Thursday, 13 August 2026
Hard News Team

“นวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จากแล็บสู่ชีวิต Medical Sciences Innovations: From Lab to Life”

สิ้นสุดลงไปแล้วสำหรับงานงานประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 32 ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2567 โดยนายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับมูลนิธิกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จัดขี้นโดยมีแนวคิดหลักคือ “นวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จากแล็บสู่ชีวิต Medical Sciences Innovations: From Lab to Life” ในระหว่างวันที่ 5 - 7 มิถุนายน พ.ศ. 2567 ณ ศูนย์การประชุม อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี 

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเป็นประธานเปิดการประชุม วิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 32 ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2567 และทรงพระราชทานพระดำรัสเปิดการประชุม พระราชทานโล่ที่ระลึก แก่นักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ดีเด่น นักวิทยาศาสตร์การแพทย์รุ่นใหม่ DMSc Award อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านดีเด่นด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน ระดับชาติ โดยมีคณะผู้บริหาร กระทรวงสาธารณสุข คณะผู้บริหารและบุคลากรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บุคลากรจากหน่วยงานด้านการแพทย์และสาธารณุสข รวมถึงคณะบุคคลจากหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ และร่วมพิธีเปิดการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์  ณ ศูนย์การประชุม อิมแพ็คฟอรั่มเมืองทองธานี วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2567

เพื่อเป็นเวทีให้นักวิชาการด้านการแพทย์และสาธารณสุข เครือข่ายสุขภาพด้านต่างประเทศและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ รวมถึงผู้ประกอบการที่เกี่ยวกับด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้นำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อจะได้ร่วมกันสร้างสรรค์งานวิชาการให้มีความก้าวหน้าและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศไทย

สำหรับกิจกรรมในงานประกอบด้วยการสัมมนาทางวิชาการ การเสวนาโดยวิทยากรจากชาวไทยและต่างประเทศ อาทิ เรื่องการเตรียมพร้อมรับมือกับการแพร่ระบาดการควบคุมการติดเชื้อ โดย ดร.โยชิฮารุ มัตสึอุระ ศูนย์การศึกษาและการวิจัยโรคติดเชื้อ (CiDER) สถาบันวิจัยโรคจุลินทรีย์ (RIMD)มหาวิทยาลัยโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ความหลากหลายของเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะในเอเชีย โดย ดร.ยูกิฮิโระ อาเคดะ ผู้อำนวยการภาควิชาแบคทีเรียวิทยา สถาบันโรคติดเชื้อแห่งชาติ ประเทศญี่ปุ่น

การใช้ CAR-T Cell ในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือด โดย ศ.นพ.เจียนเซียง หวาง รองผู้อำนวยการสถาบันโลหิตวิทยา สถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์จีน, ผู้อำนวยการศูนย์มะเร็งเม็ดเลือดขาว โรงพยาบาลโรคเลือด,ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทางคลินิกแห่งชาติโลหิตวิทยา ประเทศจีน

การควบคุมกำกับการใช้ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงโมโนโคลนอลแอนติบอดีในการรักษาโรคไข้เลือดออก โดย ดร.เพ็ดดี เรดดี้ และ ดร.อนิรุธา โปเตย์ จากสถาบันเซรุ่มอินเดีย

นอกจากนี้ยังมีคณาจารย์จากโรงพยาบาลและมหาวิทยาลัย เช่น โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช,โรงพยาบาลราชวิถี,โรงพยาบาลรามาธิบดี, ศิริราชพยาบาล, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,มหาวิทยาลัยนเรศวร, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒที่จะมาบรรยายแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ด้านการรักษา การศึกษาวิจัย 

รวมทั้งยังมีภาคเอกชนมาร่วมแชร์ประสบการณ์ เช่น เรื่อง เถ้าแก้น้อย "วัยรุ่นพันธุ์แลปสู่นวัตกรรมพันล้าน" โดย ดร.วิสุทธิ์ วีระกุลพิริยะ จาก บริษัท เถ้าแก่น้อยฟู้ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) และยังมีหน่วยงานอื่นๆที่น่าสนใจอีกหลายหน่วยงาน
การนำเสนอและประกวดผลงานทางวิชาการ

ในงานมีการเปิดโอกาสให้นักวิจัยและนักวิชาการได้มีเวทีนำเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนความรู้ ทั้งในรูปแบบบรรยายและโปสเตอร์โดยเฉพาะในปีนี้นอกจากงานวิชาการในเชิงลึกแล้ว มีการเปิดเวทีให้งานประเภท Routine to Research ที่มุ่งเน้นการศึกษาเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาในงานประจำ มาร่วมนำเสนอผลงานด้วย

