Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

พ่อเครียด!! ทะเลาะลูก ป.2 บอกจะซื้อมือถือให้ถ้าเรียนได้เกรดดี แต่พอทำได้ กลับผิดสัญญาจนเด็กน้อยใจ 'ไม่อยากตั้งใจเรียนแล้ว'

เมื่อวานนี้ (9 มิ.ย. 67) ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งซึ่งเป็นคุณพ่อได้มาขอคำแนะนำจากกลุ่ม ‘ความรู้รอบตัว’ โดยระบุข้อความว่า ‘ขออนุญาตปรึกษาครับ ตอนนี้กำลังทะเลาะกับลูกชาย ป.2 เมื่อก่อนเขาเป็นคนเรียนไม่เก่ง ติดเกม วันหนึ่งมือถือเขาหน้าจอแตก เขามาขอผมให้ซื้อใหม่ให้ ผมเลยบอกเขาไปว่าให้ตั้งใจเรียนให้เกรดดีๆ ป๊าจะซื้อใหม่ให้ ผลคือเขาสอบได้ 3.62 มาอยู่ราวๆ อันดับ 5 ของห้อง ผมตกใจมาก ไม่คิดว่าเขาจะทำได้เพราะเล่นเกมทั้งวัน เขาก็มาทวงผมใหญ่เลย ทั้งที่สถานะการเงินผมตอนนี้ไม่ดีมาก ค่าเทอมยังต้องผ่อน เขาเอาแต่น้อยใจบอกว่าไม่อยากตั้งใจเรียนแล้ว ไม่รักป๊าแล้ว ผมควรจะทำยังไงกับเขาดีครับ อยากให้เขาเข้าใจ เงินหลักพันวันนี้ สำหรับผู้ใหญ่ก็หายาก ยิ่งเชียงใหม่ ค่าแรงก็ต่ำมาก หรือผมควรหลอกเขาว่า ให้ทำให้ได้ 4.0 ถึงจะให้ดีครับ’

ทั้งนี้ หลังโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ได้มีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นและมองว่าการกระทำของพ่อไม่ถูกต้อง ส่วนใหญ่แนะนำว่าพ่อควรรักษาสัญญาเพราะอาจกลายเป็นแผลภายในจิตใจลูกได้ และบางรายแนะนำให้อธิบายเหตุผลตามความจริง และให้กำลังใจพร้อมชื่นชมที่ลูกสามารถผลักดันจนเกรดเฉลี่ยออกมาดีได้ 

โดยมีชาวเน็ตมาอธิบายว่าอาจส่งผลกระทบด้านจิตใจ โดยระบุข้อความว่า ‘ในฐานะเรียนจบมาสายนี้ การไม่รักษาสัญญา สองผล สองประการ

1. ขาดมุ่งอนาคตควบคุมตน เพราะเด็กจะไม่ให้ความสำคัญกับอนาคต แม้ว่าอนาคตจะได้มากกว่า เพราะทำแล้วไม่มีทางได้

2. ขาดความไว้ใจ การที่เด็กทำตามที่เราสัญญา เพราะเขาเชื่อใจว่าเราจะทำตามสัญญา หากเราไม่ทำตาม เขาจะไม่ไว้ใจเราอีกต่อไป’

‘ธนกร’ ติง ‘พิธา’ ดื้อคำสั่งศาลฯ แถแถลง 9 ข้อสวน ชี้!! บิดเบือนแบบนี้จะเป็นผู้นำประเทศที่ดีได้อย่างไร 

(10 มิ.ย. 67) นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์กรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาพรรคก้าวไกล แถลง 9 ข้อต่อสู้คดียุบพรรคก้าวไกล โดยมองว่า เป็นการไม่เคารพคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ที่ได้ออกมาเตือนก่อนล่วงหน้าแล้วว่าไม่ควรมีการชี้นำกระทบความเชื่อมั่นในกระบวนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นข้อสำคัญที่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องยึดมั่น นั่นคือการเคารพกฎหมาย เคารพคำสั่งศาล

