Thursday, 13 August 2026
Hard News Team

เชียงใหม่ - พิธีมอบหมวกและเข็ม คณะพยาบาลศาสตร์ มช.ประจำปีการศึกษา 2567

คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดพิธีมอบหมวกและเข็มชั้นปีแก่นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2567 จำนวน 194 คน แบ่งเป็น หลักสูตรปกติ 164 คน และหลักสูตรนานาชาติ จำนวน 30 คน โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธานี แก้วธรรมานุกูล คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ เป็นประธาน ภายในงานได้รับเกียรติจาก ผู้แทนหัวหน้าฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ผู้แทนสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ ผู้แทนสมาคมศิษย์เก่าพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วยคณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา และ ผู้ปกครองของนักศึกษา ร่วมแสดงความยินดีอย่างอบอุ่น ณ ห้องประชุมวิจิตร ศรีสุพรรณ อาคาร 2 เมื่อวันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2567

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธานี แก้วธรรมานุกูล คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า พิธีมอบหมวกและเข็มชั้นปีนับเป็นพิธีการที่สำคัญถือปฏิบัติก่อนการขึ้นฝึกปฏิบัติงานบนหอผู้ป่วย เป็นการแสดงถึงเอกลักษณ์อันทรงเกียรติในวิชาชีพพยาบาล เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของนักศึกษาเข้าสู่วิชาชีพการพยาบาลอย่างสมภาคภูมิ โดยนักศึกษาพยาบาลจะให้การปฏิบัติการพยาบาล รวมทั้งดูแลผู้ป่วยในสถานการณ์จริง ทั้งนี้นักศึกษาพยาบาลที่เข้ารับมอบหมวกและเข็มชั้นปีต้องศึกษาภาคทฤษฎีและสอบผ่านรายวิชาการพยาบาลพื้นฐานครบถ้วน จึงจะสามารถฝึกปฏิบัติการพยาบาลกับผู้รับบริการในสถานบริการสุขภาพได้ ในการฝึกปฏิบัติดังกล่าวนักศึกษาต้องแต่งกายด้วยเครื่องแบบสีขาวของนักศึกษาพยาบาล ตลอดจนสวมหมวกพยาบาล

หมวกพยาบาล เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความอ่อนน้อม ถ่อมตน มีความพร้อมที่จะดูแล ช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ ทําให้ผู้สวมใส่ได้ตระหนักถึงบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบ รวมทั้งประพฤติตนให้เหมาะสมตามจรรยาบรรณวิชาชีพทางการพยาบาล สำหรับนักศึกษาชายติดเป็นเข็มชั้นปี นอกจากนี้การมอบตะเกียงไนติงเกลเป็นสัญลักษณ์ของมิสฟลอเรนซ์ ไนติงเกล บูรพาจารย์ผู้ให้กําเนิดวิชาชีพการพยาบาลของโลก ตะเกียงไนติงเกลนั้นเป็นเครื่องหมายของดวงประทีปแห่งการพยาบาล ท่านได้อุทิศชีวิตเพื่อการพยาบาลช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม ทุกคืนท่านถือตะเกียงเดินเยี่ยมและดูแลทหารที่บาดเจ็บ ดวงตะเกียงจึงเป็นดั่งดวงประทีปที่ช่วยขับไล่ความมืดมนและความทุกข์ทรมานให้แก่ผู้เจ็บป่วยเป็นสิ่งช่วยเตือนใจนักศึกษาทุกคนให้เสียสละและตระหนักว่าตนเป็นทายาททางการพยาบาลที่สืบทอดเจตนารมณ์ในการดูแลผู้ป่วยต่อไป

นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 ทุกคนที่ผ่านพิธีสำคัญในวันนี้แล้วนั้นพึงต้องใช้องค์ความรู้ อีกทั้งคุณธรรมเป็นหลักในการปฏิบัติงาน ขอให้นักศึกษาตั้งใจในการฝึกปฏิบัติ ให้บริการด้านสุขภาพแก่ผู้รับบริการอย่างเต็มกำลังสุดความสามารถ ด้วยจิตอันเป็นเมตตากรุณา เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่าของปวงชนชาวไทย) อันเป็นเกียรติประวัติต่อตนเอง ครอบครัว สถาบัน และวิชาชีพพยาบาล