การจัดงานครั้งนี้มีผลงานที่ส่งเข้าร่วม 426 เรื่องแบ่งเป็นการนำเสนอผลงานวิชาการ การนำเสนอด้วยวาจา 47 เรื่อง โปสเตอร์ 211 เรื่อง R2R 168 เรื่องและการนำเสนอผลงานทางวิชาการของผู้ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ดีเด่น และผู้ได้รับรางวัล DMSc award ตลอดจน อสม.วิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชนระดับชาติ

การแสดงเทคโนโลยีทางการแพทย์ มีการจัดแสดงนิทรรศการนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อให้ที่ผู้สนใจเข้าร่วมงานได้เยี่ยมชมความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ในปัจจุบัน อาทิ
- บูทนิทรรศการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แสดง  
  ผลงานดังนี้
* ด้านชันสูตรโรค แสดงการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการด้านโรคติดเชื้อโรคไม่ติดเชื้อและโรคทางพันธุกรรมในทุกช่วงวัยของคนไทย (เกิดจนตาย) ตลอดจนการวิจัยพัฒนาและการให้บริการที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง: Advanced therapeutic medicinal products
* ด้านคุ้มครองผู้บริโภค จัดแสดงการคุ้มครองผู้บริโภคใส่ใจทุกช่วงวัยของชีวิต
* ด้านสมุนไพร แสดงกระบวนการวิจัยพัฒนาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร
* ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน แสดงงานวิทยาศาสาตร์การแพทย์ชุมชนจากแล็บสู่คุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจในชุมชน โดยการดำเนินการของ อสม.นักวิทย์และศูนย์แจ้งเตือนภัย รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการ OTOP/SME ด้านอาหารและเครื่องสำอางจากสมุนไพร

- นอกจากนี้ยังมีบูทจากเครือข่ายหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการภาคเอกชนอื่นๆอีกกว่า 100 บูท อาทิองค์การเภสัชกรรม สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ หน่วยชีวสนเทศทางการแพทย์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับบริษัท Engine Life คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี สมาคมการค้าส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ เอส เอ็มอี ฯลฯ ที่จะมาจัดแสดงผลงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข เทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการให้ความรู้และคำปรึกษาแก่ผู้ร่วมงาน

และในงานนี้ได้รับความสนใจจาก เจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา ประชาชนเข้าร่วมงานและเยี่ยมชมนิทรรศการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และสำหรับในส่วยของเภสัชและนักเทคนิคการแพทย์สามารถเก็บสะสมคะแนนการศึกษาต่อเนื่องได้ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่….
โทรศัพท์ : 0 29510000
เว็บไซต์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ : www.dmsc.moph.go.th
FB : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

'คิม จองอึน' มอบสุนัขประจำชาติ 'พุงซาน' เป็นของขวัญให้ 'ปูติน' หลังการลงนามข้อตกลงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างกว้างขวาง

(21 มิ.ย. 67) สำนักข่าวกลางเกาหลี ของทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือได้มอบสุนัขพันธุ์ 'พุงซาน' (Pungsan) ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสมบัติชาติของเกาหลีเหนือ และเป็นสุนัขล่าสัตว์ที่มีความจงรักภักดีและเฉลียวฉลาด ให้เป็นของขวัญแก่ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายประชุมสุดยอดร่วมกันที่กรุงเปียงยาง

โดยทางสำนักข่าวยอนฮับ รายงานเพิ่มเติมว่า คิม จอง อึน มอบสุนัขให้กับนายปูติน ในระหว่างที่ทั้งสองเดินเล่นในสวนของบ้านพักรับรองคึมซูซัน หลังจากลงนามในข้อตกลงส่งเสริมความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างกว้างขวาง ขณะที่ด้านสำนักข่าวกลางเกาหลี รายงานว่า คิมมอบสุนัขประจำชาติ 1 คู่ให้กับปูติน ซึ่งผู้นำรัสเซียได้กล่าวแสดงความขอบคุณ

ทั้งนี้ หากย้อนไปเมื่อปี 2018 ‘คิม จอง อึน’ เคยส่ง สุนัขพุงซานให้ ‘มุน แจ อิน’ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนก่อน และในปี 2000 ก็เคยมอบลูกสุนัขพันธุ์พุงซานแด่ ‘คิม แด จอง’ อดีตประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ เช่นกัน

อย่างไรก็ตามในปี 2022 อดีตประธานาธิบดีมุน ก็จำต้องทิ้งสุนัขทั้ง 2 ตัว ที่ชื่อ ซองคังและโกมิ โดยอ้างว่า ขาดการสนับสนุนทางการเงินสำหรับการเลี้ยงดูสุนัขจากรัฐบาลชุดปัจจุบันของประธานาธิบดี ยุน ซอก ยอล ทำให้สุนัขทั้ง 2 ตัว ต้องย้ายไปอยู่ที่สวนสัตว์ในเมืองกวางจู หลังจากไปพักชั่วคราวที่โรงพยาบาลสัตว์ในเมืองแทจู และถูกดูแลต่อในฐานะสัญลักษณ์ของสันติภาพ การปรองดอง และความร่วมมือระหว่างเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือ

