Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

‘พีระพันธุ์’ ดึง ‘ฉางอาน’ ถ่ายทอดความรู้ 'ยานยนต์-พลังงานยุคใหม่' เสริมแกร่ง 'วิทยาลัยพลังงานแห่งชาติ-ผู้ประกอบการผลิตอะไหล่ไทย'

‘พีระพันธุ์’ ดึง ‘ฉางอาน’ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านยานยนต์ยุคใหม่  หนุนวิทยาลัยพลังงานแห่งชาติ  เสริมสร้างทักษะแรงงานไทยสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน พร้อมดันไทยเป็น EV Hub ของอาเซียน 

เมื่อไม่นานมานี้ นายเซิน ซิงหัว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซาท์อีสเอเชีย จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า CHANGAN (ฉางอาน) ได้เข้าพบ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านยานยนต์ยุคใหม่ เพื่อสนับสนุนวิทยาลัยพลังงานแห่งชาติ ของกระทรวงพลังงาน รวมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปยังกลุ่มผู้ประกอบการผลิตอะไหล่รถยนต์ภายในประเทศ และการจัดหาพลังงานในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานในอนาคต

นายเซิน ซิงหัว กล่าวว่า "ความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อประเทศไทยไม่เพียงแค่การผลิต และการดำเนินธุรกิจเท่านั้น แต่เรายังทุ่มเทในการมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี และการศึกษาของภาคยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งเรามุ่งหวังที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตยานยนต์ที่ยั่งยืนของประเทศ และเสริมสร้างทักษะแรงงานในท้องถิ่นให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้"

ทั้งนี้ ทาง CHANGAN ตั้งเป้าหมายให้ Local Content หรือวัตถุดิบในประเทศของรถยนต์ไฟฟ้า CHANGAN มีสัดส่วนอยู่ที่ 40% และเพิ่มเป็น 80% ภายในปีพ.ศ. 2570 ซึ่งจะเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยและส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น EV Hub อาเซียนในอนาคตอันใกล้นี้

‘ตลาดปลาจตุจักร’ ไฟไหม้ เสียหายหมด 118 ล็อก  เบื้องต้นไม่พบผู้บาดเจ็บ เตรียมตั้งโต๊ะเยียวยาผู้ค้า

(11 มิ.ย.67) ศูนย์วิทยุพระราม199 รายงานว่า เมื่อเวลา 04.08 น. เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในตลาดปลาจตุจักร เจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยพหลโยธิน เร่งฉีดน้ำสกัดและควบคุมเพลิงไว้ได้ 

นายอนุวัฒน์ อ้นน่วม ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการดับเพลิงและกู้ภัย เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กำลังเข้าไปตรวจสอบด้านในอาคาร ยังมีกลุ่มควันอยู่บางจุด และมีส่วนที่หลังคาทรุดลงมา ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ที่เกิดเหตุเป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียว แบ่งเป็นห้อง ร้านค้า 118 ล็อก ได้รับความเสียหายทั้งหมด โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสำรวจสัตว์ในแต่ละร้าน เช่น ปลา กระต่าย เต่า นก ไก่ และ งู เป็นต้น

ด้านนายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร  เปิดเผยว่า ผู้อำนวยการเขตจตุจักรตั้งโต๊ะให้ผู้ค้ามาตรวจสอบ ลงทะเบียน และแจ้งความเสียหาย เพื่อให้ความช่วยเหลือและเยียวยา ขณะนี้มีผู้ค้าที่ได้รับผลกระทบเดินทางมาบางส่วน หลังจากนี้ สามารถไปแจ้งเรื่องได้ที่สำนักงานเขต

'อ.พงษ์ภาณุ' ชี้!! ดอกเบี้ยขาลงเริ่มต้นแล้ว หวัง 13 มิ.ย.นี้ 'กนง.' จะไม่ขวางโลกอีกต่อไป

(11 มิ.ย. 67) อ.พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อดีตปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ ได้เผยว่า ดอกเบี้ยขาลงเริ่มแล้ว โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank-ECB) ธนาคารแห่งชาติสวิตเซอร์แลนด์, ธนาคารกลางแห่งแคนาดา ทยอยปรับดอกเบี้ยนโยบายลงแห่งละ 0.25% และคาดว่าจะมีธนาคารกลางอีกหลายประเทศประกาศลดดอกเบี้ยตามมา รวมทั้ง Federal Reserve แห่งสหรัฐอเมริกา

