Monday, 10 August 2026
Hard News Team

‘Bitcoin Halving’ ครั้งที่ 4 เพื่อจำกัดปริมาณการขุดให้น้อยลง ส่งผลให้ราคาพุ่งสูง ตามปริมาณความต้องการถือเหรียญที่มากขึ้น

(20 เม.ย.67) Bitcoin Halving สำเร็จแล้ว! สิ้นสุด 4 ปีที่รอคอย กลไกดันราคาจาก ‘บิตคอยน์ฝืด’

Bitcoin Halving สำเร็จแล้ว! สิ้นสุด 4 ปีที่รอคอยในช่วงเช้ามืดวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา ‘บิทคับ’เปิด 3 ปัจจัยดันราคาหลังรีวอร์ดการขุดลดลงเหลือแค่ 3.125 เหรียญบิตคอยน์ต่อ 1 บล็อก

นับเป็นการสิ้นสุดการรอคอยอีเวนต์ใหญ่ของนักลงทุนสายคริปโทเคอร์เรนซีทั่วโลก เมื่อสกุลเงินพี่ใหญ่สุดอย่างบิตคอยน์เกิดปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่จะเกิดขึ้นทุก 4 ปีอย่าง Bitcoin Halving เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในช่วงเช้ามืดวันที่ 20 เม.ย.2567

ทำความรู้จัก Bitcoin Halving

Bitcoin Halving เป็นการลดรางวัลบล็อก (Block reward) ของนักขุดให้เหลือเพียงครึ่งหนึ่งคือ จะลดรางวัลบล็อกบิตคอยน์ลงจาก 6.25 BTC เป็น 3.125 BTC โดยประมาณ เพื่อจำกัดปริมาณของบิตคอยน์ในทุกรอบ 4 ปี 

โดยการลดปริมาณรางวัลการขุดบิตคอยน์ให้น้อยลง สวนทางกับปริมาณความต้องการถือเหรียญบิตคอยน์มากขึ้น จึงส่งผลให้ราคาของบิตคอยน์หลังปรากฏการณ์ Bitcoin Halving ใน 3 ครั้งที่ผ่านมา เพิ่มสูงขึ้น 

ตามสถิติที่ผ่านมา หลังการเกิด Bitcoin Halving ครั้งที่ 1 ในช่วงปี 2012 ส่งผลให้บิตคอยน์สามารถทำราคาสูงสุด (ATH) ได้ที่ 1,042 ดอลลาร์ (Coinmarketcap) หรือ 37,657 บาท ต่อมาหลังการเกิด 

Bitcoin Halving ครั้งที่ 2 ในช่วงปี 2016 ส่งผลให้ราคาของบิตคอยน์ทำ ATH ได้ถึง 17,500 ดอลลาร์ (Coinmarketcap) หรือ 632,450 บาท และหลังการเกิด 

Bitcoin Halving ครั้งที่ 3 ในช่วงปี 2020 ส่งผลให้ราคาของบิตคอยน์ทำ ATH ไปได้ถึง 68,789 ดอลลาร์ (Coinmarketcap) หรือ 2,486,034 บาท โดยในวันที่ 20 เมษายน 2567 นี้ จะนับเป็น Bitcoin Halving ครั้งที่ 4

3 ปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลต่อราคา Bitcoin ในช่วงปี 2567

1. การอนุมัติของ Spot Bitcoin ETF ในฝั่งสหรัฐฯ

เมื่อเดือนมกราคม 2567 ที่ผ่านมา ได้เรียกความเชื่อมั่นให้นักลงทุนคริปโตทั่วโลกเป็นอย่างมาก และส่งผลให้เกิดราคาสูงสุดครั้งใหม่ New Time High ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการอนุมัติของ Spot Bitcoin ETF ครั้งนี้ ทำให้นักลงทุนรายย่อยบางส่วนกลับเข้ามาในตลาดและลงเล่นใหม่อีกครั้ง 

2. การอนุมัติ Spot Bitcoin ETF ครั้งแรกในทวีปเอเชีย และ Spot Ethereum ETF ครั้งแรกของโลก

โดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของฮ่องกง (SFC) ได้อนุมัติผลิตภัณฑ์ของกองทุน spot Bitcoin และ Ethereum ETF เมื่อ 15 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา 

โดย Eric Balchunas นักวิเคราะห์จาก Boomblerg ได้ให้ความเห็นไว้ว่า เป็นการแสดงถึงความคืบหน้าและก้าวสำคัญของฮ่องกง แต่เนื่องจากตลาดมีขนาดเล็กกว่ามาก จึงคาดการณ์ว่าคงจะยังไม่ได้รับเงินลงทุนไหลเข้ามหาศาลจนทำให้เกิดการขยับของราคาเมื่อเทียบเท่ากับที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา

3. ปรากฏการณ์ Bitcoin Halving

การลดลงของจำนวน BTC ในระบบให้มีจำนวนการเกิดขึ้นที่น้อยลงเรื่อย ๆ และยืดเวลาที่บิตคอยน์จะถูกค้นพบจนถึง 21 ล้านเหรียญให้ช้าลง จำนวนการไหลเวียนของบิตคอยน์จะเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ ทำให้หายากขึ้นไปอีก 