การออกมาแถลงข้อต่อสู้คดีควรยื่นต่อศาลโดยตรง ไม่ใช่มาแถลงต่อสื่อมวลชน ต่อประชาชน มากกว่านั้นยังอ้างข้อกฎหมายแบบบิดเบือนเอาดีเข้าตัว เอาชั่วใส่คนอื่นแบบข้าง ๆ คู ๆ อ้างประชาธิปไตยสารพัด ทั้งเรื่องศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจยุบพรรค ซ้ำยังอ้างว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีกระบวนการยื่นคำร้องไม่ชอบด้วยกฎหมายอีก ซึ่งนายพิธาและพรรคก้าวไกล มีความกังวลค่อนข้างหนักเรื่องคดีจนทำให้พาลไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม กระบวนการกฎหมายทั้งระบบ แบบนี้จะเป็นผู้นำประเทศที่ดีได้อย่างไร

เมื่อถามว่า นายพิธาอ้างว่า กกต. ยื่นศาลโดยไม่แจ้งให้พรรคได้ชี้แจงนั้น นายธนกร กล่าวว่า ประธาน กกต. ได้ยืนยันการดำเนินการของ กกต. แล้วว่าไม่ได้ใช้ระเบียบสืบสวนไต่สวน แต่เป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งไม่จำเป็นต้องแจ้งให้พรรคก้าวไกลทราบ เพราะมีหลักฐานตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 

ทั้งนี้มองว่า ในชั้นกระบวนการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญเอง ก็เปิดโอกาสให้พรรคก้าวไกลได้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาตามที่พรรคขอขยายเวลาถึง 3 ครั้ง ครั้งละ 15 วัน จนครบกำหนดยื่นคำชี้แจงแล้ว ถือว่าคดีนี้ กกต. และศาล ได้ดำเนินการครบถ้วนตามกระบวนการยุติธรรม หลังจากนี้ก็เป็นดุลยพินิจของศาล ผลจะออกมาเป็นบวกหรือลบ พรรคก้าวไกลควรยอมรับน้อมรับคำตัดสิน

“การที่นายพิธาและก้าวไกลออกมาแถลงอ้างว่าพรรคการเมืองเป็นส่วนสำคัญของระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นจะอ้างไม่ได้เพราะถ้าพรรคการเมืองทำผิดกฎหมายก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงตรงนี้ การอ้างและชี้นำสังคม ว่าศาลไม่มีอำนาจ กกต. ยื่นโดยไม่ชอบ เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงด้วยคำพูดสวยหรูให้ตัวเองดูดี แต่เป็นการก้าวล่วงและไม่เคารพคำสั่งศาล แบบนี้จะเป็นผู้นำประเทศที่ดีได้อย่างไร” นายธนกร ระบุ

‘โอเล็ก โคโนเนนโก’ นักบินอวกาศชาว ‘รัสเซีย’ วัย 59 ปี ทุบสถิติเพื่อนร่วมชาติ ใช้ชีวิตในอวกาศรวม 1,000 วัน

(10 มิ.ย.67) สำนักข่าวเอพีรายงานว่า โอเล็ก โคโนเนนโก นักบินอวกาศชาวรัสเซียวัย 59 ปี กลายเป็นบุคคลแรกของโลกที่ใช้เวลาอยู่ในอวกาศรวมทั้งสิ้น 1,000 วัน

โดยนักบินอวกาศใต้สำนักงานอวกาศของรัสเซีย ‘รอสคอสมอส’ ได้เดินทางถึงสถานีอวกาศนานาชาติ (ไอเอสเอส) 5 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา โดยการเดินทางไปยังไอเอสเอสในปัจจุบันของ โอเล็ก โคโนเนนโก เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2023 ที่ออกเดินทางไปพร้อมกับ นิโคไล ชุบ เพื่อนร่วมชาติ และ โลรอล โอฮานา นักบินอวกาศขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ของสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โคโนเนนโกได้ทำลายสถิติเป็นบุคคลที่ใช้เวลาอยู่บนอวกาศนานที่สุดในโลก ที่ เกนนาดี พาดัลกา เพื่อนร่วมชาติชาวรัสเซีย เคยทำไว้ที่ 878 วัน 11 ชั่วโมง 29 นาที และ 48 วินาที เมื่อปี 2015 ก่อนที่ โคโนเนนโก จะกลายเป็นบุคคลแรกของโลกที่ใช้เวลาอยู่บนอวกาศครบ 1,000 วัน เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา

และหากภารกิจของโคโนเนนโกสิ้นสุดลงตามกำหนดในวันที่ 23 กันยายน 2024 เขาจะใช้เวลาอยู่ในอวกาศทั้งหมด 1,110 วัน

โคโนเนนโก ได้กล่าวกับสำนักข่าวทาสส์ของรัสเซีย ว่า เขามั่นใจและภูมิใจในงานที่เขาทำ นอกจากนี้เขายังบอกกับทาสส์ด้วยว่า เพื่อนร่วมงานชาวอเมริกันของเขาบนไอเอสเอส เป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรกๆ ที่ร่วมแสดงความยินดีกับเขาในความสำเร็จของเขา

ทั้งนี้ ไอเอสเอสเป็นหนึ่งในไม่กี่กิจกรรมไม่กี่อย่างที่สหรัฐอเมริกาและรัสเซียยังคงร่วมมืออย่างใกล้ชิด หลังจากการเหตุการณ์การรุกรานยูเครนของมอสโกในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 รอสคอสมอสได้ประกาศในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่า ความร่วมมือในโครงการการบินร่วมกับนาซา ในการขนส่งนักบินอวกาศไปยังไอเอสเอสได้ขยายออกไปแล้วจนถึงในปี 2025 

‘บ.ค้าข้าว 8 ราย’ ยื่นประมูลข้าวเก่า 10 ปี จับตา 3-4 ราย กล้าสู้ราคา-พร้อมปิดดีล

(10 มิ.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยองค์การคลังสินค้า(อคส.)เปิดให้ยื่นซองเอกสารคุณสมบัติของเอกชนที่สนใจยื่นประมูลข้าวหอมมะลิ 1.5 หมื่นตัน ตามโครงการรับจำนำ ที่มีอายุการเก็บ 10 ปี ตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น. ปรากฏว่ามีจำนวน 8 ราย ส่งตัวแทนเข้ายื่นซอง ได้แก่

1)บริษัท วีเอท อินเตอร์เทรดดิ้ง จังหวัดกำแพงเพชร
2)บริษัท ธนสรร ไรซ์ จังหวัดชัยนาท
3)หจก.อุบลไบโอเกษตร จังหวัดอุบลราชธานี
4)บริษัท อุบลไบโอเอทานอล จำกัด(มหาชน) จังหวัดอุบลราชธานี
5) บริษัท เอส.เอส.เอ็ม.อา.การเกษตร จังหวัดนครสวรรค์
6) บริษัท ทรัพย์แสงทอง สุพรรณบุรี
7) บริษัท สหธัญ จังหวัดนครปฐม
8) บริษัท บีเอ็นเค การเกษตร 2024 จังหวัดนครสวรรค์

ทั้งนี้ อคส. จะตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้เสนอซื้อและประกาศรายชื่อ ผู้เสนอซื้อที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ในวันที่ 13 มิถุนายนนี้ เวลา 09.00 น. ซึ่งผู้เสนอซื้อสามารถตรวจสอบรายชื่อของผู้เสนอซื้อที่มีคุณสมบัติครบถ้วนล่วงหน้าได้ทางเว็บไซต์ www.pwo.co.th ขององค์การคลังสินค้า

จากนั้น ให้ผู้เสนอซื้อที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสามารถยื่นซองเสนอซื้อได้ในวันที่ 17 มิถุนายน 2567 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. – 12.00 น. ที่อคส.

