Monday, 10 August 2026
Hard News Team

'ดร.นิว' หวัง!! อธิการบดีธรรมศาสตร์คนใหม่ต้องมีคุณธรรม นำพามหาลัยกลับสู่ดินแดนแห่งผู้รัก 'ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์'

(29 เม.ย. 67) นายศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ 'ดร.นิว' นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Suphanat Aphinyan' ในหัวข้อ 'อธิการบดีธรรมศาสตร์คนใหม่ต้องมีคุณธรรม' ระบุว่า...

30 เมษายน 2567 ก็จะทราบแล้วว่าอธิการบดีคนใหม่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นใคร ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในขั้นตอนสุดท้าย จึงขอฝากไปถึงสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ช่วยตระหนักโดยคิดคำนึงถึงหลักคุณธรรมและจริยธรรมในการพิจารณาคัดเลือก เพราะถือได้ว่าคุณธรรมและจริยธรรมของผู้นำองค์กรเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด 

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ธรรมศาสตร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างไม่สร้างสรรค์ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็กลายเป็นความตกต่ำจนธรรมศาสตร์ได้กลายเป็นเพียงแค่บ่อน้ำบำบัดความกระหายอำนาจของเครือข่ายอาจารย์กับนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลังม็อบสามนิ้ว อีกทั้งยังเป็นบ่อเงินบ่อทองของเครือข่ายที่ใช้ตำแหน่งกับอำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ใส่ตนและพวกพ้องด้วยความฉ้อฉล 

ฉะนั้น อำนาจที่อยู่ในมือของสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลอดจนจิตสำนึกที่มีอยู่ในกรรมการสภามหาวิทยาลัยแต่ละท่าน จึงมีส่วนสำคัญในการได้มาซึ่งอธิการบดีธรรมศาสตร์คนใหม่ที่มีคุณธรรมและจริยธรรม หวังว่าสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทุกท่านจะตัดสินใจบนพื้นฐานของคุณธรรมและจริยธรรม โดยมีความโปร่งใสซื่อตรงต่อคะแนนและผลการสรรหาที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอน 

'ธรรมศาสตร์' ต้องเป็นดินแดนแห่งความถูกต้องของคนที่มีจิตสำนึกรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เสรีภาพทุกตารางนิ้วต้องเกิดจากความรับผิดชอบทุกตารางเซน เพราะสิทธิเสรีภาพย่อมมาพร้อมกับหน้าที่และความรับผิดชอบเสมอถึงจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชนก็ต้องรักแบบสันติประชาธรรม ไม่ใช่จุดไฟความแตกแยกแล้วหลอกใช้ประชาชนไปล้มล้างการปกครอง 

'ธรรมศาสตร์และการเมือง' ต้องเป็นพื้นที่ของการศึกษาเรียนรู้ที่เท่าทันการเมือง ต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือของอาจารย์กับนักการเมือง ต้องไม่ตกหลุมพรางประวัติศาสตร์บิดเบือนที่เชิดชูคณะราษฎรจนมัวเมา ต้องไม่สร้างความแตกแยกบิดเบือนให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นศูนย์รวมใจของชาติ แต่ต้องช่วยกันสร้างประชาธิปไตยด้วยความรู้รักสามัคคี ราชประชาสมาสัยนำไทยสู่อนาคต 

ในฐานะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ ข้าพเจ้ามีความปรารถนาว่าอธิการบดีธรรมศาสตร์คนใหม่จะเป็นความหวังในการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ อันจะนำพาธรรมศาสตร์ออกจากความมืดมิดไปสู่แสงสว่าง อยากเห็นอธิการบดีธรรมศาสตร์คนใหม่ที่ทันสมัย จะต้องไม่ใช่คนที่จูงจมูกของนักศึกษาไปรับใช้การเมือง ไม่ใช่คนด่างพร้อยจนเป็นที่ติฉินนินทาของสังคม แต่ต้องเป็นคนที่มุ่งมั่นตั้งใจแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด 

'รูปภาพ-สเตตัสข้อความ' ใน Facebook สร้างเงินได้แล้ว ไม่จำกัดแค่ 'วิดีโอ' ค่าเฉลี่ย 1,000 Like ได้ 100 บาท หวังกระตุ้นกำลังใจคนทำคอนเทนต์

ไม่นานมานี้ เพจ 'Money Better' ได้โพสต์การอัปเดตและรายละเอียดของ 'ยอดไลก์' ใน Facebook ที่ล่าสุดสามารถสร้างรายได้เป็นโบนัสแก่ 'คนที่ทำคอนเทนต์' ในรูปแบบของ 'รูปภาพ' และ 'สเตตัสข้อความ' จากปกติจะเกิดรายได้แค่ 'คนที่ทำวิดีโอเท่านั้น' ว่า...