จุดนี้เองที่จะช่วยสร้างความฝืดให้บิตคอยน์ และตาม Demand และ Supply แล้ว หากปริมาณเหลือน้อยลงแต่ความต้องการกลับมากขึ้น อาจจะทำให้เห็นของการขยับของราคาที่สูงขึ้นคล้ายกับที่เคยเกิดมาแล้ว 3 ครั้งตามสถิติที่ผ่านมา 

ทั้งนี้ ราคาของบิตคอยน์อาจจะยังไม่ได้ขยับขึ้นหลังจาก Halving ในทันที เนื่องจาก Halving เป็นการทำให้คุณสมบัติของบิตคอยน์มีความ “เกิดได้ยากขึ้น” ซึ่งไม่ได้หมายความว่า บิตคอยน์จะมีมูลค่าสูงขึ้นในทันทีทันใด และต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเศรษฐกิจของโลกด้วย

นักลงทุนทั่วโลกจึงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าหลัง Bitcoin Halving ครั้งที่ 4 นี้จะส่งผลต่อราคาของบิตคอยน์อย่างไร

คำเตือน:
- คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
- ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคต

‘ส.อ.ท.’ นำเสนอแนวทางแก้ปัญหา ‘กากแคดเมียม’ ย้ำ!! ต้องได้มาตรฐานเพื่อ ‘การผลิต-การบริโภค’ ที่ยั่งยืน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ออกหนังสือข้อเสนอ เพื่อแก้ไขปัญหา ‘กากแคดเมียม’ อย่างยั่งยืน และมีมาตรฐานที่ปลอดภัย โดยได้ระบุว่า ...

1.ผู้ก่อกำเนิดของเสีย (โรงงานถลุงแร่สังกะสีและแคดเมียม จังหวัดตาก) มีภาระความรับผิดตาม ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมปี 2566 โดยได้มีการดำเนินงานดังนี้

ในกรณีนี้มีการขออนุญาตนำของเสียออกนอกโรงงานกับอุตสาหกรรมจังหวัดแล้ว มีการขนกากแคดเมียมจากโรงงานถลุงแร่สังกะสีและแคดเมียม จังหวัดตาก ซึ่งขุดขึ้นมาจากหลุมฝังกลบกากอันตราย (Hazardous waste) ของโรงงานต้นทางไปยังปลายทาง โรงงาน 106 ที่ได้รับอนุญาตหลอมหล่ออะลูมิเนียม ที่จังหวัดสมุทรสาคร (ผู้รับบำบัดกำจัดกากอุตสาหกรรม (Waste Processor–WP) จำนวน 13,xxx ตัน

ซึ่งในกรณีที่ของเสียยังไม่ได้รับการบำบัดกำจัดแล้วเสร็จ ผู้ก่อกำเนิดของเสีย (Waste Generator–WG) จึงยังมีภาระความรับผิดตาม ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมปี 2566

ตามรายงานอีไอเอของโรงงานถลุงสังกะสี จังหวัดตาก ได้ระบุว่าเป็นกากอุตสาหกรรมอันตรายให้ฝังกลบแบบถาวร

2.ผู้รับบำบัดจำกัด (โรงงานประเภท 106) และรับหลอมหล่ออะลูมิเนียม (โรงงานประเภท 60) จังหวัดสมุทรสาคร

2.1 กากของเสียต้องมีการจัดการตามที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรม และต้องทำ Mass Balance เพื่อป้องกันการสูญหายจากกระบวนการรีไซเคิล ซึ่งกรณีนี้แสดงให้เห็นว่า การจัดทำ Mass Balance ควรจะต้องมีระบบรายงานที่ทันเหตุการณ์มากกว่าระบบ offline ดังเช่นในปัจจุบัน

2.2 ในทางกฎหมาย ร้านค้าของเก่าไม่สามารถรับของเสียอันตรายจาก โรงงาน 106 ได้ ในกรณีนี้เกิดจากการขาดความรู้เกี่ยวกับของเสียอันตรายที่ถูกต้อง และการกำกับดูแลร้านค้าของเก่าที่ไม่ทั่วถึง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการสื่อสารและให้ความรู้ที่ถูกต้องมากขึ้น รวมถึงการกำกับดูแลที่ชัดเจนมากขึ้น

2.3 นักลงทุนต่างประเทศ นำกากของเสียฯ นี้ไปหลอมหรือส่งออกไปในช่องทางที่ไม่ถูกต้อง โดยไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนเป็นโรงงาน กรณีนี้ จำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นต้นเหตุของปัญหาหลายเรื่องนอกจากเรื่อง กากแคดเมียม ในปัจจุบัน รวมทั้งเป็นปลายทางให้กับร้านค้าของเก่าในข้อ 2.2

2.4 ในมุมของ 'การกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance: CG)' ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาคเอกชนและภาครัฐทุกระดับตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ต้องตระหนักและยึดหลัก Corporate Governance: CG ในการปฏิบัติงานที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เป็นธรรม เพื่อสามารถติดตามเส้นทางและป้องกันการสูญหายระหว่างทาง และสามารถควบคุมผลกระทบที่อาจจะมีต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพได้มีประสิทธิภาพขึ้น