ยอดขายรถยนต์แบรนด์จีนทั่วโลก มากกว่าแบรนด์สหรัฐฯ แล้ว แม้ตลาดภายในประเทศจีน จะลดความร้อนแรงลงไปบ้างก็ตาม

(21 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนขายรถยนต์ทั่วโลกได้มากกว่าบรรดาผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ อ้างอิงจากรายงานที่เผยแพร่โดยบริษัทวิจัยตลาด JATO Dynamics 

จากข้อมูลพบว่า แบรนด์ต่าง ๆ ของจีน ที่นำโดยบีวายดี ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเซินเจิ้น ขายรถยนต์ใหม่ได้ 13.43 ล้านคันในปีที่แล้ว ส่วนแบรนด์ต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ขายรถยนต์ได้รวมกันราว 11.93 ล้านคัน อย่างไรก็ตามแบรนด์รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นยังคงอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่ง รักษาความเป็นผู้นำได้อย่างเหนียวแน่น ด้วยยอดขายทั่วโลก 23.59 ล้านคัน

ทั้งนี้ รายงานยังพบด้วยว่ายอดขายรถยนต์ของบรรดาบริษัทจีนมีอัตราการเติบโตมากกว่าแบรนด์สัญชาติสหรัฐฯ โดยมียอดขายเพิ่มขึ้น 23% จากหนึ่งปีก่อนหน้า ส่วนเหล่าบริษัทสัญชาติสหรัฐฯ มียอดขายเติบโตเพียง 9%

เฟลิเป มูนอซ นักวิเคราะห์อาวุโสของ JATO กล่าวว่า “ความประมาทเลินเล่อของค่ายรถยนต์เก่าแก่ ผลก็คือราคารถยนต์ยังอยู่ในระดับสูงมาอย่างต่อเนื่อง ได้ผลักพวกผู้บริโภคหันเข้าหารถยนต์ทางเลือกค่ายจีนที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า โดยไม่ได้ตั้งใจ ในขณะที่ราคารถยนต์ยังคงเพิ่มขึ้นในทุก ๆ แห่ง แบรนด์รถยนต์จีนใช้ประโยชน์จากแนวโน้มนี้ในการเข้าถึงเสียงตอบรับของตลาดในอัตราที่รวดเร็วอย่างมาก”

รายงานของ JATO พบว่าแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีนมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเกือบทั่วทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกกลาง ยูเรเชีย และแอฟริกา และมีทีท่าเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในลาตินอเมริกา
และเอเชีย นอกจากนี้ แบรนด์รถยนต์จีนยังมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว อย่างยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอิสราเอล

อ้างอิงรายงานของ JATO พบว่า Qin รถคอมแพกต์ซีดานของบีวายดี เป็นรถจีนรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุด แม้ตลาดภายในจีน ยอดขายรถยนต์จะส่งสัญญาณลดความร้อนแรงลงไป แต่บรรดาผู้ผลิตของประเทศแห่งนี้กำลังค้นหาแหล่งบ่อเกิดแห่งการเติบโตในต่างแดนมาทดแทน

รายงานยังระบุอีกว่า สาเหตุที่แบรนด์รถยนต์จีนประสบความสำเร็จในด้านยอดขายในบรรดาชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่ สืบเนื่องจากนโยบายที่เข้าถึงได้ง่าย การปรับลดอุปสรรคทางการค้า และความอ่อนไหวต่อราคาของบรรดาผู้บริโภค

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ ชี้ ‘ปรัชญาพอเพียง’ สอนให้กินใช้พอตัว ไม่ได้ห้ามรวย แต่คนไทยบางคน หยิบมาบิดเบือนปลุกปั่น สร้างความเข้าใจผิดให้สังคม

(21 มิ.ย. 67) นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ ‘ปรัชญาพอเพียง’ ระบุว่า…

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระองค์ไม่ได้ให้ต้องอดอยาก ยากจน ไม่ได้ห้ามรวย 

พอเพียงหมายถึงมีกินมีใช้แต่พอตัว ไม่ใช่เห่อเหิม อยากมีใครได้ กู้หนี้ยืมสินใช้จ่ายเกินตัว ให้พอประมาณ พึ่งพิงตนเอง ให้เกิดความยั่งยืน