สำหรับข้าวที่นำมาประมูล มีปริมาณ 15,000 ตัน จากโครงการรับจำนำข้าว ในปี 2556/57 แยกเป็น 1.คลังกิตติชัย หลัง 2 (ข้าวหอมมะลิ 100%) รวม 26,094 ตัน หรือ 258,106 กระสอบจาก 24 โรงสี และได้ระบายข้าวสารแล้ว 3 ครั้ง คงเหลือ 11,656 ตัน หรือ 112,711 กระสอบ 2.คลัง บจก.พูนผลเทรดดิ้ง หลัง 4 (ข้าวหอมมะลิ 100%) ปริมาณ 9,567 ตัน หรือ 94,637 กระสอบ ซึ่งระบายข้าวสารแล้ว 4 ครั้ง คงเหลือ 3,356 ตัน หรือ 32,879 กระสอบ

แหล่งข่าวในวงการค้าข้าว กล่าวว่า จากดูชื่อบริษัท คาดว่าการร่วมแข่งราคาประมูลในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ ที่น่าจะให้ราคาดี 3-4 ร

“ดูจากตัวเลข 8 ราย ที่ยื่นซอง ถือว่าสูงกว่า คาดการณ์” แหล่งข่าว ระบุ

แฟนมวยชื่นชม ‘รถถัง-เดนิช’ ควงคู่เตะบอล หลังถอดนวม ชี้!! แม้บนสังเวียนสู้กันดุเดือด แต่ก็สามารถเป็นเพื่อนกันได้

(10 มิ.ย.67) หลังจากที่ ‘รถถัง จิตรเมืองนนท์’ นักสู้ชาวไทย เอาชนะคะแนน ‘เดนิส พูริช’ นักชกจากบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา/แคนาดา วัย 39 ปี ในการชกกติกาคิกบ็อกซิ่งในรายการ ศึก ONE 167 ที่อิมแพค อารีนา เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา

สำหรับการชกไฟต์นี้มีดรามาตั้งแต่ก่อนขึ้นชก เริ่มต้นจากเรื่องการชั่งน้ำหนักตัว เมื่อ ‘รถถัง จิตรเมืองนนท์’ ไม่สามารถทำน้ำหนักตัวได้ จึงทำให้ต้องจ่ายค่าชดเชย และให้ ‘เดนิส พูริช’ ตกลงขึ้นชกด้วยการแบกน้ำหนัก 6 ปอนด์ แต่สู้ได้สมศักดิ์ศรี

อย่างไรก็ตาม จากดรามาก่อนขึ้นชก แต่ภายหลังจากการชกไม่ดรามาอีกแล้ว เมื่อ ‘อัยด้า ลูกทรายกองดิน’ แฟนสาวของรถถัง ได้โพสต์ภาพคู่ของ ‘รถถัง จิตรเมืองนนท์’ และ ‘เดนิส พูริช’ ที่สวมชุดฟุตบอลและไปร่วมเตะบอลด้วยกันอย่างเป็นกันเอง

โดย ‘อัยด้า ลูกทรายกองดิน’ โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า “บนเวทีมวยไม่พอพากันมาวิ่งสนามบอลอี๊กก”

นอกจากนี้ ‘รถถัง จิตรเมืองนนท์’ และ ‘เดนิส พูริช’ ยังพากันไปเตะฟุตบอล VIP รายการหนึ่งอีกด้วย

ทั้งนี้ มีแฟนมวยเข้ามาชื่นชมนักชกทั้ง 2 ราย ที่ทำหน้าที่ได้อย่างดุเดือด แต่เมื่อลงจากเวทีแล้วยังสามารถเป็นเพื่อนกันได้

‘ททท.’ เล็งจีบ ‘4 อินฟลูฯดังของจีน’ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ หวัง กระตุ้นการท่องเที่ยวไทย หลัง ยอด ‘นทท.จีน’ ต่ำกว่าเป้า