ผู้ที่สมัครใจเลือกวิชาชีพพยาบาล เป็นผู้ที่สมควรได้รับการยกย่อง เพราะเป็นผู้ที่มิใช่เพียงแต่ประกอบอาชีพโดยใช้กำลังแรง และกำลังกายเท่านั้น แต่ต้องใช้กำลังใจอย่างแรงกล้า ในการปฏิบัติงานอีกด้วย ท่านควรสำนึกในหน้าที่ที่ท่านรับผิดชอบอยู่ตลอดเวลา และปฏิบัติงานด้วยความกล้าหาญอดทน พร้อมทั้งรักษาความซื่อสัตย์ และมีเมตตากรุณา คุณสมบัติต่างๆเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับพยาบาล...พระราชดำรัสของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่าของปวงชนชาวไทย)

ผู้ช่วย ผบ.ตร. สั่งการตำรวจทั่วประเทศระดมปราบปรามการพนันฟุตบอลยูโร 2024 ทั้งออนไซต์และออนไลน์ ล่าสุด 7 วันจับกุมผู้ต้องหาได้กว่า 1,700 คน ดำเนินคดี 62 เว็บไซต์

เมื่อวานนี้ (21 มิถุนายน 2567) พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) เปิดเผยว่า ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลยูโร 2024 ในห้วงการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งที่ 17 หรือฟุตบอลยูโร 2024 ระหว่างในวันที่ 14 มิถุนายน ถึง 14 กรกฎาคม 2567 ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทั้งออนไลน์และออนไซต์

ภาพรวมผลการจับกุมการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลยูโร ปี 2024 ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 14-20 มิถุนายน 2567 แบ่งเป็น
1. การจับกุมการพนันออนไซต์ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 1,578 คน แบ่งเป็น เจ้ามือ 65 คน , ผู้เล่น 1,503 คน , คนเดินโพย 10 คน 
2. การจับกุมการพนันออนไลน์ สามารถจับกุมได้ 62 เว็บไซต์ ผู้ต้องหารวม 248 คน แบ่งเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน 28 คน , ผู้เล่น 220 คน พบเงินหมุนเวียนในระบบทั้ง 62 เว็บไซต์ รวม 1,400,150,007 บาท โดยคดีสำคัญคือการจับกุมของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ซึ่งสามารถจับกุมได้รวม 4 เว็บไซต์ เงินหมุนเวียนกว่า 1,400 ล้านบาท

นอกจากนี้ พล.ต.ท.อัคราเดชฯ กล่าวว่า การพนันประเภทต่างๆ เป็นความผิดตามกฎหมาย ต้องถูกดำเนินคดีทุกรายโดยไม่ละเว้น โดยผู้เล่น ผู้ชักชวน และผู้จัดให้มีการพนันฟุตบอล จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 12(2) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากการกระทำความผิดเป็นไปในลักษณะมีการชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือน่าจะทำให้เด็กมี ความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด ผู้ปกครองหรือผู้กระทำผิดก็อาจถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ในมาตรา 26 (3) ประกอบ มาตรา 78 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อีกด้วย ทั้งนี้ หากประชาชนมีเบาะแสหรือเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการพนันทายผลฟุตบอล หรืออาชญากรรมอื่น ๆ สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 191 หรือ สายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ทรภ. 1 จัดกิจกรรมผู้นำเยาวชนพัฒนาสัมพันธ์ กองทัพเรือ ประจำปี 2567

วันที่ 21 มิ.ย.67 เวลา 09.00 น. กองทัพเรือ โดย ทัพเรือภาคที่ 1 (ทรภ.1) จัดกิจกรรมผู้นำเยาวชนพัฒนาสัมพันธ์ กองทัพเรือ ประจำปี 2567 โดยมี พลเรือโท สุระศักดิ์ สิงขรวัฒน์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานในพิธีฯ  ณ โรงเรียนเฉลียวภาวนานุสรณ์ (ศึกษาพิเศษชลบุรี) ตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 

 

 

กิจกรรมผู้นำเยาวชนพัฒนาสัมพันธ์ กองทัพเรือ ประจำปี 2567 เป็นหนึ่งในโครงการประชาสัมพันธ์สำหรับเยาวชนยุคใหม่ มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เยาวชนเกิดจิตสำนึกในเรื่องของความรักความสมานฉันท์ รู้รักสามัคคี และสามารถนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เป็นกำลังในการเผยแพร่และเสริมสร้างความสมานฉันท์ ให้เกิดในสังคมอย่างยั่งยืน

โดยในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ทัพเรือภาคที่ 1 ได้นำกำลังพลจิตอาสาของทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ พร้อมด้วยชุดปฏิบัติการจิตวิทยา ฐานทัพเรือสัตหีบ อบรมให้ความรู้ และร่วมกิจกรรมนันทนาการ เล่นเกมส์ ฝึกทักษะให้กับน้อง ๆ นักเรียนโรงเรียนเฉลียวภาวนานุสรณ์ (ศึกษาพิเศษชลบุรี) ซึ่งเป็นกลุ่มเด็กพิเศษ เด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ กระตุ้นให้เด็ก ๆ เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน รวมถึงช่วยสร้างประสบการณ์ทางสังคมในด้านต่าง ๆ ร่วมกันด้วย ทั้งนี้ยังมีการจัดเลี้ยงและรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับน้อง ๆ  อีกด้วย

ทำให้น้อง ๆ นักเรียนโรงเรียนเฉลียวภาวนานุสรณ์ (ศึกษาพิเศษชลบุรี) มีความสุข สนุกสนาน ได้รับความรู้ และขอขอบคุณพี่ ๆ ทหารเรือที่แสนใจดีของทัพเรือภาคที่ 1 กองทัพเรือ ที่ให้โอกาสได้มีกิจกรรมดี ๆ สนุกสนาน และน่าจดจำ จึงอยากให้พี่ทหารเรือ มาจัดกิจกรรมแบบนี้อีกต่อไป

ชัยภูมิ- จัดกิจกรรม RUN WITH LOVE 'วิ่งด้วยรัก ครบรอบ 71ปี โรงพยาบาลชัยภูมิ'

เมื่อเวลา 05.30 น. วันที่ 22 มิถุนายน 2567 นายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ,ปลัดจังหวัดชัยภูมิ ,หัวหน้าส่วนราชการ, สื่อมวลชน, และพี่น้องชาวชัยภูมิ และนักวิ่งผู้รักสุขภาพทั่วประเทศ กว่า 3,000 คน เข้าร่วมกิจกรรม RUN WITH LOVE “วิ่งด้วยรัก ครบรอบ 71ปี โรงพยาบาลชัยภูมิ” จุดปล่อยตัว ณ บริเวณหน้าศาลากลางขังหวัดชัยภูมิ

ผศ.(พิเศษ) นายแพทย์ณรงค์ศักดิ์ บำรุงถิ่น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชัยภูมิ ประธานจัดกิจกรรม กล่าวว่า ชาวชัยภูมิสุดปลื้มพร้อมใจกันร่วมงานฉลองครบรอบ 71 ปีการก่อตั้งโรงพยาบาลชัยภูมิ ด้วยการจุดวิ่ง RUN WITH LOVE วิ่งด้วยรัก อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 3,000 คน ก่อนที่จะทำพิธีทำบุญโรงพยาบาล และที่ชาวชัยภูมิ ผู้เข้ารับบริการ วันหลายหลาย 10,000 คน ที่ต้องพูดเป็นเสียงเดียวว่าต้องเจอกับปัญหาและยากลำบากในการหาที่จอดรถมาเป็นเวลายาวนานมาก 

คณะกรรมการร่วมพัฒนาโรงพยาบาลชัยภูมิ ได้รับทราบเรื่องการขออนุมัติสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างโรงจอดรถขนาด10 ชั้นเป็นเงินกว่า98 ล้านบาท เนื่องจากประชาชนที่จะเข้ามาใช้บริการได้รับความลำบากในการหาที่จอดรถเพราะสถานที่จอดภายในโรงพยาบาลมีอย่างจำกัด จึงต้องทะลักข้ามไปใช้และจอดในพื้นที่ศาลากลางชัยภูมิมานานหลาย10ปีแล้ว ขณะเดียวกันโรงพยาบาลชัยภูมิ ได้มีการเติบโตในด้านแผนกการรักษาที่เพิ่มขึ้น 

