Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

‘เคอรี่ เอ็กซ์เพรส’ เตรียมรีแบรนด์ ‘KEX’ เริ่ม 22 ก.พ. 68 หลังเปลี่ยนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ - หมดสัญญาใช้แบรนด์ ‘Kerry’

(28 พ.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง การแจ้งแผนการปรับเปลี่ยนเครื่องหมายการค้า (Rebranding) สู่แบรนด์ ‘KEX’ และการได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิจาก Kuok Registrations Limited

โดยระบุว่า อ้างถึงการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นของบริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ตามที่บริษัทได้ประกาศ ณ วันที่ 26 มีนาคม 2567 (‘การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น’) ซึ่งส่งผลให้ ณ ปัจจุบัน S.F.Holdings Co., Ltd. (‘SF’) เข้าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ผ่านบริษัท เอสเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (‘SFTH’)

นอกจากนี้ยังส่งผลให้ บริษัท เคแอลเอ็น โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (‘KLNTH’) (ผู้ถือหุ้นรายใหญ่เดิมของบริษัท) สิ้นสุดการเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท และ Kerry Logistics Network Limited (‘KLN Group’) สิ้นสุดการควบคุมไม่ว่าในทางใดก็ตาม หรือการถือซึ่งสิทธิในการออกเสียงไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมร้อยละ 50 หรือมากกว่าในบริษัท

เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างราบรื่นและเพื่อสนับสนุนการพัฒนาในอนาคตภายหลังการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น บริษัท และ SF ได้ดำเนินการร่วมกันอย่างแข็งขันในการกำหนดกลยุทธ์ของบริษัท หลายประการซึ่งรวมถึงการปรับเปลี่ยนเครื่องหมายการค้าของบริษัท

เนื่องจากความเป็นไปได้ในการสิ้นสุดการใช้ชื่อและเครื่องหมายการค้าที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ ‘Kerry’ อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นตามที่ได้เปิดเผยข้างต้น โดยการพิจารณาได้เป็นไปอย่างรอบคอบเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

บริษัท และ SF ได้ใช้ความพยายามอย่างที่สุดในการพูดคุยและเจรจากับ Kuok Registrations Limited (‘KRL’) เกี่ยวกับรายละเอียดของข้อกำหนดและเงื่อนไขในการขยายสิทธิในการใช้ชื่อและเครื่องหมายการค้า แบรนด์ ‘Kerry’ ภายใต้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2565 (รวมถึงสัญญาที่แก้ไขเพิ่มเติมทั้งหมด) ระหว่างบริษัท และ KRL รวมถึงระยะเวลาขยายการใช้สิทธิที่เป็นไปได้ แผนการในการปรับเปลี่ยน เครื่องหมายการค้าที่คาดไว้ และเงื่อนไขอื่น ๆ ในการใช้แบรนด์ต่อไป

ในขณะเดียวกันบริษัท และ SF ได้ดำเนินการประเมินอย่างละเอียดถึงผลกระทบต่อการดำเนินการและสถานะทางการเงินของบริษัท ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนเครื่องหมายการค้า

ทั้งนี้ เมื่อคำนึงถึงการเจรจาข้อตกลงในการขยายระยะเวลาของสัญญา ที่อาจเป็นไปได้ และการพัฒนาของบริษัท ในระยะยาว บริษัทเชื่อว่าหนึ่งในทางออกที่ดีที่สุดของบริษัท คือ การปรับเปลี่ยนเครื่องหมายการค้า (Rebranding) เพื่อยุติการใช้ชื่อและเครื่องหมายการค้าที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ ‘Kerry’

โดยเปลี่ยนมาใช้แบรนด์ ‘KEX’ แทน ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ได้จดทะเบียนไว้อยู่กับบริษัทลูกภายใต้เครือ SF และ SF ได้เตรียมการที่จะให้บริษัท ได้ใช้แบรนด์ดังกล่าวเพื่อการดำเนินธุรกิจ โดยขึ้นอยู่กับการเข้าทำสัญญา การขออนุมัติภายในองค์กรและภายใต้กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องของบริษัท และ SF รวมถึงบริษัทย่อย

โดยผลจากเหตุการณ์ดังกล่าว บริษัทได้ทราบถึงหนังสือบอกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2567 ซึ่ง KRL ได้ใช้สิทธิในการบอกเลิกสัญญา ล่วงหน้าเป็นระยะเวลา 9 เดือน จากหนังสือบอกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าว การเลิกสัญญา จะมีผลในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2568 และสิทธิของบริษัท ในการใช้ชื่อและเครื่องหมายการค้าแบรนด์ ‘Kerry’ จะสิ้นสุดลงในวันเดียวกัน คือ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2568

ณ ปัจจุบัน บริษัท และ SF กำลังดำเนินการร่วมกันเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องหมายการค้าของบริษัท สู่แบรนด์ ‘KEX’ ในขณะที่บริษัทยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เสนอขายและปรับระดับแบรนด์ของบริษัท เพื่อการเจริญเติบโตที่ดีขึ้นและยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า

นอกจากนี้บริษัทยังพิจารณาแผนการและกลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากหนังสือบอกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ และเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างราบรื่น

รายละเอียดของสัญญา ได้เปิดเผยอยู่ในแบบ 56-1 One Report (หัวข้อ ความเสี่ยงการใช้แบรนด์ Kerry Express หน้า 73-74) ซึ่งปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ของบริษัท และแผนการดำเนินการของ SF ในการให้ความช่วยเหลือในการเจรจาเพื่อขยายระยะเวลาของสัญญา ตามที่ปรากฏในเอกสารคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของ SF (แบบ 247-4) (ส่วนที่ 3 รายละเอียดของกิจการ หัวข้อที่ 2 แผนการดำเนินการภายหลังการทำคำเสนอซื้อ 2.2.2 แผนการบริหารจัดการกิจการ หน้า 9-10) ซึ่งปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และหากมีความคืบหน้าที่สำคัญในเรื่องดังกล่าว บริษัทจะแจ้งให้ทราบต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อ 26 มีนาคม 2567 เคอรี่ เอ็กซ์เพรส รายงานผลการยื่นคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด (Mandatory Tender Offer) ว่า SF Express ผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในจีนและเอเชีย ได้กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของเคอรี่ เอ็กซ์เพรส โดยมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 1,091,818,327 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 62.66% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด

‘ชัชชาติ’ โชว์ผลงาน 2 ปี หลังดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ชี้!! นโยบายสำเร็จไปแล้ว 90% สร้างความเปลี่ยนแปลงใน 6 มิติ

(28 พ.ค.67) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำทีมรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รายงานประชาชน ครบรอบ 2 ปีการทำงาน ภายใต้ชื่องาน ‘2 ปี ทำงาน ‘เปลี่ยน ปรับ’ ยกระดับเมืองน่าอยู่’ พร้อมแสดงวิสัยทัศน์การทำงานในอีก 2 ปีข้างหน้า ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า เดิมกรุงเทพฯ เป็นเมืองเที่ยวสนุก แต่ประสิทธิภาพต่ำ ซึ่งทำให้คนเหนื่อยกับการใช้ชีวิตและการเผชิญกับปัญหาอุปสรรคมากมาย ดังนั้นสิ่งที่ได้ทำตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จึงมีการเปลี่ยนแปลงและปรับหลายด้าน เพื่อให้การทำงานและการแก้ไขปัญหามีความคล่องตัว มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้คนเหนื่อยน้อยลง และมีความสุขกับการใช้ชีวิตมากขึ้น โดยได้ปรับเปลี่ยนด้านต่าง ๆ ดังนี้ เรื่องแรกปรับ Traffy Fondue ลดขั้นตอน เพิ่มโปร่งใส ตอบโจทย์ เพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาของประชาชน เชื่อว่าสิ่งที่สะท้อนผ่านการร้องเรียน คือความเชื่อมั่นระหว่าง กทม.กับประชาชน ดังนั้น กทม.จึงมุ่งมั่นในการแก้ไขทุก ๆ ปัญหาที่ประชาชนแจ้งเข้ามาอย่างเต็มที่

เรื่องที่ 2 ปรับทางเท้ามาตรฐานใหม่ คงทน คุ้มค่า คิดถึงทุกคน กทม.มุ่งมั่นทำทางเท้าให้เอื้อต่อการใช้งานของคนทุกเพศทุกวัย โดยยึดมาตรฐานทางเท้าที่แข็งแรง คงทน และสวยงาม 2 ปีได้ปรับปรุงไป 785 กม.

เรื่องที่ 3 จัดระเบียบหาบเร่ - แผงลอย ให้ประชาชนเข้าถึงอาหารราคาถูกได้โดยไม่เบียดเบียนทางเดินเท้า ทำไปแล้ว 257 จุด พร้อมจัดระเบียบสายสื่อสารรกรุงรัง รวมระยะทาง 627 กม.รวมทั้งเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าแสงสว่างเป็นหลอด LED เชื่อมระบบ IOT ตรวจสอบหลอดไฟดวงเสียได้อัตโนมัติและแก้ไขได้รวดเร็ว ให้คนกรุงเทพฯ เดินเท้ากลับบ้านอย่างสบายใจ

เรื่องที่ 4 น้ำลดไว สัญจรทันใจ เศรษฐกิจไม่ติดขัด ตั้งแต่ถอดบทเรียนและรวบรวมข้อมูลจุดน้ำท่วมทั่วกรุงเทพฯ ในปี 2565 พบจุดที่ต้องแก้ไข 737 จุด ขณะนี้แก้ไขแล้ว 370 จุด และจะแก้ไขได้ทันในปี 67 อีก 190 จุด และเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมก่อนที่จะเกิดฝน

เรื่องที่ 5 เพิ่มพื้นที่สาธารณะ ให้เมืองมีชีวิตเมืองที่ดี คือ เมืองที่มีพื้นที่สาธารณะ จะช่วยลดต้นทุนในการใช้ชีวิตให้กับประชาชน ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงเพื่อจะเข้าถึงบริการต่างๆ และเพิ่มพื้นที่แห่งความสร้างสรรค์ มีการปรับปรุงอาคารลุมพินีสถานสู่ Performance Art Hub ของคนกรุงเทพฯ เสร็จในปี 68 และการเพิ่มสวนขนาดใหญ่ให้เป็นปอดฟอกอากาศ และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนกรุงเทพฯ เช่น โครงการเชื่อมบึงหนองบอน-สวนหลวง ร.9 สวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ และ สวนกีฬาทางน้ำแห่งใหม่ที่บ่อฝรั่ง (ริมบึงบางซื่อ) และสวนป่าชุ่มน้ำบางกอก (เสรีไทย) ส่วนสวน 15 นาที สวนขนาดเล็กใกล้ชิดชุมชนระยะเดินไม่เกิน 15 นาที ล่าสุดเกิดขึ้นแล้วกว่า 100 แห่ง คาดว่าจะครบ 500 แห่ง ภายใน 4 ปี

เรื่องที่ 6 ปรับบริการสุขภาพ ปูพรมตรวจรักษาโรค สร้างพื้นฐานคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อลดข้อจำกัดการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของคนกรุงเทพฯ ปัญหาหมออยู่ไกล เข้าถึงยาก ไม่สะดวก เสียเวลา มีโครงการตรวจสุขภาพฟรี 1,000,000 คน ขยายการบริการของศูนย์บริการสาธารณะ รับตรวจรักษานอกเวลาจนถึง 2 ทุ่ม หรือเสาร์ - อาทิตย์

