Thursday, 13 August 2026
Hard News Team

‘อนุชา รวมไทยสร้างชาติ' แนะรัฐใช้นโยบาย 'กึ่งการคลัง' หนุนเฉพาะกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือเท่านั้น

เมื่อวานนี้ (21 มิ.ย.67) นายอนุชา บูรพชัยศรี สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ร่วมอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยระบุว่า ตนอยากจะเสนอรัฐบาลให้ความสําคัญกับเรื่องของการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ตามแนวทางของสหประชาชาติที่เน้นย้ำในเรื่องเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ดังนั้น รัฐบาลจะต้องพิจารณาจัดลําดับความสําคัญและความจําเป็นในการใช้จ่ายงบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันครอบคลุมทุกการใช้จ่ายภาครัฐ ควบคู่ไปกับการทบทวนและยกเลิกมาตรการลดและยกเว้นภาษี ๆ โดยให้มีเพียงเท่าที่จําเป็นเท่านั้น

นอกจากนั้น ยังอยากเห็นรัฐบาลดําเนินการปฏิรูปโครงสร้างและการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการบริหารจัดการหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดขนาดของการขาดดุลการคลัง เตรียมการไว้สําหรับดําเนินนโยบายที่จำเป็นในสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด รวมถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

“เราไม่มีทางทราบได้เลยว่า จะเกิดอะไรขึ้นอีกในอนาคต เหมือนเช่นกับสถานการณ์ของโควิด-19  ซึ่งทำให้เราต้องปิดประเทศ ไม่สามารถเดินทางทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ต้อง Work form home มีการปิดห้างร้าน รวมถึงรัฐบาลต้องเร่งจัดหาวัคซีนให้กับพี่น้องประชาชนเพื่อมาฉีดป้องกัน แต่ที่เราผ่านมาได้ ต้องบอกว่าประเทศไทยเรามีเสถียรภาพทางการเงินและมีความมั่นคงทางการคลัง ซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่ดีเยี่ยม เพราะฉะนั้นในอนาคตจะเกิดอะไรไม่มีใครตอบได้ แต่เราจะต้องเตรียมการให้พร้อมไว้ตั้งแต่วันนี้”

นายอนุชา กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนเห็นด้วยกับรัฐบาลที่จัดทํางบประมาณแบบขาดดุลในปีนี้ เพื่อที่จะสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยได้มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังอยากเห็นการปรับลดขนาดการขาดดุลในปีงบประมาณต่อ ๆ ไป โดยหวังว่าหากภาวะเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องเต็มศักยภาพ รัฐบาลสามารถสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง ทั้งทางด้านรายได้และรายจ่าย รวมถึงการบริหารหนี้สาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสุดท้ายแล้วรัฐบาลจะสามารถจัดทํางบประมาณสมดุลในระยะที่เหมาะสมได้ในอนาคตอันใกล้นี้ 

นอกจากนี้ นายอนุชา ยังได้เสนอแนะให้รัฐบาลดําเนินนโยบายที่เรียกว่า กึ่งการคลัง ซึ่งหมายถึงการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อสนับสนุนกลุ่มประชาชนที่ควรได้รับการสนับสนุนและช่วยเหลือในกรณีที่มีความจําเป็นฉุกเฉินเร่งด่วนเท่านั้น และหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องไม่ได้ขอตั้งงบประมาณไว้ล่วงหน้า โดยภายหลังจากดําเนินโครงการแล้วหน่วยงานของรัฐก็สามารถยื่นคําขอจัดสรรงบประมาณโดยตรงกับสํานักงบประมาณต่อไปได้