>> วัตถุประสงค์หลักของโปรแกรมนี้
- เป็นการจูงใจให้คนทำคอนเทนต์โพสต์เนื้อหาคุณภาพบนเฟซบุ๊กมากขึ้น
- สร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ด้วยคอนเทนต์ที่มีคุณภาพและน่าสนใจ
- แสดงให้เห็นว่าเฟซบุ๊กให้ความสำคัญกับคอนเทนต์เนื้อหาดี และ สนับสนุน คนทำคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ

>> คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโปรแกรมนี้
- อายุ 18 ปีขึ้นไป 
- ปฏิบัติตามนโยบายการสร้างรายได้ของเฟซบุ๊กผ่านแล้ว
- เป็นคนทำคอนเทนต์ที่มีผลงานบนแพลตฟอร์ม Facebook อยู่แล้ว
- ต้องได้รับเชิญจาก Facebook เท่านั้น (แอดเองก็ได้รับเชิญนะฮ่าๆ)

>> นโยบายการจ่ายเงิน
- คำนวณจากการมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ เช่น การรับชม, ไลก์, แสดงความคิดเห็น, แชร์
- ยิ่งคอนเทนต์มีผู้มีส่วนร่วมสูง คนทำคอนเทนต์ก็จะได้รับค่าตอบแทนมากขึ้น
- ตอนนี้ Facebook ยังไม่เปิดเผยสูตรคำนวณค่าตอบแทนอย่างชัดเจน

***แต่แอดลองคำนวณดูเล่นๆ แล้ว ถ้าหากว่าเราได้ 1,000 ไลก์ (ใน FB) จะได้อยู่ที่ประมาณ 100 บาท (ซึ่งแอดคำนวณเล่นๆ นะครับ อาจจะยังไม่ชัดเจน)

>> ผลตอบแทนโดยประมาณ
- ส่วนใหญ่จะได้รับประมาณ 10-20 ดอลลาร์ต่อวัน (370-740 บาท)

ปล.ซึ่งในส่วนนี้แอดก็ไม่มั่นใจว่ามันชัวร์หรือเปล่า แต่แอดก็ได้ประมาณราวๆ นี้เช่นกัน

- ยิ่งมีผู้ติดตามเยอะ ยิ่งมีโอกาสได้รับค่าตอบแทนสูงกว่า
- ไม่มีเพดานรายได้จำกัด ขึ้นอยู่กับปริมาณคอนเทนต์และผู้มีส่วนร่วม 

หรือ ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ ยิ่งขยันโพสต์ ก็ยิ่งได้ตังค์

หลังจากที่แอดได้อ่านนโยบายใหม่ของ Facebook ที่สนับสนุน Content Creator มากขึ้น

แอดเองต้องขอชื่นชม Facebook ที่ออกนโยบายนี้ ที่พยายามส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มคนที่ทำคอนเทนต์สายรูปภาพ และข้อความมากๆ

เพราะแอดก็ได้รับประโยชน์จากจุด ๆ  นี้เช่นกัน ทำให้มีกำลังใจในการทำ Content เพิ่มมากขึ้นจริงๆ แบบชัดเจน 

เพราะปกติแล้วสำหรับ Content Creator สายรูปภาพ, ข้อความ เราจะไม่ได้รับรายได้จากการโพสต์ เหมือนสาย VDO 

เราต้องหารายได้จากช่องทางอื่นๆ แทน เช่น สปอนเซอร์, การสนับสนุนจากแบรนด์ หรือ ขายสินค้าของตัวเอง หรือแม้จะเป็นการทำ Affiliate Marketing ก็ตาม

แต่เมื่อล่าสุด Facebook ได้มีการออกมาสนับสนุน Content Creator สายรูปภาพ และ ข้อความด้วย

ทำให้ Content Creator สายนี้ มีรายได้เข้ามาเพิ่มอีก 1 ช่องทาง ช่วยให้มีแรงขับเคลื่อนและกำลังใจในการทำเนื้อหาดีๆ เพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น

หากดูในแง่จำนวนเงินที่จะได้รับ แม้อาจ ยังไม่ได้มหาศาลในตอนนี้ แต่ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นดีเลย สำหรับคนทำคอนเทนต์ที่กำลังมองหาช่องทางสร้างรายได้เสริมใหม่ๆ นอกเหนือจากช่องทางรายได้ที่มีอยู่แล้ว 

เราแค่ทำแบบเดิมในทุกๆ วัน แต่เรากลับมีรายได้เพิ่มเข้ามาอีก 1 ช่องทาง

มันก็ต้องดีอยู่แล้ว ถูกต้องไหมครับฮ่าๆ

โดยรวมแล้ว การเปิดตัวโปรแกรมสร้างรายได้ของ Facebook ในครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในก้าวที่สำคัญของ Facebook ที่จะมาเป็น Game Changer สำหรับคนที่ทำคอนเทนต์ให้เติบโตมากยิ่งขึ้นอย่างมหาศาลเลย

'รมว.ปุ้ย' เริ่มเดือด!! หลังสารเคมีโรงงานที่อยุธยารั่ว 3 ครั้งติดต่อกัน ลั่น!! อย่าให้เกิดอีก หวั่น!! 'ปชช.ผวา-ภาพลักษณ์ท่องเที่ยวถูกฉุด'

จากเหตุสารเคมีรั่วไหลในพื้นที่โรงงานบริษัทเอกอุทัย อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ในช่วงเย็นวันที่ 27 เม.ย.67 ซึ่งเป็นการรั่วครั้งที่ 3 ของโรงงานดังกล่าว สร้างความหวาดผวาให้กับชุมชนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง รวมถึงสถานพยาบาลและสถานีตำรวจ 

