Saturday, 7 November 2026
Hard News Team

‘ศาลสหรัฐฯ’ สั่งจำคุก ‘พ่อแม่’ เด็กกราดยิงใน รร.จนดับ 4 ศพ เหตุละเลย-ไม่หาทางป้องกัน ทั้งที่ทำได้ ในฐานะผู้ปกครอง

(10 เม.ย. 67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้พิพากษาสหรัฐตัดสินจำคุกบิดามารดาของวัยรุ่น 15 ปี ที่ก่อเหตุกราดยิงสังหารนักเรียน 4 คน นับเป็นผู้ปกครองรายแรกที่ต้องรับโทษจำคุกเพื่อรับผิดชอบกับการกระทำของลูก

โดยเหตุการณ์เลวร้ายครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 เมื่อนายนาธาน ครัมบลีย์ ที่ขณะนั้นมีอายุ 15 ปี ก่อคดีฆาตกรรมด้วยการกราดยิง ในโรงเรียนมัธยมอ็อกซ์ฟอร์ด รัฐมิชิแกน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ และบาดเจ็บ 7 คน ศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตเมื่อปีที่แล้ว ต่อมานายเจมส์ ครัมบลีย์ และนางเจนนิเฟอร์ ครัมบลีย์ ผู้เป็นบิดาและมารดาถูกฟ้องร้องว่าต้องรับผิดชอบต่อเหตุที่เกิดขึ้นด้วย ทั้ง 2 คนให้การแสดงความเสียใจเพื่อขอความเมตตาในการพิจารณาคดีนัดสุดท้าย ทั้งนี้ ผู้พิพากษาตัดสินให้ทั้งคู่รับโทษจำคุกระหว่าง 10-15 ปี ในมีความผิดฐานฆาตกรรมโดยไม่เจตนา โดยเน้นย้ำว่า ทั้ง 2 คน ละเลยป้องกันเหตุร้ายทั้งที่สามารถทำได้ในฐานะผู้ปกครอง   

ซึ่งอัยการแสดงให้เห็นว่า ผู้ปกครองทั้ง 2 คน เพิกเฉยต่อพฤติกรรมผิดปกติของลูกและไม่หาทางป้องกัน โดยมีหลักฐานสำคัญเป็นข้อความต่าง ๆ ที่ลูกชายได้เขียนไว้ว่า เขาต้องการให้พ่อและแม่ช่วย แต่ทั้งสองไม่ยอมรับฟังปัญหาจิตใจของเขา จึงต้องไปก่อเหตุยิงที่โรงเรียน โดยเฉพาะผู้เป็นบิดา ซึ่งเป็นผู้พาลูกชายไปซื้อปืนกึ่งอัตโนมัติขนาด 9 ม.ม. ให้เป็นของขวัญ ซึ่งกลายเป็นอาวุธสังหารในเวลาต่อมา

ระหว่างการพิจารณาคดี ตัวแทนผู้ปกครองของเหยื่อนักเรียนที่เสียชีวิตได้ขึ้นแถลงด้วย โดยต่างประณามบิดามารดาของผู้ก่อเหตุว่า ไม่สำนึกและเข้าใจหน้าที่ของผู้ปกครองจนทำให้พวกเขาต้องสูญเสียครั้งใหญ่ที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้

‘OR’ จัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นปี 2567  ยึดถือแนวทาง ‘Carbon Neutral Event’

(10 เม.ย. 67) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR พร้อมด้วยคณะกรรมการบริษัท และ นายดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR จัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2567 เพื่อรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทในรอบปีที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้ถือหุ้นรับทราบผลการดำเนินงานของบริษัทในรอบปี 2566 การจ่ายเงินปันผล และการอนุมัติเรื่องต่าง ๆ ตามกฎหมาย ในรูปแบบการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-AGM) 

