Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

‘วราวุธ’ วอน!! ปชช. ‘หยุดให้เงินขอทาน’ ชี้!! ยิ่งให้เหมือนยิ่งหนุนให้ลามเป็นอาชีพ

(11 มิ.ย.67) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดการปัญหาขอทาน ว่า ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงฯ ได้ร่วมงานกับหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) หรือทางกรุงเทพฯ เอง เราออกตรวจตรากันเดือนละ 5 ครั้ง

โดยในแต่ละครั้งนั้น เราจะมีการดำเนินการจับผู้ที่เป็นขอทาน หากพบว่าเป็นชาวต่างชาติก็จะส่งกลับภูมิลำเนา หากพบว่าเป็นคนไทยจะมีการดำเนินการต่างกันไปคือ จะส่งไปที่สถานดูแลบุคคลไร้ที่พึ่งของกระทรวงฯ มีการฝึกอาชีพและสนับสนุนให้หางานทำ หนึ่งในเหตุผลที่ทางกระทรวงเคยได้สอบถามจากขอทานบางคนที่กลับมาขอทานใหม่ คือเงินค่าปรับถูกกว่ารายได้ และมีรายได้สูง

นายวราวุธ กล่าวต่อว่า ต้องถามว่าการที่ขอทานรายได้ดีจนค่าปรับดูคุ้มที่จะกลับมาขอทานใหม่ ต้องสงสัยว่ารายได้ขอทานมาจากไหน ส่วนใหญ่ก็จะมาจากท่องเที่ยว หรือเราๆ ท่านๆ กันทั่วไป เพราะสังคมไทยของเราเป็นสังคมเอื้ออาทร ขอทานในรูปแบบใหม่ จะมาในรูปแบบของเด็ก หรือใช้สัตว์เลี้ยง และหากพบว่ามีเด็กด้วยนั้น เราจะทำการตรวจสอบว่า ผู้ใหญ่มาด้วยเป็นญาติกันหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ก็จะมีการดำเนินคดี

นายวราวุธ เปิดเผยว่า 10 กว่าปีที่ผ่านมานั้น เราจับขอทานไปได้ประมาณ 7,000 กว่าคน ซึ่งประมาณ 30% เป็นชาวต่างชาติ แต่การที่เรามีขอทานวนเข้ามาอยู่เรื่อยๆ เป็นจำนวนที่มากขึ้น ต้องขอความร่วมมือประชาชนหยุดการให้ทาน ทุกวันนี้เรามีการลงพื้นที่ขอทานเดือนละ 5 ครั้ง หากจะให้เจ้าหน้าที่ของเราลงตรวจขอทานทุกวัน คงเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าเจ้าหน้าที่ พม.ยังมีหน้าที่อื่นๆ อีก ดังนั้น ต้องขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ให้ช่วยแจ้งเข้ามาหากพบเห็นขอทาน ทางกระทรวงฯ พร้อมจะรับเรื่อง และออกไปดำเนินการทันที

เมื่อถามถึงรายได้ที่ขอทานได้จากนักท่องเที่ยว มีประมาณเท่าไหร่ นายวราวุธ กล่าวว่า ยังไม่มีการยืนยัน แต่ในช่วงไฮซีซั่น หากเป็นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะ ด้วยความไม่รู้ ก็จะมีการให้กันอยู่เรื่อยๆ มีบางคนได้เดือนละเกือบ 100,000 บาท ตนไม่แน่ใจว่า เป็นการทำคนเดียวหรือเป็นกลุ่ม การทำเป็นขบวนการแบบนี้ ผู้ที่เป็นตัวการจะต้องโดนดำเนินคดีตามกฎหมาย บางครั้งการที่มีคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาแล้ววางขอทานจุดนั้นจุดนี้ เมื่อรวมรายได้กันแล้ว ก็ไม่แปลกใจที่จะได้หลักหมื่น แต่ที่ได้เฉียด 100,000 บาทนั้น อาจจะต้องรวมกันหลายๆ คนเข้ามา สมมติว่า เดือนหนึ่งได้มาคนละ 20,000 บาท แล้วโดนปรับครั้งละ 5,000 บาท ในมุมมองของคนทำอาชีพขอทาน ก็ถือว่าคุ้มค่า ดังนั้น การที่เราให้ทาน เป็นการสนับสนุนให้มีการขอทานมากขึ้น

เมื่อถามว่า หากขอทานที่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งถูกส่งกลับภูมิลำเนาไปแล้วยังกลับเข้ามาอีก สามารถจัดการอะไรได้หรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า คงต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะเราคงไปตรวจตราตะเข็บชายแดนไม่ได้ ต้องสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะทางด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือตามช่องทางธรรมชาติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแนวทางในการดำเนินการอย่างไร จะให้เราไปอยู่ตามจุดแดน ก็คงไม่ใช่หน้าที่ กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจเรา

'บริษัทธรรมชาติทรายแก้ว' มองธุรกิจอย่างเข้าใจ ใส่ใจคุณภาพและสิ่งแวดล้อม ก้าวสู่ธรรมาภิบาลอย่างยั่งยืน

หากจะพูดถึง 'แร่ทรายแก้ว' ทุกคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงแล้วแร่ทรายแก้วนั้นอยู่ใกล้ตัวมาก เนื่องจากเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตอุปกรณ์ที่ใช้อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันของเราตั้งแต่เช้าจรดคำ่อันได้แก่อ่างล้างหน้า โถชักโครก ส่วนผสมในยาสีฟัน หลอดไฟ ประตูหน้าต่าง แก้วน้ำ จานชาม ขวด กระเบื้องปูพื้น กระจกรถยนต์และกระจกอาคารซึ่งล้วนแต่มีส่วนผสมของแร่ทรายแก้วทั้งสิ้น อีกทั้งยังเป็นวัตถุดิบหลักที่สำคัญในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำ ซึ่งถือว่าเป็น 1 ใน 3 อุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในประเทศ

'การทำเหมืองแร่' หากใครได้ยิน สิ่งแรกที่จะนึกถึงคือการสร้างมลพิษและการทำลายสิ่งแวดล้อม จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับเจ้าของเหมืองทุกคน ที่จะต้องวางโครงสร้างทางวิศวกรรมและมีทิศทางในการขับเคลื่อนธุรกิจที่ชัดเจน อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงคุณภาพภายใต้มาตรฐานของการทำเหมืองแร่ที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติแร่ด้วย

การขับเคลื่อนที่สำคัญสำหรับการผลิตแร่ทรายแก้ว นอกจากจะต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและคุณภาพเป็นสำคัญแล้ว ยังต้องยึดหลักธรรมาภิบาลคือการบริหารจัดการที่ดี มีความเป็นธรรม ความสุจริต ความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีความโปร่งใส มีความรับผิดชอบในภาพรวมทั้งต่อตนเองและลูกค้าสามารถตรวจสอบได้ ในส่วนของการทำเหมืองแร่นี้จำต้องให้ความสำคัญรวมถึงการดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงาน ชุมชนในพื้นที่และสิ่งแวดล้อมที่จะส่งผลให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแร่อย่างคุ้มค่าและเกิดอรรถประโยชน์สูงสุด

นายวัลลภ การวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธรรมชาติทรายแก้ว จำกัด ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายทรายแก้วคุณภาพดีให้กับลูกค้าเล่าว่า ก่อนหน้านี้เคยดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการรับซื้อพืชผลการเกษตรมาก่อน ในปี 2528 เมื่ิอรัฐบาลมีโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ Eastern Seaboard Development Program (ESB) ส่งผลให้ที่ดินในจังหวัดระยองมีราคาสูงขึ้น ชาวบ้านบางส่วนขายที่ดินทำการเกษตรในราคาสูงให้กับกลุ่มนายทุน เกิดโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ๆ ทำให้แรงงานหลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่ พื้นที่ที่เคยทำการเกษตรจึงลดน้อยลง จึงมองหาโอกาสใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ
 
“ปี 2520 พื้นที่ที่มีแร่ทรายแก้วไม่มีราคา เพราะเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถทำการเกษตรได้เลย เนื่องจากดินไม่มีสารอาหารที่จะเอื้อต่อการเจริญเติบโตของพืช จึงมองหาโอกาสที่จะทำธุรกิจเหมืองแร่ทรายแก้วที่มีคุณภาพดีและรองรับการทำแก้วใสเพื่อคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค ทำการศึกษาค้นคว้าและวิจัยว่าหากจะผลิตแร่ทรายแก้วคุณภาพดีที่ยังไม่มีใครผลิตซึ่งเป็นช่องว่างทางการตลาดที่สามารถเจริญเติบโตทางธุรกิจได้ในอนาคตจะต้องวางแผนดำเนินการอย่างไรตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพให้คงที่จวบจนการขนส่งแร่ทรายแก้วถึงมือผู้ใช้ที่จะต้องดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติแร่ สิ่งแวดล้อมและชุมชนให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขนั้นมีความจำเป็นต้องวางแผนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง(conceptual skill)เพื่อมิให้เกิดรอยต่อสะดุดระหว่างทาง

เมื่อเรียนรู้ข้อจำกัดต่างๆ จึงเริ่มวางภูมิทัศน์ และเทคโนโลยีทางวิศวกรรมที่ปลอดภัยสำหรับโรงแต่งแร่ การทำเหมืองแร่ทรายแก้วที่ไม่ให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ แล้วจึงดำเนินการการก่อสร้างตามลำดับขั้นตอน พร้อมศึกษาผลกระทบอย่างครบถ้วนมีความรัดกุมเพื่อให้สามารถผลิตแร่คุณภาพควบคู่ไปกับการอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

การทำธุรกิจแรกเริ่มนั้น บริษัทฯ เริ่มส่งแร่ทรายแก้วให้กับอุตสาหกรรมผลิตหลอดไฟ และเริ่มขยายตลาดด้วยการควบคุมการผลิตแร่ทรายแก้วคุณภาพคงที่อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี บริษัทฯ สามารถส่งสินค้าเข้าสู่อุตสาหกรรมแก้วใส อุตสาหกรรมกระจกรถยนต์และกระจกอาคาร อุตสาหกรรมเซรามิก อุตสาหกรรมหล่อโลหะ และอุตสาหกรรมเคมี

สำหรับองค์ประกอบของความสำเร็จในการประกอบธุรกิจนั้น คุณวัลลภ ได้ยึดหลัก 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.ต้องมีใจรักในงานที่ทำ เพราะหากเริ่มต้นไม่มีใจรักแล้วเมื่อประสบปัญหาและอุปสรรคจะท้อถอย 2.ต้องดูตลาดออกแล้วปรับปรุงเทคโนโลยีตามการเปลี่ยนแปลงกระแสธุรกิจที่ไม่หยุดนิ่งเพื่อมิให้ตกเทรนด์ซึ่งเป็นการอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคู่ค้ามิให้เสียส่วนแบ่งการตลาดเพื่อความเจริญเติบโตเคียงคู่กัน 3.ต้องมีใจเรียนรู้และศึกษาอยู่ตลอดเวลา 4.ต้องศึกษาสภาวะแวดล้อมทั้งภายนอกและสภาวะแวดล้อมภายใน จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรค และ5.การรักษาบุคลากรให้อยู่นานที่สุด และมีสวัสดิการต่างๆ เมื่อบุคลากรมีความเชื่อมั่นจะตั้งใจทำงานให้บริษัทที่คิดว่ามั่นคงอย่างเต็มความสามารถ
 