เรื่องที่ 7 โปร่งใสด้วยเทคโนโลยี คุ้มค่าเงินภาษี ตลอด 2 ปี ดำเนินการป้องกันและต่อต้านการทุจริตอย่างเข้มข้น มีการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทั้งสิ้น 781 เรื่อง มีมูลทุจริต 56 เรื่อง ถึงขั้นสอบสวนทางวินัย 44 เรื่อง ให้ออกจากราชการ 29 ราย อยู่ระหว่างการพิจารณา 12 เรื่อง ส่งต่อให้ ป.ป.ช.หรือ ป.ป.ท. 5 เรื่อง และรวมศูนย์การขอใบอนุญาตไว้บนออนไลน์ ประชาชนสามารถติดตามทุกคำขออนุญาตทั้งออนไลน์และออฟไลน์ได้จาก Line OA กรุงเทพมหานคร (@bangkokofficial) รวมถึงมีการเปิดฐานข้อมูล (Open Data) ด้านนโยบาย งบประมาณ สัญญาจ้าง ภาษี ไปแล้วมากกว่า 1,000 ชุดข้อมูล มีผู้ใช้งานมากกว่า 3 ล้านครั้ง/ปี ด้านการเปิดระบบจัดซื้อจัดจ้าง ได้มุ่งให้เกิดความโปร่งใสตั้งแต่การประกวดราคาจนถึงการบริหารสัญญา และการบริหารเงินให้มีประสิทธิภาพ ยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง ได้พยายามแก้ไขปัญหาโครงการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้า BTS ที่มีมาต่อเนื่อง ได้ลุล่วงไปในก้าวแรก โดยสามารถชำระหนี้งานระบบของส่วนต่อขยาย 23,000 ล้านบาท และโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นของ กทม. เรียบร้อยแล้ว ที่จะทำต่อไปคือการลดการผูกขาด โดยเสนอรัฐบาลให้ยกเลิกคำสั่ง ม.44 นำระบบรถไฟฟ้ากลับสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและร่วมทุนตามกฎหมาย เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนต่อไป

"2 ปี ที่ผ่านมาเป็นช่วงของการทำงานที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของกทม.ผ่านนโยบายและโครงการต่าง ๆ มากมาย ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของเมือง ใน 6 มิติ 1.ประชาชนเป็นศูนย์กลาง คือ Traffy Fondue 2.กระจายอำนาจสู่ประชาชน งบประมาณชุมชน 2 แสน 3.ทำงานอย่างโปร่งใส Open Bangkok, Open Data 4.ใช้เทคโนโลยีและข้อมูล บริการ BMA OSS, GPS รถขยะ 5.สร้างการมีส่วนร่วมจากประชาชน รับฟังเสียงจากคนรุ่นใหม่ 6.เดินหน้าแก้ไขปัญหาที่ท้าทาย ยกระดับการศึกษา สาธารณสุข แก้หนี้ BTS ปัญหาหาบเร่-แผงลอย และเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.กทม.ใหม่ เพื่อนำไปสู่การยกระดับการบริหารราชการ กทม.รูปแบบใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นความเปลี่ยนแปลงที่อยู่ต่อไปแม้เราจะไม่อยู่บริหารแล้ว จะเกิดประโยชน์กับประชาชน" ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว

นายชัชชาติ กล่าวถึงการทำงานอีก 2 ปี ว่า 2 ปีต่อไป มุ่งบูรณาการข้ามหน่วยงาน สร้างกรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่แห่งอนาคต โดยมุ่งมั่นจะขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครเป็นเมืองน่าอยู่ โดยทำงานประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน "ตั้งแต่ประกาศนโยบายและทำงานมา 2 ปี ทำได้ 90% ยังมีเรื่องที่ทำไม่ดี ยังมีปัญหาที่ต้องทำต่ออีกมาก ถ้าให้คะแนนการทำงาน ให้ 5 เต็ม 10 ส่วนคนกรุงเทพฯ จะพอใจ หรือวัดว่ามีความสุขเพิ่มขึ้นเท่าไร ต้องให้ประชาชนบอก"

นอกจากนี้ รองผู้ว่าฯ กทม.ทั้ง 4 ได้รายงานเมกะโปรเจกต์ที่จะทำในอีก 2 ปี

นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ที่จะทำ 2 ปีข้างหน้า เพื่อให้กรุงเทพฯ มีอากาศสะอาด จะมีการเปลี่ยนรถบริการของ กทม.ไม่ว่าจะเป็น รถเก็บขยะ รถบรรทุกน้ำ รถสุขาเคลื่อนที่ รถบรรทุก 6 ล้อ จากรถที่ใช้พลังงานดีเซลมาเป็นรถพลังงานไฟฟ้าแทน จากการคำนวณรถขยะขนาด 5 ตัน สามารถลดค่าเช่าลงเหลือ 2,240 บาท/คัน/วัน จาก 2,800 บาท/คัน/วัน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหลือ 200 ตัน/ปี จาก 2,256 ตัน/ปี ลดการปล่อย PM2.5 เหลือเป็นศูนย์ จาก 22 กก./ปี และลดต้นทุนพลังงานเหลือ 455 บาท/เที่ยว จาก 1,300 บาท/เที่ยว โดยมีแผนรับมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในปี 67 จำนวน 615 คัน ปี 68 จำนวน 392 คัน และปี 69 อีก 657 คัน และยังเร่งรัดการก่อสร้างโรงเผาเพื่อผลิตไฟฟ้าอ่อนนุช-หนองแขม เพื่อลดการฝังกลบ และลดต้นทุนการจัดการขยะ โดยคาดว่าจะเปิดในปี 69 ซึ่งจะประหยัดเงินค่าจัดการขยะได้ 172,462,500 บาท/ปี