เมื่อวานนี้ (28 เม.ย.67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ตนสั่งการปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และอธิบดีกรมโรงงาน ให้เร่งหาสาเหตุและแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นติดต่อกันถึง 3 ครั้ง ในเวลาไล่เลี่ยกัน ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ตลอดจนภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และของประเทศ เนื่องจากประเทศไทยเพิ่งจะได้รับการยกย่องจาก นิตยสาร CEOWORLD ให้เป็นอันดับ 1 ประเทศน่าเยี่ยมชมที่สุดประจำปี 2024

รมว.อุตสาหกรรม กล่าวอีกว่า สิ่งที่เป็นกังวลที่สุด และไม่อยากให้เกิด คือ การเกิดเพลิงไหม้คล้ายกรณี บริษัทแวกซ์กาเบจ ที่ราชบุรี โกดังเก็บสารเคมีที่ อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา และ บริษัทวินโพรเสส ที่ จ.ระยอง ซึ่งจะสร้างความเดือดร้อน หวาดกลัว และปัญหาสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ 

"ดิฉันจึงได้สั่งการให้ปลัดอุตฯ และอธิบดีกรมโรงงาน เร่งหาตรวจสอบหาสาเหตุจากต้นตอ และดำเนินการขั้นเด็ดขาด เพื่อไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่สบายใจ และกำชับให้หามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นอีก โดยเฉพาะโรงงานเก็บกากอุตสาหกรรมที่เป็นสารเคมีหรือวัตถุอันตรายที่ต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ และต้องรายงานทุกระยะ" รมว.อุตสาหกรรม กล่าว 

‘ปานปรีย์’ ยื่นจดหมายถึงนายกฯ ขอลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ และทุกตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย

เมื่อวันที่ 28 เม.ย.67 นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รมว.ต่างประเทศ ร่อนหนังสือถึงนายกฯ ขอลาออกจาก รมว.ต่างประเทศ และทุกตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้ท่านอื่นมาทำหน้าที่แทน โดยเชื่อว่า การปรับออกจากรองนายกฯ ไม่เกี่ยวการไม่มีผลงานอย่างแน่นอน โดยในหนังสือดังกล่าว ระบุข้อความว่า…

“๒๘ เมษายน ๒๕๖๗

ขอลาออกจากตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

กราบเรียน นายกรัฐมนตรี

ตามที่มีการปรับคณะรัฐมนตรีบางตําแหน่ง และปรากฏว่าผมยังคงดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อยู่เพียงตําแหน่งเดียวนั้น

ผมมีความประสงค์จะขอลาออกจากตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และทุกตําแหน่งที่ได้รับมอบหมาย ตั้งแต่วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๗ เพื่อเปิดทางให้ท่านอื่นเข้ามาดํารงตําแหน่งแทน

สาเหตุของการปรับผมออกจากรองนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ ผมเชื่อว่าไม่เกี่ยวกับผมไม่มีผลงานแน่นอน เพราะผมทุ่มเทการทํางานด้านต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และตั้งใจทําหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นที่ประจักษ์ มีนักลงทุนต่างชาติสนใจมาลงทุนมากขึ้น ตามที่รัฐบาลได้แถลงผลงานไปแล้ว จนสามารถตอบสนองต่อนโยบายการทูต เศรษฐกิจเชิงรุกอย่างเด่นชัด 

วันนี้ไทยหวนกลับมาขึ้นบนจอเรดาร์ของโลก มีมิตรประเทศเพิ่มขึ้น และมีนักลงทุนต่างชาติสนใจมาลงทุนในไทยมากขึ้น นอกจากนั้น การให้ความสําคัญกับคนไทยในต่างประเทศ ผมยังไปเจรจาด้วยตัวเอง เพื่อนําคนไทยผู้ถูกจับเป็นตัวประกันในอิสราเอลกลับไทยได้ถึง ๒๓ คน แรงงานไทย ๘,๐๐๐ คน และจากเล่าก์ก่ายในเมียนมาอีก ๑,๐๐๐ คน เปิดวีซ่าฟรีกับหลายประเทศ เพื่อคนไทยมีความสะดวกในการเดินทางมากขึ้น การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชาวเมียนมา ฟื้นความสัมพันธ์กับอาเซียน สหภาพอียู อินเดีย และประเทศมหาอํานาจ ทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน จนเกิดการเจรจาลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลกในประเทศไทยอีกด้วย

สุดท้ายนี้ ผมหวังว่าการปรับคณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ จะช่วยให้การบริหารราชการแผ่นดิน มีประสิทธิภาพมากขึ้น โปร่งใส และรักษาผลประโยชน์ของชาติต่อไป

ช่วงเวลาหนึ่ง ขอขอบพระคุณนายกรัฐมนตรี ที่ให้โอกาสผมได้ทํางานกับรัฐบาลนี้มา

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ
ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

(นายปานปรีย์ พหิทธานุกร)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ”

อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ ม.รามคำแหง คว้ารางวัล UNESCO/IOC-WESTPAC Outstanding Scientist Award 2024

รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และนายกสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทย ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น (WESTPAC Outstanding Scientist Award 2024) จากคณะอนุกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยสมุทรศาสตร์ภาคพื้นแปซิฟิกตะวันตก (IOC Sub Commission for the Western Pacific: IOC-WESTPAC) ภายใต้องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เพื่อเชิดชูนักวิทยาศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ทางทะเล มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ และมีคุณูปการอย่างยิ่งต่อภาคพื้นแปซิฟิกตะวันตก ปัจจุบัน IOC-WESTPAC ประกอบด้วย 22 ประเทศสมาชิก เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม ไทย ฯลฯ

พิธีมอบรางวัล UNESCO/IOC-WESTPAC Outstanding Scientist Award 2024 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 ภายในงานประชุมวิชาการนานาชาติ 2nd UN Ocean Decade Regional Conference & 11th WESTPAC International Marine Science Conference ภายใต้หัวข้อ “Accelerating Ocean Science Solutions For Sustainable Development” ระหว่างวันที่ 22 – 25 เมษายน 2567 ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพมหานคร โดยมี พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติฯ

นาย Wenxi Zhu หัวหน้าสำนักงาน IOC-WESTPAC ซึ่งเป็นองค์กรประสานงานของ UNESCO ในภูมิภาค กล่าวถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพในทะเลและชายฝั่ง สุขภาพของระบบนิเวศในมหาสมุทร การพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงิน และการดำเนินงานของประเทศไทยภายใต้ทศวรรษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยวิทยาศาสตร์ทางมหาสมุทรเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน นับเป็นก้าวสำคัญทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก IOC-WESTPAC มอบรางวัล Outstanding Scientist Award ครั้งแรกในปี ค.ศ. 2014 ให้แก่นักวิทยาศาสตร์ที่มีผลงานยอดเยี่ยม 5 ท่าน และในปี ค.ศ. 2017 จำนวน 3 ท่าน สำหรับในปี ค.ศ. 2024 IOC-WESTPAC พิจารณาคัดเลือกนักวิทยาศาสตร์ที่มีผลงานวิจัยดีเด่น และเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการพัฒนาวิทยาศาสตร์มหาสมุทรในภาคพื้นแปซิฟิกตะวันตกอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง จำนวน 5 ท่าน ดังนี้

1) Dr. Zainal Arifin, National Research and Innovation Agency, Indonesia
2) Dr. Thamasak Yeemin, Ramkhamhaeng University/Marine Science Association of Thailand
3) Dr. Daoji Li, East China Normal University, China
4) Dr. Vo Si Tuan, GEF/UNEP South China Sea SAP Project/ Institute of Oceanography, Vietnam
5) Dr. Gil Jacinto, University of the Philippines, the Philippines
 
รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน นักวิทยาศาสตร์ไทยที่ได้รับรางวัลนี้ เป็นผู้ที่ได้ใช้ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลมาเกือบสี่ทศวรรษในการทำงานด้านชีววิทยา นิเวศวิทยา วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงพื้นที่คุ้มครองทางทะเล มีประสบการณ์ที่ครอบคลุมทั้งด้านการจัดการ การอนุรักษ์ และการวิจัย เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Asia Pacific Coral Reef Society และเป็นประธานการจัดประชุมวิชาการ Second Asia Pacific Coral Reef Symposium เคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร International Society for Reef Studies (ISRS) นายกสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทย และทำงานให้กับองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง ตลอดจนหน่วยงานระดับภูมิภาค ระดับประเทศ หน่วยงานระดับท้องถิ่น และองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อวางแผนและดำเนินงานด้านการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เช่น ASEAN-Australia Economic Cooperation Program on Marine Science Project, UNEP/GEF Project on Reversing Environmental Degradation Trends in the South China Sea and Gulf of Thailand, Global Coral Reef Monitoring Network, International Coral Reef Initiative, International Maritime Organization, United Nations Development Programme, German Corporation for International Cooperation GmbH, ASEAN Center for Biodiversity, Too Big To Ignore Project: Global Partnership for Sustainable Fisheries Research, COBSEA Working Group on Marine and Coastal Ecosystems ฯลฯ

รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ได้รับเชิญให้เป็น Keynote Speaker, Invited Speaker และ convenor ของการประชุมนานาชาติจำนวนมาก เช่น International Coral Reef Symposium, International Marine Conservation Congress, Asian Marine Biology Symposium, Pacific Science Congress, IMBeR West Pacific Symposium ฯลฯ เป็น project leader ของ IOC-WESTPAC Program on the Coral Reef Resilience to Climate Change and Human Impacts เป็นประธาน และผู้ร่วมจัด First, Second and Third Summer Schools for IOC/WESTPAC-CorReCAP Project และสนับสนุนการดำเนินงานของ IOC-WESTAPAC มาอย่างต่อเนื่อง เป็นบรรณาธิการรับเชิญของวารสาร Deep-Sea Research Part II (ELSEVIER), Coral Reefs under the Climate and Anthropogenic Perturbations (CorReCAP): An IOC/WESTPAC Approach เป็นบรรณาธิการ และผู้เขียนในหนังสือ: Coral Reefs of the World Vol. 14 (Springer) - Coral Reefs of the Western Pacific Ocean in a Changing Anthropocene และมีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ทั้งในวารสารระดับชาติและระดับนานาชาติจำนวนมาก