เกือบ 30 ปีนับแต่บริษัทธรรมชาติทรายแก้วจำกัดดำเนินการมา บริษัทฯ มุ่งมั่นในการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายทรายแก้วคุณภาพดีให้กับลูกค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และการมีธรรมาภิบาลที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนผ่านรางวัลที่บริษัทฯ ที่ได้รับมากมาย อาทิ รางวัลเหมืองแร่สีเขียว (Green Mining Award) (ตั้งแต่ปี 2554 - ปี 2566) จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม รางวัล ElA Monitoring Awards ปี 2011 ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้การรับรองระบบบริหารคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001 : 2015  ได้การรับรองระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมมาตรฐานสากล ISO 14001 : 2015 Certified ISO 14001:2015 และยังคงมุ่งมั่นต่อไปภายใต้ปณิธาน“ ผลิตด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ใส่ใจคุณภาพทรายทุกเม็ด”เพื่อความยั่งยืนของธุรกิจตลอดไป

‘มูลนิธิยังมีเรา’ ควง ‘ผู้พันเบิร์ด’ จัดกิจกรรม ‘คิดดี ต้นกล้าดีมีคุณธรรม’ ปลูกฝังเยาวชนไทยให้ ‘รู้รักสามัคคี-รักชาติ-ศาสน์-กษัตริย์’

เมื่อวานนี้ (10 มิ.ย.67) สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมด้วยมูลนิธิยังมีเรา จัดกิจกรรม Roadshow คิดดี ต้นกล้าดีมีคุณธรรม ณ โรงเรียนปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อส่งเสริมเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้คิดดี ทำดี สร้างจิตสำนึกที่ดี พร้อมทั้งปลูกฝังให้เยาวชนไทยรู้รักสามัคคี ปกป้องผืนแผ่นดินไทยด้วยหัวใจที่รักชาติ ศาสนา และ สถาบันพระมหากษัตริย์

โดยมี พล.ต.วันชนะ สวัสดี รองโฆษกกองทัพไทย หรือ ผู้พันเบิร์ด เป็นผู้บรรยายในช่วง Kiddee Talk กับหัวข้อ คิดดีมีคุณธรรม ซึ่งครั้งนี้ผู้พันเบิร์ด ตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องราวของประวัติศาสตร์ชาติไทย และนำเรื่องราวของข้อเท็จจริงที่กำลังถูกสังคมบิดเบือนมา ถ่ายทอด และสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งการบรรยายในครั้งนี้ฟังและเข้าใจง่าย สอดแทรกสาระด้วยการนำบางฉากของภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวร มาเล่าเพื่อให้การบรรยายนั้นมีความสนุกสนานเพิ่มขึ้น และทำให้น้อง ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมสนใจในการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ ชาติไทย และสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมไปถึงเรื่องของ ‘ความเป็นจิตอาสา’ โดยมีการยกตัวอย่างการเป็นจิตอาสา ที่เราสามารถเริ่มต้นได้จากตัวเอง ครอบครัว กลุ่มเพื่อน จนถึง สังคม เป็นการปลูกฝังต้นกล้าให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพด้วยการสร้างจิตสำนึกที่ดีและมีคุณธรรม

หลังจากจบการบรรยายน้อง ๆ นักเรียนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สนุกและได้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ในอีกแง่มุม ทำให้รู้ว่าจริง ๆ แล้วประวัติศาสตร์ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด อย่างเช่น ‘น้องแชมป์ ชิษณุพงศ์’ จากโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย กล่าวถึงความประทับใจครั้งนี้ว่า “ยอมรับว่าบางเรื่องไม่เคยได้รู้มาก่อน บางเรื่องได้ยินมาในอีกแง่มุม ทำให้มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน การรับฟังการบรรยายครั้งนี้ทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์และเรื่องราวสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่าเดิมขึ้นเยอะ เพราะการบรรยายของผู้พันเบิร์ด สนุกและเข้าใจง่ายอย่างเช่นการหยิบเรื่องราวจากภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมาฉายและเล่าให้ฟัง จึงรู้ว่าการถ่ายทอดเรื่องในภาพยนตร์นั้น ต้องมีการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด และเป็นข้อเท็จจริงจากประวัติศาสตร์ชาติไทยทั้งนั้น”

ขณะที่ น้องอิคคิว เอื้ออังกูร หนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรม คิดดีแคมป์ ต้นกล้าดีมีคุณธรรม season2 กล่าวว่า “ส่วนตัวเป็นคนที่ชอบเรียนวิชาประวัติศาสตร์อยู่แล้ว แต่เมื่อได้มาฟังคำบรรยายของผู้พันเบิร์ด ทำให้เห็นเรื่องราวความเป็นมาอีกด้าน และลึกซึ้งมากขึ้น ส่วนเรื่องการเป็นจิตอาสา พอฟังแล้วก็ยิ่งทำให้ตัวเองได้มองเห็นคุณค่าในตัวเอง และพร้อมที่เสียสละ ทำดีเพื่อส่วนรวม เพราะการจะเป็นเด็กที่มีคุณภาพนั้นเราต้องไม่ใช่แค่เรียนดีอย่างเดียว แต่ต้องเป็นคนดี มีคุณธรรม และรู้จักแบ่งปันเสียสละเพื่อส่วนรวมด้วย”
 
นอกจากน้อง ๆ นักเรียนได้ฟังการบรรยายอย่างเต็มอิ่มแล้ว ยังสนุกสนานไปกับกิจกรรมในช่วงถามตอบแจกเพื่อลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษจากผลิตภัณฑ์ Carebeau ผู้ใหญ่ใจดีที่นำมาฝากน้อง ๆ พร้อมปิดท้ายบรรยากาศด้วยการถ่ายภาพด้วยกัน เรียกว่าอิ่มใจทั้งผู้ให้ สุขใจทั้งผู้รับ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ การแนะแนวทาง และ มิตรภาพที่ดี

‘นักเรียนไทย’ สุดเจ๋ง!! คว้า 1 เหรียญเงิน 4 เหรียญทองแดง การแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิก ระดับเอเชีย ณ ประเทศมาเลเซีย