ต้องถือว่าเป็นการประสานนโยบายดอกเบี้ยครั้งยิ่งใหญ่ของโลกอีกครั้งหนึ่ง และเป็นจุดหักเห (Turning Point) ครั้งแรกในรอบ 3 ปี เพราะการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ จะช่วยผ่อนคลายนโยบายการเงินและพยุงภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลงอย่างชัดเจน ขณะที่เงินเฟ้อทั่วโลกเริ่มอ่อนตัวลงและเข้าใกล้กรอบเงินเฟ้อของธนาคารกลางในประเทศต่าง ๆ แล้ว

สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีความผันผวนทางการเงินมากที่สุดประเทศหนึ่ง และมีเงินเฟ้อติดลบและหลุดกรอบล่างมาเป็นเวลายาวนาน ก็เชื่อมั่นว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะใช้โอกาสของการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งหน้าในวันที่ 13 มิถุนายนนี้ ประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างน้อย 0.25% เสียที และประกาศแผนการลดดอกเบี้ยครั้งต่อ ๆ ไป ซึ่งจะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้อย่างโปร่งใส และถ้าจะให้ดี พร้อม ๆ กับการลดดอกเบี้ย ธปท. ก็ควรจะออกมาแสดง ความรับผิดชอบอย่างลูกผู้ชายต่อประชาชนกับความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดจากความผิดพลาดของนโยบายการเงินในช่วงที่ผ่านมา

ดังที่เคยกล่าวมาแล้ว ปี 2567 จะเป็นปีทองของการลงทุนไทย หลังจากที่งบประมาณแผ่นดิน 2567 เริ่มมีผลบังคับใช้ ส่วนราชการได้เบิกจ่ายงบลงทุนในเดือนพฤษภาคมเดือนเดียวแล้วกว่า 100,000 ล้านบาท สูงกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้วกว่าเท่าตัว และมีแนวโน้มที่จะมีการเบิกจ่ายงบลงทุนในระดับสูงจนสิ้นปีงบประมาณ งบประมาณแผ่นดินประจำปี 2568 ซึ่งมีวงเงินสูงถึงกว่า 3.7 ล้านล้านบาท ก็จะมุ่งเน้นการยกระดับการลงทุนภาครัฐ มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ โดย บสย. วงเงิน 50,000 ล้านบาท จะช่วยเอื้อให้ธุรกิจขนาดกลางและย่อมเข้าถึงสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ได้ง่ายขึ้น

"นโยบายรัฐบาลมุ่งเน้นการกระตุ้นการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ แล้ว ธปท.ล่ะ จะมัวเพิกเฉยทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลองอยู่ได้อย่างไร" อ.พงษ์ภาณุ กล่าว

บึงกาฬ ไทย-ลาวลงนามข้อตกลง(MOU)ด้านการศึกษาการค้าการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม 

การทำบันทึกข้อตกลงระหว่างศึกษาธิการจังหวัดบึงกาฬ หอการค้าบึงกาฬ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวบึงกาฬ(BTA) วิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ  โรงเรียนบึงกาฬ โรงเรียนบึงกาฬคริสเตียน ราชอาณาจักรไทย ร่วมกับแผนกศึกษาธิการและกีฬาแขวง แขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว ลงนามทำข้อตกลง(MOU)ด้านการศึกษา การค้า การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม สภาการค้าและอุตสาหกรรม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมุ่งพัฒนาและเสริมสร้างคุณภาพการศึกษา การค้า การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระดับท้องถิ่นให้เข้มแข็งและยั่งยืนของทั้ง 2 จังหวัด 2 ประเทศ

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 10 มิ.ย. ที่หอประชุมวิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ว่าที่ร้อยตรี พูนศักดิ์ พระรัตภูมี ศึกษาธิการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวต้อนรับคณะจากสปป.ลาว ท่านโพนเพด กุนนาวง รองหัวหน้าแผนกศึกษาธิการและกีฬาแขวงบอลิคำไซ ท่านไพวัน สีพันดอน รองประธานสภาการค้าและอุตสาหกรรม สปป.ลาว ส่วนฝ่ายไทยมี นายบุญเพ็ง ลามคำ ประธานหอการค้าจังหวัดบึงกาฬ นายบุญทวี สาลี นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดบึงกาฬ นายอุใด ศรีทุมมา ผู้อำนวยการโรงเรียนบึงกาฬคริสเตียน นายสุรสิทธิ์ สิทธิอมร ผู้อำนวยการโรงเรียนบึงกาฬ และนายชาญชัย แสนจันทร์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) โดยมีรายละเอียดข้อตกลงความร่วมมือ ดังนี้ เพื่อมุ่งพัฒนาและเสริมสร้างคุณภาพด้านการศึกษาสู่มาตรฐานสากล เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในการทำงานด้านการศึกษาร่วมกันให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้พัฒนาด้านการบริหารการศึกษา ด้านการจัดการเรียนการสอน ส่งเสริมสนับสนุนร่วมมือในด้านวิชาการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาเป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ติดต่อสื่อสาร และการจัดกิจกรรม ส่งเสริมการค้า การท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมประเพณี ทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ทางคณะศึกษาธิการแขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว ได้ศึกษาดูงานในวิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬตามแผนกต่างๆ ด้วย