ทั้งนี้ รองผู้ว่าฯ จักกพันธุ์ ได้ประกาศบนเวทีว่า จะลาออกจากตำแหน่งทันที หากมีใครมายืนชี้หน้าว่า ‘ตนทุจริต’ โครงการเช่ารถขยะไฟฟ้า ซึ่งมีข้อซักถามถึงประเด็นการเปลี่ยนรถขยะ กทม.จากดีเซล เป็นรถ EV ว่าให้ตรวจสอบไม่ให้มีการทุจริต

นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า 2 ปี จากนี้ คนกรุงเทพฯ จะเดินทางสะดวกขึ้น ด้วยบริการป้ายรถเมล์ดิจิทัล 500 ป้าย การปรับปรุงศาลารถเมล์ 300 หลัง และการติดตั้งจอดิจิทัลในศาลาที่พักผู้โดยสารอีก 200 หลัง เพิ่มตัวเลือกการเดินทาง โดยเฉพาะการเชื่อมต่อ (Last Mile) ด้วยการเดินทางที่หลากหลาย เช่น รถตุ๊ก ๆ ไฟฟ้า จักรยาน Shuttle Bus และสกายวอล์ค ด้านการจราจรจะคล่องตัวขึ้น โดยการอัปเกรดสัญญาณไฟจราจรทั่วกรุงเทพฯ ให้เป็น Adaptive Signaling ปรับสัญญาณไฟให้สอดคล้องกับปริมาณจราจร 541 ทางแยก พร้อมทั้งมอนิเตอร์เมือง สังเกต และสั่งการผ่าน Command Center

รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า 2 ปีหลังนี้ จะผลักดันโรงพยาบาลเดิม 3 แห่ง โดยเพิ่มเตียงโรงพยาบาลกลาง อีก 150 เตียง โรงพยาบาลบางนาเพิ่ม 324 เตียง โรงพยาบาลคลองสามวา เพิ่ม 268 เตียง และเพิ่มโรงพยาบาลใหม่ในสังกัด กทม.อีก 4 แห่ง โรงพยาบาลพระมงคลเทพมุนี ขนาด 150 เตียง เปิดแล้ว จะเปิดโรงพยาบาลดอนเมือง ขนาด 200 เตียง โรงพยาบาลสายไหม ขนาด 120 เตียง และโรงพยาบาลทุ่งครุ ขนาด 60 เตียง เพื่อขยายเตียงดูแลคนกรุงเทพฯ ให้ได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น อีก 1,272 เตียง และพัฒนาศูนย์บริการสาธารณสุขให้เข้าถึงง่าย กระจายทั่วกรุงเทพฯ โดยก่อสร้างอาคารใหม่ 21 แห่ง และปรับปรุงใหม่อีก 31 แห่ง นอกจากนี้ ยังเตรียมปรับปรุงสถานีดับเพลิง 13 แห่ง และสร้างใหม่อีก 3 แห่ง พร้อมทั้งยกระดับ Command Center

นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การพัฒนาคน คือการพัฒนาเมือง จะยกระดับจากการศึกษา สู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) โดยการศึกษาปฐมวัย ปรับปรุงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและเริ่มรับเด็กเร็วขึ้น เพิ่มชั้นอนุบาลสำหรับเด็ก 3 ขวบ แผนขยายให้ครอบคลุมทุกโรงเรียนในปี 69 ส่วนการศึกษาภาคบังคับ พัฒนาห้องเรียนดิจิทัล สร้าง Active Learning ห้องเรียนคอมพิวเตอร์ ส่วนการพัฒนาเมืองเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ทั้งช่วยสอดส่อง แจ้งปัญหา ร่วมทำ ร่วมนำเสนอ ผ่านสภาเด็กและเยาวชน สภาเมืองคนรุ่นใหม่ ประชาคมคนพิการ ย่านสร้างสรรค์ เทศกาล อีเวนต์ กิจกรรมดนตรีในสวน และอาสาสมัครเทคโนโลยีประจำชุมชน มี e-participation แพลตฟอร์มออนไลน์ที่สามารถร่วมสร้างกรุงเทพฯ

‘รัดเกล้า’ เผย ครม.ไฟเขียว เพิ่มเงินประจำตำแหน่งตำรวจ ปรับมาตรฐานให้ทัดเทียมข้าราชการทหาร-พลเรือน

(28 พ.ค.67) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกา การได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการตำรวจ ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสนอ โดยการตราพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องและเป็นไปตามที่พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ที่กำหนดให้ข้าราชการตำรวจให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งท้ายพ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ 2565 ในอัตราใดให้เป็นไปตามที่พระราชกฤษฎีกากำหนด รวมทั้งเพื่อเป็นการปรับปรุงการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการตำรวจเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับข้าราชการพลเรือน ข้าราชการทหาร และสอดคล้องกับการกำหนดลักษณะงานบริหารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นางรัดเกล้า กล่าวว่า สาระสำคัญของร่างฯ 3 ข้อ ดังนี้

1. ให้ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารของสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ระดับปริญญา ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการอีกประเภทหนึ่งอยู่ด้วยแล้ว ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทบริหาร โดยไม่ตัดสิทธิการได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการของตนเองที่ครองอยู่

2. ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ ‘พันตำรวจโท’ ขึ้นไป และดำรงตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเฉพาะได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาชีพเฉพาะ โดยเพิ่มสายงานที่ปฏิบัติวิชาชีพเฉพาะ ซึ่งเป็นงานที่ไม่อาจมอบหมายให้ผู้ทรงคุณวุฒิอย่างอื่นปฏิบัติงานแทนได้ เป็นงานมีผลกระทบกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเห็นได้ชัด ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งวิชาชีพเฉพาะ ซึ่งเพิ่มมา 5 สายงานจากเดิม 28 สายงาน ประกอบด้วยวิชาชีพเฉพาะกายบุคคล, วิชาชีพเฉพาะกิจกรรมบำบัด ,เทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก, แพทย์แผนไทย และเวชศาสตร์การสื่อความหมาย เพื่อรองรับและปรับปรุงภารกิจที่จำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง และ