โดย OR มุ่งมั่นที่จะแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจัดการประชุม ผ่านการขอรับรองกิจกรรมชดเชยคาร์บอนตามแนวทาง Carbon Neutral Event ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนในปี 2030 ของ OR (OR 2030 Goals) ที่ครอบคลุมทั้งสังคมชุมชน สิ่งแวดล้อม และผลการดำเนินการที่ดี และได้นำหลักการการจัดประชุมอย่างยั่งยืนตามแนวทางการจัดประชุมสีเขียว หรือ Green Meeting ขององค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย มาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นการงดหรือลดการแจกเอกสาร เพื่อลดการใช้ทรัพยากร การใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้เพื่อใช้งานบริเวณห้องควบคุมการประชุม รวมถึงจัดให้มีการแยกขยะ เพื่อนำกลับไปรีไซเคิลให้ได้มากที่สุดอีกด้วย

'เอ็มเค' ส่ง 'สุกี้พร้อมปรุง' ขายในเซเว่นฯ ชุดละ 69 บาท เจาะกลุ่มสะดวกซื้อ-ฝ่าวิกฤติคู่แข่งแบ่งตลาดพรึ่บ

(10 เม.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MK ยังคงเดินเกมบุกตลาดสุกี้อย่างต่อเนื่อง หลังประกาศขาย ‘น้ำจิ้มสุกี้สูตรต้นตำรับ’ ในรูปแบบขวด ขนาด 830 กรัม ราคา 119 บาท และขนาด 350 กรัม ราคา 65 บาท

โดยวางจำหน่าย ผ่านช่องทางสาขาร้าน MK Restaurants หรือสั่งซื้อทางช่องทางออนไลน์ ทั้งเว็ปไซต์ MK Restaurants, ลาซาด้า, ช้อปปี้ รวมถึงร้านสะดวกซื้อ 7-11 และซูเปอร์มาร์เก็ตเช่น ท็อปส์ เป็นต้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้ส่ง ‘ชุดสุกี้ลูกชิ้นรวมมิตร’ พร้อมปรุง รูปแบบแพ็คใส่ถุง พร้อมน้ำจิ้มสูตรต้นตำรับ ขนาด 325 กรัม วางจำหน่ายในร้าน 7-11 ในราคาชุดละ 69 บาท

ประกอบด้วย ผักรวม ได้แก่ ผักกาดขาว เห็ดซิเมจิดำ ผักบุ้ง แครอท ขึ้นฉ่าย น้ำจิ้มสุกี้เอ็มเค และ ลูกชิ้นรวมมิตร ได้แก่ ลูกชิ้นรักบี้ เอ็มเคแชลมอน สาหร่ายทรงเครื่อง ลูกชิ้นเอ็มเค เต้าหู้เนื้อปลา และวุ้นเส้น

การเดินเกมของเอ็มเคสุกี้ที่รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม เพื่อให้ตอบโจทย์คนที่ชอบกินที่บ้าน ท่ามกลางพฤติกรรมลูกค้าและตลาดสุกี้ที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว หลังจากมีคู่แข่งดาหน้าเข้ามาสู่ตลาด

คงต้องติดตาม หลังจากนี้เอ็มเคสุกี้จะมีการทำตลาดอะไรออกมาอีกบ้าง

‘พิจิตรปลดแอก’ ถาม!! “พัฒนาบึงสีไฟ ใครได้ประโยชน์?” ชาวเน็ตสวนกลับ “ถามคำถามโง่ๆ ดีแต่แซะ ถ่วงความเจริญ”

เพจ ‘พิจิตรปลดแอก’ โดนทัวร์ลงเละคาบ้าน หลังโพสต์ถาม “ใครได้ผลประโยชน์จากการทำบึงสีไฟบ้าง...” เจอชาวเน็ตสวน “ประชาชน คนพิจิตร ได้ประโยชน์ จวกเป็นคำถามโง่ ๆ ไม่สร้างสรรค์ ถ่วงความเจริญ”

(10 เม.ย. 67) ถือเป็นอีกหนึ่งดรามาบนโลกโซเชียล เมื่อเพจ พิจิตรปลดแอก ได้ออกมาโพสต์ถาม “ใครได้ผลประโยชน์จากการทำบึงสีไฟบ้าง...”