เมื่อวานนี้ (10 มิ.ย. 67) รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เปิดเผยว่าตามที่ได้คัดเลือกและจัดส่งผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับทวีปเอเชีย ประจำปี พ.ศ.2567 ระหว่างวันที่ 3 - 10 มิถุนายน 2567 ณ เมืองกัมปาร์ รัฐเปรัก สหพันธรัฐมาเลเซีย ผลปรากฏว่านักเรียนไทยสามารถทำได้ 1 เหรียญเงิน 4 เหรียญทองแดง 2 เกียรติคุณประกาศ และ 1 เกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน ดังนี้

-นายภัทรภณ ธนพิทักษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ เหรียญเงิน
-นายทัดภู อุดมเกียรติ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ เหรียญทองแดง
-นายธนัสร  วรรณสม โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จังหวัดเชียงราย เหรียญทองแดง
-นายภพสุข สุเมธเชิงปรัชญา โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จังหวัดระยอง เหรียญทองแดง
-นางสาวธีร์จุฑา สุขแสง โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ เหรียญทองแดง

-นายกันตพิชญ์ เพิ่มวัฒนชัย โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา เกียรติคุณประกาศ

-นายปัณณทัต รัตนะมงคลกุล โรงเรียนเบญจมราษฎร์รังสฤษฎิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เกียรติคุณประกาศ
-นายพสธร จินดาวงศ์ โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จังหวัดสงขลา เกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน

คณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีมประกอบด้วย ดร.ธารา เฉลิมทรงศักดิ์ มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าทีม, ผศ.ดร.มนต์สิทธิ์ ธนสิทธิโกศล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี รองหัวหน้าทีม, ดร.อุชุพล เรืองศรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม, รศ.ดร.สุดารัตน์ ชาติสุทธิ มหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้ช่วยหัวหน้าทีม และ นายกฤษชพล ทิวพุดซา สสวท. ผู้จัดการทีม

Energy Vault ผุดเทคโนโลยีระบบจัดเก็บพลังงานด้วยแรงโน้มถ่วง เปลี่ยนอาคารสูงและโครงสร้างส่วนบนให้เป็น 'แบตเตอรี่ขนาดใหญ่'

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Energy Vault บริษัทจากสวิตเซอร์แลนด์ที่เชี่ยวชาญด้านการจัดเก็บพลังงานยั่งยืนระดับกริด ได้ประกาศความร่วมมือระดับโลกกับ Skidmore, Owings & Merrill (SOM) บริษัทด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมจากชิคาโก สหรัฐอเมริกา ได้ประกาศความร่วมมือเป็นพันธมิตร เพื่อเปลี่ยนอาคารสูงและโครงสร้างส่วนบนให้เป็น 'แบตเตอรี่ขนาดใหญ่' โดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า 'ระบบจัดเก็บพลังงานด้วยแรงโน้มถ่วง' (GESS) 

ทั้งนี้ การออกแบบโครงสร้างส่วนบนอาคารนี้ ช่วยให้สามารถบูรณาการ GESS เข้ากับอาคารสูงได้ โดยใช้โครงสร้างกลวงที่มีความสูง 300 - 1,000 เมตร ซึ่งโครงสร้างเหล่านี้จะมีความสามารถในการจัดเก็บพลังงานตามแรงโน้มถ่วงหลาย GWh เพื่อจ่ายพลังงานให้กับตัวอาคาร รวมถึงตอบโจทย์ความต้องการพลังงานของอาคารที่อยู่ติดกันด้วย

ในฐานะส่วนหนึ่งของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์นี้ SOM จะเป็นสถาปนิกและวิศวกรโครงสร้างแต่เพียงผู้เดียวที่จะพัฒนาโครงสร้างที่ปรับใช้ได้สำหรับระบบจัดเก็บพลังงานด้วยแรงโน้มถ่วง ของ Energy Vault ใหม่ทั้งหมด รวมถึงการผสานรวมเทคโนโลยีการจัดเก็บพลังงานด้วยแรงโน้มถ่วงเข้ากับอาคารสูงในเมือง สภาพแวดล้อม และโครงสร้างที่ปรับใช้ได้ในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ

ความร่วมมือดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก G-VAULT ระบบพลังงานของ Energy Vault ซึ่งเป็นวิธีการกักเก็บพลังงาน มีลักษณะคล้ายกับกระดานหกขนาดยักษ์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง ด้วยการใช้น้ำหนักที่ขึ้นลง และระบบใช้แรงโน้มถ่วง เพื่อกักเก็บพลังงานหมุนเวียน 

SOM และ Energy Vault คาดว่าจะใช้ คอมพิวเตอร์อัจฉริยะและเทคโนโลยีล้ำสมัยต่าง ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ วัสดุที่แข็งแกร่ง และวิศวกรรมสมัยใหม่ เพื่อสร้างระบบที่สามารถยกของหนักเหล่านี้ได้ 

โดยเมื่อมีพลังงานส่วนเกิน (เช่น ในเวลากลางคืน) โครงสร้างส่วนบนเหล่านี้จะใช้ไฟฟ้านั้นเพื่อยกของหนักให้สูงขึ้น เมื่ออาคารสูงเหล่านี้ต้องการไฟฟ้ามากขึ้น เช่น ในช่วงกลางวัน จะปล่อยให้น้ำหนักลดลง และเมื่อมันลดลง ก็จะผลิตพลังงานและจ่ายไฟฟ้าหมุนเวียน

ทุกวันนี้ โครงสร้างส่วนใหญ่ที่เก็บไฟฟ้าส่วนเกินจะใช้ระบบสูบน้ำซึ่งคล้ายกับอ่างเก็บน้ำบนเนิน น้ำไหลลงเนินและสร้างพลังงานเมื่ออาคารต้องการไฟฟ้ามากขึ้น และระบบกักเก็บพลังงานแรงโน้มถ่วง (GESS) ของ Energy Vault ก็ทำงานในลักษณะเดียวกัน แต่แทนที่จะใช้น้ำ กลับวางแผนที่จะใช้น้ำหนักขนาดยักษ์ 