3. ข้าราชการตำรวจที่ดำรงตำแหน่ง รองผู้บังคับการ หรือเทียบเท่าขึ้นไป ที่ต้องปฏิบัติงานที่เป็นงานหลักของหน่วยงานและต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ โดยมีการเพิ่มลักษณะงานความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน 2 ด้าน คือ ด้านการสืบสวนสอบสวน และด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ โดยได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะด้วย

ทั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ได้ดำเนินการได้ตามมาตรา 27 แห่งพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ 2561 โดยรายงานว่าการตราพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้จะไม่ก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ต่อรัฐหรือหน่วยงานของรัฐไม่ส่งผลกระทบต่องบประมาณหมวดเงินด่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

‘สื่อต่างชาติ’ ยกนิ้ว!! 4 วันจัดการลิงลพบุรี เกือบ 300 ตัว ยกเป็นต้นแบบการแก้ไขปัญหาลิงรบกวนคนในเขตเมือง

(28 พ.ค. 67) นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่าตามที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับเทศบาลเมืองลพบุรี และจังหวัดลพบุรี ได้เปิดยุทธการดักจับลิงในตัวเมืองลพบุรีที่สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ในช่วงระหว่างวันที่ 24 ถึง 28 พฤษภาคม 2567 ภายใต้แนวทางการแก้ไขปัญหา ‘ประชาชนพ้นทุกข์ ลิงเป็นสุข’ โดยมีการตั้งกองอำนวยการศูนย์สนับสนุนการบริหารจัดการจับและเคลื่อนย้ายลิงลพบุรี โดยดำเนินการดักจับลิงบริเวณตลาดมโนราห์ ได้จำนวน 30 ตัว ทั้งนี้ได้จัดทำทะเบียนและนำเข้ากรงที่ 1 (A67) จำนวน 27 ตัว ส่วนลิงท้องและแม่ลิงที่มีลูกเกาะอกรวม จำนวน 3 ตัว จะนำไปดูแลไว้ที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1(สบอ .1) สาขาสระบุรี เป็นการชั่วคราว

ขณะนี้รวมยอดลิงที่จับได้ทั้งหมด รวม 4 วัน จำนวน 288 ตัว แยกเป็น วันที่ 24-25 พ.ค. 67 จำนวน 227 ตัว วันที่ 26 พ.ค. 67 จำนวน 31 ตัว และวันที่ 27 พ.ค. 67 จำนวน 30 ตัว ทั้งนี้ในวันที่​ 28 พ.ค. -​ 4 มิ.ย. 2567 จะทำการทดสอบและปรับปรุงกรงที่ 1 (A67) และกรงที่ 2 (B67) เมื่อดำเนินการเสร็จเรียบร้อยและพร้อมสำหรับรับลิงเข้ากรงเพิ่ม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะบูรณาการร่วมกับจังหวัดลพบุรี​ เทศบาลเมืองลพบุรี​ และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการดักจับลิงบริเวณตลาดมโนราห์ และร้านชโยวานิช เพื่อนำไปไว้ในกรงที่ 1 (A67) และกรงที่ 2 (B67) ในช่วงวันที่ 5-15 มิ.ย. 67 ต่อไป

สำหรับปฏิบัติการดักจับลิงเมืองลพบุรี เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน กลายเป็นที่สนใจของสื่อต่างประเทศ ได้มาติดตามและเฝ้าสังเกตการณ์การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งประกอบด้วยสำนักข่าวรอยเตอร์ สำนักข่าว NHK สำนักข่าว AP เป็นต้น 

ทั้งนี้ได้รับการบอกกล่าวจากสื่อต่างประเทศ ว่าการแก้ไขปัญหาลิงเมืองลพบุรี เป็นที่สนใจอย่างมากของผู้รับชมชาวต่างประเทศ ซึ่งจะกลายเป็นโมเดลสำหรับใช้ในการแก้ไขปัญหาลิง ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยเฉพาะลิงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เมือง ทั้งนี้สื่อต่างประเทศจะเฝ้าติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่องจนเสร็จสิ้นภารกิจ

'จีน-ญี่ปุ่น' พร้อมเดินหน้ายกระดับความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ จับมือขับเคลื่อนหลากมิติ เพื่อผลประโยชน์ 2 ประเทศ

เมื่อวานนี้ (27 พ.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เรียกร้องให้ญี่ปุ่นทำงานร่วมกับจีนในทิศทางเดียวกัน และดำเนินตามฉันทามติสำคัญที่บรรลุโดยผู้นำสองประเทศ

ทั้งนี้ ระหว่างการพบปะกับ ฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นอกรอบการประชุมสุดยอดไตรภาคีจีน-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ครั้งที่ 9 โดยหลี่แสดงความหวังว่าทั้งสองประเทศจะเดินหน้าเสริมสร้างความเชื่อใจซึ่งกันและกัน ดำเนินความร่วมมืออย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น จัดการความแตกต่างอย่างเหมาะสม และสร้างความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นที่สร้างสรรค์และมีเสถียรภาพซึ่งสอดคล้องกับข้อกำหนดในยุคสมัยใหม่

หลี่กล่าวว่าสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และคิชิดะได้บรรลุฉันทามติสำคัญระหว่างการพบปะกันในนครซานฟรานซิสโกเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยทั้งสองยืนยันจุดยืนของการเดินหน้าความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์และที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างจีนและญี่ปุ่นอย่างครอบคลุมรอบด้าน ซึ่งส่งมอบการชี้นำทางการเมืองที่สำคัญสำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี

หลี่ระบุว่าประวัติศาสตร์และไต้หวันเป็นประเด็นสำคัญของหลักการที่เกี่ยวข้องกับรากฐานทางการเมืองของความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น รวมถึงประเด็นพื้นฐานอย่างความเชื่อและความซื่อสัตย์ โดยปัญหาไต้หวันถือเป็นแกนกลางของผลประโยชน์หลักของจีน และเป็นเส้นแดงของจีน