งานนี้ปรากฏว่าโดนทัวร์เละคาบ้าน โดยชาวเน็ตที่เข้าไปคอมเม้นต์ หลายคนโต้ว่า การพัฒนาบึงสีไฟ ประชาชน และคนพิจิตร ได้ประโยชน์ ทำให้คุณภาพชีวิตคนแถวนั้นดีขึ้น มีคนเดินทางมาท่องเที่ยวเม็ดเงินเข้าจังหวัดพิจิตร

นอกจากนี้ชาวเน็ตหลายคนยังจวกเพจนี้ว่า นี่เป็นคำถามโง่ ๆ คำถามไม่สร้างสรรค์ ดีแต่แซะ และ ถ่วงความเจริญ

สำหรับ ‘บึงสีไฟ’ เป็นบึงน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่อยู่คู่กับจังหวัดพิจิตรมาช้านาน เดิมมีพื้นที่กว้างขวางถึงกว่า 12,000 ไร่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกิดความเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ทำให้ปัจจุบันบึงสีไฟลดขนาดลงเหลือพื้นที่ราว 5,390 ไร่ ถือเป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่อันดับ 3 ของเมืองไทย ครอบคลุมพื้นที่ 5 ตำบลใน อ.เมืองพิจิตร ได้แก่ ต.ในเมือง ต.ท่าหลวง ต.เมืองเก่า ต.โรงช้าง และ ต.คลองคะเชนทร์

อย่างไรก็ดีในปี พ.ศ. 2556 บึงสีไฟประสบภาวะภัยแล้งอย่างหนัก ฝนที่ทิ้งช่วงเป็นเวลานานทำให้น้ำในบึงแห้งขอด จนเกิดดินแตกระแหง และในปี 2560 เกิดไฟไหม้บริเวณเกาะกลางบึงสีไฟ เนื่องจากมีวัชพืชแห้งทับถมกันเป็นเวลานาน ทำให้เกิดไฟไหม้ได้ง่าย โดยเฉพาะในภัยแล้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระบรมราโชบายในการพัฒนาแม่น้ำลำคลองและแหล่งน้ำในพื้นที่ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนทั่วประเทศ

หลังจากนั้นในปี 2560 หน่วยราชการในพระองค์ได้น้อมนำพระบรมราโชบายในการปรับปรุงพัฒนาบึงสีไฟและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ให้กลับมาสมบูรณ์งดงามดังเดิม ดังนี้

-ด้านการบริหารจัดการดิน กรมเจ้าท่าดำเนินการขุดลอกบึงสีไฟระหว่างปีงบประมาณ 2560 ถึงปีงบประมาณ 2563

-ด้านการบริหารจัดการน้ำ แต่เดิมบึงสีไฟรับน้ำจากน้ำฝนและการผันน้ำจากระบบชลประทาน เข้ามาเติมในช่วงหน้าแล้ง ในการพัฒนาพื้นที่บึงสีไฟ กรมชลประทานโดยโครงการชลประทานพิจิตร ได้ผันน้ำ ผ่านคลองชลประทานอาศัยน้ำจากทางเหนือที่ไหลมาจากเขื่อนนเรศวร

-ด้านการปรับปรุงภูมิทัศน์ มีการปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในสวน สมเด็จพระศรีนครินทร์พิจิตรและการปรับปรุงสภาพแวดล้อมโดยรอบบึงสีไฟ รวมทั้งมีการสร้างทางจากดินที่ขุดลอก มาทำเป็นทางจักรยาน ทางเดิน และลู่วิ่ง โดยสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ การพัฒนาอุทยานบัวบึงสีไฟโดยขยายพันธุ์บัวหลากหลายสายพันธุ์ จัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้และส่งเสริมการท่องเที่ยว ฯลฯ

ในปี 2566-2567 บึงสีไฟสามารถกักเก็บน้ำเต็มบึง 100% ในปริมาณ 12.64 ล้านลูกบาศก์เมตร (จากเดิมก่อนพัฒนาบึงเก็บน้ำได้ประมาณ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร)