พร้อมทั้งมีการขยายตัวในการที่จะรองรับ น.ศ.แพทย์ ที่ต้องมาศึกษาที่ศูนย์โรงพยาบาลชัยภูมิแห่งนี้ในอนาคต ซึ่งงบประมาณในครั้งนี้ต้องขอบคุณที่ภาคส่วนที่มีส่วนร่วม โดยเฉพาะผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่เล็งเห็นความสำคัญและได้อนุมัติงบประมาณในครั้งนี้ และถือว่าเป็นข่าวดี ชาวชัยภูมิได้ฝันที่เป็นจริง ช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนที่จอดรถ ภายในโรงพยาบาล ซึ่งส่งผลต่อความสะดวกสบายของผู้มาใช้บริการ โดยอาคารจอดรถใหม่นี้ จะสามารถรองรับรถได้จำนวนมาก ช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัด และอำนวยความสะดวกให้กับผู้มารับบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นที่ ได้มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่ง จากแรงขับเคลื่อนของทุก ๆ ท่านในวันนี้ ในโอกาสครบรอบ 71 ปี โรงพยาบาลชัยภูมิปีนี้นับว่าเป็นปีแห่งความเจริญรุ่งเรือง เป็นปีที่เป็นข่าวดี  เราได้งบประมาณในการก่อสร้างอาคารหอผู้ป่วยหนักและผู้ป่วยใน จำนวน 300 เตียง ซึ่งเป็นอาคาร 8 ชั้น และยังได้งบประมาณสนับสนุนอาคารจอดรถ10 ชั้น ที่จะได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ในอาทิตย์วันที่ 23 มิถุนายนนี้

รองผู้บัญชาการทหารเรือตรวจที่ดินกองทัพเรือในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก (จ.สงขลา)

เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดิน และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ระดับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่

ระหว่างวันที่ 19 - 21 มิ.ย.67 พล.ร.อ.สุวิน  แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะประธานกรรมการที่ดินกองทัพเรือ และคณะ เดินทางไปตรวจที่ดินกองทัพเรือในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก (จ.สงขลา) ประกอบด้วย ที่ดินเกาะแต้ว ต.เกาะแต้ว และ ต.ทุ่งหวัง อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา , ที่ดินสวนเก๋ง ต.หัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา และร่วมพิจารณาในการดำเนินการที่ดินบริเวณ ต.ท้องเนียน อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช โดยได้รับฟังการบรรยายสรุป ร่วมพิจารณา และให้คำแนะนำในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินก่อนเข้าตรวจพื้นที่ ณ กองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 2 จ.สงขลา

การตรวจที่ดินครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่ภายใต้การปกครองของทัพเรือภาคที่ 2 และรับทราบปัญหา อุปสรรคข้อขัดข้อง ซึ่งจะส่งผลให้สามารถช่วยแก้ปัญหาที่อาจจะต้องได้รับการขับเคลื่อนระดับนโยบาย อีกทั้งเป็นการบำรุงขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ระดับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ดินให้กับกองทัพเรือ

ในการนี้รองผู้บัญชาการทหารเรือได้เน้นย้ำว่า “…การตรวจที่ดินในความรับผิดชอบของทัพเรือภาคที่ 2 นอกจากจะมีปัญหาคล้ายกับพื้นที่อื่น ในการที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมายแล้ว ยังมีงานที่ต่างออกไปคือ การแลกเปลี่ยนที่ดินกับเอกชน และการขอถอนสภาพที่ดินที่รกร้างว่างเปล่า เพื่อขึ้นทะเบียนและใช้ในราชการต่อไป จำเป็นต้องอาศัยความเอาใจใส่ และกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ที่สำคัญคือ ต้องใช้เวลาในการดำเนินการมาก ดังนั้น หากมีอุปสรรคข้อขัดข้องที่จะให้คณะกรรมการฯ ช่วยเหลือ สามารถแจ้งผ่านฝ่ายเลขาฯ ได้ตลอดเวลา และเชื่อมั่นว่า หากตั้งใจจริง และมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องแล้ว งานแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับที่ดินของกองทัพเรือที่อยู่ในความรับผิดชอบ ก็จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี…”

ทั้งนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์การใช้ที่ดินของกองทัพเรือให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการปฏิบัติภารกิจของกองทัพเรือไปพร้อมกับการได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชน และเป็นไปตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารเรือด้านการส่งกำลังบำรุงในการบริหารจัดการที่ดินของกองทัพเรือที่สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล

‘เด็จพี่’ ฟาด ‘ก้าวไกล’ ค้านแบบขวางโลก ชี้!! กลัวรัฐบาล ‘เพื่อไทย’ จะได้ผลงาน

(22 มิ.ย.67) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ที่ปรึกษาของรองนายกฯ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีฝ่ายค้านก้าวไกล มีมติไม่รับหลักการร่างงบฯ ปี 68 วาระแรก อ้างเหตุรัฐบาลเบียดบังงบดัน ดิจิทัลวอลเล็ต เกินไป แถมขู่ร้องศาลระงับไม่ให้โครงการแจกเงินดิจิทัลให้ประชาชนเกิด เป็นการค้านแบบไม่มีสติหรือไม่ เหมือนไม่อยากให้ประเทศเจริญ ทั้งที่ตามระบอบประชาธิปไตย เสียงประชาชนเป็นใหญ่ วันนี้เมื่อเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาล ก็สมควรที่จะทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชน

ประกอบกับวันนี้เศรษฐกิจกำลังแย่ หุ้นตก เพราะพิษการเมือง ประชาชนลำบากยากจน เป็นหนี้ ไม่มีรายได้ ไม่มีเงิน ในการดำรงชีพ ขาดสภาพคล่อง ขาดเงินสดหมุนเวียนในระบบ ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบรุนแรง ทำให้โรงงานทยอยปิดตัวไปเยอะ คนต้องตกงาน ครอบครัวต้องลำบาก ยากจน รัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไว โดยอัดฉีดตรงให้ประชาชนเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมกันทั่วประเทศ เติมเงินในระบบ โดยเงินดิจิทัลวอลเล็ตให้ประชาชนโดยตรง คนละหมื่นบาท 50 ล้านคน ถ้าโครงการสำเร็จ จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ประชาชนมีเงิน กำลังซื้อจำนวนมหาศาลจะกลับมา รัฐบาลเชื่อมั่นว่าสิ่งที่คิดทำจะสำเร็จอย่างแน่นอน

"แต่วันนี้ก้าวไกลค้านสุดขั้ว ค้านแบบขวางโลก น่าจะเป็นเพราะกลัวรัฐบาลที่เพื่อไทยเป็นแกนนำจะได้ผลงาน ได้คะแนน โดยไม่สนความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ก้าวไกลอ้างการเมืองใหม่ รับฟังเสียงประชาชน ก็ควรให้ประชาชนตัดสิน โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตดีไม่ดี อีก 3 ปี ประชาชนจะให้คำตอบผ่านการเลือกตั้ง ถ้าดิจิทัลวอลเล็ตไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ประชาชนต้องจดจำว่าพรรคไหนบ้าง มีส่วนค้านการช่วยเหลือประชาชน ที่กำลังลำบาก ยากจน สมัยหน้าควรพิจารณาลงโทษ ให้เป็นฝ่ายค้านตลอดไป" นายพร้อมพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

‘นักวิชาการสิ่งแวดล้อม’ เผย คนไทยต้องเสีย ‘ภาษีคาร์บอน’ เพิ่มขึ้น ชี้!! เป็นการกระตุ้นให้ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

(22 มิ.ย.67) ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ คนไทยกำลังจะต้องเสียภาษีคาร์บอนเพิ่มขึ้นอีกรายการ...เพื่อช่วยกันลดโลกร้อน มีเนื้อหาดังนี้

1. ปี 2569 ยุโรปจะเริ่มเก็บภาษี Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM หรือภาษีนำเข้าคาร์บอนเป็นมาตรการปรับราคาสินค้านำเข้าบางประเภทก่อนเข้าพรมแดนของสหภาพยุโรป เพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง อุตสาหกรรม มีเป้าหมาย จากเดิม 5 กลุ่มสินค้า ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย และไฟฟ้าให้เพิ่มเป็น 7 กลุ่มสินค้าโดยรวมไฮ โดรเจนและสินค้าปลายน้ำบางรายการ เช่น น็อตและสกรูที่ทำจากเหล็กและเหล็ก กล้า ด้วย โดยผู้นำเข้าจะต้องซื้อใบรับรอง CBAM ตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้านั้นและต้องจ่ายภาษีคาร์ บอนตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้าที่ตนนำเข้า นอกจากนี้ยุโรปกำลังจะมีการขยายไปที่สินค้าประเภทอื่น ๆ อีกด้วย เช่น สารอินทรีย์พื้นฐานพลาสติกและโพลีเมอร์ แก้ว เซรามิค ยิปซัม กระดาษ เป็นต้น ผู้ส่งออกไทยเตรียมตัวจ่ายเพิ่ม...