หลี่เผยว่าจีนหวังว่าญี่ปุ่นจะปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา พร้อมสร้างบรรยากาศที่ดีสำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

หลี่กล่าวว่าการพัฒนาของจีนและญี่ปุ่นนับเป็นโอกาสสำคัญของทั้งสองฝ่าย ปัจจุบันเศรษฐกิจของจีนและญี่ปุ่นมีความเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด นำผลประโยชน์ที่จับต้องได้แก่ประชาชนทั้งสองประเทศ พร้อมเสริมว่าความเกื้อกูลทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและญี่ปุ่นจะคงอยู่ต่อไปอีกเนิ่นนาน อีกทั้งยังคงมีศักยภาพมหาศาลสำหรับความร่วมมือในด้านนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการสำรวจตลาดแห่งที่สามอื่น ๆ

ขณะเดียวกัน หลี่กล่าวว่าจีนและญี่ปุ่นควรช่วยเหลือกันและกันให้ประสบความสำเร็จ ร่วมรักษาห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานที่มีเสถียรภาพและไร้อุปสรรค รวมทั้งปกป้องระบบการค้าเสรีทั่วโลก โดยจีนยินดีที่จะเดินหน้าดำเนินการแลกเปลี่ยนฉันมิตรกับญี่ปุ่นในด้านต่าง ๆ ผ่านหลายช่องทาง ณ ระดับที่หลากหลายต่อไป พร้อมเกื้อหนุนการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนและการแลกเปลี่ยนระหว่างคนรุ่นใหม่อย่างแข็งขัน เพื่อเสริมสร้างการสนับสนุนจากสาธารณชนสำหรับความร่วมมือฉันมิตรจีน-ญี่ปุ่น

หลี่กล่าวว่าการปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนนิวเคลียร์จากโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะส่งผลต่อสุขภาพของมนุษยชาติ สภาพแวดล้อมทางทะเลทั่วโลก และผลประโยชน์สาธารณะระหว่างประเทศ พร้อมระบุว่าจีนเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรายสำคัญ รัฐบาลและประชาชนจีนกังวลเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างมาก ซึ่งจีนหวังว่าญี่ปุ่นจะแสดงความจริงใจและทัศนคติที่สร้างสรรค์ในประเด็นดังกล่าว เช่น การจัดให้มีการเฝ้าติดตามระหว่างประเทศในระยะยาว การแก้ไขข้อกังวลอันชอบด้วยกฎหมายทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างจริงจัง ตลอดจนการปฏิบัติตามความรับผิดชอบและพันธกรณีของตนอย่างกระตือรือร้น

ด้านคิชิดะกล่าวว่าการรักษาแรงขับเคลื่อนการพัฒนาที่ดีของความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-จีนไม่เพียงแต่เอื้อประโยชน์ต่อทั้งประเทศ แต่ยังเอื้อประโยชน์ต่อโลกอีกด้วย ญี่ปุ่นพร้อมที่จะทำงานร่วมกับจีนเพื่อปฏิบัติตามฉันทามติสำคัญที่บรรลุโดยผู้นำสองประเทศ รักษาการแลกเปลี่ยนระดับสูง เสริมสร้างความร่วมมือในด้านต่าง ๆ อาทิ เศรษฐกิจสีเขียว การดูแลทางการแพทย์ ตลาดแห่งที่สามอื่นๆ รวมถึงเกื้อหนุนการแลกเปลี่ยนบุคลากร กระชับความร่วมมือระดับภูมิภาคอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตลอดจนร่วมกันจัดการการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และประเด็นอื่นๆ ทั่วโลก

นอกจากนั้น คิชิดะเผยว่าญี่ปุ่นยังยินดีที่จะสร้างความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-จีนที่สร้างสรรค์และมีเสถียรภาพอย่างแข็งขัน ยกระดับความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์และที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างจีนและญี่ปุ่นอย่างครอบคลุมรอบด้าน รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ดีในระยะยาว

คิชิดะกล่าวว่าญี่ปุ่นยึดมั่นในจุดยืนของตนต่อปัญหาไต้หวันตามที่ระบุในแถลงการณ์ร่วมญี่ปุ่น-จีนซึ่งลงนามเมื่อปี 1972 และสิ่งนี้ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างการเจรจาและการสื่อสารในทุกระดับ จัดการเจรจาทางเศรษฐกิจระดับสูงจีน-ญี่ปุ่น และการประชุมกลไกการปรึกษาการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประชาชนระดับสูงรอบใหม่ในเวลาที่เหมาะสม เดินหน้าส่งเสริมการปรึกษาหารือและการเจรจาเกี่ยวกับการปล่อยน้ำปนเปื้อนนิวเคลียร์จากโรงไฟฟ้าฯ บนพื้นฐานความคืบหน้าที่มีอยู่ และรักษาการสื่อสารและการประสานงานในด้านกิจการระหว่างประเทศและภูมิภาค

อนึ่ง ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นระหว่างประเทศและภูมิภาคที่เป็นข้อกังวลร่วมกันด้วย

ค่าเงินพม่ายวบ จาก ‘1,500’ มาอยู่ที่ ‘4,400’ จ๊าดต่อดอลลาร์  สะท้อนความมั่งคั่งของคนพม่ากำลังลดลง 3 เท่าตัว 

(28 พ.ค.67) จากเพจ 'สานต่อเจตนารมณ์ อาจารย์สมเกียรติ โอสถสภา' ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ค่าเงินจ๊าดพม่าหายไป 2 เท่าในห้วงเวลา 3 ปี จากมกราคม 2021 ถึงปัจจุบัน จาก 1,500 จ๊าดต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ 4,400 จ๊าดต่อดอลลาร์ แค่ช่วง 5 เดือนของปีนี้ค่าเงินจ๊าดอ่อนลงไปอีก 20%

