟรบีต อิเล็กทรอนิกส์ อาร์แอนด์บี บลูส์ แจ๊ส และคันทรี่

ศิลปินระดับโลกที่อยู่ภายใต้สังกัดนี้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็มีทั้ง เคลลี่ คลาร์กสัน, ไมลีย์ ไซรัส, ชากีรา, เซีย, บริทนีย์ สเปียร์ส, จัสติน ทิมเบอร์เลค, ไชลด์ดิช แกมบิโน, H.E.R., คาลิด, ไคโก้, เทต แม็คเร, มาร์ค รอนสัน, ซาชา สโลน, แจซมิน ร็อกลิแวน, วาซ่า, เซน และอีกมากมาย

สำหรับตัวของ ลิซ่า นอกจากผลงานในฐานะสมาชิกของ Blackpink ก็ยังเคยออกผลงานเดี่ยวที่ใช้ชื่อว่า ‘Lalisa’ ที่มียอดขายเกือบ 750,000 ชุดในสัปดาห์แรกของการเปิดตัวในเกาหลีใต้มาแล้ว

นอกจากงานเพลง ลิซ่า ยังได้ร่วมแสดงในซีซันที่ 3 ของซีรีส์ยอดนิยมทาง HBO เรื่อง ‘The White Lotus’ ข่าวบอกว่าบทของ ลิซ่า จะเป็น ‘ตัวละครหลัก’ ในซีรีส์ปีนี้ที่กำลังถ่ายทำอยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ด้วย

'ก้าวไกล' ปัดเอี่ยวบุหรี่ไฟฟ้าติดโลโก้พรรค  แต่นโยบายหนุน-สส.แอบสูบกลางสภา

(11 เม.ย.67) กลายเป็นที่ฮือฮาขึ้นมาทันที หลังมีโลโก้พรรคสีส้มไปปรากฏบนบุหรี่ไฟฟ้าที่ทาง พวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ นำมาแถลงข่าวเมื่อวาน (10 เม.ย.67)

โดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สนธิกำลังกับหลายหน่วยงานกวาดล้างจับกุมบุหรี่ไฟฟ้า ใกล้สถานศึกษาใน กทม. เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้ของกลางมากกว่า 12,000 ชิ้น คิดเป็นเงินมากกว่า 3.6 ล้านบาท

'รัฐมนตรีพวงเพ็ชร' ได้ย้ำให้เห็นถึงอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า ที่มีสารนิโคติน เป็นสารอันตรายทำลายสมอง ทำลายพัฒนาการของเด็กวัยรุ่น ไปจนถึงอายุ 25 ปี ส่งผลต่อการเรียนรู้ อารมณ์ และจะเพิ่มความเสี่ยงในการติดยาชนิดอื่นๆ ด้วย

ขณะที่ เลขาธิการ สคบ. 'ธสรณ์อัฑฒ์ ธนิทธิพันธ์' ก็บอกว่า ในการจับกุมครั้งนี้ สคบ.ใช้กฎหมายตามประกาศคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 หากฝ่าฝืนต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 แสนบาท อีกทั้งยังผิดกฎหมาย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2546 คือ ห้ามนำเข้า หากฝ่าฝืนจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับอีก 4 เท่าของมูลค่า

แล้วในเมื่อเป็นของผิดกฎหมายและมีอันตราย ทำไมจึงมีโลโก้ของพรรคการเมืองที่มี สส.มากที่สุดในสภา ไปปรากฏอยู่ด้วย 'รัฐมนตรีพวงเพชร' จึงบอกว่า จะให้ไปตรวจสอบดูว่า ทำไมถึงมีสัญลักษณ์ของพรรคก้าวไกล โดยอาจจะต้องย้ำพรรคการเมืองว่า ให้ตรวจสอบควบคู่ไปด้วยว่ามีการนำชื่อ สัญลักษณ์ และสีของพรรคการเมืองมาแอบอ้างในการทำสินค้าหรือไม่