(10 มิ.ย. 67) นายฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวไทยในช่วง 5 เดือนแรกปี 2567 (มกราคม-พฤษภาคม) นักท่องเที่ยวต่างชาติระยะใกล้ บินไม่เกิน 6 ชั่วโมง อย่างตลาดเอเชียได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจของประเทศต้นทางที่ยังไม่ฟื้น ทำให้เม็ดเงินมีไม่เพียงพอในการออกเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาด จีน ญี่ปุ่น ส่งผลให้แนวโน้มทั้งปีของนักท่องเที่ยวเอเชียโตไม่ถึงเป้าหมายที่คาดไว้ แต่ก็มีหลายตลาดในเอเชียที่ไม่ได้แย่ทั้งหมด เพราะบางประเทศเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ อาทิ สิงคโปร์ ไต้หวัน อินเดีย อินโดนีเซีย โดยประเมินจากสถิติการเดินทางเข้ามาในปัจจุบัน ที่หากแนวโน้มการเดินทางเฉลี่ยต่อเดือนยังสูงกว่าเป้าหมายที่ ททท. คาดการณ์ไว้ มั่นใจว่าจำนวนสะสมทั้งปี 2567 ของตลาดเหล่านี้จะเกินเป้าหมายแน่นอน

นายฉัททันต์ กล่าวว่า มาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา หรือ วีซ่าเป็นการถาวรให้กับจีน ถือว่าเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้น แต่ด้วยปัจจัยแวดล้อมอื่น อาทิ คู่แข่งการตลาดจากประเทศเพื่อนบ้านที่ร้อนแรงมากขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวจีนยังโตต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ อย่างจุดหมายปลายทางของภูมิภาคอาเซียน ตอนนี้หลายคนจะพูดถึงตลาดเวียดนามมากกว่าเดิม รวมถึงมีหลายตลาดออกมาตรการกระตุ้นประชากรให้เที่ยวในประเทศ อาทิ รัฐบาลจีน ใส่เงินจำนวนมหาศาล เพื่อกระตุ้นการเดินทางในประเทศให้คนจีนเที่ยวในจีนมากขึ้น ทำให้ช่วงที่ผ่านมา จีนเดินทางออกนอกประเทศน้อยลง รวมทั้งเดินทางมาไทยไม่มากเท่าที่ควรด้วย

“เรามีหลายตลาดที่นักท่องเที่ยวจากประเทศต้นทางเข้ามาเที่ยวมากกว่าที่คาดไว้ อาทิ สิงคโปร์ ไต้หวัน อินเดีย อินโดนีเซีย แต่ต้องยอมรับว่า ประเทศเหล่านั้นไม่ได้สร้างจำนวนนักท่องเที่ยวให้ไทยได้เท่ากับตลาดจีน ญี่ปุ่น ขณะที่ตลาดอินเดียดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยสถิติล่าสุดไต่ระดับขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2567 โดยปัจจัยอุปสรรคที่ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวไปไม่ถึงเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้คือ 3.5 ล้านล้านบาท ส่วนหนึ่งเกิดจากเศรษฐกิจเอเชียยังเติบโตไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ หลายประเทศหันมาใช้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อาทิ จีน รัฐบาลจึงต้องกระตุ้นการเดินทางเพิ่มขึ้นผ่านมาตรการต่างๆ เพื่อเดินให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้” นายฉัททันต์ กล่าว

นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก ททท. กล่าวว่า หนึ่งในมาตรการที่เตรียมกระตุ้นการท่องเที่ยวไทย คือ ททท.เตรียมทาบทาม 4 อินฟลูเอนเซอร์ดังของจีนเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ที่อยู่ระหว่างการทาบทาม เบื้องต้นมีการพูดคุยอยู่ 4 คน คือ จ้าวลู่ซือ (Zhao Lusi) หวังอี้ป๋อ (Wang Yibo) เซียวจ้าน (Xiao Zhan) และไป๋ลู่ (Bai Lu) เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีน ครบรอบ 50 ปี โดยจะเริ่มคิกออฟตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้ ที่จะมีการนำตัวมาสคอต ‘ลาบูบู้ ไทยแลนด์ เอดิชัน’ เข้ามา ต่อด้วยงานหนีห่าวมันท์ ในช่วงเดือนตุลาคม 2567 ซึ่งตรงกับวันชาติจีน พร้อมเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ เพื่อสร้างกระแสการเดินทางท่องเที่ยวของชาวจีน และจะมีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2568 ที่จะมีเทศกาลตรุษจีนและวันครบรอบความสัมพันธ์ไทย-จีนด้วย