คนจนคนรวยก็กินได้แค่พออิ่ม ไม่ใช่กินอย่างชูชกตะกละกินจนท้องแตกตาย

ทั่วโลก รวมทั้งยูเอ็นได้น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ มีแต่คนไทยสิ้นคิดบางคนเท่านั้นที่ปลุกปั่น บิดเบือนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้ผิด ๆ

ให้คนเข้าใจผิดในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่า ต้องการกดคนให้จนไม่ให้ลืมตาอ้าปาก สร้างวัฒนธรรมบริโภคนิยม

ไม่ต้องแปลกใจที่อัตราการออมของไทยต่ำ เพราะเน้นบริโภคใช้จ่ายเกินตัว ซื้อรถเงินผ่อน จนเงินไม่เหลือออม เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง สอนให้คนในชาติเน้นการบริโภค เร่งการใช้เงิน ยิ่งกินมากบริโภคมาก นายทุนยิ่งรวย

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้เพจเฟซบุ๊ก ‘วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร-สำรอง’ โพสต์คลิปนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โดยระบุว่า “ทุกคนคะ คุณธนาธร ผู้นำจิตวิญญาณ พรรคก้าวไกล และ กลุ่มสามนิ้ว มีปัญหากับคำว่า ‘พอเพียง’ อีกแล้วค่ะ”

เพจดังกล่าวระบุอีกว่า “คุณธนาธรให้สัมภาษณ์รายการ deurr factory ไว้ว่า "รัฐไทยพยายามให้ประชาชนเชื่อฟังโอวาท อยู่อย่างพอเพียง มันเป็นการกดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่เหมาะกับยุคสมัยนี้ ที่คนเท่ากัน" หนูว่ามันคนละเรื่องเลยนะ พี่ ๆ ลองฟังดูค่ะ”

'สรวง ตัวแทนวัยรุ่นไทย' ร่วมเสวนากระชับความสัมพันธ์ไทย-จีน หนุนคนรุ่นใหม่เป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพ 2 ชาติให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

(21 มิ.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อไม่นานมานี้ สหพันธ์ชาวจีนโพ้นทะเล และรัฐบาลมณฑลยูนนาน จัดการประชุมหอการค้าจีน-อาเซียน ครั้งที่ 20 และการเสวนาผู้นำเยาวชนไทย-จีน ที่เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน 

การเสวนาผู้นำเยาวชนไทย-จีนในครั้งนี้ ได้นำพาเยาวชนจากประเทศจีนและไทย มาร่วมประชุมหารือเกี่ยวกับโอกาสและความท้าทายในด้านการค้าขาย และการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ในมิติต่าง ๆ ผ่านการประชุมรูปแบบการเสวนาโต๊ะกลม การกล่าวสุนทรพจน์ และบรรยายแลกเปลี่ยนประสบการณ์

คว่าง จินหรง ประธานสมาคมนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลแห่งประเทศไทย เข้าร่วมการเสวนา และกล่าวในฐานะแขกรับเชิญพิเศษว่า "ปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบศตวรรษ จีนและไทยก็กำลังเผชิญกับโอกาสและความท้าทายใหม่ ๆ ของการพัฒนาในทุกมิติ เยาวชนไทย-จีน คืออนาคตของทั้งสองประเทศ หวังว่าคนหนุ่มสาวจะทำงานร่วมกัน เพื่อเขียนบทใหม่ของความร่วมมือฉันมิตรจีน-ไทย ด้วยพลังและความสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างไทย-จีน"

อีกหนึ่งแขกรับเชิญคนสำคัญดีกรี 'เยาวชนดีเด่นระดับโลก' จาง หยวนกัง คนรุ่นใหม่ที่เข้าร่วม Global Shapers Community ในงาน World Economic Forum ณ กรุงดาวอส เขายังเป็นประธานบริษัท Shanghai Zeyang Intelligent Technology Co., Ltd. ประธานจางได้พูดถึงประเด็นการปรับตัวทางความคิดของคนรุ่นใหม่ เพื่อการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมให้พัฒนาตามกระแสโลก เขาเสนอว่า "คนหนุ่มสาวควรยอมรับและปรับตัวเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ และเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยแนวทางการคิดที่เปิดกว้าง เป็นนวัตกรรม และคำนึงถึงความร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน"

ดร.ฉี ปิน ประธานคณะกรรมการเยาวชน สมาคมนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลแห่งประเทศไทย กล่าวถึงแนวทางความร่วมมือของคนรุ่นใหม่ไทย-จีนว่า “ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารกระจายอย่างรวดเร็ว คนหนุ่มสาวจากทั้งสองประเทศควรใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ และมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในโครงการสำคัญ ๆ ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และการรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการให้ความสำคัญกับแนวคิดริเริ่ม 'หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง' การแก้ปัญหาระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และวิกฤตพลังงาน ก็สามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทั้งสองประเทศได้เช่นกัน”