ด้วยการอุทิศตนอย่างแน่วแน่ในสาขาวิทยาศาสตร์ทางทะเลมาเกือบสี่ทศวรรษ และเป็นแบบอย่างของนักวิจัยที่ทำงานอย่างเข้มแข็ง มีผลงานที่โดดเด่น ทำให้ได้รับการยอมรับและความเคารพอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่ในวงการวิทยาศาสตร์ทางทะเลของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในระดับนานาชาติด้วย รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน จึงสมควรได้รับรางวัล UNESCO/IOC-WESTPAC Outstanding Scientist Award 2024

‘จีน’ อวดจีดีพีไตรมาสแรก ปี 2024 โต 5.3% สะท้อนเศรษฐกิจแข็งแกร่ง-เปี่ยมด้วยศักยภาพ

(29 เม.ย. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวแกร่งในไตรมาสแรกของปี 2024 ชี้ถึงความแข็งแกร่งและความสามารถในการฟื้นตัวของจีน ตลอดจนการนำเสถียรภาพซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นมาสู่ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เผยว่าช่วงสามเดือนแรกของปี จีดีพีหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของของจีนขยายตัวร้อยละ 5.3 จากปีก่อนหน้า เร่งตัวขึ้นจากร้อยละ 5.2 ในไตรมาสก่อนหน้า 

ในการประชุมโต๊ะกลมทางเศรษฐกิจแห่งประเทศจีน (China Economic Roundtable) รอบที่ 4 ซึ่งเป็นเวทีเสวนาที่จัดโดยสำนักข่าวซินหัว วิทยากรหลายท่านกล่าวว่าตัวเลขข้างต้นถือเป็น ‘การเริ่มต้นที่ดี’ พร้อมกล่าวว่าจีนเผชิญหน้ากับกระแสลมต้านทางเศรษฐกิจ ด้วยการผสานนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างรากฐานที่มั่นคงแก่เศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาที่ดีและมั่นคงในปี 2024

รายงานจากสำนักงานฯ ระบุว่า การเติบโตของจีดีพีจีนในไตรมาสแรกของปีนี้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการเติบโตโดยรวมที่ร้อยละ 5.2 ของปี 2023 และสูงกว่าเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ที่ตั้งไว้ที่ราวร้อยละ 5 และเมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส เศรษฐกิจจีนในช่วงสามเดือนแรกของปีขยายตัวร้อยละ 1.6 ทั้งยังเติบโตติดต่อกันเป็นไตรมาสที่เจ็ด

นอกจากนี้ ดัชนีชี้วัดอื่น ๆ เช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ปริมาณการค้าต่างประเทศ และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ล้วนชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

ทั้งนี้ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ เป็นดัชนีสำคัญที่บ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจโดยรวมสำหรับภาคการผลิตและบริการ ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีรายงานการปรับปรุงดัชนีดังกล่าว โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของภาคการผลิตกลับมาอยู่สูงกว่าระดับ 50 เป็นครั้งแรกนับแต่เดือนกันยายน บ่งชี้ถึงการกลับมาขยายตัวของภาคส่วนนี้

ตัวเลขสถิติของไตรมาสแรก แสดงให้เห็นว่าการเติบโตของเศรษฐกิจจีนมีทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ และก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพสูงและขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม 

จีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่ภาคส่วนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงซึ่งมีมูลค่าเพิ่มสูง ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมสีเขียวและคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง ในไตรมาสแรกนี้ ภาคการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงของจีนมีปริมาณการผลิตเติบโตร้อยละ 7.5 เร่งตัวขึ้นร้อยละ 2.6 จากไตรมาสก่อนหน้า

การลงทุนในอุตสาหกรรมการบิน ยานอวกาศและการผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพิ่มขึ้นร้อยละ 42.7 ช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม ขณะที่การผลิตหุ่นยนต์บริการและยานยนต์พลังงานใหม่เพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 26.7 และ 29.2 ตามลำดับ

เพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งผู้กำหนดนโยบายของจีนกล่าวไว้ว่าจะเป็นไปในลักษณะคล้ายลูกคลื่น เพราะจะมีการพลิกผัน เลี้ยวลด และยังไม่นิ่ง จีนจึงใช้นโยบายที่หลากหลายเพื่อมาหักล้างแรงกดดันขาลงและรับมือกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง

จีนให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าใช้นโยบายการคลังเชิงรุกและนโยบายการเงินที่รอบคอบต่อไปในปีนี้ และได้ประกาศใช้มาตรการส่งเสริมการเติบโตหลายประการ อาทิ การออกพันธบัตรรัฐบาลพิเศษระยะยาว (Ultra-Long) และมีการจัดสรรเงินทุนเบื้องต้น 1 ล้านล้านหยวน ในปี 2024