3.มาตรการของ ส.อ.ท. เพื่อป้องกันปัญหาระยะยาว

จากบทเรียนนี้ประเด็นสำคัญ คือ โรงงานผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรม (Waste Generator–WG) มีภาระความรับผิดในระยะยาวตามกฎหมาย ดังนั้น จึงต้องเลือกผู้รับบำบัดกำจัดกากอุตสาหกรรม (Waste Processor–WP) ที่น่าเชื่อถือและมีระบบการจัดการที่ได้มาตรฐาน

3.1 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ออกมาตรฐานและมอบตราสัญลักษณ์ Eco Factory for Waste Processor ซึ่งจะช่วยให้ผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรมสามารถแยกแยะผู้ประกอบการโรงงานรับบำบัดกำจัดและรีไซเคิลของเสียที่มีคุณภาพกับไม่มีคุณภาพออกจากกันได้ชัดเจนขึ้น

ปัจจุบันมีโรงงานรับบำบัดกำจัดและรีไซเคิลของเสียได้รับการรับรองมาตรฐาน Eco Factory for Waste Processor แล้วทั้งสิ้น 16 แห่ง และอยู่ระหว่างการเตรียมขอการรับรองอีก 16 แห่ง

ภายในปี 2568 โรงงาน 101, 105 และ 106 ที่เป็นสมาชิกกลุ่มอุตสาหกรรมการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (จำนวน 76 แห่ง) และโรงงาน 101, 105 และ 106 ในนิคมอุตสาหกรรม จะเข้าสู่ระบบนี้ทั้งหมด ซึ่งเกินกว่า 80% ของผู้ให้บริการบำบัดกำจัดและรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมในตลาดปัจจุบัน จะทำให้โรงงานผู้ก่อกำเนิดของเสียสามารถคัดเลือกโรงงานปลายทางที่เป็นผู้รับบำบัดกำจัดและรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพได้ง่ายขึ้น และช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้มาก

นอกจากนี้ ส.อ.ท. และ กนอ. ได้เชิญชวนบริษัทชั้นนำในประเทศไทย 4 องค์กร (SCGC, IRPC, PTTGC, TCMA) และสมาชิกกลุ่มอุตสาหกรรมภายใต้ ส.อ.ท. 11 กลุ่มอุตสาหกรรม ร่วมประกาศเจตนารมณ์การสนับสนุนเลือกใช้บริการ Waste Processer ที่ได้รับรองมาตรฐาน Eco Factory for Waste Processor เพื่อให้สอดคล้องนโยบายการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน (Sustainable Supply Chain)

3.2 สนับสนุนการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ให้เป็นสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อรวมศูนย์การพัฒนา สื่อสาร ส่งเสริมและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในด้านต่าง ๆ

เนื่องจากอุตสาหกรรมประเภท 101, 105 และ 106 มีความอ่อนไหวต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของประชาชน จึงจำเป็นต้องมีศูนย์กลาง การพัฒนา สื่อสาร การส่งเสริมและการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในด้านต่าง ๆ

ซึ่งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางในเรื่องนี้

ช่วยลดภาระการกำกับดูแลของภาครัฐลงได้อีกมาก ถ้าได้รับการส่งเสริมให้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นศูนย์การจัดการในเรื่องสิ่งแวดล้อมคู่ขนานไปกับกฎหมายและมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ

3.3 ผลักดันการนำแนวคิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดการหมุนเวียนใช้ประโยชน์จากวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ผลิตภัณฑ์พลอยได้ที่มีศักยภาพมาพัฒนาเป็นวัสดุหมุนเวียน (Circular Materials) ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามคุณสมบัติของการสิ้นสุดความเป็นของเสีย (End of Waste) คือ (1) เป็นวัสดุที่มีวัตถุประสงค์การใช้งานเฉพาะ (2) มีตลาดหรือความต้องการใช้ (3) เป็นไปตามกฎหมายหรือมาตรฐานที่มีคุณสมบัติทางเทคนิคตามข้อกำหนด และ (4) ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ อนามัยหรือสิ่งแวดล้อม โดยการต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อลดการนำกากของเสียไปฝังกลบ

โซเชียลรุมแซว ‘สถานีรถไฟหนานจิง’ หน้าตาเหมือนผ้าอนามัย แท้ที่จริง ตั้งใจจะออกแบบให้เหมือน ‘ดอกเหมย’

(20 เม.ย.67) เป็นประเด็นที่กำลังร้อนแรงในขณะนี้ เมื่อโลกออนไลน์กำลังให้ความสนใจกับการออกแบบของ ‘สถานีรถไฟหนานจิง’ ในประเทศจีน โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียชาวจีนจำนวนมากมีความคิดเห็นว่า สถานีที่มีมูลค่ากว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์นี้ มีหน้าตาเหมือนกัน ‘ผ้าอนามัยยักษ์’

ตามรายงานเผยว่าการออกแบบ ‘สถานีรถไฟหนานจิง’ ได้แรงบันดาลใจมาจาก 'ดอกเหมย' หรือ 'ดอกบ๊วย' ซึ่งเป็นสิ่งที่ขึ้นชื่อในเมืองนี้

ทว่าชาวเน็ตจีนหลายคนอาจไม่เห็นด้วย และชี้ว่า สถานีแห่งนี้มีหน้าตาคล้ายกับ ‘ผ้าอนามัยยักษ์’ มากกว่า โดยมีชาวเน็ตจีนรายหนึ่งตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ว่า “นี่มันผ้าอนามัยขนาดยักษ์ชัด ๆ มันน่าอายนะที่จะบอกว่ามันดูเหมือนดอกบ๊วย”