วันนี้ ‘โครงการพัฒนาบึงสีไฟเฉลิมพระเกียรติฯ’ หลังการพัฒนาปรับปรุง ได้พลิกโฉมจากบึงที่เคยเสื่อมโทรม กลายเป็นบึงน้ำอันสวยงาม มีสวนสาธารณะให้คนในพิจิตรและคนต่างถิ่นมาพักผ่อนหย่อนใจ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเช็กอินสำคัญของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนพิจิตร รวมถึงเป็นสถานที่จัดงานสำคัญต่าง ๆ

สำหรับสิ่งน่าสนใจบริเวณบึงสีไฟนั้นก็มีหลากหลาย อาทิ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์, ประติมากรรมพญาชาละวันหรือรูปปั้นจระเข้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก, ประติมากรรมจระเข้ยืน สถานแสดงพันธุ์ปลาเฉลิมพระเกียรติ หรือ ศาลาเก้าเหลี่ยม ศาลากลางน้ำ และบ่อจระเข้ เป็นต้น

นอกจากนี้บึงสีไฟยังมีไฮไลต์แห่งใหม่ใต้พระบารมี คือ เลนปั่นจักรยานรอบบึงระยะทาง 10.28 กิโลเมตร และสนามจักรยานประเภทต่าง ๆ คือ สนามจักรยาน BMX สนามขาไถ สนามปั๊มแทรค และสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา ซึ่งทางจังหวัดพิจิตรเสนอให้บึงสีไฟเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยพระราชทานชื่อสนามจักรยานว่า ‘สนามจักรยานสราญจิตมงคลสุข’ หมายความว่า สนามจักรยานเป็นสถานที่ทำให้ใจสำราญเป็นมงคลและสุขสบาย

‘สรยุทธ’ เผย ไม่กล้าดู ‘หลานม่า’ เพราะกลัวร้องไห้ ลั่น!! มีประสบการณ์ส่วนตัว ถ้าได้ไปดู คงตายแน่ๆ

(10 เม.ย.67) เพจเฟซบุ๊ก beartai BUZZ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

จากในรายการ ‘กรรมกรข่าว คุยนอกจอ’ ช่วงเมื่อวานที่ผ่านมา พิธีกรรายการอย่าง สรยุทธ สุทัศนะจินดา และ ไบรท์-พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ ได้พูดถึง ‘หลานม่า’ หนังใหม่ล่าสุดจากค่าย GDH ที่ฉายไปเพียงไม่กี่วันก็สามารถทำรายได้ทะลุ 100 ล้านบาท โดยช่วงหนึ่งของรายการ สรยุทธได้พูดถึง ‘หลานม่า’ พร้อมเผยว่าตนเองจะไม่ไปดูหนังเรื่องนี้

“จริง ๆ พี่ก็ตั้งใจแล้วว่าพี่ไม่ดู ไม่ได้แปลว่าอะไรนะ เข้าใจว่าตอนนี้มีกระแสเพราะเข้าฉายไปเมื่อวันที่ 4 เม.ย. เพราะพี่มีประสบการณ์เป็นหลานม่า กูร้องไห้แน่ คือกลัวจะเก็บอาการไม่ได้ ผมเป็นหลานม่าที่ไม่ได้หวังสมบัตินะ ตอนอาม่าพี่เสียทีแรกก็ปกติตอนจัดงาน แต่พอผ่านไปสักพักหนึ่งร้องไห้จนไม่รู้ตัวเหมือนคลั่ง มันออกมาเองแบบไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นถ้าพี่ไปดูเรื่องนี้พี่ตายแน่ เป็นความรู้สึกส่วนตัว เมื่อก่อนผมก็ไปช่วยอาม่าขายของนะ แต่พอเติบโตขึ้นมาเริ่มทำงานแล้วก็ไม่ได้กลับไป มาคิดได้ในวันที่เขาไม่อยู่แล้ว”

‘หนองคาย’ โชว์ซอฟต์พาวเวอร์ ผุด ‘กางเกงบั้งไฟพญานาค’ ชูจุดเด่นเอกลักษณ์ประจำจังหวัด ชี้!! ล็อตแรกมีจำนวนจำกัด