นายชูวิทย์ กล่าวว่า ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ต้องยอมรับว่า ยอดนักท่องเที่ยวจีนมีการชะลอตัวลง เพราะเป็นช่วงเดือนที่จะมีการสอบเอนทรานซ์ (เกาเข่า) เป็นการสอบครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของเด็กนักเรียนจีน ซึ่งโอกาสสอบมีเพียงปีละครั้งเท่านั้น ผู้ปกครองหรือครอบครัวจะหยุดการเดินทางเพื่อเป็นกำลังใจให้บุตรหลานในช่วงสอบก่อน ในช่วงเดือนกรกฎาคม จะเริ่มเห็นการเดินทางอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะมีการเดินทางเพิ่มขึ้น ไทยต้องเตรียมรับการทะลักเข้ามาของนักท่องเที่ยวจีนหลังจากอั้นการเดินทางไปก่อนหน้านี้ ซึ่งก็ต้องแล้วแต่มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของประเทศไทยด้วย

ทร. ส่งกำลังใจ รร.สตรีวัดระฆัง ทำพวงมาลัยเรือพระที่นั่ง

วันที่ 10 มิ.ย.67 เวลา 10.00 น. พลเรือโทวิจิตร ตันประภา รองเสนาธิการทหารเรือ พร้อมด้วย พลเรือตรีสมบัติ จูถนอม เจ้ากรมการขนส่งทหารเรือ พลเรือตรีสันติ ภาณุศุภวิมล ฝ่ายเสนาธิการฯ พลเรือตรีไพฑูรย์ ปัญญสิน ที่ปรึกษาฯ และนาวาเอกทรงชัย จิตหวัง เลขานุการฝ่ายฝึกซ้อมฯ ได้เข้าตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจคณะครูและนักเรียนโรงเรียนสตรีวัดระฆัง ในกิจกรรมการจัดทำพวงมาลัยคล้องคอเรือพระที่นั่ง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567

โดยมี ว่าที่ร้อยตรีเฉลิมรัฐ ติ่งอ่วม ผู้อำนวยการโรงเรียน คณะผู้บริหาร ผู้แทนครูและนักเรียนให้การต้อนรับ และนำคณะเข้าตรวจเยี่ยม สร้างขวัญและกำลังใจให้กับ  คณะ ครู และนักเรียนโรงเรียนสตรีวัดระฆัง ในกิจกรรมการจัดทำพวงมาลัยคล้องคอเรือพระที่นั่ง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 เป็นอย่างยิ่ง

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้าง อนาคตเด็กไทย” มอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถม ประจำปี 2567 แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน 2567 เวลา 10.00 น.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์  ประธานกรรมการมูลนิธิฯ  เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ  นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ คณะกรรมการ และผู้ช่วยกรรมการการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบเงินทุนการศึกษาระดับชั้นประถม ประจำปี พ.ศ. 2567 ให้แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จำนวน 1,500 ทุนๆ ละ 2,000 บาท รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 3,000,000 บาท (สามล้านบาทถ้วน)  เพื่อช่วยเหลือให้เยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้มีโอกาสเท่าเทียม สามารถศึกษาเล่าเรียนต่อโดยไม่ต้องยุติการศึกษาเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์ และเติบโตสร้างอนาคตตามความมุ่งหวังของตนเองและครอบครัวต่อไป โดยมี เยาวชน และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นผู้รับมอบ  ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เปิดเผยว่า  โครงการ “ป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย” ด้วยการมอบทุนการศึกษาให้แก่เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่ได้ช่วยเหลือเสริมสร้างชีวิตให้อนาคตแก่เด็กไทยมากว่า 50 ปี โดยในปี พ.ศ. 2567 นี้  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดสรรงบประมาณเป็นจำนวนเงินกว่า 20 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนการศึกษาในระดับต่างๆ  ได้แก่ ทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา ทุนการศึกษาต่อเนื่องในทุกระดับชั้น ทุนการศึกษาทุกระดับปีสุดท้าย และทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร ตลอดระยะเวลากว่า 114 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ชนชั้น และศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง รวมถึงสนับสนุนด้านการศึกษา เพื่อให้เป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ภายใต้ปณิธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสารและกิจกรรมด้านสาธารณกุศลช่วยเหลือสังคมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เพจเฟซบุ๊กมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง www.facebook.com/atpohtecktung