โพสต์ดังกล่าวกลายเป็นกระแสไวรัลทันที มีคอมเมนต์วิจารณ์มากมาย อาทิ

เห็นก็รู้เลยว่าผ้าอนามัย ทำไมสถาปนิกไม่สังเกต
ไม่ว่าผู้โดยสารจะเข้ามามากขนาดไหน ก็สามารถดูดซึมได้เต็มที่และแห้งได้ตลอดทั้งวัน
สไตล์นี้ออกแบบมาเพื่อป้องกันการรั่วซึมด้านข้างหรือไม่
ขณะที่คอมเมนต์บางส่วนเข้ามาปกป้องสถานี จนเกิดการถกสนั่น อาทิ

ทำไมผ้าอนามัยถึงมีความหมายไม่ดี ?
อย่าปากร้ายขนาดนั้น ถ้าแม่ของคุณไม่มีประจำเดือน เธอก็ไม่สามารถให้กำเนิดคุณได้ 

สำหรับ ‘สถานีรถไฟหนานจิง’ เป็นการลงทุนมหาศาลสำหรับเมืองที่มีประชากร 8.5 ล้านคน และจะกลายเป็นสถานีที่ใหญ่ที่สุดของเมือง สถานีนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ 14 ตารางไมล์ (37.6 ตารางกิโลเมตร) จะให้บริการผู้โดยสารประมาณ 36.5 ล้านคนต่อปี และคาดว่าสถานีรถไฟแห่งนี้จะมีมูลค่าราว 2 หมื่นล้านหยวนจีน (2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น การออกแบบเบื้องต้นได้รับไฟเขียวโดยรัฐบาลและกลุ่มการรถไฟแห่งรัฐจีน การก่อสร้างมีกำหนดจะเริ่มในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 และคาดว่าสถานีแห่งนี้จะได้รับผู้โดยสารคนแรกภายในต้นปี 2571

‘ธนกร’ ต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เหมารวมยกเข่ง ‘ม.110-ม.112’ ย้ำ!! จะขอค้านให้ถึงที่สุด จะให้ผู้ใดมาละเมิด ‘สถาบันเบื้องสูง’ ไม่ได้

(20 เม.ย.67) นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยมีนายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย สรุปให้ชัดเจนเกี่ยวกับคำนิยามเรื่อง 'แรงจูงใจทางการเมือง' และความผิด 25 ฐานที่มีมูลเหตุจากแรงจูงใจทางการเมืองใดว่าเข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมบ้าง ตนขอให้พิจารณาไม่รวมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 และมาตรา 112 ซึ่งเกี่ยวกับการประทุษร้ายหมิ่นประมาทฯสถาบันพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือรัชทายาท ขอให้กมธ.อนุกมธ.พิจารณาให้รอบคอบ เพราะความผิดทั้ง 2 มาตรา เป็นความผิดร้ายแรง กระทบต่อความมั่นคงของรัฐซึ่งประมุขของประเทศ ซึ่งไม่สามารถยอมรับได้

นายธนกร กล่าวว่า ทั้งนี้แม้ว่าบางพรรคการเมืองได้เสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่รวมความผิดเกี่ยวกับมาตราดังกล่าวให้ได้รับการนิรโทษกรรมต่อสภามาแล้วก็ตาม แต่ตนขอย้ำในหลักการกฎหมาย ว่าไม่เห็นด้วย อย่างยิ่งและขอคัดค้านจนถึงที่สุด เนื่องจากสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้

“ขอเรียกร้องไปยัง กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม พิจารณาตามหลักกฎหมายให้ดี ให้ถูกต้อง รอบคอบ เพื่อสรุปกำหนดนิยาม เรื่อง แรงจูงใจทางการเมือง ต้องไม่เหมารวมผู้กระทำความผิดร้ายแรงตามมาตรา110 และ112 ให้ได้รับการนิรโทษกรรม แต่หากกลับกันมีการเหมารวมยกเข่ง เชื่อว่าเรื่องนี้จะทำให้คนทั้งประเทศที่รักเทิดทูนและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นออกมาคัดค้านในเรื่องดังกล่าวอย่างแน่นอนรวมทั้งผมด้วย“นายธนกร ระบุ

AI พัฒนาขึ้นมาก แต่ยังด้อยด้าน ‘เหตุผล-สามัญสำนึก’ คาดอีก 3-5 ปี ข้างหน้า อาจเข้ามาแย่งงานคน ในงานวิจัยขั้นสูง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ Business Tomorrow รายงานว่า Human-Centered Artificial Intelligence (HAI) หน่วยงานศึกษาวิจัยด้าน AI ของมหาวิทยาลัย Stanford ออกรายงานประจำปีดัชนีด้าน AI ประจำปี 2024 โดยได้แบ่งการศึกษาออกเป็นดังต่อไปนี้