โดนพาดพิงอย่างจังแบบนี้ 'สส.ลิซ่า' ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคก้าวไกล จึงต้องรีบชี้แจงว่า พรรคก้าวไกล ไม่เคยมีการผลิตสินค้าผิดกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องต่อสินค้าผิดกฎหมายที่ได้ตรวจพบอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ยังขอให้ 'รัฐมนตรีพวงเพชร' ในฐานะรัฐมนตรีที่มีอำนาจ ตรวจสอบให้ได้ถึงต้นตอ ป้องกันปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างถึงที่สุดด้วย อย่าจบแค่จับของกลางและมาแถลงต่อสื่อมวลชน โดยไม่มีการทำงานเชิงลึกต่อ หวังว่าจะเห็นผลงานการทลายต้นตอของบุหรี่ไฟฟ้า

สรุปก็คือพรรคก้าวไกลปฏิเสธโดยสิ้นเชิงว่า ไม่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าติดตราพรรคก้าวไกล ที่ 'รัฐมนตรีพวงเพชร' เอามาแถลง

อย่างไรก็ตาม ถ้าลองย้อนอดีตไปไม่ใกล้ไม่ไกลนี้ ก็จะพบว่า 'พรรคก้าวไกล' กับ 'บุหรี่ไฟฟ้า' มีอะไรที่เกี่ยวข้องกันอยู่ โดยดูจากนโยบาย 300 ข้อ ที่พรรคก้าวไกลใช้หาเสียงในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 14 พ.ค.66

โดยมีข้อ 285 ที่ระบุชัดเจนว่า “อนุญาตให้มีการผลิต นำเข้า และจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยได้” โดยมีข้อกำหนดเช่นเดียวกับบุหรี่ เช่น จำกัดอายุผู้สูบ ห้ามสูบในที่สาธารณะ การห้ามโฆษณาและจัดโปรโมชัน และต้องมีมาตรการในการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ เช่น การห้ามแต่งกลิ่น และรสของผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้า

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 23 ส.ค.65 'เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร' สส.พรรคก้าวไกล ผู้เป็นโต้โผรณรงค์เรื่องเหล้า-เบียร์เสรี ก็ได้โพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ เชิงตั้งคำถามว่า ทำไมกฎหมายไทยให้กัญชาถูกกฎหมาย แต่บุหรี่ไฟฟ้า ผิดกฎหมาย ว่า...“คนมาเลย์ งงว่าที่ไทยกัญชาถูกกฎหมาย แต่ vape กับบุหรี่ไฟฟ้า ผิดกฎหมาย ร้องถามว่า Why? กันหมด ผมก็ไม่รู้จะตอบยังไงอะครับ” 

ล่าสุด ช่วงหลังปีใหม่ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กเพจ 'วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร' เมื่อวันที่ 17 ม.ค.67 ก็ได้โพสต์ภาพ สส.กำลังสูบบุหรี่ไฟฟ้า ที่รัฐสภา พร้อมข้อความว่า... “#ทุกคนคะ หนูเจอชาย สูบบุหรี่ไฟฟ้า ตรงป้ายห้ามสูบบุหรี่ในรัฐสภาค่ะ พบว่า เป็น สส.พรรคดัง มีชื่ออยู่ใน กมธ.งบประมาณ หนูขอเรียกร้องให้ สส.เท่าพิภพ สส.โตโต้ และ สส.ไอซ์ ช่วยแนะนำวิธีสูบไม่ให้ถูกจับได้ด้วยค่ะ”

ถัดมาอีกวัน (18 ม.ค.67) เฟซบุ๊กเพจ 'วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร' ก็ได้โพสต์ภาพ สส.กลุ่มหนึ่ง นั่งอยู่ในร้านอาหารรัฐสภา โดยบนโต๊ะมีบุหรี่ไฟฟ้าวางอยู่ข้างหน้าพร้อมระบุข้อความว่า... “#ทุกคนคะ สส.ผู้ชาย ก้าวไกล เดี้ยวนี้เขาพก ลิปสติกแล้วหรือคะ เอ...หรือว่าเป็นบุหรี่ไฟฟ้าคะ สงสัยต้องเรียก สส.ลักแกง มาเป็นพยานแล้วค่ะ”

พรรคก้าวไกลไม่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าเลยจริงหรือไม่ คงต้องติดตามดูกันต่อไป...