'พีระพันธุ์' เยือน!! Meet & Greet เซอร์ไพรส์ Thailand Morning Call ย้ำชัดการเมืองแบบ 'รวมไทยสร้างชาติ' ทำงานใต้ DNA แบบ 'ลุงตู่-พี่ตุ๋ย'

(10 มิ.ย. 67) จากรายการ 'Thailand Morning Call' ทางช่อง 'Nomad Media Thailand' ดำเนินรายการโดย คุณวารินทร์ สัจเดว ผู้ประกาศข่าวและนักจัดรายการชื่อดัง ร่วมกับ อาจารย์แพท-พัฒนพงศ์ แสงธรรม ได้พูดถึงความชัดเจนทางการเมืองของ 'พี่ตุ๋ย' นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน ในช่วงหนึ่งของรายการ โดย อ.แพท ได้ระบุว่า...

สําหรับงานวันเสาร์ที่ผ่านมา (8 มิ.ย.67) กับงาน SING งาน Meet & Greet งานแรกในปีนี้ของ Thailand Morning Callsing จัดมาตั้งแต่คืนวันศุกร์ โดยมีสำนักข่าว THE STATES TIMES เป็นหนึ่งในมีเดียพาร์ตเนอร์นั้น ได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญที่แวะเวียนมาในงานนี้ด้วย นั่นก็คือ คุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

งานนี้ถือว่าเป็นเซอร์ไพรส์จริง ๆ เพราะท่านให้เกียรติขึ้นพูดในงานครั้งนี้ด้วยในหลายประเด็น ซึ่งถ้าคนที่ติดตามการเมืองอย่างสม่ำเสมอ จะจําได้ว่าสิ่งที่คุณพีระพันธุ์ไม่ว่าจะที่ใด ไม่เคยเปลี่ยน และคำพูดที่มอบให้พวกเราฟังในงานนี้ ก็ยังตรงกับที่ท่านพูดมาโดยตลอด ตั้งแต่จุดเริ่มต้นในการตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ

อ.แพท เล่าว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ เกิดขึ้นในจังหวะที่อนหน้านี้นั้น พรรคที่ลุงตู่สังกัดอยู่คือ พรรคลุงป้อม แล้วมันก็มีข่าวระหองระแหงกันภายใน ขณะที่คุณพีระพันธ์เองก็ยึดมั่นในความคิดเสมอว่า "ไม่เชื่อในนักการเมือง" และพอได้เห็นการทำงานของลุงตู่ ก็ยอมรับในความเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ในการทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง และด้วยความรู้สึกที่ตรงกัน เราก็เลยได้เห็นการมาร่วมกันทำงานของบุคคลทั้ง 2 ท่านนั่นเอง 

อ.แพท เล่าถึงความรู้สึกที่คุณพีระพันธุ์มาเยี่ยมงาน Meet & Greet ในครั้งนี้อีกด้วยว่า ท่านพีบอกว่าคอยติดตามฟังรายการอยู่ ซึ่งเราก็รู้ดีว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในระดับนี้ ไม่มีการโอกาสที่จะมาได้ฟังเป็นประจําหรอกก็อาจจะฟังย้อนหลังบ้างหรือบางวันก็ไม่ได้ฟัง แต่แค่นี้ก็น่าภูมิใจแล้ว แล้วท่านก็ยังสละเวลามาพบกับพวกเราในงานนี้อีก 

แน่นอนว่า ท่านมักจะย้ำเสมอว่า ท่านไม่ใช่นักการเมือง แต่ด้วยตําแหน่งท่านก็คือหลีกเลี่ยงความเป็นนักการเมืองไม่ได้ แต่ไม่ว่าท่าจะอยู่ในบทบาทใด Nomad Media Thailand ก็มีความปลาบปลื้มอย่างมาก 