(10 เม.ย.67) นางสุกานดา พันธุ์เสือ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดหนองคาย เปิดเผยว่า สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จ.หนองคาย ได้หารือกับส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อแสดงอัตลักษณ์ของจังหวัดหนองคาย จัดทำเป็นกางเกง เพราะเห็นหลายจังหวัดเริ่มทำกันแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อหารือกันเพื่อพิจารณาจุดเด่นของจังหวัดหนองคาย จึงลงตัวที่จะผลิตกางเกงลายบั้งไฟพญานาค ออกแบบโดย อาจารย์ณัฎฐ์ จันทร์อ่วม ปราชญ์ด้านการออกแบบลายผ้าจังหวัดหนองคาย

โดยหัวกางเกงเป็นลายพญานาคใหญ่ ซึ่งจะไม่ใช้พญานาคมาเป็นลายบนผ้าเนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน พญานาคคนส่วนใหญ่ให้ความเคารพศรัทธา จึงควรเลือกวางตำแหน่งให้ถูกต้องเหมาะสม ดังนั้นจึงใช้ลายผ้าที่เรียกว่าลายนาคใหญ่ไว้ด้านบน ถัดลงมาเป็นรูปบั้งไฟพญานาค ดวงสีชมพู มีรถไฟวิ่งบนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เนื่องจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ที่จังหวัดหนองคายเป็นสะพานเดียวที่มีรถไฟระหว่างประเทศแล่นผ่าน

สำหรับกางเกงลายบั้งไฟพญานาคนี้ จะมีให้เลือก 2 สี คือ สีส้มอิฐ ซึ่งเป็นสีประจำจังหวัดหนองคาย และ สีกรมท่าค่อนไปทางสีฟ้า ให้ความรู้สึกคล้ายสีของแม่น้ำ ผลิตจากผ้าไหมอิตาลี เพราะมีความพลิ้ว สวมใส่สบาย ซักแล้วไม่ต้องรีดก็ได้ ทรงกางเกงแบบจั๊ม เอวรูด ฟรีไซส์ ใส่ได้ทุกเพศ มีกระเป๋าด้านข้างทั้งสองข้าง ความยาวกางเกง 40 นิ้ว

โดยล็อตแรกนี้ตัดมาจำนวนจำกัดเพียง 200 ตัว ราคาตัวละ 250 บาท ผู้ที่สนใจเลือกซื้อได้แล้ววันนี้ที่บริษัทกานตนาทัวร์ อ.เมืองหนองคาย หรือ ร้านอินเตอร์สปอต อ.เมืองหนองคาย ช่องทางออนไลน์ ไอดีไลน์ nang9964 หรือโทรศัพท์ 091-5969964

'กระทรวงแรงงาน' ดีลสำเร็จ!! งานโรงพยาบาลญี่ปุ่น ปี 67 - 68   พร้อมรับแรงงานทักษะเฉพาะเพิ่ม 200% เงินเดือนเริ่มต้น 6 หมื่นบา

(10 เม.ย.67) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน หารือด้านขยายตลาดแรงงาน ร่วมกับ Mr.Daiki KAMO ผู้บริหารบริษัท Medical Corporation MIDORI-KAI และผู้แทนองค์กรผู้รับ พร้อมตรวจเยี่ยมผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคในความดูแล ณ โรงพยาบาล Midorikai Medical Corporation Takesato Hospital เมืองคาสุคาเบะ จังหวัดไซตามะ 

นายสมชาย เปิดเผยว่า งานบริบาลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุ เป็นอีกหนึ่งสาขาอาชีพที่กรมการจัดหางานให้ความสำคัญต้องการผลักดันและส่งเสริมให้นายจ้างญี่ปุ่นนำเข้าแรงงานไทยเป็นจำนวนมาก โอกาสนี้ได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการจ้างแรงงานไทยในอนาคตตามนโยบายของโรงพยาบาล และสิ่งที่ต้องการให้กรมการจัดหางานสนับสนุน เพื่อส่งเสริมการจ้างแรงงานไทยในภาคบริบาล เนื่องจากเป็นตำแหน่งงานที่ประเทศญี่ปุ่นขาดแคลนแรงงาน และให้ค่าตอบแทนสูง เดือนละประมาณ 250,000 เยน หรือราว 6 หมื่นบาท 