ทั้งนี้ ตัวแทนผู้เข้าร่วมการเสวนาฝ่ายไทย สรวง สิทธิสมาน (เฉิน เทียนอี้) ที่ปรึกษาสมาคมนักเรียนไทย-จีน (นายกสมาคมฯ รุ่นก่อตั้ง) ได้เปิดเผยถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ของเยาวชนสองประเทศว่า “ในปัจจุบัน เยาวชนที่สนใจไปศึกษาแลกเปลี่ยนทางภาษาจากทั้งสองประเทศ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ คนหนุ่มสาวที่กำลังศึกษาอยู่ในต่างประเทศนั้น ส่วนใหญ่จะมีจิตใจที่เปิดกว้างและมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยภูมิหลังที่หลากหลายทางวัฒนธรรม พวกเราไม่เพียงจะกลายเป็นสะพานสำคัญและเชื่อมโยงการแลกเปลี่ยน รักษามิตรภาพระหว่างไทยและจีน ยังจะเป็นสะพานเชื่อมสู่อนาคตความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศอีกด้วย“

นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนกลุ่มเยาวชน ได้แก่ ดร.หลิว ซิน อดีตประธานสมาคมนักศึกษาและนักวิชาการจีนแห่งประเทศไทย สมัยที่ 5-6, หยู ชุนเซียว ประธานสหพันธ์พัฒนาเยาวชนจีนโพ้นทะเลแห่งประเทศไทย, ศ.ดร.ซุน ซิ่วประธานกรรมการบริหารเยาวชนสมาคมผู้ประกอบการชาวจีนโพ้นทะเลไทย-จีน, หมี่ หลานประธานกลุ่ม Sunshine Investments International group ณ ออสเตรเลีย, เจิ้ง เซียวเฉิง ประธานสมาคมนักธุรกิจรุ่นใหม่มณฑลยูนนาน และ หวาง เจิงยู่ ประธานสหพันธ์คนจีนโพ้นทะเลรุ่นใหม่ในเยอรมนี เข้าร่วมการเสวนาในครั้งนี้อีกด้วย

ตัวแทนคนรุ่นใหม่ทุกท่าน ได้แบ่งปันประสบการณ์การเติบโต เรื่องราวการเป็นผู้ประกอบการ และการสร้างความร่วมมือ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมีชีวิตชีวา และเสน่ห์ของเยาวชนจีนและไทย ทั้งยังได้อภิปรายเชิงลึกเกี่ยวกับความเป็นไปได้และโอกาสในวงกว้างของเยาวชนจีนและไทย ทั้งในด้านนวัตกรรม การเป็นผู้ประกอบการ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และความร่วมมือทางการศึกษาผ่านการแลกเปลี่ยนเชิงโต้ตอบ

แขกรับเชิญสำคัญอีกสามท่าน ได้แก่ จ้าว หาน ประธานสมาคมผู้ประกอบการรุ่นใหม่แห่งมณฑลยูนนาน และประธาน Yunnan Yunhaiyao Catering Service Management Co., Ltd., เหอ หย่งเทา รองประธานสมาคมนักศึกษาและนักวิชาการจีนแห่งประเทศไทย และ ดร.ชุย อ้ายหลิน จากสมาคมนักศึกษาและนักวิชาการจีนแห่งประเทศไทยหารือแนวทางกระชับการแลกเปลี่ยนระหว่างเยาวชนจีนและไทยในยุคใหม่

ก่อนการประชุมใหญ่ กลุ่มเยาวชนจีนและไทยได้ร่วมกันปิดห้อง จัด 'การประชุมร่วมเสวนาเยาวชนชั้นนำจีน-ไทย' เพื่อสร้างกลไกการเจรจาและแลกเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ

“แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทย-จีน และความสัมพันธ์ด้านการค้าขายของสองประเทศจะมีพื้นฐานที่ดีเปรียบเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีบางสิ่งที่ประชาชนของทั้งสองประเทศยังคิดเห็นไม่ตรงกัน ไม่เข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง ด้วยอุปสรรคทางด้านภาษาและการรับข้อมูลผ่านสื่อโซเชียล” สรวง สิทธิสมาน ตัวแทนฝ่ายไทย ชี้แจงต่อที่ประชุม 

สรวง สิทธิสมาน เสนอต่อว่า “เพื่อให้ประชาชนสองประเทศมีความเข้าใจตรงกัน และรู้จักกันอย่างลึกซึ้งมากขึ้น ผมอยากเน้นย้ำให้ทุกท่าน ทั้งท่านที่มาจากหน่วยงานรัฐบาลและเอกชน เป็นคนไทย คนจีน และ/หรือประเทศอื่น ๆ ต้องเห็นความสำคัญ และร่วมกันผลักดัน ‘การทูตภาคประชาชน’ หรือหากใช้คำที่แม่นยำกว่านี้ ก็จะขอใช้คำว่า ‘การทูตภาคเยาวชน’ เพราะอย่างที่ทุกท่านกล่าวไว้ว่าเยาวชนคือกลไกสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ของสองประเทศในอนาคต"