ว่าที่ ร.ต.พูนศักดิ์ พระรัตภูมี ศึกษาธิการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า การที่เราเห็นความสำคัญของการพัฒนาครั้งนี้ร่วมกันจึงเป็นสิ่งที่ดี เราจะได้พัฒนาความรู้ ให้โอกาสจากความร่วมมือของเราครั้งนี้จะทำให้ทั้งสองประเทศได้พัฒนาได้ไกลขึ้น ในเรื่องของการศึกษาทางจังหวัดบึงกาฬ ก็อยากจะสร้างความสัมพันธ์และร่วมมือแลกเปลี่ยนทางการศึกษา กับทางสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเช่นกัน  เราจะได้พัฒนาการศึกษาทั้งสองประเทศร่วมกัน 

ด้านนายชาญชัย แสนจันทร์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ ได้กล่าวต้อนรับคณะศึกษาธิการแขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว ว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับต้อนรับคณะฯอย่างเป็นทางการ วิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬได้จัดการเรียนการสอนทั้งหมด 11 สาขาวิชา ซึ่งมีนักศึกษาจาก สปป.ลาว ที่มาเรียนที่นี่จำนวน 4 คน กล่าวได้ว่าการเรียนเน้นปฏิบัติ มีฝึกงาน มีรายได้ระหว่างเรียน กิจกรรมส่งเสริมผู้เรียนมากมาย นักศึกษาที่จบจาก วท.บึงกาฬ มีงานทำแน่นอน สามารถรับราชการในหน่วยงานรัฐ หรือสามารถประกอบอาชีพได้ 

ส่วนท่านโพนเพด กุนนาวง รองหัวหน้าแผนกศึกษาธิการและกีฬาแขวง กล่าวช่วงท้ายว่า วันนี้ได้มาเยี่ยมชมทางวิทยาลัยเทคนิคจังหวัดบึงกาฬก็รู้สึกประทับใจและชื่นชม ตลอดจนได้เห็นการเรียนการสอนพร้อมทั้งได้เดินชมสาขาช่างยนต์ สาขาช่างโยธา สาขาวิทยบริหาร สาขาการไฟฟ้า ทำให้รู้ถึงการก้าวหน้าในการเรียนการสอนสายอาชีพของวิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ จึงคิดว่าครั้งต่อไปจะเชิญทางผู้ที่มีความเกี่ยวข้องในสาขาวิชาอาชีพไปที่แขวงบอลิคำไช เพื่อสร้างสายสัมพันธ์ ของการศึกษาและแลกเปลี่ยนกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นนั่นเอง.

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0645960906

ผู้ช่วย ผบ.ตร. เยี่ยมบำรุงขวัญตำรวจ สภ.เมืองพลับพลา จ.นครราชสีมา กำชับการปฏิบัติหน้าที่ เน้น “หลักการทำงาน 4443”

วันนี้ (10 มิถุนายน 2567) เวลา 14.00 น. พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญข้าราชการตำรวจที่ สภ.เมืองพลับพลา ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมาโดยมี พล.ต.ต.อิทธิพล นาคคำ รอง ผบช.ภ.3 , พ.ต.อ.ฉัฐวัชร วงศ์วาสน์ รอง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา ,พ.ต.ท.อุทัย เรืองทา สว.สภ.เมืองพลับพลา พร้อมข้าราชการตำรวจสังกัด สภ.เมืองพลับพลา ให้การต้อนรับ

พล.ต.ท.ธนายุตม์ฯ ได้มอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่ข้าราชการตำรวจ สภ.เมืองพลับพลา และเดินเยี่ยมชมที่ทำการสถานีตำรวจ พบว่ามีความสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย มีการจัดการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) มีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำกับประชาชนที่มาใช้บริการหรือผู้มาติดต่อราชการ ห้องน้ำมีความสะอาดพร้อมใช้งาน มีการจัดที่จอดรถเฉพาะสำหรับประชาชนที่มาติดต่อราชการ