2.สำหรับประเทศไทย ในปีงบประมาณปี 68 กรมสรรพสามิตจะเริ่มจัดเก็บภาษีคาร์ บอน (Carbon Tax)นำร่อง โดยจะนำภาษีคาร์บอนแทรกอยู่ในโครงสร้างภาษี คาดว่าจะเก็บภาษีคาร์บอนอยู่ที่ 200 บาทต่อตันคาร์บอนโดยเริ่มต้นที่น้ำมันดีเซลก่อนซึ่งน้ำมันดีเซล 1 ลิตรจะปล่อยก๊าซคาร์ บอนไดออกไซด์ 0.0026 ตันคาร์บอน ดังนั้น น้ำมันดีเซล 1 ลิตรจะเสียภาษีคาร์บอนเท่ากับ 0.46 บาทต่อลิตรโดยบวกไว้ในราคาน้ำมัน

3. ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เป็นภาษีที่เก็บจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก โดยฐานภาษีคาร์บอนที่ใช้ในการจัดเก็บ มี 2 แบบ คือ
1.จัดเก็บภาษีทางตรงจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตสินค้า
2. จัดเก็บภาษีทางอ้อมตามการบริโภค
...ต่อไปผู้บริโภคเองอาจจะสามารถตัดสินใจเลือกอุดหนุนผลิตภัณฑ์ที่มีการปล่อยคาร์ บอนต่ำและสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้โดยดูจากฉลากคาร์บอนที่ติดมากับสินค้า

4.ประเทศไทยปักหมุดมุ่งสู่การเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)ภายในปี 2593 รวมถึงขยับสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์(Net zero emissions)ภายในปี 2608 ได้ตั้งเป้าการลดก๊าซเรือนกระจกในรูปคาร์บอนไดออกไซด์ จากค่าสูงสุดของไทย 388 ล้านตันต่อปี ลงไปเหลือ120 ล้านตันต่อปี โดยแผนระยะสั้นจากนี้ไปจนถึง ปี ค.ศ. 2573 จะลดก๊าซเรือนกระจก ให้ได้ 40%

‘ดีป้า’ เผย ดัชนีชี้วัดความสามารถ ในการแข่งขันเมืองอัจฉริยะ ชี้!! ‘วังจันทร์วัลเลย์-ภูเก็ต’ ครองแชมป์ จาก 5 องค์ประกอบ

(22 มิ.ย.67) ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า โพสต์เฟซบุ๊กว่า สำนักงานเมืองอัจฉริยะประเทศไทย ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) แถลงรายงานดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันเมืองอัจฉริยะประเทศไทย ประจำปี 2566 (Thailand Smart City Competitiveness Index (TSCCI) 2023) จาก 30 เมือง 23 จังหวัด 

โดยพิจารณาจาก 5 องค์ประกอบของแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ได้แก่ การกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย วัตถุประสงค์ และลักษณะของเมืองอัจฉริยะ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางกายภาพและดิจิทัล การพัฒนาระบบข้อมูลและความปลอดภัย การบริการระบบเมืองอัจฉริยะ 7 ด้าน และการระบุแนวทางการลงทุนและการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน ซึ่งดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันเมืองอัจฉริยะประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วยการจัดอันดับเมืองอัจฉริยะตามพื้นที่ (City-based) และการจัดอันดับเมืองอัจฉริยะตามจังหวัด (Province-based)

สำหรับเมืองอัจฉริยะตามพื้นที่ (City-based) ที่ได้รับคะแนนชี้วัดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุด 3 อันดับแรกของปี 2566 ประกอบด้วย เมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์ จังหวัดระยอง 83.55% สามย่านสมาร์ทซิตี้ กรุงเทพมหานคร 79.02% และคลองผดุงกรุงเกษม กรุงเทพมหานคร 74.55% 