GESS ต่างจากพลังน้ำสูบ ซึ่งต้องใช้ภูเขาและน้ำ เพราะสามารถสร้างได้เกือบทุกที่ เนื่องจากใช้แรงโน้มถ่วงเพียงอย่างเดียว

SOM และ Energy Vault เชื่อว่านวัตกรรมนี้สามารถไขกุญแจสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในการจัดเก็บพลังงานสะอาดจากแหล่งต่าง ๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ขณะเดียวกันระบบนี้ถูกสร้างขึ้นมาให้มีอายุการใช้งาน 35 ปีขึ้นไป โดยมีการบำรุงรักษาเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ลูกค้าสามารถเลือกขนาดของระบบให้เหมาะสมกับความต้องการทางสถาปัตยกรรมและความต้องการทางเทคนิคได้ 

ส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิลในระบบเป็นไปได้เพื่อลดของเสีย และเมื่อติดตั้งแล้ว อาคารสูงเหล่านี้มีศักยภาพในการกักเก็บและจ่ายพลังงานหมุนเวียนให้กับโครงข่ายไฟฟ้าเป็นระยะเวลานานโดยไม่ย่อยสลาย 

ปัจจุบัน Energy Vault กำลังขยายพอร์ตโฟลิโอการใช้งาน GESS โดยเน้นไปที่การขยายการดำเนินงานทั่วโลกในตลาดแอฟริกาและเอเชีย

ทั้งนี้ ผลงานที่ผ่านมา SOM ได้ออกแบบอาคารที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกหลายแห่ง รวมถึง Burj Khalifa, Tianjin CTF Finance Centre, Willis Tower และ One World Trade Center

อย่างไรก็ตาม อาคารสูงที่จะกลายเป็นแบตเตอรี่ขนาดมหึมาเหล่านี้ยังไม่ได้สร้างและยังไม่ได้ระบุสถานที่ที่อาคารเหล่านี้จะถูกสร้างขึ้น แต่ Energy Vault ได้เริ่มทำงานร่วมกับ SOM ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาเพื่อปรับโครงสร้าง สถาปัตยกรรม และเศรษฐศาสตร์ของเทคโนโลยี GESS ให้เหมาะสม

ย้อนอดีต 'ซีพี' ร่วมทุน 'ปตท.-จีน' เคยทำธุรกิจปั๊มน้ำมันร่วมกัน แต่ล่ม สะท้อนผู้เล่นจะอยู่ได้ ราคาน้ำมันต้องถูก-ขายง่าย-กระจายกลุ่มลูกค้า

รู้หรือไม่? ซีพีก็เคยทำธุรกิจปั๊มน้ำมันมาก่อน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายน 2536 ซีพี ร่วมลงทุนกับ 'ซิโนเปค' บริษัทปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดของจีน จัดตั้งบริษัทปิโตรเลียมชื่อ 'ปิโตรเอเชีย' โดยเชิญการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) เข้าร่วมทุนด้วย

ด้วยสัดส่วนการถือหุ้นที่ ซีพีถือหุ้น 35% / ปตท.ถือหุ้น 35% และซิโนเปค 30%

ปิโตรเอเชีย ภายใต้สัญลักษณ์ 'ช้างแดง' เริ่มเปิดให้บริการในปี 2537 มีสถานีบริการน้ำมัน 37 แห่ง และจุดจ่ายน้ำมันขนาดเล็กอีก 450 แห่งทั่วประเทศ

หนึ่งในจุดขายสำคัญของปั๊มช้างแดงตอนนั้น คือ มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่นให้บริการ ในยุคที่ ปตท.ยังคงบริหารร้านสะดวกซื้อแบรนด์ของตัวเอง เช่น จอย, พีพีทีที, สไมล์, ปตท.มาร์ท

แต่ธุรกิจปั๊มน้ำมันช้างแดงไม่ได้ราบรื่นเท่าที่ควร ขาดทุนเฉลี่ยเดือนละ 5-7 ล้านบาท หรือตลอดที่เปิดกิจการ ขาดทุนราว 200 ล้านบาท แม้ปรับแผนการตลาดในช่วงที่ผ่านมาก็ไม่ประสบความสำเร็จ

เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เกิดขึ้น ผู้ค้าน้ำมันทุกรายระส่ำ ปิดกิจการจำนวนมาก เอาแค่เฉพาะ ปตท.เจ้าเดียวก็ขาดสภาพคล่องราว 2 พันล้านบาท

จากจุดนี้ ทำให้ทั้ง ซีพี และ ซิโนเปค เสนอถอนทุน และให้ ปตท.เข้าซื้อหุ้นแทนทั้งหมด ขณะเดียวกัน ปตท.ถูกตัดลดงบลงทุนโครงการ ก็เลยจะขายหุ้นปิโตรเอเชียให้กับต่างชาติ เพราะไม่ต้องการแบกรับภาระ

เรียกว่าเป็นเผือกร้อนที่ต่างฝ่ายต่างก็โยนใส่กัน

แม้ว่าช่วงหนึ่ง ปตท.จะเปิดเผยว่ามีบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง 'อาร์โก้' ที่เป็นเจ้าของแบรนด์ร้านเอเอ็มพีเอ็มในขณะนั้น แสดงความสนใจที่จะเข้ามาซื้อหุ้น แต่สุดท้ายก็ไม่สนใจที่จะซื้อหุ้นแล้ว

ในปี 2541 ซีพีเสนอขายปั๊มน้ำมัน 37 แห่งทั่วประเทศให้กับ ปตท.เพียงรายเดียว เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องเนื่องจากขาดทุนสะสมสูงถึง 300 ล้านบาท อีกทั้งยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