AI มีความสามารถเหนือมนุษย์ แต่ยังไม่ใช่ทุกอย่าง
ในการทดสอบ 9 หัวข้อ HAI พบว่า AI มีความสามารถที่เหนือกว่าค่ามาตรฐานของมนุษย์แล้วหลายอย่าง (บางอย่างแซงนานแล้ว) เช่น การจำแนกรูปภาพ, การอ่านจับใจความ, การให้เหตุผลจากรูปภาพ, การตีความภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ตามบางอย่าง AI ยังทำได้แย่กว่ามนุษย์ โดยเฉพาะงานที่ต้องอาศัยบริบทที่ซับซ้อนประกอบ เช่น การให้เหตุผลตามสามัญสำนึก หรือคณิตศาสตร์แก้โจทย์ปัญหาระดับแข่งขัน

งานวิจัย AI เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
งานวิจัยด้าน AI มีจำนวนเพิ่มขึ้นสูงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในปี 2020 งานวิจัยมีประมาณ 88,000 หัวข้อ ส่วนปี 2022 มีถึง 240,000 หัวข้อ ส่วนโมเดล Machine Learning ที่โดดเด่นนั้น ในปีที่ผ่านมามี 51 โมเดล ที่มาจากภาคเอกชน, 21 โมเดลจากความร่วมมือสถาบันการศึกษาและเอกชน และ 15 โมเดล ที่มาจากภาคการศึกษา ส่วนใหญ่โมเดลเหล่านี้มาจากสหรัฐอเมริกา ตามด้วยจีนในอันดับสอง

AI อาจแย่งงานมนุษย์ แต่ช่วยได้มากในฝั่งวิทยาศาสตร์ 
ผลสำรวจโดย Ipsos ต่อประชาชนทั่วโลกว่ามอง AI จะส่งผลกระทบอย่างไร พบว่าการตระหนักรู้ของผู้คนนั้นมีมากขึ้น 66% (เพิ่มจาก 60%) บอกว่า AI จะกระทบกับชีวิตพวกเขาภายใน 3-5 ปี, 52% กังวลในความสามารถของ AI ที่จะส่งผลกระทบเรื่องต่าง ๆ ถึงแม้ผู้คนจะกังวลกับ AI แต่วงการวิจัยวิทยาศาสตร์ขั้นสูงนั้นได้ประโยชน์จาก AI มาก ในปี 2023 มีงานวิจัยหลายอย่างที่ใช้ AI ช่วยทำให้ได้ผลลัพธ์รวดเร็วมากขึ้น เช่น AlphaDev ที่สามารถเขียนอัลกอริทึม Sort ความเร็วสูงที่เกินกว่าคนทั่วไปเขียนได้, FlexiCubes กระบวนการขึ้นรูป 3D, GraphCast โมเดลพยากรณ์อากาศ, GNoME ที่ช่วยค้นพบวัสดุใหม่ และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ได้ AI มาช่วยเร่งความเร็วในการประมวลผล

ฝ่ายต่อต้าน รุกหนักถล่ม ฐานพัน.ร.275 ฝั่งตรงข้าม อ.แม่สอด ส่งผลให้ ปชช.ชาวเมียนมา หนีตายเข้ามาฝั่งไทยแล้วกว่า 200 คน

(20 เม.ย.67) สถานการณ์บริเวณชายแดน ไทย-เมียนมา ฝั่งตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก ทางกองกำลังชนกลุ่มน้อยฝ่ายต่อต้านรัฐบาลสหภาพเมียนมา ได้ใช้ปืนเล็ก ปืนกล และ เครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม. และใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) โจมตี พัน.ร.275 ภาคทหารบกตะวันออกเฉียงใต้ (ภทบ.ตอ./ต.) และ พล.ร.เบา 44 ซึ่งกระจายกำลังอยู่บริเวณพื้นที่ สะพานมิตรภาพ ไทย - เมียนมา แห่งที่ 2 (ฝั่งเมียนมา) บ.เยปู่ (MU 449471) อ.เมียวดี จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยงสหภาพเมียนมา ด้านตรงข้าม บ.วังตะเคียนใต้ ม.7 ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก ห่างจากแนวชายแดนประมาณ 1.5 กม. อย่างหนัก 

โดยขณะนี้ยังคงอยู่ระหว่างการปะทะ กินเวลากว่า 3 ชั่วโมง ยังไม่ทราบผลการสูญเสีย โดยฝั่งไทย บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 งดการผ่านเข้า-ออก

ทางหน่วยเฉพาะกิจราชมนู ได้วางกำลัง ตามแผนเผชิญเหตุ และได้นำอาวุธยิงสนุนเข้าที่ตั้ง เพื่อปกป้องอธิปไตยและดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนตลอดตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา 

โดยล่าสุดเวลา 08.30 น. มีผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา ที่บริเวณ พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว บ.วังตะเคียนใต้ ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก ได้หลบหนีข้ามมายังฝั่งไทย จำนวน 217 คน

20 เมษายน พ.ศ. 2454 วันคล้ายวันเกิด ‘พล.ต. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช’ อดีตนายกฯ คนที่ 13 ของไทย ผู้ได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ - ประพันธ์นวนิยายชื่อดัง ‘สี่แผ่นดิน’

พล.ต. ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2454 ในเรือกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี เป็นโอรสของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคำรบ กับหม่อมแดง (บุนนาค) เป็นน้องชายของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช (อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 6 ของไทย) เรียนมัธยมที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