จากนั้นได้ร่วมประชุมเพื่อทราบปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงาน และรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ในการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ ทั้งนี้ พล.ต.ท.ธนายุตม์ฯ ได้ให้คำแนะนำและข้อคิดในการทำงาน โดยให้นำนโยบายรัฐบาลและแนวทางการปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปยึดถือปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เน้นย้ำความรักความสามัคคี ร่วมกันทำงานเป็นทีม ยึดมั่นในระเบียบวินัย ดำรงตนอย่างมีเกียรติ , มุ่งบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชนด้วยความรวดเร็ว ด้วยจิตใจของการให้บริการที่ดี ด้วยความเป็นมิตร ยิ้มแย้มแจ่มใส ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความสุภาพและให้เกียรติ โดยการทำงานให้ยึดตามแนวทาง “หลักการทำงาน 4443” คือ “4 เกาะ” เกาะติดพื้นที่ เกาะติดประชาชน/มวลชน/และชุมชน เกาะติดคนร้ายหรือเกาะติดศัตรูของประชาชน และเกาะติดผู้ใต้บังคับบัญชาหรือเกาะติดลูกน้อง , “4 ยก” ยกระดับองค์ความรู้ ยกระดับวิธีคิด ยกระดับวิธีการทำงาน ยกระดับการใช้ดุลพินิจ , “4 ทำ” ทำงาน ทำดี ทำบุญ มีภาวะผู้นำ , และ “3 S” Smart Smile Strong

นอกจากนี้ กำชับให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ กวดขัน กำกับดูแล สอดส่องความประพฤติ และพฤติกรรมของข้าราชการตำรวจภายใต้ปกครองบังคับบัญชาอย่างสม่ำเสมอ โดยใกล้ชิด รวมถึงสร้างขวัญกำลังใจ ความสามัคคีของข้าราชการตำรวจภายใต้ปกครองบังคับบัญชา เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของตำรวจ สร้างความเชื่อถือศรัทธาแก่ประชาชน ให้ประชาชนยอมรับว่าข้าราชการตำรวจคือผู้พิทักษ์ราษฎร์อย่างแท้จริง รวมทั้งให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับหมั่นตรวจสอบปัญหาอุปสรรค ความเป็นอยู่ของผู้ใต้บังคับบัญชาและครอบครัวอย่างใกล้ชิด สม่ำเสมอ และควบคุม กำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ให้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือการกระทำความผิดใดๆ ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ห้ามมิให้มีการเรียกรับผลประโยชน์, การจับกุมในลักษณะกลั่นแกล้ง, การเข้ามีส่วนพัวพันกับการกระทำความผิด หรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต หากพบว่ามีการกระทำความผิดให้ดำเนินการทั้งทางวินัย ทางปกครอง และทางอาญา อย่างถึงที่สุด

11 มิถุนายน พ.ศ. 2564 'โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ' ทุ่มร้อยล้าน คว้าสิทธิ์ 'ยูโร 2020' มอบความสุขให้คนไทย ได้ชมฟรีทุกนัดตลอด 1 เดือน

เชียร์ยูโร Aerosoft เชียร์ยูโร ! เชียร์ยูโร Aerosoft เชียร์ยูโร ! เชียร์ยูโร Aerosoft เชียร์ยูโร ! 

เชื่อว่าหลายคนคงยังไม่ลืมเพลง 'เชียร์ยูโร Aerosoft 2020' อีกเพลงฮิตติดหูฉบับเร่งด่วน ที่ 'ณัฐภูมิ รัฐชยากร' เนรมิตขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งถูกนำมาใช้ประกอบกับลิขสิทธิ์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ ยูโร 2020 กันไม่มากก็น้อย

โดยวันนี้เมื่อปีที่แล้ว คอบอลชาวไทยได้เฮ!! หลังแบรนด์ 'รองเท้าแอร์โร่ซอฟ' ทุ่ม 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2020 ยิงสด NBT2HD SPORT ครบ 51 นัด โดยเริ่มคิกออฟคู่แรก อิตาลี VS ตุรกี ช่วงคืนวันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ย้อนกลับไปก่อนวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564 มีคำถามกันหนาหูในหมู่คนไทยว่า จะมี 'ยูโร 2020' มาให้รับทางฟรีทีวีหรือไม่ เนื่องจากยังไม่มีการประกาศอย่างชัดเจนจากหน่วยงานใด ๆ ว่าจะมีการนำลิขสิทธิ์สัญญาณการถ่ายทอดสด 'ฟุตบอลยูโร 2020' มาเผยแพร่ในช่วงนั้น