เพื่อกระตุ้นการลงทุนและการบริโภค จีนเพิ่มความพยายามเป็นสองเท่าในการส่งเสริมการอัปเกรดอุปกรณ์ขนาดใหญ่และการนำสินค้าอุปโภคบริโภคเก่ามาแลกเป็นส่วนลดหรือแลกเป็นของใหม่

นอกจากนี้ จีนตั้งเป้าว่าปริมาณการลงทุนด้านอุปกรณ์ในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การก่อสร้าง การขนส่ง การศึกษา วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการให้บริการทางการแพทย์ จะเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 25 ภายในปี 2027 เมื่อเทียบกับปี 2023

เพื่อผลักดันการเปิดกว้างระดับสูงและปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น จีนประกาศใช้มาตรการสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ 24 ข้อ เพื่อดึงดูดทุนต่างประเทศ และให้คำมั่นว่าจะปรับลดรายการกิจกรรมการลงทุนและกิจการต้องห้าม (Negative List) สำหรับบริษัทต่างชาติ รวมถึงเริ่มโครงการนำร่องต่าง ๆ เพื่อผ่อนคลายหลักเกณฑ์ในการเข้าสู่จีนของนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากต่างชาติ

จีนยังประกาศเพิ่มแรงจูงใจเชิงนโยบายอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนหลายธุรกิจ เช่น เศรษฐกิจสูงวัย สินเชื่อผู้บริโภค การจ้างงาน การพัฒนาสีเขียวและคาร์บอนต่ำ รวมไปถึงนวัตกรรมเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ และผู้ประกอบกิจการขนาดเล็ก

‘ศ.นฤมล’ หารือ ‘ผู้ประกอบการ-นักธุรกิจ’ เพื่อขยายตลาดให้เกษตรกร เผย!! จีนสนใจ ‘มะพร้าวน้ำหอม’ไทย นำไปแปรรูป เป็นเครื่องดื่มผสมชา

(28 เม.ย. 67) ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย เปิดเผยภายหลังพบหารือกับ ดร.นรีรัตน์ รัตนพรวิเศษกุล ประธานไทยพาวิลเลี่ยน Mr.Guo Han Xiong ประธานกรรมการบริษัท Hanlong Investment Group รวมทั้งผู้ประกอบการและนักธุรกิจจีน เพื่อร่วมผลักดันและส่งเสริมตลาดการค้าการลงทุนไทย – จีน ในประเด็นสินค้าเกษตรและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คลังสินค้าด้านการเกษตร การขนส่งสินค้า ระบบโลจิสติกส์ การลงทุนในไทย และการแปรรูปสินค้าเกษตรไทย 

ในส่วนของสินค้าเกษตร นักธุรกิจจีนมีความสนใจนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทย ได้แก่ กระเทียม ขิง มันสำปะหลัง และมะพร้าวน้ำหอมของไทย ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในตลาดผู้บริโภคของจีน โดยได้นำมะพร้าวน้ำหอมของไทย ไปแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม “ชาจีน + มะพร้าวไทย” 

ปัจจุบันตลาดผู้ประกอบการจีนใช้มะพร้าวน้ำหอมจากประเทศไทยเดือนละประมาณ 700,000 ลูกต่อเดือน และมีความต้องการนำเข้ามะพร้าวน้ำหอมจากไทยเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 3,000,000 ลูกต่อเดือน นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจีนยังมีความต้องการนำเข้าสินค้าและอาหารทะเลจากประเทศไทยเพิ่มขึ้นอีกด้วย

'Boosie BadAzz' ออกโรงเตือนชาวอเมริกัน สหรัฐฯ กำลังแย่-จนที่สุดที่เคยเห็นมาในชีวิต

ไม่นานมานี้ เพจ 'Rhythm&Poetry' ได้โพสต์เนื้อหาโดยอ้างคำพูดของ Torence Ivy Hatch Jr. หรือที่รู้จักกันดีในชื่อบนเวทีของเขา Boosie BadAzz หรือเรียกง่ายๆว่า Boosie ซึ่งเป็นแร็ปเปอร์ชาวอเมริกัน ระบุว่า...

Boosie BadAzz ออกมาโพสต์เตือนสติชาวอเมริกันว่าในขณะนี้ประเทศของพวกเขาแย่แล้ว และเขาเองก็ไม่เคยเห็นอเมริกาต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้มาก่อน

"มันบ้าตรงที่ทุกบริษัทไม่มีสภาพคล่องทางการเงินเลย แถมยังล้มละลายกันอีก ตอนนี้โลกไม่มีเงินแล้ว, ประเทศสหรัฐอเมริกากำลังเจ็บปวด ประชาชนไม่มีเงิน นอกจากต้องจ่ายบิลค่าใช้จ่ายกันแล้วก็ไม่มีแผนพิเศษสำรองอะไร คุณไม่มีเงินที่จะเอาไปให้บริษัทที่เลิกจ้างพนักงานหลักหมื่นๆ คน คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของตัวเอง นี่มันคืออเมริกาที่จนที่สุดที่ผมเคยเห็นมาในชีวิตเลย"

สาวไทย แข่งรายการทำอาหารระดับโลก ‘มาสเตอร์เชฟออสเตรเลีย’ โชว์ เสน่ห์ปลายจวัก รังสรรค์อาหารฟิวชัน อร่อยแซ่บนัว จนกรรมการอึ้ง