ขณะที่เมืองอัจฉริยะตามจังหวัด (Province-based) ที่ได้รับคะแนนชี้วัดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ จังหวัดภูเก็ต 83.60% จังหวัดฉะเชิงเทรา 76.78% และ จังหวัดขอนแก่น 53.81% 

โดยสามารถดูรายงานดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันเมืองอัจฉริยะประเทศไทย ประจำปี 2566 (TSCCI 2023) ได้ที่ https://short.depa.or.th/mpITe และผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับเมืองอัจฉริยะประเทศไทยได้ที่ http://www.smartcitythailand.or.th

‘ครม.’ สั่ง ‘มท.’ เร่งพิจารณาแก้กฎหมาย ‘หนุนอสังหาฯ’ ให้สิทธิคนต่างชาติ ซื้อคอนโดฯ ได้ 75% พร้อมถือครองได้ 99 ปี

(22 มิ.ย.67) แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร 0503/12790 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2567 ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านอสังหาริมทรัพย์ 

โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่ได้ยืนยันมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 เรื่อง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ และการเตรียมการเพื่อรองรับการดำเนินการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเมืองแห่งอุตสาหกรรมระดับโลก (Thailand Vision) ไปเพื่อดำเนินการ ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น 

ล่าสุดในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้เสนอว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (9 เมษายน 2567) เรื่อง มาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษามาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องนั้น เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับมหภาค และดึงดูดนักลงทุนขนาดใหญ่ให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยมีปัจจัยต่างๆ ที่จะส่งเสริมการเข้ามาทำงานของชาวต่างชาติที่มีศักยภาพ 

จึงขอให้ กระทรวงมหาดไทย ศึกษาความเป็นไปได้ พิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิคนต่างด้าว สามารถถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุด จากเดิมไม่เกิน 49% เป็นไม่เกิน 75% โดยอาจกำหนดเงื่อนไขอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของนิติบุคคลอาคารชุด เช่น การจำกัดสิทธิการออกเสียงของคนต่างด้าว และนิติบุคคลต่างด้าวที่ได้เข้ามาถือกรรมสิทธิ์ในภายหลังจากที่เกินอัตราส่วน 49% และพิจารณาทบทวนการกำหนดระยะเวลาของทรัพย์อิงสิทธิตามพระราชบัญญัติทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ. 2562 โดยกำหนดให้ทรัพย์อิงสิทธิมีกำหนดเวลาได้ไม่เกิน 99 ปี

เปิด 'แนวรุก-ความพร้อม' ผลิตภัณฑ์ชูอร่อยใต้เงา 'เจดีฟู้ด' สู่เป้าหมาย 'เข้าตลาดหุ้น-ลุ้นขยายตลาดต่างแดน 50%'

จากรายการ THE TOMORROW มหาชนต้องรู้ ออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับคุณธีรดา หอสัจจกุล รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท เจดีฟู้ด จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทฯ ก่อตั้งโดยคนไทย และเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเครื่องปรุงรส และอาหารแปรรูประดับประเทศ สร้างชื่อเสียงในระดับโลก ถึงเป้าหมายและกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ พร้อม ๆ ไปกับการรับมือสภาพการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ

คุณธีรดา กล่าวว่า บริษัท เจดีฟู้ด จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นโดยคุณพ่อ นายธีรบุล หอสัจจกุล ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและอยู่ในวงการอาหารมายาวนาน ในปี 2542 บริษัทฯ ได้เริ่มต้นประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายวัตถุดิบส่วนผสม (Food Ingredients) ตามสูตรที่พัฒนาขึ้นเองเพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมประเภทขนมขบเคี้ยวและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โดยลักษณะผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทฯ แบ่งเป็น สินค้ารับจ้างผลิต OEM และกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสอาหาร แบ่งเป็น ผงปรุงรส, อาหารอบแห้ง, ซอสน้ำจิ้ม และไส้เบเกอรี่ (ฟิลลิ่ง)

คุณธีรดา กล่าวว่า อุตสาหกรรมเครื่องปรุงรสในปัจจุบันของไทยมีการแข่งขันกันสูงกว่าเมื่อก่อนมาก มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามากขึ้น อย่างไรก็ตามทางบริษัทฯ ยังมีส่วนแบ่งทางการตลาดในอันดับต้น ๆ เนื่องจากมีประสบการณ์มายาวนานและมีการจัดทำระบบการผลิตให้ได้มาตรฐาน รสชาติอร่อย คุณภาพดี เพื่อให้ส่งออกสินค้าไปทั่วโลก