แต่ ปตท.ก็ตัดสินใจไม่รับซื้อกิจการ เพราะต้องการประคับประคองปั๊ม ปตท.ที่ในขณะนั้นเหลือเพียงแค่ 1,500 แห่งให้อยู่รอด อีกทั้งปั๊ม ปตท.กับปั๊มพีเอหลายแห่งอยู่ติดกัน จะเกิดการแข่งขันกันเอง

อย่างไรก็ตาม ผลที่สุด ที่ประชุมบอร์ด ปตท.เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2541 อนุมัติให้ ปตท.ซื้อปั้มน้ำมันปิโตรเอเชีย 17 แห่ง ด้วยงบประมาณ 200 ล้านบาท ส่วนที่เหลือมีทำเลไม่เหมาะสม

จากนั้นในวันที่ 21 ส.ค. 2541 การประชุม 3 ฝ่ายระหว่าง ปตท. / ซีพี และ ซิโนเปค เห็นชอบให้หยุดดำเนินธุรกิจขายปลีกน้ำมัน แต่ยังคงดำเนินธุรกิจจำหน่ายส่งน้ำมันเพื่ออุตสาหกรรม และดำเนินธุรกิจร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในปั๊ม

ส่วนปั๊มปิโตรเอเชียที่ดูแลโดยตัวแทนจำหน่าย 11 แห่ง ถ้าต้องการดำเนินกิจการต่อ ก็ให้เปลี่ยนเป็นปั๊ม ปตท. แต่ถ้าไม่ต้องการก็ให้ปิดกิจการ เพื่อหยุดความเสียหายต่างๆ

ปัจจุบัน ปั๊มปิโตรเอเชียได้เลือนหายไปจากความทรงจำ เพราะทุกปั๊มเปลี่ยนเป็น ปตท.หมดจนไม่เหลือเค้าความเป็นปั๊มช้างแดงที่มีอยู่เดิม ขณะที่บางส่วนก็ปิดกิจการไปแล้ว

ความล้มเหลวของปั๊มช้างแดงในอดีต สาเหตุสำคัญเกิดจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ส่วนใหญ่ยึดติดแบรนด์เดิม กระทั่งมาถึงวิกฤตเศรษฐกิจ ความต้องการใช้น้ำมันลดลง ยิ่งซ้ำเติมให้ปิโตรเอเชียอยู่ลำบาก

อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไป มีความเป็นไปได้ว่า อีกหนึ่งสาเหตุที่ซีพีลงมาทำธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน เพราะเซเว่นอีเลฟเว่น ต้องเผชิญกับคู่แข่งที่เป็นร้านสะดวกซื้อตามปั๊มน้ำมัน (Gasoline Store) หรือ G Store ซึ่งในเวลานั้น มีร้านไทเกอร์มาร์ทของปั๊มเอสโซ่ ร้านสตาร์มาร์ทของปั้มคาลเท็กซ์ และร้านซีเล็คของปั๊มเชลล์ ซึ่งแต่ละค่ายต่างหาจุดดึงดูดให้ลูกค้าใช้บริการในปั๊มของตัวเอง

ซีพี จึงก่อตั้งปั๊มน้ำมันของตัวเองภายใต้ชื่อ ปิโตรเอเชีย เพื่อให้เซเว่นอีเลฟเว่นมีสาขา G Store ที่จะมารองรับไลฟ์สไตล์ของคนเดินทาง ภายหลังปั้มปิโตรเอเชียเปลี่ยนเป็นปั๊ม ปตท. ก็ยังคงให้บริการอยู่

ขณะที่ร้านเอเอ็มพีเอ็ม ที่ ปตท.บริหารในปี 2540 โดยมีทิพยประกันภัยร่วมลงขัน ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะในความเป็นจริงได้เพียงแค่โลโก้เอเอ็มพีเอ็มมาติดไว้หน้าร้าน แต่ไม่ได้รับเซอร์วิสต่างๆ มาเลย

เมื่อ ปตท.ตัดสินใจเซ็นสัญญาให้เซเว่นอีเลฟเว่นเปิดร้านสะดวกซื้อแทนร้านเอเอ็มพีเอ็มเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2545 กลายเป็นการต่อความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างสองธุรกิจยักษ์ใหญ่ มาจนถึงทุกวันนี้

 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือน 7 ภัยออนไลน์วัยเกษียณ ที่คนร้ายตีเนียนมาหลอกลวง

วันนี้ (11 มิถุนายน 2567) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติพบว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพที่มีเป้าหมายเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นวัยที่มีทรัพย์สินและเงินออมจำนวนมาก ขาดการป้องกันตนเอง และขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอประชาสัมพันธ์รูปแบบภัยออนไลน์ที่พุ่งเป้ามาที่ผู้สูงอายุวัยเกษียณ เพื่อให้ท่านรู้เท่าทันอาชญากรรม ดังนี้
1. การหลอกลวงซื้อขายสินค้าออนไลน์ โดยหลอกให้ซื้อขายสินค้าแต่ไม่มีเจตนาที่จะส่งสินค้าให้จริง
2. การหลอกลงทุน โดยหลอกชักชวนให้ลงทุนที่มีผลตอบแทนสูง ในเวลาอันสั้น ที่ไม่มีอยู่จริง
3. การหลอกให้รัก โดยหลอกเข้ามาตีสนิท สร้างความสัมพันธ์ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อหวังเอาทรัพย์สิน
4. การหลอกให้กลัว หรือ Call Center โดยอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แจ้งว่าท่านเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด หลอกให้โอนเงินให้ตรวจสอบ
5. การหลอกขายยาและอาหารเสริม โดยหลอกขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือยา อ้างว่าสามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้ ซึ่งอาจไม่ได้ผลจริงและเป็นอันตราย
6.การหลอกขายประกันสุขภาพ โดยอ้างว่าเป็นตัวแทนจากบริษัทประกันสุขภาพ เพื่อขอข้อมูลส่วนตัวหรือขายประกันที่ไม่เป็นความจริง
7. การหลอกรับสวัสดิการผู้สูงอายุ โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานราชการที่ดูแลเรื่องบำนาญหรือสวัสดิการผู้สูงอายุ และขอข้อมูลส่วนตัวหรือขอให้โอนเงินเพื่อดำเนินการ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอเตือนพี่น้องประชาชนให้ระมัดระวังไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพในรูปแบบดังกล่าว และขอให้คอยสอดส่องดูแลบุคคลในครอบครัวของท่าน เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกหลอกลวงโดยมิจฉาชีพที่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย
สุดท้ายนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ และสำหรับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