เหตุผลที่ทำให้เรื่องนี้ดูนิ่ง ๆ ไป เพราะต้องยอมรับว่า สถานการณ์ในตอนนั้น ทางภาครัฐบาลไม่สามารถนำงบภาษีที่เก็บจากประชาชนมาคืนความสุข ด้วยการไปร่วมประมูลซื้อลิขสิทธิ์มาถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ (ทีวีพูล) หรือผ่านช่องทางอื่นได้ ต้องเป็นช่องทีวีเอกชนเท่านั้น ถึงจะสามารถประมูลฟุตบอลยูโร มาถ่ายทอดสดให้คนไทยได้ดูกัน เพียงแต่ในช่วงที่ผ่านมาก็ยังไม่มีเอกชนรายใดขอซื้อลิขสิทธิ์เข้ามาถ่ายทอด จนคนไทยส่วนใหญ่น่าจะไปหวังพึ่งลิงก์เถื่อนที่ดูไปสะดุดไป อย่างไร้อรรถรส

อย่างไรก็ตาม ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโร 2020 ตลอด 51 นัด ก็เกิดขึ้นได้ จากผู้สนับสนุนหลักอย่าง บริษัท ซัมมิทฟุตแวร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย รองเท้ายี่ห้อ 'แอโร่ซอฟ' ภายใต้ ‘นายโกมล จึงรุ่งเรืองกิจ’ ประธานกรรมการ ผู้ที่ตั้งใจจะมอบความสุขให้แก่คนไทยในยามโรคระบาดยังไม่จางหาย ได้รับชมกันเต็มอิ่มทุกนัดแบบไม่สะดุด

โดยในส่วนของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดในครั้งนั้น ทางแอโร่ซอฟ เป็นภาคเอกชนรายเดียวในการทุ่มงบ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซื้อสิทธิ์การถ่ายทอดสดจากทางสหพันธ์ฟุตบอลยุโรปหรือ 'ยูฟ่า' เพื่อให้คนไทยได้รับชมการถ่ายทอดสดฟรีทุกนัดตลอด 1 เดือน (11 มิ.ย. - 11 ก.ค.64) ทางช่อง NBT2HD SPORT

ยิ่งไปกว่านั้น 'เวลาแอร์ไทม์' หรือช่วงเวลาที่สามารถนำไปสร้างรายได้จากโฆษณาตลอดช่วงถ่ายทอดสดทั้งหมดนั้น ทาง 'แอโร่ซอฟ' ของ คุณโกมล ก็ไม่ได้นำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ใด ๆ หากแต่นำเวลาเหล่านั้นมาช่วยผู้ประกอบการรายย่อยคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ด้วยการเปิดโอกาสให้โปรโมตสินค้าและธุรกิจแบบฟรี ๆ ตลอดซีซั่นบอลยูโร 2020 อีกด้วย

สำหรับ ‘นายโกมล จึงรุ่งเรืองกิจ’ ประธานกรรมการ บริษัท ซัมมิทฟุตแวร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย รองเท้ายี่ห้อ 'แอโร่ซอฟ' ถือเป็นอีกผู้ใหญ่ใจดีของสังคมไทย และเป็นบุคคลที่มักเข้ามาช่วยเหลือเรื่องใหญ่ ๆ ในสังคมไทยแบบไม่ออกหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ได้บริจาคเงิน จำนวน 100 ล้านบาท พร้อมด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น ประกอบด้วย อุปกรณ์ป้องกันใบหน้าและตา (Face Shield) จำนวน 3,000 ชิ้น และเครื่องช่วยหายใจไฮโฟลว์ (Airvo 2) จำนวน 10 ชิ้น ให้กับมูลนิธิโรงพยาบาลศิริราช เพื่อสนับสนุนการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 และจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ใช้ในการรักษา

“Aerosoft รองเท้าแตะนุ่มสบายขอเป็นกำลังใจ…ให้คนไทยทั้งชาติ”

‘สามี-ภรรยา’ ชาวอุทัยฯ ขายข้าวแกง 10 บาท แถมเติมข้าวไม่อั้น หวังช่วยลดค่าใช้จ่ายคนหาเช้ากินค่ำ ในยุคข้าวยากหมากแพง