สำหรับโรงพยาบาล Midorikai Medical ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2545 เป็นศูนย์ดูแลและรักษาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ขนาด 274 เตียง อาคาร 5 ตึก แบ่งการดูแลตามสภาพของผู้ป่วย มีการรับผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค และแรงงานทักษะเฉพาะชาวไทย 17 ราย ประกอบด้วย ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค 8 ราย แรงงานทักษะเฉพาะ 8 ราย และอยู่ระหว่างยื่นขอวีซ่าทำงานประเภทบริบาล 1 ราย ซึ่งทางโรงพยาบาลยินดีรับแรงงานทักษะเฉพาะจากประเทศไทยในปีนี้และปี 2568 เพิ่มจำนวน 10 คน 

ขณะที่ในส่วนองค์กรผู้รับ มีแผนรับแรงงานทักษะเฉพาะ สาขางานบริบาล ซึ่งจัดส่งผ่านบริษัทจัดหางานที่ถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทย ในปี 2567 สาขางานบริบาล ประมาณ 30 คน และปี 2568 รวม 50 คน แบ่งเป็นสาขางานบริบาล ประมาณ 30 คน และสาขางานสายโรงงาน ประมาณ 20 คน ทั้งนี้ ถือว่าเพิ่มโอกาสในงานบริบาลให้แรงงานไทยถึง 252%

ในการนี้ อธิบดีกรมการจัดหางานได้เข้าเยี่ยมให้กำลังใจแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาล Midorikai Medical พร้อมมอบโอวาทแก่แรงงานไทยที่เสียสละความสุขส่วนตัวห่างครอบครัวมาทำงานไกลบ้านแม้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยอวยพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พี่น้องแรงงานไทยเคารพนับถือ คุ้มครองและดลบันดาลให้มีแต่ความสุขสมหวังตามที่ตั้งใจทุกประการ

ผู้สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน โทรศัพท์ 0 2245 1021 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย  ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิธีมอบเงินอุดหนุนกองทุนร่วมใจสงเคราะห์ชุมชน ประจำปี 2567

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิธีมอบเงินอุดหนุนกองทุนร่วมใจสงเคราะห์ชุมชน แก่องค์กรสมาชิก ประจำปี 2567   โดยมี  ร้อยตำรวจโทดร.มนัส  โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ  เป็นประธานในพิธี  ในวันพุธที่ 10 เมษายน 2567 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3  ตึกนวมหาราช  สภาสังคมสงเคราะห์ฯ แยกตึกชัย ถนนราชวิถี กรุงเทพฯ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ  ได้อนุมัติการจัดสรรเงินอุดหนุนกองทุนร่วมใจสงเคราะห์ชุมชนแก่องค์กรสมาชิกกองทุนร่วมใจสงเคราะห์ชุมชนเป็นประจำทุกปี  

โดยมอบให้คณะกรรมการฝ่ายโครงการและจัดสรรเงินทุน  ซึ่งมีแพทย์หญิงสุวณี  รักธรรม  ที่ปรึกษาสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เป็นประธาน และได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาการจัดสรรเงินทุน  ประจำปี 2567 เป็นผู้พิจารณากลั่นกรองโครงการ  4  ประเภท  เพื่อเสนอผลการพิจารณาให้ คณะกรรมการร่วมใจสงเคราะห์ชุมชน  และคณะกรรมการอำนวยการพิจารณาให้ความเห็นชอบตามลำดับ โดยจัดสรรเงินอุดหนุนแก่องค์กรสมาชิกกองทุนร่วมใจสงเคราะห์ชุมชนประจำปี 2567  จำนวน 101 องค์กร 101 โครงการ เป็นเงินจำนวน 2,902,900.- บาท (สองล้านเก้าแสนสองพันเก้าร้อยบาทถ้วน) ดังนี้ ประเภทที่ 1  โครงการเกี่ยวกับการสงเคราะห์ คุณเพ็ญพักตร์  ศรีทอง เป็นประธาน จำนวน   13   องค์กร 13 โครงการ