ช่วงท้ายของการประชุม ที่ประชุมได้เห็นตรงกันว่า ปี พ.ศ. 2568 ซึ่งถือเป็นวาระครบรอบ 50 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย โดยเป้าหมายในการจัดงานเสวนาผู้นำเยาวชนจีน-ไทย ในครั้งต่อไปในปี พ.ศ. 2568 จะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อการต่อยอดความร่วมมือในเชิงปฏิบัติ และสนับสนุนการสร้างชุมชนคนรุ่นใหม่ เพื่อประชาคมไทย-จีนที่มีอนาคตร่วมกัน

โฆษก สธ. เผย อีก 42 จังหวัดลงประกาศราชกิจจา อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม ให้บริการตามนโยบาย '30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว' หลังนำร่องไปแล้ว 4 จังหวัด

นางสาวตรีชฎา ศรีธาดา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ฝ่ายการเมือง กล่าวว่า การขับเคลื่อนให้บริการตามนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว หลังจากนำร่องไปแล้วเฟสแรก 4 จังหวัดและคิกออฟไปแล้วเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2567 และเฟสสอง เฟสสามตามลำดับ ยังต้องใช้เวลาในการเตรียมการอยู่อีกหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นไปตามแผนการขับเคลื่อนของรัฐบาลที่ได้แบ่งจังหวัดในการเริ่มนโนบายเป็น 4 ระยะ โดยขณะนี้เป็นการเตรียมความพร้อมดำเนินการระยะที่ 4 ใน ซึ่งนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ จะครอบคลุมทั้งประเทศภายในปี 2567 ตามที่รัฐบาลประกาศไว้ 

“การขับเคลื่อนที่ได้มีการประกาศราชกิจจานุเบกษาฯ นั้น การเริ่มให้บริการขึ้นอยู่กับความพร้อมแต่ละจังหวัด ซึ่งจะมีการประกาศให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบอีกครั้ง แต่ทั้งนี้จะเป็นไปตามแผนที่รัฐบาลวางไว้ คือจะครอบคลุมทั้งประเทศภายในปีนี้ สำหรับในส่วนของพื้นที่ กทม. นั้น ด้วยเป็นพื้นที่มีประชาชนอาศัยหนาแน่ รวมถึงจำนวนหน่วยบริการที่มีจำกัด ไม่มีเพียงพอ ดังนั้นการขับเคลื่อนนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ใน กทม. จึงกำหนดเป็นนโยบาย“บัตรประชาชนใบเดียว ไปปฐมภูมิได้ทุกแห่ง” ที่ประชาชนเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยให้เริ่มต้นไปรับบริการที่หน่วยนวัตกรรมบริการสาธารณสุขที่สะดวกก่อน แต่หากไม่ดีขึ้นก็ให้เข้ารับบริการที่หน่วยบริการประจำของท่าน แต่หากเกิดขีดความสามารถในการดูแลโดยหน่วยบริการประจำ ก็จะมีระบบส่งต่อไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลที่มีศักยภาพต่อไป โดยประชาชนสามาถสังเกตป้ายคลินิกปฐมภูมิ 7 วิชาชีพได้แก่ คลินิกเวชกรรมชุมชนอบอุ่น คลินิกทันตแพทย์ชุมชนอบอุ่น คลินิกเทคนิคการแพทย์ชุมชนอบอุ่น คลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่นคลินิกแพทย์แผนไทยชุมชนอบอุ่น คลินิกกายภาพชุมชนอบอุ่นและร้านยา

ขณะนี้ สปสช.เขต 13 กทม. ได้ร่วมมือกับสภาวิชาชีพทางการแพทย์ ในการเชิญชวนสถานพยาบาล คลินิกเอกชน และร้านยา เข้ามาร่วมเป็นหน่วยบริการในระบบเพื่อให้บริการประชาชนตามนโยบาย โดยจากข้อมูล ล่าสุดมีหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยนวัตกรรมบริการสาธารณสุขใน กทม. จำนวน 1,135 แห่งแล้ว ประกอบด้วย คลินิกชุมชนอบอุ่น 134 แห่ง คลินิกเทคนิคการแพทย์ชุมชนอบอุ่น 38 แห่ง คลินิกทันตกรรมชุมชนอบอุ่น 89 แห่ง คลินิกกายภาพบำบัดชุมชนอบอุ่น 20 แห่ง คลินิกแพทย์แผนไทยชุมชนอบอุ่น 12 แห่ง ร้านยาชุมชนอบอุ่น 830 แห่ง และคลินิกการพยาบาลชุมชนอบอุ่น 13 แห่ง โดยประชาชนในต่างจังหวัดสามารถเข้าไปดูรายละเอียดหน่วยบริการเอกชนได้ที่ลิ้งค์ของสปสช. https://www.nhso.go.th/page/Innovative-services-pilot-provinces 