(10 มิ.ย. 67) ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจยุคข้าวยากหมากแพง ร้านนาย ก. ที่เปิดบริการขายข้าวแกงอยู่บริเวณวงเวียนข้างที่ว่าการอำเภอเมืองอุทัยธานี กลับขึ้นป้ายหน้าร้านว่า ขายข้าวราดแกงอย่างละ 10 บาท แต่ละวันจะมีเมนูกับข้าวให้เลือกมากกว่า 10 อย่าง ทำให้ผู้คนหลากหลายกลุ่มอาชีพพากันแวะเวียนมารับประทานข้าวราดแกงที่ร้านกันตั้งแต่เช้า และเพียงไม่กี่ชั่วโมงกับข้าวที่ร้านก็หมดเกลี้ยงก่อนถึงเที่ยงทุกวัน

นางสาวพิชชาพัชร หงษ์คำ อายุ 33 ปี เจ้าของร้าน นาย ก.ข้าวแกง 10 บาท เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนกับสามีไปทำงานอยู่ต่างจังหวัด ก่อนกลับมาอยู่บ้านเกิดที่อุทัยธานี ตัดสินใจกันว่าจะลองเปิดร้านขายข้าวแกง แต่ด้วยเศรษฐกิจตอนนี้ราคาข้าวแกงปกติก็จะอยู่ที่จานละ 30-60 บาท (ตามจำนวนอาหาร) ซึ่งตนมองว่าตอนนี้ทุกคนค่อนข้างที่จะแบกภาระค่าใช้จ่ายที่สูงกันมากขึ้นทุกอย่าง จึงตัดสินใจลองขายข้าวแกงในราคา 10 บาทดู

ด้วยหวังว่าช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้คนหาเช้ากินค่ำ แบบมีเงิน 10 บาทก็กินเมนูข้าวแกงดีๆ ได้ แต่ละวันที่ร้านจะทำกับข้าวขายไม่ต่ำกว่า 10 เมนู โดยจะสลับสับเปลี่ยนกันไปทุกวัน ส่วนข้าวสวยนั้นก็จะคิดเป็นราคาบุฟเฟต์จานละ 10 บาท ตักได้ไม่อั้นจนกว่าจะอิ่ม

ซึ่งตั้งแต่เปิดร้านมาได้ประมาณเดือนเศษก็ได้รับผลตอบรับจากลูกค้าดีมากๆ มีลูกค้ามารับประทานข้าวแกงที่ร้านกันตั้งแต่เช้า มีทั้งแบบมาคนเดียวและมากันแบบครอบครัว แต่ละคนนั้นรับประทานกันอิ่มท้องในราคาแพงสุดอยู่ที่ 70 บาท ทำให้ยังเหลือเงินเก็บไว้ในมื้อถัดไปได้อีก

นางสาวพิชชาพัชรบอกว่า ที่ร้านจะเปิดขายตั้งแต่ 6 โมงเช้า ไปจนถึงบ่ายโมง ซึ่งตั้งแต่เปิดร้านมากับข้าวที่ร้านจะหมดก่อนเที่ยงเกือบทุกวัน ตอนนี้เลยตัดสินใจทำกับข้าวเพิ่มขึ้นอีก เพื่อให้พอลูกค้าที่จะมารับประทานในช่วงเที่ยงและช่วงบ่ายอีกด้วย

‘โบลท์’ เผยเทรนด์คนรุ่นใหม่ ‘เน้นเช่ามากกว่าซื้อ’  ไม่ต้องแบกภาระระยะยาว - แรงกดดันทางเศรษฐกิจ

(10 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริการ “Subscription Model” กลายเป็นเทรนด์มาแรงแห่งยุคที่สอดคล้องไปกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่เว้นแม้แต่ของชิ้นใหญ่ที่เคยถูกให้ความสำคัญในฐานะสินทรัพย์ที่ควรมีไว้ในครอบครอง งานศึกษาทั้งในและต่างประเทศต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คนรุ่นใหม่เน้นเช่ามากกว่าซื้อ ไม่ต้องการแบกภาระระยะยาว บวกกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ทำให้การใช้ชีวิตแบบปลอดหนี้เป็นคุณค่าที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญมากขึ้น

สอดคล้องกับเทรนด์ที่ ‘โบลท์’ (Bolt) แอปพลิเคชันเรียกรถเจ้าแรกในยุโรป ที่เข้ามาเปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่กลางปี 2566 เปิดเผยว่า ขณะนี้เทรนด์การไม่เป็นเจ้าของกำลังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก จากผลสำรวจหลายแห่งพบว่า เหตุผลที่ผู้บริโภคหันมาใช้บริการแอปฯ เรียกรถมากขึ้น เกิดจากมุมมองเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของที่เปลี่ยนไป