คนไทยอยู่กันสบายมากแล้ว พร้อมทั้งแชร์ข้อความจากผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก 'Jojoe Sue' ที่โพสต์รายละเอียดเพิ่มเติมไว้ว่า “แหละแล้วสิ่งที่คาดการณ์ไว้ก้อมาถึง แต่คิดไม่ถึงว่ามันจะมาถึงไวกว่าที่คาดการณ์ไว้” 

เตือนเพื่อนคนพม่าไปหลายคนให้ระวังค่าเงิน 2 ช่วง

1. ช่วงแรกเดือนพฤษภาถึงมิถุนา

2. ช่วงที่สองเดือนกรกฎาถึงกันยา

ต้นเดือนมกรา ค่าเงินพม่าอยู่ที่ 99 จ๊าดต่อบาท วันนี้ได้ยินว่าไป 120 จ๊าดต่อบาท หรือประมาณ 4,400 จ๊าดต่อดอลล์แหละ โดยเฉพาะเดือนนี้ต้นเดือนอยู่ที่ 107 จ๊าดต่อบาท เดือนเดียวค่าเงินพม่าอ่อนไป 13% 

สงสัยจะได้เห็น 5,000 จ๊าดต่อดอลล์ตามที่ได้ยินข่าวลือในช่วงที่สองแน่นอนแหละ น่าสงสารคนพม่า จะอยู่กันยังไง ตอนมกราปี 2021 ค่าเงินยังไม่ถึง 1,500 จ๊าดต่อดอลล์เลย ผ่านมา 3 ปีกว่า ค่าเงินไป 4,400 จ๊าด ขึ้นมาเกือบ 3 เท่า หมายถึงความมั่งคั่งของคนพม่าลดลง 3 เท่าตัว 

แต่ผมยังเชื่อว่าพม่าจะกลับมาได้ เพราะประเทศนี้เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ

ได้แต่รอวันนั้นครับ

วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย คืนฟอร์มเก่ง เอาชนะ โดมินิกัน 3-1 ศึกเนชันส์ ลีก 2024

(28 พ.ค. 67) การแข่งขันวอลเลย์บอลเนชันส์ ลีก 2024 หรือ VNL 2024 สนามที่ 2 นัดแรก ณ เขตบริหารพิเศษมาเก๊า สาธารณรัฐประชาชนจีน ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ลงสนามพบกับ โดมินิกัน

ซึ่งเกมการเล่นวันนี้ นุกนิค ณัฏฐณิชา ใจแสน เป็นเซตเตอร์เบอร์ 1 แทน ชมพู่ พรพรรณ ที่ได้รับบาดเจ็บจากสนามแรก

เริ่มเซตแรก โดมินิกัน และ ไทย เล่นกันอย่างสูสี ผลัดกันทำคะแนนได้อย่างสนุกในช่วงต้นถึงกลางเซต สุดท้ายเป็นไทยที่เบียดเอาชนะไป คะแนน 25-22 จบเซตแรก ไทยนำ 1-0 เซต

เซตที่ 2 ไทยพยายามทำแต้มโดยเน้นเล่นบอลเร็ว แต่โดมินิกันก็เล่นได้ดีเร่งเครื่องขึ้นมาสูสีกับไทยและเอาชนะไทยได้ 20-25 คะแนน จบเซต ไทย เสมอ โดมินิกัน 1-1 เซต คะแนน 25-22, 20-25 

เซตที่ 3 หลังเสียเซตที่ 2 ไทยพยายามเร่งเครื่องหวังเอาชนะ โดมินิกันให้ได้ โดยเน้นการรับบอลแรกที่เหนียวแน่น ช่วงต้นเซตไทยยังนำโดมินิกันไม่ห่างนัก แต่ช่วงท้ายเซตไทยใช้เกมรุกที่ดุดันและเกมรับที่เหนียวแน่นเอาชนะไปได้ ไทยขึ้นนำ 2-1 เซต

เซตที่ 4 ไทย และ โดมินิกัน เล่นกันได้อย่างสูสี คะแนนเบียดกันมาชนิดแต้มต่อแต้มต่อมาในช่วงท้ายเกมไทยเหนียวแน่นกว่า จบเกมไทยชนะโดมินิกันไป 3-1 เซต คะแนน 25-22, 20-25, 25-17, 26-24

สำหรับโปรแกรมการแข่งขันสัปดาห์ที่ 2 ที่มาเก๊า นัดต่อไปไทยจะลงแข่งขันในวันศุกร์ที่ 31 พ.ค. 67 เวลา 11.30 น. ฝรั่งเศส พบ ไทย วันเสาร์ที่ 1 มิ.ย. 67 เวลา 18.00 น. ไทย พบ จีน และวันอาทิตย์ที่ 2 มิ.ย. 67 เวลา 15.30 น. บราซิล พบ ไทย

ไข่ไก่แพงขึ้นแผงละ 6 บาท ตกฟองละ 4 บาท เหตุจากไก่ออกไข่น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ

(28 พ.ค. 67) Business Tomorrow รายงานว่า เมื่อไม่นานมานี้เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด ได้ประกาศปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละไซซ์หน้าฟาร์มอยู่ที่ฟองละ 4 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 0.2 บาท จาก 3.80 บาทในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาแผงไข่ไก่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค. 67 เป็นต้นไป

สำหรับการปรับขึ้นของราคาไข่ไก่ในครั้งนี้ ไม่ได้ขึ้นจากปัจจัยภาวะเศรษฐกิจประเทศไทยที่กำลังตกต่ำหรือเงินเฟ้อที่ปรับตัวเป็นบวกในช่วงที่ผ่านมา แต่เกิดจากการที่ไก่ออกไข่น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อุปทานลดลงอย่างรวดเร็วในขณะที่อุปสงค์ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามไม่เพียงแต่ไข่ไก่เท่านั้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากไม่นานมานี้พริกขี้หนูสวนก็ได้ทำราคานิวไฮเช่นเดียวกันโดยตกกิโลกรัมละ 800 บาท สูงจากปีที่แล้วถึงเกือบ +200%