จากนั้นไปเรียนต่อวิชาปรัชญา เศรษฐศาสตร์ และการเมือง จากวิทยาลัยควีนส์ (The Queen’s College) มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด กลับมารับราชการที่กรมสรรพากร และกระทรวงการคลัง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เข้าเป็นทหาร ต่อมาได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพลตรีในปี พ.ศ.  2531

เริ่มเล่นการเมืองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2488 โดยก่อตั้ง พรรคก้าวหน้า ต่อมาได้ยุบรวมกับ พรรคประชาธิปัตย์ จากนั้นก่อตั้ง พรรคกิจสังคม ในปี พ.ศ. 2517 และขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของไทยเมื่อปี พ.ศ. 2518

นอกจากบทบาททางการเมือง ท่านยังมีบทบาทสำคัญในด้านหนังสือพิมพ์และวรรณกรรมอีกด้วย โดยก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ในปี พ.ศ. 2493 นอกจากนี้ยังมีผลงานทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น บทความ เรื่องแปล สารคดี และผลงานที่สำคัญได้แก่ สี่แผ่นดิน ไผ่แดง กาเหว่าที่บางเพลง ฯลฯ ท่านได้รับยกย่องเป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ในปี พ.ศ. 2528 และท่านถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2538

เปิดไทม์ไลน์ 'ตึกเน่าปลาย-ตึกร้าง' หลังทุนจีนแห่หนี 'สีหนุวิลล์' ปล่อย 'กัมพูชา' ดิ้นหาทุนพันล้านเหรียญ ชุบชีวิตเมืองเอง

(19 เม.ย.67) แต่ดั้งเดิม สีหนุวิลล์ เมืองเอกของจังหวัดพระสีหนุทางตะวันตกเฉียงใต้ของกัมพูชา ห่างจากกรุงพนมเปญ 246 กิโลเมตร เป็นเมืองที่อุดมไปด้วยป่าไม้เขียวชอุ่ม มีชายทะเลหาดทรายสวยงามบนฝั่งอ่าวไทย ที่อาจพัฒนาเป็นเมืองรีสอร์ตเป็นสวรรค์ท่องเที่ยวระดับโลก ทว่า เวลานี้ สีหนุวิลล์ ไม่ผิดอะไรกับเมืองร้าง กลายเป็น 'เมืองตึกร้าง-ตึกเน่า' ไปได้อย่างไร

มาดูไทม์ไลน์ช่วงของการเปลี่ยนแปลงและความพลิกผันของสถานการณ์ที่น่าเป็นอุทาหรณ์ในการพัฒนาบ้านเมืองกัน

-ปี 2010  สีหนุวิลล์ เริ่มเปลี่ยนไป หลังจากที่กัมพูชาประกาศแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในสีหนุวิลล์ และเป็นเมืองยุทธศาสตร์รองรับโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ของจีน แน่นอนต้องอาศัยทุนต่างชาติเข้ามาช่วยขับดันการเติบโตเศรษฐกิจ และกลุ่มทุนจีนก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามา

-ปี 2016 สีหนุวิลล์ พลิกโฉมอย่างชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ กลายเป็นเมืองทันสมัย มีโครงสร้างพื้นฐาน ท่าเรือสมัยใหม่ ถนนใหญ่ ทางด่วน คอนโดมิเนียม โรงแรม ตึกอาคารสูง กาสิโน ร้านอาหาร จนผู้คนกล่าวขวัญว่า สีหนุจะเจริญเติบโตเป็น 'เซินเจิ้นน้อย'

สีหนุวิลล์ เป็นขุมพลังเศรษฐกิจอันดับสองอันดับสามของกัมพูชา รัฐบาลพนมเปญฝันหวานจะพัฒนาชาติเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงภายในปี ค.ศ.2030

-ปี 2018 ทุนจีนไหลบ่าเข้ามาในสีหนุวิลล์ราวกระแสน้ำเชี่ยวกราก ขณะเดียวกัน รัฐบาลกัมพูชาก็สนับสนุนธุรกิจบ่อนกาสิโน ผลักดันสีหนุวิลล์ เป็น 'มาเก๊าแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้'

ช่วงไม่กี่ปีนี้เองการเติบโตเศรษฐกิจของสีหนุวิลล์ พุ่งแรงเร็วเป็นติดจรวด ราคาอสังหาฯ ในท้องถิ่นสูงปรี๊ด เจ้าของโครงการอสังหาฯ ร่ำรวยในชั่วข้ามคืน ชาวจีนหลายหมื่นคนหลั่งไหลเข้าทำงานในบ่อนและภาคบริการของสีหนุวิลล์

- ปี 2019 รัฐบาลจีนปราบปรามอย่างจริงจังล้างบางแก๊งอาชญากรรมจีนที่แพร่กระจายไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งแรงกดดันต่อกัมพูชา จนรัฐบาลกัมพูชาประกาศในเดือน ส.ค. 2019 ให้การพนันออนไลน์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย กลุ่มทุนจีนเริ่มถอนทุนออกจากสีหนุวิลล์ จากนั้นมาเศรษฐกิจสีหนุวิลล์ก็เริ่มซบเซาและตกฮวบอย่างรวดเร็ว

- ปี 2020 โรคโควิดแพร่ระบาดใหญ่ไปทั่วโลก ยิ่งซ้ำเติมสีหนุวิลล์ สำนักงานบริษัทหลายแห่งทยอยปิดตัว อาคารที่ว่างเปล่าถูกแก๊งคอลเซนเตอร์เข้ายึดเป็นศูนย์ปฏิบัติการ