'รมว.ปุ้ย' สั่ง 'ปลัดอุตฯ' เคลียร์ 'กากแคดเมียม' ซุกบางซื่อ 150 ตัน พร้อมกำชับค้นหากากที่เหลือให้เสร็จภายในสิ้นเดือนเมษายน

เมื่อวานนี้ (10 เม.ย. 67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เผย หลังจากได้ลงพื้นที่ร่วมกับ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อธิบดีกรมโรงงาน เพื่อตรวจสอบบริษัท ล้อโลหะไทย แมททอล จำกัด ตั้งอยู่ 1532/1 ซ.เรียงปรีชา ถนนประชาราษฎร์ แขวงและเขตบางซื่อ กทม. หลัง ตำรวจ บก.ปทส. สืบสวนแกะรอยจนทราบว่า ที่โรงงานดังกล่าวมีการซุกซ่อนกากแคดเมียมไว้ จากการตรวจสอบพบว่า แคดเมียมที่ตรวจพบมีจำนวน 150 ตัน บรรจุในถุงบิ๊กแบ็กจำนวน 98 ถุง ซึ่งขณะนี้ได้ยึดอายัดไว้แล้ว โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้ด้วย และได้สั่งการข้าราชการให้ตรวจสอบโรงหล่อ โรงหลอมทั่วกรุงเทพมหานคร 

ทั้งนี้ รมว.พิมพ์ภัทรา ยังได้สั่งการให้ นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เร่งตรวจสอบ และค้นหากากแคดเมียมที่เหลือ ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร และขยายผลไปยังต้นตอเครือข่ายผู้เกี่ยวข้อง โดยเมื่อวานนี้ นายณัฐพล ได้เข้าตรวจสอบ กากแร่แคดเมียมซ้ำที่บริษัทแห่งแรก ที่ตั้งอยู่ในหมู่ 2 ต.บางน้ำจืด อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นโรงงานแห่งแรกที่มีการตรวจพบว่า รับซื้อกากแร่แคดเมียม และกากสังกะสี มาจากจังหวัดตาก 

โดยเจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจพบว่า ที่โรงงานแห่งนี้ ยังมีกากแคดเมียมจำนวนมากซุกซ่อนอยู่ตามซอกหลืบต่าง ๆ ทั่วโรงงาน และยังมีบางส่วนทางโรงงานได้นำสิ่งของขนาดใหญ่มาตั้งบังไว้ เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ที่เข้าตรวจค้นครั้งแรก และพบว่ายังคงมีกากแร่แคดเมียมอยู่ในถุงบิ๊กแบ็กอีกจำนวนมาก ที่ยังไม่ได้ทำการตรวจนับ ทั้งที่อยู่ในอาคารและนอกตัวอาคาร ทางเจ้าหน้าที่จึงได้อายัดไว้ทั้งหมดเพื่อเร่งทำการตรวจนับจำนวนให้แล้วเสร็จภายในเย็นวันเดียวกัน และได้ทำการยึดรถบรรทุกไว้ 2 คัน เพื่อรอตรวจสอบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนย้ายกากแคดเมียมและกากสังกะสีที่ถูกอายัดไว้ทั้งหมดหรือไม่

“ดิฉันได้กำชับกับทางปลัดว่าให้เอกซเรย์ทุกพื้นที่ เพื่อค้นหากากแคดเมียมที่ยังหลงเหลือให้หมดภายในเดือนเมษายน ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และดำเนินการส่งกากแคดเมียมและกากสังกะสีลับไปยังหลุมฝังกลบที่จังหวัดตาก และจะต้องขนส่งอย่างปลอดภัยด้วย ส่วนบ่อที่ตากนั้นพบว่ายังคงมีสภาพดีพร้อมนำเข้าสู่การฝังกลบดังเดิม” รมว.อุตสาหกรรม กล่าวย้ำ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top