คุณธีรดา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้บริษัทฯ ยังสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SME ที่มีความต้องการผลิตสินค้าอาหารแปรรูป เครื่องปรุงรส ในแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งได้ให้บริการในรูปแบบ One Stop Service ให้คำปรึกษาตั้งแต่การเริ่มผลิต การเลือกรสชาติ การจดแจ้ง อย. และแนะนำการทำตลาดให้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ให้เติบโตอีกด้วย

เมื่อถามถึงสัดส่วนของการทำตลาดของบริษัทฯ ในปัจจุบัน? คุณธีรดา เผยว่า แบ่งเป็น ตลาดในประเทศ และต่างประเทศ โดยการจัดจำหน่ายยังเน้นตลาดในประเทศอยู่ แต่เป้าหมายในอนาคตมองว่า จะขยายตลาดไปต่างประเทศ 50% 

เมื่อถามถึงเทรนด์ของรสชาติ? คุณธีรดากล่าวว่า เมื่อก่อนการผลิตรสชาติจะตอบโจทย์ผู้บริโภคผ่านรสชาติหลัก ๆ เช่น ต้มยำ, ชีส, ซีฟู้ด เป็นต้น แต่ปัจจุบันผู้บริโภคมีความต้องการมากขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น เช่น ต้มยำ จากรสชาติต้มยำธรรมดา ก็ต้องเป็นต้มยำกุ้ง, ต้มยำหัวมันกุ้ง เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ตอบโจทย์ลูกค้า และท้าทายผู้ผลิตไปในตัว 

เมื่อถามถึงไลน์ผลิตภัณฑ์ของเจดีฟู้ด? คุณธีรดา เผยว่า ในปัจจุบันมีการออกสินค้าภายใต้ตราสินค้าของบริษัท (Brand) ได้แก่ แบรนด์โอเค (OK) ซึ่งเป็นผงปรุงรส และไส้เบเกอรี่ (ฟิลลิ่ง) มีการคิดสูตรใหม่ให้เหมาะสมกับอาหารและสินค้าเบเกอรี่, แบรนด์ Crispconut ซึ่งเป็นขนมขบเคี้ยวประเภทมะพร้าวอบกรอบ, แบรนด์ กินดี (Kindee) เป็นผลิตภัณฑ์ผงปรุงรสสำเร็จรูป ไม่มีส่วนผสมของผงชูรส 

นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายสินค้าในรูปแบบต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น ก๋วยเตี๋ยวเรือกึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับแบรนด์ GOOD EATS ผลิตภัณฑ์ซุปกึ่งสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์ขนมโปรตีนอบกรอบที่ปราศจากผงชูรส โดยมีเป้าหมายยอดขายของบริษัทฯ ตั้งเป้าไว้ที่ 1,000 ล้านบาท ภายในปี พ.ศ. 2568 นี้

เมื่อถามถึงกลยุทธ์ของบริษัทฯ? คุณธีรดา กล่าวว่า มีการปรับตัวเสมอและติดตามเทรนด์ใหม่ตลอดเวลา และได้เรียนรู้จากคุณพ่อ เช่น ต้องศึกษาลูกค้าและแก้ Pain Point ของลูกค้าให้ได้ ว่าความต้องการของลูกค้า คืออะไรถ้าตอบโจทย์ลูกค้าได้ก็จะประสบความสำเร็จ ส่วนปัญหาอุปสรรคที่ผ่านมา มองว่าเรื่องโลกร้อนมีส่วนสำคัญทำให้วัตถุดิบไม่เพียงพอ ราคาวัตถุดิบในตลาดผันผวน ส่วนความภาคภูมิใจของคุณธีรดา คือ การนำพาบริษัทฯ เข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ประสบความสำเร็จ 

เมื่อถามถึงการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม? คุณธีรดา เล่าให้ฟังทิ้งท้ายว่า "ทางบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือการปล่อยมลภาวะอื่น ๆ (Low Carbon Business) เราคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและความหลากหลายทางชีวภาพ การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายในการจัดการพลังงานและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20% ภายในปี 2570 เทียบกับปีฐาน 2564"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top