ดังที่ทราบกันดีทั่วโลก ภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีนมีปัญหายืดเยื้อมาหลายปี จนกระทั่งบริษัทอสังหาฯ รายใหญ่อย่าง ไชน่า เอเวอร์แกรนด์ (China Evergrande Group) ล้มละลายถูกสั่งเลิกกิจการในต้นปีนี้ คันทรี่ การ์เดน (Country Garden) กำลังถูกฟ้องร้องให้ปิดกิจการ เป็นต้น...ด้วยหนี้สินนับแสน ๆ ล้านเหรียญสหรัฐ

ผู้อ่านที่ติดตามปัญหาอสังหาฯ ในจีน จะได้ยินปรากฏการณ์ 'เมืองร้างเมืองผี' หมายถึงโครงการอสังหาฯ มหึมาที่สร้างเสร็จแต่ไม่มีการเปิดใช้ ไม่มีคนซื้อคนลงทุน จนมาถึงมายุคของ 'ตึกเน่าปลาย' ซึ่งเป็นคำที่แปลตรงตามอักษรภาษาจีน หล่านเว่ยโหลว (烂尾楼) หมายถึง ตึกอาคารที่สร้างไม่เสร็จ หรือสร้างค้างไว้เพราะปัญหาขาดเงินทุน

ด้วยปัจจัยลบที่กลุ้มรุมเช่นนี้ กลุ่มทุนจีนจึงแห่ถอนตัวออกจากสีหนุวิลล์ราวเผ่นหนีสงครามใหญ่ คนท้องถิ่นตกงานกันระนาว ความขัดแย้งในภาคเศรษฐกิจโผล่พรึ่บขึ้นมา โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างนักลงทุนอสังหาฯ จีนกับคนท้องถิ่นที่ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน

ภาคเศรษฐกิจแทบทั้งหมดของสีหนุวิลล์นั้น ขับเคลื่อนไปด้วยทุนจีนที่ไหลบ่าเข้ามาไม่หยุดหย่อน จากข้อมูลสถิติของสภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา ระบุว่า ปี 2022 ภาคการลงทุนต่างประเทศในสีหนุวิลล์ มูลค่า 1,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ราวร้อยละ 90 มาจากจีน

สีหนุวิลล์ กลายเป็น 'เมืองตึกร้าง-ตึกเน่า' เช่นเดียวกับปัญหาอสังหาฯ ในจีน

-ปี 2022 สื่อท้องถิ่นรายงานโดยอ้างข้อมูลเจ้าหน้าที่ในสีหนุวิลล์ว่า จากปี 2019 ตึกในเมืองมากกว่า 1,000 หลัง ถูกปล่อยทิ้งร้าง...

- ปี 2023 สื่อท้องถิ่นอ้างตัวเลขของหน่วยงานรัฐบาลกัมพูชาล่าสุด ที่นับถึงเดือน ก.ย.2023 ระบุว่าโครงการก่อสร้างตึกอาคารขนาดใหญ่ในเมืองสีหนุวิลล์ มีจำนวนทั้งสิ้น 1,069 โครงการ มูลค่าการลงทุนสูงถึง 4,056 ล้านเหรียญสหรัฐ

จากการสำรวจของกระทรวงการก่อสร้างและวางแผนที่ดินแห่งชาติ ระบุจำนวนโครงการใหญ่ที่ก่อสร้างค้างไว้มีประมาณ 364 โครงการ นอกไปจากนี้ มีตึกที่สร้างแล้วเสร็จ แต่ไม่สามารถเปิดใช้กลายเป็นตึกร้าง มีจำนวน 177 โครงการ เมื่อรวมตึกเน่าปลายและตึกร้างก็มีจำนวนราว 540 โครงการ

หลังจากผ่านพ้นช่วงโควิดระบาดใหญ่ การปราบปรามบ่อนพนันที่ยังเข้มข้นและปัญหาของภาคอสังหาฯ จีนที่ทรุดหนัก ทำให้กลุ่มทุนจีนที่จะหวนกลับมาสีหนุวิลล์เป็นไปอย่างเชื่องช้ามาก ๆ

หันมาดูกระแสนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมายังกัมพูชา สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งกัมพูชาเผยว่า เมื่อปีที่แล้ว (2023) นักท่องเที่ยวชาวจีนมาเที่ยวกัมพูชาเพียง 550,000 คน ลดลงจากปี 2019 ร้อยละ 77 และกลุ่มผู้โดยสารที่มาลงที่สนามบินนานาชาติสีหนุวิลล์ มีเพียง 15,754 คน ลดลงจากปี 2019 ถึงร้อยละ 98

- ปี 2024 ปีแห่งการยก 'ภูเขาตึกเน่า' ออกไปเพื่อไปต่อ ในเดือน ม.ค.ปีนี้ นายกรัฐมนตรีแห่งกัมพูชา นายฮุน มาเนต ประกาศมาตรการส่งเสริมการลงทุนในสีหนุวิลล์ โดยมาตรการแรกสุด คือ ให้สิทธิพิเศษและยกเว้นภาษีรายได้สำหรับนักลงทุนที่ประสงค์มารับช่วงการก่อสร้างตึกที่สร้างค้างไว้