'มาเลเซีย' ปรับราคาดีเซลขึ้นอีก 50% ในหลายพื้นที่ หลังยุติมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันแบบเหวี่ยงแห

เมื่อวานนี้ (10 มิ.ย. 67) สำนักข่าว Channel News Asia รายงานว่า มาเลเซียประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 50% ในหลายพื้นที่ มีผลวันนี้ ซึ่งก็คือ 10 มิ.ย. เนื่องจากรัฐบาลเปลี่ยนแนวทางการใช้มาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันแบบเหวี่ยงแหซึ่งมีต้นทุนสูง ไปเป็นการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ โดยกระทรวงการคลังระบุในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ (9 มิ.ย.) ว่า จะเริ่มกำหนดราคาน้ำมันดีเซลให้สอดคล้องกับราคาตลาดมากขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังระบุว่า ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.35 ริงกิตต่อลิตร ในพื้นที่รอบคาบสมุทรมาเลเซีย (Peninsular Malaysia) ตั้งแต่เที่ยงคืนเป็นต้นไป ซึ่งราคาดังกล่าวจะเป็นราคาตลาดที่ไม่มีการอุดหนุนจากรัฐบาล โดยเป็นราคาอ้างอิงจากค่าเฉลี่ยเดือนพ.ค. 2567 ตามสูตร Automatic Pricing Mechanism

สำหรับรัฐอื่น ๆ และดินแดนของมาเลเซียบนพื้นที่เกาะบอร์เนียว ราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ที่ลิตรละ 2.15 ริงกิต โดยรัฐบาลจะยังตรึงราคานี้สำหรับกลุ่มขนส่งโลจิสติกส์ที่เข้าเกณฑ์การอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลของรัฐบาล นอกจากนี้ ยังตรึงราคาน้ำมันสำหรับกลุ่มประมงและกลุ่มขนส่งสาธารณะบางส่วน อาทิ รถโรงเรียนและรถพยาบาล

ทั้งนี้ ตามมาตรการพยุงราคาน้ำมัน ราคาดีเซลในมาเลเซียจะจำหน่ายในราคาที่ต่างกัน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม สำหรับกลุ่มประมง อยู่ที่ลิตรละ 1.65 ริงกิต, กลุ่มขนส่งสาธารณะทางบก ลิตรละ 1.88 ริงกิต, กลุ่มยานพาหนะเชิงพาณิชย์และส่วนบุคคล ลิตรละ  2.15 ริงกิต และกลุ่มภาคการพาณิชย์ที่จำหน่ายตามราคาตลาดซึ่งไม่ได้รับการอุดหนุนราคา อยู่ที่ลิตรละ 3.60 ริงกิต

รัฐบาลมาเลเซียกล่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า แผนลดการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลในปีนี้ คาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณได้ปีละประมาณ 4 พันล้านริงกิต (853.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และคาดว่า จะนำงบส่วนดังกล่าวไปช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มาเลเซียใช้งบประมาณจำนวนมากในการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิง น้ำมันปรุงอาหาร และราคาข้าว รวมถึงสินค้าพื้นฐานอื่น ๆ โดยงบดังกล่าวพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้การคลังของรัฐบาลตึงเครียด เฉพาะน้ำมันดีเซลอย่างเดียว รัฐบาลมาเลเซียใช้งบในการพยุงราคาไปถึง 1.43 หมื่นล้านริงกิต ในปี 2566 เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่ 1.4 พันล้านริงกิตถึง 10 เท่า 

'Elon Musk' เตรียมแบนการใช้ iPhone ในบริษัทของเขา หาก Apple ร่วมมือ OpenAI ฝัง ChatGPT เข้าไปใน OS ของเครื่อง

เมื่อวานนี้ (10 มิ.ย.67) Apple ได้เปิดตัว Apple Intelligence ใน iOS 18, iPadOS 18 และ macOS Sequoia เพื่อเพิ่มความฉลาดในการใช้งาน Siri รวมถึงแอปพลิเคชันต่าง ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีการใช้ Siri ร่วมกับ ChatGPT ล่าสุด Elon Musk ก็ดันขู่ว่าจะแบน Apple ซะอย่างงั้น

ทั้งนี้ การทำงานร่วมกันของ Siri และ ChatGPT เพื่อเป็นการจัดการกับคำถามที่ซับซ้อนได้ แต่จะเกิดขึ้นเมื่อได้รับอนุญาตจากผู้ใช้งานแล้วเท่านั้น แถมฟีเจอร์นี้ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้ได้รับการตอบสนองตามบริบทที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องเปิดแอป ChatGPT ซึ่งหลังงานเปิดตัวนี้ Musk ได้ออกตัวคัดค้านอย่างเต็มที่ผ่านการโพสต์บน X ของเขาเอง

โดย Musk บอกว่า “หาก Apple รวม OpenAI ในระดับระบบปฏิบัติการ อุปกรณ์ Apple จะถูกแบนในบริษัทของผม และนั่นเป็นการละเมิดความปลอดภัยที่ยอมรับไม่ได้ ซึ่งผู้มาเยือนจะต้องตรวจสอบอุปกรณ์ Apple ของตนที่ประตู ซึ่งจะถูกจัดเก็บไว้ในกรงฟาราเดย์” ทั้งนี้เขาก็ยังตั้งคำถามเพียบเลยถึงความสามารถของ Apple ในการรับรองความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้งาน ซึ่งเขาบอกว่า “Apple ไม่ได้บอกว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อพวกเขาส่งข้อมูลของคุณให้กับ OpenAI”