จากเดิมที่คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) มองว่า การเป็นเจ้าของสินทรัพย์อย่าง ‘บ้าน’ หรือ ‘รถยนต์’ เป็นสิ่งสำคัญ เปรียบเสมือนเครื่องยืนยันการเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัว ทว่า ปัจจุบันทัศนคติดังกล่าวเปลี่ยนไปแล้ว คนรุ่นใหม่ให้น้ำหนักกับการซื้อประสบการณ์มากกว่าสิ่งของ Gen Z มองว่า การใช้จ่ายเป็นการแสดงออกถึงตัวตน

‘โบลต์’ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้น หนี้สินที่ติดพันต่อเนื่องจากระบบการศึกษา ส่งผลให้เทรนด์การไม่เป็นเจ้าของเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ‘Subscription Model’ จึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น หลายแบรนด์ที่หันมาทำการตลาดด้วยโมเดลดังกล่าวก็ประสบความสำเร็จมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเพลง วิดีโอ ภาพยนตร์ หรือบริการในรูปแบบอื่นๆ ก็ด้วย

‘ณัฐดนย์ สุขศิริฐานนท์’ ผู้จัดการประจำโบลท์ ประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ‘โบลท์’ มีการขยายช่องทางในการวิ่งงานเพิ่มขึ้นราว 19% ขณะที่สถิติการเรียกใช้บริการผ่านแอปฯ โบลท์นับตั้งแต่ช่วงเวลาที่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เพิ่มขึ้นมากถึง 600% ยอดจำนวนผู้ใช้งานโตขึ้นอีก 800% จำนวนรถยนต์ 4 ล้อ ที่ให้บริการผ่านแอปฯ ก็เพิ่มมากขึ้น สอดรับไปกับจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นราว 9.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาสำหรับรายได้ของ บริษัท โบลท์ ซัพพอร์ต เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ในปี 2566 พบว่า เติบโตจากปี 2565 พุ่งกระฉูด โกยรายได้กว่า 540 ล้านบาท กำไรสุทธิ 11 ล้านบาท แม้ขณะนี้พื้นที่ให้บริการจะยังไม่ครอบคลุมเท่ากับแอปฯ เรียกรถเจ้าตลาด แต่ก็นับเป็นสัญญาณที่ดีของ ‘โบลท์’ อยู่ไม่น้อย จับตาดูกันต่อไปว่า สมรภูมิที่ห้ำหั่นผ่านสงครามราคาเช่นนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

สังคมวอน!! ช่วยหญิงสาวหน้าตาดี เร่ร่อนใต้สะพานทางรถไฟ ด้านโซเชียลท้วง!! แล้วคนเร่ร่อนทั่วไป-หน้าตาไม่ดี ไม่ช่วยหรือ?

โซเชียลฯ ตั้งคำถาม หลังพบคลิปพลเมืองดีนำอาหารของใช้จำเป็นไปแจกคนเร่ร่อน กลับพบหญิงสาวหน้าตาดี ผิวพรรณขาว รีบเดินออกมารับสิ่งของ ทำเอาชาวเน็ตหลุดโฟกัสพร้อมตั้งคำถามเหตุใดเธอจึงมาเร่ร่อน ก่อนมีอดีตเพื่อนอ้างเคยสนิทเผยสาวรายดังกล่าวติดยาอย่างหนักถูกไล่ออกจากบ้านพร้อมแฟนหนุ่ม

(10 มิ.ย.67) ช่อง TikTok 'ทำใจให้ชิล' ซึ่งเป็นพลเมืองดี มักลงคลิปนำสิ่งของอาหารไปแจกคนเร่ร่อนตามสถานที่ต่าง ๆ เสมอได้เผยภาพเหตุการณ์ขณะผ่านใต้สะพานทางรถไฟ ย่านประตูน้ำ ได้มีหญิงสาวที่นั่งอยู่ใต้สะพานพร้อมแฟนหนุ่ม วิ่งออกมารับสิ่งของด้วยความดีใจ ทำเอาชาวเน็ตที่รับชมต่างหลุดโฟกัส พร้อมตั้งคำถามว่าเธอคือใคร หน้าตาผิวพรรณดี เหตุใดจึงประสบชะตากรรมแบบนี้ และต่างห่วงใยถึงความปลอดภัยและอยากให้มีหน่วยงานเข้าช่วยเหลือ