“สปสช.เขต 13 กทม. อยู่ระหว่างการประชาสัมพันธ์และเชิญชวนให้สถานพยาบาล คลินิกเอกชน และร้านยา ที่กระจายอยู่ในเขตต่างๆ มาร่วมสมัครเพื่อให้บริการตามนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ กับ สปสช. ซึ่งทันทีที่ได้จำนวนตามเป้าหมายแล้ว จะมีการเปิดตัวการให้บริการตามนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ให้ประชาชนรับทราบต่อไป” โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าว

‘เอกวาดอร์’ ไฟฟ้าดับ ‘ทั่วประเทศ’ หลังระบบขาดการซ่อมบำรุง กระทบ!! ปชช.กว่า 18 ล้าน ต้องรับมือความมืดนาน 3 ชั่วโมง

เมื่อวานนี้ (20 มิ.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวเอกวาดอร์กว่า 18 ล้านคน ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความมืด ซึ่งเมื่อวานนี้ หลังเกิดเหตุไฟฟ้าดับทั่วประเทศนาน 3 ชั่วโมง โดยทางการเอกวาดอร์กล่าวว่า สาเหตุของไฟฟ้าดับ เกิดจากระบบไฟฟ้าที่ขาดการซ่อมบำรุง ร่วมกับปัญหาจากระบบส่งกำลังของระบบไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งไฟฟ้าดับครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน ที่นอกจากต้องรับมือกับความมืดแล้ว ยังต้องเอาชีวิตรอดท่ามกลางอากาศร้อนจัดโดยไม่มีไฟฟ้าใช้ อีกทั้งยังทำให้น้ำประปาไม่ไหลในบางพื้นที่ตามไปด้วย

นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อสถานที่ต่าง ๆ ที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าอยู่ตลอดเวลา อาทิ โรงพยาบาล ที่ต้องดึงกระแสไฟจากเครื่องปั่นไฟมาใช้ในยามฉุกเฉิน ขณะเดียวกัน ไฟฟ้าดับยังทำให้ระบบรถไฟใต้ดินหยุดเดินรถกะทันหัน และต้องอพยพผู้โดยสารหลายร้อยออกจากสถานีต่าง ๆ ซึ่งผู้โดยสารบางคนรู้สึกไม่พอใจ เพราะพวกเขาต้องเดินระยะไกลจากสถานีเพื่อไปถึงทางออกโดยไม่มีแสงไฟใด ๆ และมีการเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่คืนเงินค่าโดยสาร

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาระบบไฟฟ้าทั้งหมดสามารถกลับมาใช้งานได้เกือบ 95 เปอร์เซ็นต์ ในหลายพื้นที่ ขณะที่ทางการเอกวาดอร์ออกมาเปิดเผยว่า เหตุไฟดับดังกล่าว ‘ไม่เกี่ยวข้อง’ กับวิกฤตด้านพลังงานที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่

🔎ส่อง 44 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน 'ปตท.’ รั้งเบอร์ 2 ส่วน ‘CP All’ ติดโผ Top 10

เว็บไซต์ Fortune ได้เปิดเผยการจัดอันดับ Southeast Asia 500 ปี 2567 เป็นครั้งแรก โดยมีรายชื่อของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ถูกจัดอันดับตามรายได้สำหรับปีงบประมาณ 2566 โดย Fortune ได้มุ่งเน้นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่มีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในเศรษฐกิจโลก ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานและการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจในภูมิภาค

โดยการจัดอันดับบริษัท 10 อันดับแรกใน Southeast Asia 500 ให้น้ำหนักในด้านรายได้ของบริษัทฯ ซึ่งบริษัทค้าสินค้าโภคภัณฑ์ Trafigura ของประเทศสิงคโปร์ครองอันดับที่ 1 ด้วยยอดขาย 244 พันล้านดอลลาร์ จากการจำหน่ายแร่ธาตุ โลหะ และพลังงาน โดยมีจำนวนพนักงานน้อยที่สุดในบรรดาบริษัทชั้นนำ 10 อันดับแรก เมื่อพิจารณาตามรายได้ และเป็นบริษัทที่ทำกำไรได้มากเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มนี้