รัฐบาลกัมพูชาประมาณว่าจะต้องใช้เงินทุนก้อนใหม่ถึง 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อฟื้นการก่อสร้างตึกเน่าให้แล้วเสร็จ

“แต่เศรษฐกิจโลกยามนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า มาตรการที่นายกฯ มาเนตประกาศต้องใช้เวลาฝ่าฟันอุปสรรคใหญ่” Ky Sereyvath ผู้อำนวยการสถาบันจีนศึกษา ที่ Royal Academy of Cambodia กล่าว

Long Dimanche รองผู้ว่าฯ จังหวัดพระสีหนุ กล่าวว่า สีหนุวิลล์ต้องสร้างความหลากหลายให้ทั้งภาคอุตสาหกรรมและประเทศที่เข้ามาลงทุน รัฐบาลฮุน มาเนต ได้แสดงการเปิดกว้างในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศแล้ว

และความเป็นไปได้หนึ่งคือการหวนคืนกลับมาของญี่ปุ่นที่ปัจจุบันมีสัดส่วนการลงทุนในสีหนุวิลล์น้อยกว่าเวียดนามและไทย แต่ญี่ปุ่นเคยสนับสนุนการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกที่มีอยู่แห่งเดียวของกัมพูชาเมื่อราว 30 ปีที่แล้ว  

‘เพจตี๋น้อย’ ยก ‘บิวกิ้น’ นักร้องไทยครองหัวใจแฟนคลับชาวจีน โด่งดังสุดๆ จนร้านคาราโอเกะต้องมีเนื้อร้องเป็นภาษาไทย

(19 เม.ย. 67) เพจเฟซบุ๊ก ‘ตี๋น้อย’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับกระแสความดังของ บิวกิ้น พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล ในประเทศจีน โดยระบุว่า…

นี่ไม่ใช่คาราโอเกะที่ไทย แต่เป็น KTV จีน (ร้านคาราโอเกะในจีนจะเรียกว่า KTV) ซึ่งโดยปกติร้าน KTV จะมีแต่เพลงจีน เพลงฝรั่ง เพลงเกาหลี หรือเพลงไทยบางเพลงที่เป็นเวอร์ชั่นภาษาจีนเท่านั้น ตี๋น้อย ไม่เคยเจอเพลงไทยที่เป็นเวอร์ชั่นภาษาไทย ในร้าน KTV จีนมาก่อน

การที่มีเพลงไทยใน KTV จีน นั่นแสดงว่า นักร้องคนนั้นต้องดังสุด ๆ ในจีนเท่านั้นถึงจะมีเพลงในร้านคาราโอเกะจีนได้ และที่สำคัญคือนี่เป็นเพลงแรก ๆ ที่เป็นเพลงภาษาไทยในร้านคาราโอเกะจีนด้วย และไม่ใช่แค่เพลง ‘แปลไม่ออก’ เท่านั้นที่มีในคาราโอเกะจีน นอกจากเพลงนี้ยังมี เพลง MR.EVERYTHING, กีดกัน ที่เป็นเพลงภาษาไทยของ คุณบิวกิ้น ใน KTV อีกด้วย

ส่วนคู่จิ้น อย่าง คุณพีพี เองก็ดังไม่น้อยหน้าในจีนเช่นกัน ในร้าน KTV มีทั้งเพลงเส้นเรื่องเดิม, FIRE BOY เป็นเพลงภาษาไทยในร้านเช่นกัน

ล่าสุดคุณบิวกิ้น ทำเมืองจีนแตก แสดงคอนเสิร์ตทั้งในเมืองหูโจว และฝูโจว ทั้งสองที่ คือสเตเดี้ยมทั้งสองเมืองเต็มความจุ กว่า 40,000 ที่นั่ง ก็เต็มทั้งสองที่ครับ

ปล.ภาพนี้ตี๋น้อยถ่ายเอง ณ ร้าน KTV แห่งหนึ่ง ณ เมืองอุรุมชี เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ประเทศจีนครับ

‘สคบ.’ โพสต์เตือน!! ‘พัดลมคล้องคอ’ อันตราย อย่าหาใช้ เสี่ยงเจอสารก่อมะเร็ง ด้าน ‘สวีเดน’ นำออกจากตลาดแล้ว

(19 เม.ย.67) เพจ กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง สคบ. โพสต์ภาพพร้อมข้อความแจ้งเตือนผู้บริโภค ความว่า พัดลมคล้องคอ อันตราย อย่าหาใช้

พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า ในประเทศสวีเดน แจ้งเตือนภัยพัดลมคล้องคอ สำหรับการคลายร้อน โดยได้นำผลิตภัณฑ์นี้ออกจากตลาด รวมถึงในตลาดบนโลกออนไลน์แล้ว เนื่องจากตัวประสานบนแผงวงจรที่เชื่อมต่อแบตเตอรี่ และในสาย USB มีตะกั่วเข้มข้นมากเกินไป และวัสดุพลาสติกสายเคเบิล มีความเข้มข้นของ สารเสริมสภาพพลาสติก (DEHP) , (DBP) และ (SCCPs) มากเกินไป

ซึ่งหากได้รับสารเหล่านี้ทางผิวหนังเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top