ช่วงท้าย อ.แพท เล่าติดตลกอีกว่า ผมขอเรียกท่านพีระพันธุ์ ว่า 'ลุงตุ๋ย' ได้ไหม ท่านก็บอกว่า เรียก 'พี่ตุ๋ย' ก็ได้

ก็เอาเป็นว่า ถ้าจากนี้บรรดา 'ด้อมพีระพันธุ์' จะเรียกท่านพีระพันธุ์ ก็เรียก 'พี่ตุ๋ย' กันได้เลยนะจ๊ะ…

ธงสีรุ้งโบกสะบัด! ‘จิราพร’ ร่วมฉลอง ‘ภูเก็ต ไพรด์ 2024’ ชวนนับถอยหลังรอ ‘กฎหมายสมรสเท่าเทียม’ ฉลุยด่าน สว.

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 9 มิถุนายน 2567 นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกิจกรรม ‘ภูเก็ต ไพรด์ 2024 (Phuket Pride 2024)’ ณ เทศบาลเมืองป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ภายใต้บรรยากาศการเฉลิมฉลองที่ดำเนินไปอย่างคึกคัก 

เวลาประมาณ 19.50 น. นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความยินดีกับการจัดกิจกรรม ‘ภูเก็ต ไพรด์ 2024’ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน และได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นเดินหน้ายกระดับเรื่องความเท่าเทียมทางเพศให้เป็นรูปธรรมของรัฐบาล อันสืบเนื่องมาจากคำมั่นของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศไว้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ว่า ‘จะผลักดันให้มีกฎหมายสนับสนุนสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มหลากหลายทางเพศ’  เพื่อไม่ให้มีใครต้องถูกกีดกันจากเงื่อนไขทางเพศสภาพและเพศวิถี 

ในตอนหนึ่ง นางสาวจิราพร ยังย้อนให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นแนวคิดเรื่องการผลักดันสิทธิทางกฎหมายให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถสมรสกันได้ตามกฎหมาย ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2544 ใต้รัฐบาลไทยรักไทย แม้ว่าในเวลานั้นแนวคิดดังกล่าวไม่อาจฝ่าแรงเสียดทานทางสังคมไปได้ กระนั้นต่อมายังคงมีความพยายามผลักดันประเด็นนี้ต่ออีกครั้งในสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทว่าน่าเสียดายที่กระบวนการผลักดันข้างต้นไปไม่ถึงฝั่งฝันอีกครั้งเพราะการรัฐประหาร 

นางสาวจิราพร ระบุว่า การเดินทางอันยาวนานกว่า 23 ปี วันนี้ที่ประเทศไทยเดินเข้าใกล้ความสำเร็จในการผลักดัน พรบ. สมรสเท่าเทียม ได้นั้น นอกจากความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดันกฎหมายฉบับนี้แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การทำงานหนักของภาคประชาชนในการสร้างความตระหนักรู้และสร้างการยอมรับความหลากหลายทางเพศในสังคม ก่อนย้ำว่า Pride Month ปี 2567 เป็นหนึ่งในปีที่พิเศษมาก เนื่องจาก ทราบข่าวว่าในวันที่ 18 มิ.ย. ที่จะถึงนี้ ‘พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม’ กำลังจะผ่านเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา

“อีกเพียงไม่กี่วัน ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียน ที่มีกฎหมายรับรองการแต่งงานของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ชัยชนะนี้เป็นของทุกคน ขอขอบคุณภาคประชาชน พรรคการเมืองฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลทุกพรรค ส่วนราชการทุกภาคส่วน  พี่น้องชาวไทยทุกท่าน ทีร่วมกันเดินหน้าปักธงสีรุ้งในประเทศไทย ทุกท่านคือผู้ที่จะเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับประเทศไทยร่วมกัน ทําให้ทั้งโลกได้รู้ว่า ประเทศไทยคือประเทศที่ เปิดรับ โอบรับ และยอมรับ ความหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย” นางสาวจิราพร กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top