ทั้งนี้ พบมีชาวเน็ตรายหนึ่งอ้างตัวเป็นเพื่อนสนิทของหญิงสาว ระบุว่าหญิงสาวเกิดปี 2533 โดยเผยรายละเอียดว่าหญิงสาวและแฟนหนุ่มถูกไล่ออกจากบ้านเนื่องจากสติไม่ดีและพูดจาไม่รู้เรื่องจากเหตุติดยาเสพติดอย่างหนัก โดยเผยอีกว่าหญิงสาวรายดังกล่าวชื่อจุ๊บแจง อดีตเธอสวยและรวยมาก ๆ ขาว หุ่นดี ใครเห็นเป็นชอบทุกคน ล่าสุดมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ พม.ลงพื้นที่ไปตามหาสาวเร่ร่อนรายนี้ เพื่อให้ความช่วยเหลือแล้ว

อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับเรื่องนี้ โลกโซเชียลก็มีการตั้งคำถามเช่นกันว่า...

"แล้วทำไมโฟกัสคนนี้คนเดียว ที่สนามหลวงมีอีกเพียบเลย"

"ช่วยแค่คนเดียวแล้วคนเร่ร่อนที่เหลือล่ะ!!"

"อ่าว!! เห็นหน้าตาดีก็อยากช่วยหรือ คนที่หน้าตาไม่ดีละ ใครจะช่วย"

"ทำร้ายตัวเองทั้งนั้นคนสมัยนี้"

‘บ.ญี่ปุ่น’ ยอมถอย!! จ่อรื้อถอน ‘คอนโดฯ’ สร้างใกล้เสร็จ หลังโดนคนท้องถิ่นร้องเรียน บดบังความงามของ ‘ฟูจิ’

เมื่อวานนี้ (9 มิ.ย. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สื่อท้องถิ่นญี่ปุ่นรายงานแผนการรื้อถอนคอนโดมิเนียม ความสูง 10 ชั้น ที่ก่อสร้างใกล้เสร็จสิ้นในพื้นที่ทางตะวันตกของกรุงโตเกียว หลังจากผู้อยู่อาศัยท้องถิ่นร้องเรียนว่ามันบดบังวิวความสวยงามของแลนด์มาร์กชื่อดังอย่างภูเขาไฟฟูจิ

รายงานระบุว่า อาคารหลังดังกล่าว (Gurandomezon Kunitachi Fujimi-dori) ตั้งอยู่ที่เขตนากาของเมืองคุนิตาจิ ซึ่งถูกประชาสัมพันธ์ทางการตลาดว่าเป็นคอนโดมิเนียมแห่งแรกบนถนนฟูจิมิ-โดริ ที่เปิดจำหน่ายในรอบทศวรรษ แต่จะไม่เสร็จสมบูรณ์เนื่องด้วยกระแสคัดค้านจากคนท้องถิ่น

เมื่อวันอังคาร (4 มิ.ย.) บริษัท เซกิซุย เฮาส์ จำกัด ผู้พัฒนาคอนโดมิเนียมแห่งนี้ แจ้งเจ้าหน้าที่เมืองคุนิตาจิว่าบริษัทฯ ตัดสินใจไม่ดำเนินโครงการนี้ต่อไปเพราะไม่ได้พิจารณาผลกระทบต่อพื้นที่และภูมิทัศน์โดยรอบอย่างถี่ถ้วน และกำลังอธิบายสถานการณ์แก่ผู้ซื้อในอนาคตและผู้อยู่อาศัยท้องถิ่น

อนึ่ง กระแสการคัดค้านเกิดขึ้นหลังการก่อสร้างเริ่มต้นได้เพียงไม่นาน โดยผู้อยู่อาศัยท้องถิ่นแสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากตัวอาคารต่อทิวทัศน์ภูเขาไฟฟูจิและแสงอาทิตย์ที่ส่องถึงบ้านเรือนใกล้เคียง

สภาการพัฒนาเมืองสรุปว่าโครงการคอนโดมิเนียมแห่งนี้จะบดบังทิวทัศน์ภูเขาไฟฟูจิจากถนนฟูจิมิ-โดริ และชี้แนะให้ทำการเปลี่ยนแปลง เมื่อเดือนมิถุนายน 2021

แม้เซกิซุย เฮาส์ ลดจำนวนชั้นของอาคารจาก 11 เหลือ 10 ชั้น แต่ผู้อยู่อาศัยท้องถิ่นยังต้องการให้ลดจำนวนชั้นเหลือ 4 ชั้น และขนาดโดยรวมเล็กลงอีก ซึ่งเซกิซุย เฮาส์ ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความสามารถทำกำไรของโครงการ นำสู่การตัดสินใจรื้อถอนในท้ายที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top