(28 เม.ย. 67) ผู้เข้าแข่งขันหน้าใหม่ 22 คนต่างแย่งชิงโอกาสที่จะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นมาสเตอร์เชฟออสเตรเลียประจำปี 2024

หนึ่งในผู้เข้าแข่งขันที่ชื่อว่า แนท หญิงสาวชาวไทยได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับรายการด้วยการเผยวัฒนธรรมไทยผ่านการสร้างสรรค์อาหารอีสานสุดขึ้นชื่ออย่าง ลาบ แต่ไม่ใช่ลาบธรรมดาทั่วไป แต่เป็นลาบเนื้อจิงโจ้ที่เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองประจำประเทศออสเตรเลีย

อาหารเลิศรสจานเด็ดมัดใจกรรมการของสาวแนท มาพร้อมลาบเนื้อจิงโจ้รสแซ่บ ท็อปด้านบนด้วยไข่แดงดองยางมะตูมสุดฉ่ำ ทานคู่กับแผ่นข้าวปิ้ง งานนี้ อร่อยจนกรรมการอึ้ง โดยโซเฟีย เลวิน กรรมการคนหนึ่งกล่าวว่า “นี่ก็ดีไม่แพ้อาหารจานใดๆ ที่ฉันเคยกินในร้านอาหารในออสเตรเลียในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา”

แถมเมื่อลาบจิงโจ้รสจัดจ้านได้ออนแอร์สู่สายตาชาวออสซี่ ชาวเน็ตจำนวนมากต่างพากันชมสาว เช่น “ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับแนทสำหรับชัยชนะที่สมควรจะได้รับ เป็นเมนูที่สร้างสรรค์ สวยงาม และน่าอร่อยจริง ๆ การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างมรดกไทยและออสเตรเลียของเธอ”

“ว้าว เยี่ยมมากแนท!ฉันจะจ่ายเงินกินข้าวของแนทให้คุ้มเลย!” แต่บางคนก็มีความกังวลว่า เนื้อจิงโจ้ดิบ เช่น “มันดูสวยแต่จานนี้ก็ดูดิบ ๆ นะ จะปลอดภัยไหมที่จะกินจิงโจ้ป่าปรุงด้วยวิธีนี้”

ตามรายงาน แนท ไทยพัน เติบโตมาในครอบครัวที่มีสมาชิก 5 คนในเขตชานเมืองเมลเบิร์น โดยมีพ่อแม่ที่เป็นเจ้าของร้านอาหารไทยและมีน้องชาย 2 คน ซึ่งเธอมีคุณแม่เป็นไอดอลและแรงบันดาลใจในการทำอาหาร เพราะแม่ของเธอเป็นกุ๊กใหญ่

แนทเติบโตมาตามประเพณีไทย พูดภาษา และเรียนรู้วิถีชีวิตของคนไทย ทั้งนี้ คุณยายผู้ล่วงลับของเธอ เป็นหนึ่งคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับความรักในการทำอาหารของแนท ดังนั้น เพื่อตามหาตัวตนของตนเอง แนทได้ออกเดินทางไปอาศัยและทำงานในสวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา

ยิ่งอยู่ห่างจากบ้านทำให้ความหลงใหลในการทำอาหารของแนทเพิ่มมากขึ้น โดยตระหนักถึงอาหารสามารถเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับมรดก เอกลักษณ์ และวัฒนธรรมของพวกเขา ในขณะที่เธอพบว่าตัวเองเข้าถึงรากเหง้าความเป็นไทยของเธอโดยไม่รู้ตัวผ่านอาหารในขณะที่ไม่อยู่บ้าน

แนทหวังว่าครัวมาสเตอร์เชฟ ออสเตรเลียจะช่วยให้เธอเข้าใจถึงตัวตนที่แท้จริงของเธอ และมอบโอกาสในการนำเสนอวัฒนธรรมของเธอผ่านทางอาหาร บุคลิกภาพ และสไตล์ของเธอ พร้อมเผยการผสมผสานระหว่างความดั้งเดิมเข้ากับความทันสมัยในอาหาร

'ผู้โดยสาร' โวย!! เจอที่นั่งชั้นธุรกิจการบินไทยปรับเอน-นอนไม่ได้ 'ผจก.เที่ยวบิน' รับ!! เสียมาเดือนกว่า แต่ไม่เข้าใจทำไมยังปล่อยขาย

(28 เม.ย. 67) นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส อดีตนักการเมือง รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหารบริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด หรือ NEPS ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กเกี่ยวกับ การเดินทางด้วย เครื่องบินของสายการบินไทย ชั้นธุรกิจ โดยได้ระบุว่า ...