สำหรับ Apple และ OpenAI ต่างเน้นย้ำว่าข้อมูลผู้ใช้จะถูกแชร์โดยได้รับความยินยอมอย่างแท้จริงเท่านั้น และการโต้ตอบเหล่านี้ได้รับการออกแบบให้มีความปลอดภัย ทั้งนี้ Apple ระบุอย่างชัดเจนในข้อความว่าความสามารถ AI ใหม่ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้เป็นหลัก เพียงแต่เป็นการใช้งานเพื่อการประมวลผลเพื่อประโยชน์ต่อผู้ใช้งานเท่านั้นด้วย

สำหรับการใช้งาน Apple Intelligence จะสามารถใช้งานได้บนอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังนี้

- iPhone 15 Pro
- iPhone 15 Pro Max
- iPad Pro ชิป M1 ขึ้นไป
- iPad Air ชิป M1 ขึ้นไป
- MacBook Air ชิป M1 ขึ้นไป
- MacBook Pro ชิป M1 ขึ้นไป
- iMac ชิป M1 ขึ้นไป
- Mac mini ชิป M1 ขึ้นไป
- Mac Studio ชิป M1 ขึ้นไป
- Mac Pro ชิป M2 Ultra

เกิดเป็น 'นักการเมืองไทย' ต้องโกหก  ถ้าไม่โกหก ก็ไม่ใช่ 'นักการเมืองไทย'

คนรุ่นพี่ หรือรุ่นเดียวกันกับผม เราจะชินกับการโกหกคำโตของนักการเมืองไทยมาโดยตลอด ทั้งที่โกหกแบบหน้าด้าน ๆ หรือจะพยายามโกหกแบบเนียน ๆ ไม่ให้ใครจับได้ง่าย ๆ ก็ถือเป็นการโกหกประชาชนอยู่ดี คนที่กล้าอาสามาเป็น 'ตัวแทนประชาชน' มากินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน แต่ก็ยังกล้าโกหกประชาชนที่เลือกพวกเขาเข้ามา ก็หมายความว่าเป็นคนที่ไม่ซื่อสัตย์ และเนรคุณผู้มีพระคุณอย่างไม่น่าให้อภัย

ปีแล้วปีเล่าประเทศไทยจะต้องฝืนทนกับนักการเมืองหน้าเก่า ๆ ส่วนใหญ่ ๆ ที่แทบจะหาความดีกับแผ่นดินไทยไม่ได้เลย เราต้องทนกล้ำกลืนเห็นคนเหล่านี้หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนมาแทะกินประเทศชาติของเราต่อหน้าต่อตา และก็รอดพ้นตารางด้วย 'คำโกหกคำโต' บ่อย ๆ

ราวกับว่าเราไม่มีใครอีกแล้วที่จะหวังพึ่งพิงได้จริง ๆ 

ในวันที่คนไทยกำลังสิ้นหวัง วันหนึ่งก็มีพรรคการเมืองที่ออกตัวว่าเป็น 'คนรุ่นใหม่' แสดงออกถึงความมุ่งมั่น มีอุดมการณ์ มีแนวคิดที่จะกำจัดนักการเมืองแย่ ๆ ในแบบที่เราคุ้นเคยในอดีตให้หมดไปจากสังคมไทย เพื่อจะทำให้ประเทศไทยดีขึ้น โดยโฆษณาว่า ถ้าเลือกพวกเขาให้เข้ามาเป็น สส. หรือชนะการเลือกตั้งจนได้เป็นรัฐบาล รับประกันว่า 'ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิม'

คำว่า 'ไม่เหมือนเดิม' ก็คงจะสื่อความหมายว่า ต้องดีขึ้น ดีในแบบที่ 'นักการเมืองรุ่นเก่า' ไม่เคยทำได้ นั่นคือไม่ทำเรื่องที่ผิดกฎหมาย ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน ไม่สนับสนุนกลุ่มคนที่ก่อความไม่สงบภายในบ้านเรา ไม่สมคบคิดกับต่างชาติเพื่อมาทำลายสถาบันหลักของประเทศตัวเอง จะปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และพร้อมจะเป็น 'แบบอย่างที่ดี' ให้กับเยาวชนคนรุ่นถัดไป 

แต่...เปล่าเลย ไม่มีสิ่งใดเฉียดใกล้สิ่งที่ 'นักการเมืองรุ่นใหม่' เคยโฆษณาเอาไว้

เพราะตั้งแต่ประเทศไทยมีพรรคการเมืองที่ออกตัวว่าเป็น 'คนรุ่นใหม่' เรากลับเห็นพฤติกรรมเลว ๆ ที่ไม่ต่างจาก 'นักการเมืองรุ่นเก่า' แต่บางเรื่องก็เลวร้ายกว่า เช่นการล้างสมองเด็ก อาศัยเด็กเป็นเครื่องมือให้กระทำผิด 112 เพื่อสั่นสะเทือนสถาบันที่ตนเองเกลียดชัง หนีการเกณฑ์ทหาร ทำอนาจารกับผู้ร่วมงาน มีแนวคิดล้มล้างการปกครอง ทั้งหมดเกิดจาก 'นักการเมืองรุ่นใหม่' ทั้งสิ้น 

ยังไม่นับเรื่องโกหกสังคม พูดไม่หมด หรือพูดเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้กับสิ่งที่ตนเองเกลียดชังนั้น มีให้เห็นตามหน้าสื่อแทบทุกวัน

ช่างไม่กระดากใจ หรืออายความเป็นคนกันบ้างเลย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top