ประเภทที่ 2  โครงการเกี่ยวกับการป้องกัน  และแก้ไขปัญหาสังคม คุณจารุนันท์ อึ้งภากรณ์ เป็นประธาน จำนวน 15 องค์กร 15 โครงการ

ประเภทที่ 3 โครงการเกี่ยวกับการพัฒนาสังคม คุณวิไลวรรณ  ลายถมยา  เป็นประธาน
จำนวน 25 องค์กร 25 โครงการ

ประเภทที่ 4  โครงการเกี่ยวกับศาสนาและจริยธรรม ดร.วิชัย  ไทยถาวร   เป็นประธาน
จำนวน 48 องค์กร 48 โครงการ 

โดยสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ได้จัดส่งเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรสมาชิกในส่วนภูมิภาค 2 - 12 และจัดพิธีมอบเงินอุดหนุนแก่องค์กรสมาชิกส่วนกลาง และองค์กรสมาชิกส่วนภูมิภาค ภาค 1 ณ  สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ซึ่งในวันนี้  ท่านประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ  ได้กรุณามอบเงินอุดหนุนกองทุนร่วมใจสงเคราะห์ชุมชน ประจำปี  2567  แก่องค์กรสมาชิกส่วนกลาง และ องค์กรสมาชิกส่วนภูมิภาค  ภาค 1

5 ป. ทำได้ ประหยัดดี เมษานี้ รวมใจ คนละไม้ คนละมือ

ต้องยอมรับว่า ‘ประเทศไทย’ ช่วงนี้ได้เข้าสู่ช่วง 'พีคไฟฟ้า' หรือมีการใช้งานไฟฟ้าสูงสุดมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี เหตุเพราะฤดูร้อนที่เริ่มต้นเร็วกว่าปกติ และทางกรมอุตุนิยมวิทยาก็มีการคาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยที่อาจจะสูงถึง 45 องศาเซลเซียส ส่งผลให้มีการใช้ไฟฟ้าโดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศเพิ่มมากขึ้น 

โดยในปีที่ผ่านมาได้เกิด Peak ดังนี้... 
>> วันที่ 11 ม.ค. 2567 เวลา 18.52 น. ยอดใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 29,051.3 เมกะวัตต์

>> เดือน ก.พ. 2567 มียอดพีคไฟฟ้าเกิดขึ้นในวันที่ 22 ก.พ. 2567 เวลา 19.29 น. ยอดใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 30,989.3 เมกะวัตต์

>> เดือน มี.ค. 2567 มียอดพีคไฟฟ้าเกิดขึ้นในวันที่ 7 มี.ค. 2567 เวลา 19.47 น. ยอดใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 32,704 เมกะวัตต์

>> เดือน เม.ย. 2567 มียอดพีคไฟฟ้าเกิดขึ้นในวันที่ 6 เม.ย. 2567 เวลา 21.54 น. ยอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 34,656.4 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ ทางกระทรวงพลังงาน ภายใต้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตรวจสอบและดูแลระบบการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานทั้งในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม เพื่อมิให้กระทบต่อประชาชนและการดำเนินธุรกิจ

ขณะเดียวกัน ยังได้ออกนโยบาย 5 ป. ได้แก่ ปิด ปรับ ปลด เปลี่ยน ปลูก ซึ่งประกอบด้วย…

1. ปิด : การปิดไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งาน
2. ปรับ : ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศา
3. ปลด : ปลดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งหลังการใช้งาน
4. เปลี่ยน : หากมีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ให้เลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากเบอร์ 5
5. ปลูก : ปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นเพื่อลดอุณหภูมิภายในบ้าน

ทั้งนี้ นโยบาย 5ป. ถือเป็นการขอความร่วมมือให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า ซึ่งนอกจากจะสามารถลดต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าในภาพรวมได้แล้ว ยังสามารถลดค่าไฟฟ้าของประชาชนได้อีกด้วย

แรก ๆ อาจจะยาก แต่อยากให้คนไทยพยายามร่วมกันปรับพฤติกรรม ‘ปิด-ปรับ-ปลด-เปลี่ยน-ปลูก’ กันดูได้ตั้งแต่วันนี้นะจ๊ะ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top