ตำรวจอายัดตัว ‘ตะวัน’ คุมตัวพาไป สน.พระราชวัง หลังพบมีหมายจับเป็นผู้สนับสนุนคดีพ่นสีกำแพง

(28 พ.ค.67) หลังจากเมื่อวานนี้ ศาลอาญาให้ประกัน ตะวัน ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ ในคดี ม.116 แล้ว หลังถูกคุมขังมาตั้งแต่ชั้นฝากขังจนคดีถูกสั่งฟ้องเป็นระยะเวลานาน 104 วัน พร้อมกับอดอาหารประท้วงก่อนหน้านี้เป็นระยะเวลาหนึ่ง

โดยปัจจุบันตะวันถูกควบคุมตัวอยู่ที่ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ พร้อมกับ แฟรงค์ ณัฐนนท์ เพื่อนร่วมคดีเดียวกัน โดยศาลให้ประกันตัวตะวัน ด้วยเงื่อนไขให้ใส่กำไล EM

สำหรับการปล่อยตัวตะวัน ทนายความกำลังตรวจสอบว่านอกจากนี้คดีนี้ ตะวันยังมีหมายขังในคดีอื่นอยู่อีกหรือไม่ หากมีจะยื่นคำร้องขอประกันตัวต่อไป หรือหากไม่มีคดีใดเหลืออยู่แล้วตะวันก็จะได้รับการปล่อยตัววันนี้ทันที

ล่าสุด ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ว่า ด่วน! 12.24 น. มีรายงานว่า จนท.ราชทัณฑ์ได้นำตัว ‘ตะวัน’ ออกจากรพ.ธรรมศาสตร์ ไปติดกำไล EM ที่ศาลอาญา หลังได้ประกันตัวในคดี #ม116 วานนี้

นอกจากนั้น ตำรวจ สน.พระราชวัง เตรียมจะอายัดตัวตะวันต่อ หลังพบว่ามีหมายจับของศาลอาญาในอีกคดีหนึ่งอยู่ ชวนจับตาสถานการณ์

ต่อมาเวลา 15.00 น. ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน อัปเดตว่า หลังการพูดคุย ทางตำรวจ สน.พระราชวัง จะไม่อายัดตัวตะวันจากศาลอาญาในวันนี้ แต่จะให้เดินทางเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.พระราชวัง ในวันศุกร์ที่ 31 พ.ค. 67 แทน

ทั้งนี้ คดีใหม่นี้ ทราบว่าเป็นกรณีถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุน ‘บังเอิญ’ พ่นสีกำแพงวัง ซึ่งตำรวจมีการจับกุมผู้สื่อข่าว-ช่างภาพ รวมทั้งสายน้ำไปเมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา

ต่อมาเวลา 15.22 น. ตะวันถูกนำตัวออกจากศาลอาญา หลังจากการติดกำไล EM โดยเจ้าหน้าที่จะนำตัวไปปล่อยออกจากทัณฑสถานหญิงกลาง

ต่อมาเวลา 16.40 น. ทางตำรวจ สน.พระราชวัง เปลี่ยนแนวทาง เตรียมจะเข้าอายัดตัวตะวัน หลังได้รับการปล่อยตัวจากทัณฑสถานหญิงกลาง โดยมีการนำรถตำรวจเข้าเตรียมควบคุมตัว และนำตัวไปยัง สน.พระราชวัง

ต่อมาเวลา 16.56 น. ตำรวจ สน.พระราชวัง เข้าอายัดตัวตะวันแล้ว ขณะนี้กำลังพาตัวไปยัง สน. โดยมีทนายความกำลังติดตามไป

‘นพ.ตุลย์’ โต้ ‘อานันท์ ปันยารชุน’ ปมเยาวชนทำผิด ม.112

(28 พ.ค. 67) นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อหลากสี ได้ออกมาตอบโต้กรณี นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาเปิดการเสวนา เรื่อง ‘ฉากทัศน์อนาคตสังคมไทย’ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 67 โดยบางช่วงบางตอนได้พูดฝากถึงผู้ใหญ่ในสังคมว่า “สนุกมากหรือที่เห็นเด็กเข้าคุก สนุกมากหรือที่เห็นเด็กทรมาน และไม่ได้ประกันตัว ทำได้อย่างไร ไม่ละอายใจตัวเองบ้างหรือ จับเด็กเข้าคุกเป็นว่าเล่น” โดยระบุว่า…

"ถึงคุณอานันท์ ปันยารชุนที่ (ไม่) เคารพ (แล้ว) พวกเราไม่ได้ยินดีหรอก ที่เด็กๆ ต้องเข้าคุก และตายไป ท่านไม่ควรคิดตำหนิกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทำหน้าที่ตามหน้าที่ดีแล้ว คนที่ทำผิดมาตรา 112 ศาลก็ให้ประกันตัวตามสิทธิ์ แต่มีเด็กบางคนที่ถูกปั่น (โดยใคร?) จนสุดโต่ง และจงใจทำผิดซ้ำอันเป็นการผิดเงื่อนไขประกัน จนศาลต้องถอนประกัน ท่านอานันท์ผ่านโลกมาจนแก่ป่านนี้ น่าจะสังเคราะห์ออก ถ้าสมองไม่เลอะเลือนจนเกินไป หวังว่าพูดครั้งหน้า จะเปลี่ยนเป้าไปต่อว่า 
พวกที่ชักจูงเด็กให้ทำผิด จะเหมาะสมกว่านะครับ

ขอแสดงความห่วงใย
ปล.เคยชื่นชมท่านมาก”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top