ขณะที่ ปตท. (PTT) ของไทย เข้ามาอยู่ในอันดับที่ 2 และ นอกจากนี้ ยังมี บมจ.ซีพีออลล์ (CPAll) ของไทยติดอยู่ที่อันดับ 7 อีกด้วย

'รมว.ปุ้ย' หารือ 'ผบ.ทบ.' ดัน 'ฮาลาล' สร้างอาชีพ-ศก. 3 จว.ชายแดนใต้ เชื่อ!! หากผู้คนมีความเป็นอยู่ดี เศรษฐกิจดี ความขัดแย้งก็จะลดลง

(21 มิ.ย.67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย นางวรวรรณ ชิตอรุณ ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม นายภาสกร ชัยรัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าพบ พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก เพื่อหารือถึงแนวทางการดําเนินงานเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมฮาลาล การพัฒนาแนวทางการฝึกอาชีพให้แก่ทหารกองประจําการและการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

รมว.พิมพ์ภัทรา กล่าวว่า มาตรการการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาลในพื้นที่ภาคใต้ให้เป็น Halal Valley โดยกลไกหนึ่ง คือ การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลในพื้นที่ภาคใต้ของไทย โดยจะสนับสนุนการสร้างนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลในพื้นที่ภาคใต้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันให้เกิดการจ้างงาน การสร้างอาชีพ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานการผลิตและการบริการในพื้นที่ภาคใต้ และผลักดันให้ภาคใต้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมฮาลาล โดยมีแผนปฏิบัติการส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  

นอกจากนี้ยังมีแนวทางการพัฒนาฝึกอาชีพให้กับทหารกองประจําการ ก่อนที่จะปลดประจําการออกไป โดยมุ่งเน้นส่งเสริมการฝึกอาชีพโดยการพัฒนาทักษะฝีมือตามความถนัด และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน รวมถึงการจัดหางานให้แก่ทหารกองประจําการ ภายหลังจากปลดประจําการไปแล้วให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ความสําคัญกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งจะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต 

รมว.พิมพ์ภัทรา กล่าวอีกด้วยว่า การส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จำเป็นต้องปรับปรุงกรอบระยะเวลาการส่งออกให้มีความกระชับมากขึ้น โดยในปัจจุบันการขออนุญาตส่งออกยุทธภัณฑ์ ใช้ระยะเวลานาน ดังนั้นจึงต้องหารือถึงแนวทางแก้ไขเพื่อลดขั้นตอนการขออนุญาตและการปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย

ด้าน พล.อ.เจริญชัย กล่าวว่า พร้อมให้การสนับสนุนในทุกเรื่องที่ได้มีการหารือมา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่ง รมว.กลาโหม ได้มอบหมายให้เร่งหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อเดินหน้าให้เป็นรูปธรรม 

อย่างไรก็ตาม รมว.อุตฯ เชื่อว่าอุตสาหกรรมฮาลาลจะสร้างความมั่นคงทางด้านอาชีพและเศรษฐกิจให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งต้องร่วมมือกันหลายฝ่าย เพราะทหารทำงานเพียงลำพังไม่ได้ เพราะความมั่นคงไม่ได้เกิดจากทหารแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วย ถ้าประชาชนในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดี เศรษฐกิจที่ดี ความขัดแย้งก็จะลดลง

‘รร.ราชินีวิพัฒน์ ฉะเชิงเทรา’ ประกาศเลิกกิจการถาวร หลังประสบวิกฤตนักเรียนใหม่น้อย-ไม่ได้ยอดตามเป้า

เมื่อวานนี้ (20 มิ.ย. 67) ผู้สื่อรายรายงานว่า โรงเรียนราชินีวิพัฒน์ ออกประกาศ ‘เลิกกิจการ’ ผ่านทางเพจเฟซบุ๊กของทางโรงเรียน หลังเผชิญวิกฤต ‘จำนวนเด็กนักเรียนน้อย’ โดยเนื้อความในประกาศชี้แจงรายละเอียดดังนี้

‘ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารโรงเรียนราชินีวิพัฒน์ ครั้งที่ 4/2566 วันที่ 27 เมษายน
2567 ที่ผ่านมา ได้มีมติให้เลิกกิจการโรงเรียนราชินีวิพัฒน์ เมื่อสิ้นปีการศึกษา 2566 เนื่องจากโรงเรียน ประสบปัญหาจำนวนนักเรียนไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่เริ่มดำเนินกิจการ ประกอบกับไม่มีนักเรียนประสงค์ศึกษาต่อในปีการศึกษา 2567’

‘โรงเรียนราชินีวิพัฒน์จึงได้ดำเนินการแจ้งขอเลิกกิจการโรงเรียนต่อสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
ฉะเชิงเทรา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และขอประกาศเลิกกิจการโรงเรียนอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2567 เป็นต้นไป’


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top