วันนี้ผมมีกำหนดการพาลูกค้าไปดูงานที่ปักกิ่ง โดยตั้งใจอุดหนุนการบินไทย เลือกเดินทางชั้นธุรกิจ จำนวน 6 ท่าน มูลค่าตั๋วหลายแสนบาท
และแจ๊คพ็อตก็เกิดขึ้นกับผม ระหว่างเดินขึ้นเครื่อง ทางฝ่ายภาคพื้นเข้ามาแจ้งว่า 2 ที่นั่งของผมและลูกค้าผมเสีย ไม่สามารถปรับเอน หรือปรับนอนได้แม้แต่น้อย และเอาเงินใส่ซองมาให้ 5,500 บาท พร้อมให้เซ็นยินยอม เสมือนปิดปาก (ปกติราคาค่าตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจไปปักกิ่งเที่ยวละ 33,000 บาท)

เมื่อขึ้นเครื่องฯ หัวหน้าผู้จัดการบนเที่ยวบินได้เดินมาขอโทษและแจ้งว่า 

“สองที่นั่งนี้เสียมาเดือนกว่าแล้ว และพวกเราก็แจ้งแล้วว่าอย่าปล่อยตั๋ว และไม่เข้าใจว่าทำไม การบินไทยยังขายตั๋ว 2 ที่นั่งนี้ เพราะสุดท้ายพวกผมก็ต้องเป็นคนรับหน้า โดนลูกค้าต่อว่า”

และเชื่อมั้ยครับว่า นี่คือครั้งที่สองของผม ที่โดนแบบนี้ในระยะเวลาไม่ถึง 6 เดือน
ฉะนั้นเมื่อขนาดข้อความจากหัวหน้าลูกเรือยังไปไม่ถึงผู้บริหารการบินไทย และสินค้ายังเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า ครั้งนี้ผมจึงเลือกไม่เขียนเอกสาร Complain แบบที่เคยทำอีกต่อไป เพราะพวกคุณคงจะเพียงรับมันแล้วซุกไว้ใต้โต๊ะอีก จึงตัดสินใจเขียนโพสต์นี้เปิดผนึกถึงผู้บริหารการบินไทย

โปรดอย่าเอาคำว่ารักคุณเท่าฟ้า ให้เป็นเพียงวาทกรรม โกหกปลิ้นปล้อน หลอกลวง > ผมในฐานะผู้โดยสารเลือกเดินทางกับการบินไทย เพราะคาดหวังในสินค้า และบริการของการบินไทย และอยากอุดหนุนสายการบินของชาติ

แม้ค่าตั๋วคุณแพงกว่าคนอื่น ผมก็ยังซื้อและอุดหนุน แต่ผู้บริหารคุณกลับไม่มีจิตใจที่เอาความสะดวกสบายของลูกค้าเป็นตัวตั้งเลย

เพราะหากคุณคิดถึงหัวใจของลูกค้า คุณจะไม่มีทางขายตั๋วสินค้า defect เหล่านี้ และมันตอกย้ำถึงการไร้ Service Mind ของผู้บริหารอย่างมาก เพราะคิดแต่จะขายๆๆๆ เอารายได้เข้าบริษัทอย่างเดียว แม้สินค้าจะเจ๊ง ลูกน้องจะเตือน ก็ช่างมัน

ฉะนั้นวันนี้ผมจะเป็นผู้โดยสารที่จะขอไม่รับเงินค่าชดเชย และไม่เซ็นเอกสารยินยอมใดๆทั้งสิ้น

> เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารท่านอื่นต้องมาเจออะไรแบบนี้
> เพื่อไม่ให้นทท.ที่มาเที่ยวไทย ต้องเจอสินค้าที่พัง
> เพื่อให้คุณรู้จักรับฟังเสียงของลูกเรือมากกว่านี้
> เพื่อให้คุณหยุดหลอกลวง โฆษณาเกินจริง โดยต้องพัฒนาและตรวจเช็คสินค้าให้ดีกว่านี้

1.) ผมจะดำเนินการฟ้องร้องทางกฎหมายกับผู้บริหารการบินไทย เพื่อเรียกร้องให้ผู้บริหารชุดนี้แสดงความรับผิดชอบโดยการลาออก เพราะเคยเขียน report complain แล้ว > แต่ไม่แก้ไข พนักงานบนเครื่องตกเป็นแพะ > ผู้บริหารองค์กรไม่เคยต้องรับผิดชอบใดๆ
2.) ผมจะดำเนินการร้องเรียนคณะกรรมาธิการคมนาคม ให้ตรวจสอบสินค้าที่เป็น defect ของเครื่องการบินไทย รวมถึงแนวทางป้องกันแก้ไข / จากที่ผมได้พูดคุยสอบถามพนักงานต้อนรับบนเครื่อง ทราบว่ามีเหตุการณ์เช่นนี้ประจำหลายเที่ยวบิน ไม่ว่าจะเก้าอี้เสีย, IFE เสีย หรืออุปกรณ์อื่นๆเสีย จนลูกเรือเอือมระอา ต้องโดนผู้โดยสารต่อว่า เสียความรู้สึกทั้งพนักงานและผดส. และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของการบินไทยอย่างมาก
> ช่วยการบินไทยประหยัดเงินค่าชดเชย  
> เอาผู้บริหารที่ห่วยแตกลาออกยกชุด  
> เงินสายการบินชาติอยู่ครบ พร้อมได้คนใหม่ที่ดีกว่ามาบริหารแทน  

ด้วยความปรารถนาดี
ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top