ทั้งนี้ ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาได้ดําเนินนโยบายกึ่งการคลังมาโดยตลอด และที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือในช่วงที่เกิดโควิด-19 ซึ่งรัฐบาลขณะนั้น มีความจําเป็นเร่งด่วนในการช่วยเหลือและสนับสนุนเกษตรกร ในช่วงที่ราคาสินค้า สินค้าการเกษตรตกต่ำ โดยปีงบประมาณปี 2565 ทางรัฐบาลได้อนุมัติวงเงินโครงการเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรกว่า 186,000 ล้านบาท มีการเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 16,700 ล้านบาท และลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้มีรายได้น้อยอีกกว่า 7,000 ล้านบาท จะเห็นได้ว่า นโยบายกึ่งการคลัง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของรัฐบาลที่สามารถนำมาใช้แทนการกู้ยืมเงิน เพราะว่าเรื่องนี้เข้าข่ายตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ดังนั้น จึงอยากจะขอเสนอให้รัฐบาลนํานโยบายกึ่งการคลังมาใช้ 

นอกจากนี้ อยากจะเสนอให้รัฐบาลให้ความสําคัญกับโครงการลงทุนขนาดใหญ่โดยกระจายไปทั่วภูมิภาคต่าง ๆ อย่างเหมาะสม เพื่อที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยและช่วยให้ประเทศไทยจะหลุดจากประเทศที่มีกับดักรายได้ปานกลาง โดยหนึ่งในนโยบายสําคัญที่อยากจะเสนอให้รัฐบาลได้เร่งพิจารณาก็คือการขยายการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจ 4 ภาค หลังจากที่ประสบความสําเร็จมาแล้วในส่วนของ EEC

โดยเฉพาะระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ SEC ที่มี 4 จังหวัด ประกอบด้วย สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร และระนอง สามารถเดินหน้าได้ทันที เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่พร้อมสร้างอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ๆ เช่น การนำยางพาราที่มีอยู่จำนวนมาก มาแปรรูปเพิ่มมูลค่าแล้วส่งออก เป็นต้น และยังมีอีกหลายธุรกิจใน 4 จังหวัดนี้ที่สามารถเพิ่มมูลค่าและส่งออกได้ ผ่านทะเล 2 ฝั่ง ทั้งอันดามัน และอ่าวไทย หลังจากสร้างท่าเรือน้ำลึกทั้งสองฝั่งแล้วเสร็จ ส่วนการเชื่อมโยงให้สองฝั่งอันดามันและอ่าวไทยต่อเนื่องกันนั้นจะเป็นระยะถัดไป นั่นคือที่มาของแลนด์บริดจ์นั่นเอง

“จะเห็นว่าผมไม่ได้พูดถึงเรื่องของแลนด์บริดจ์ตั้งแต่ตั้งต้น เพื่อให้เข้าใจว่า ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ จะต้องเกิดขึ้นก่อน เมื่อเกิดขึ้นแล้วเราค่อยว่ากันเรื่องของท่าเรือ เรื่องของถนน จากนั้นจึงเป็นเรื่องของทางรถไฟ ทำเป็นเฟส ๆ ค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งอาจจะไม่ต้องใช้เงินลงทุนนับแสนล้าน หรืออาจจะไม่ต้องให้เอกชนเข้ามาลงทุนเลยก็ได้ นี่คือปัจจัยและหัวใจของ SEC และโครงการแลนด์บริดจ์ว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ และผมอยากเห็นอุตสาหกรรมใหม่ เข้ามาลงทุนใน SEC มากขึ้นด้วย เพราะจากการที่มีโอกาสได้ไปซาอุดีอาระเบีย 2 ครั้ง ทางซาอุฯ สนใจที่จะเข้ามาลงทุนเรื่องพลังงานสะอาดในประเทศไทย ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะจัดตั้งโรงงานผลิตไฮโดรเจนในพื้นที่ดังกล่าว ขณะเดียวกันยังสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG ที่รัฐบาลชุดที่แล้วได้แสดงให้ทั่วโลกได้เห็นและยอมรับไปเมื่อครั้งการประชุมAPEC 2022 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพที่ผ่านมา”

‘เศรษฐา’ จัดรายการเทปแรก ยอมรับเป็น ‘นักการเมืองหน้าใหม่’ ต้นทุนเป็นรอง เน้น!! ลงพื้นที่ พบพี่น้องปชช. ด้วยตนเอง ไปทุกจังหวัด แม้ไม่มีสส. ของรัฐบาล

(22 มิ.ย.67) เมื่อเวลา 08.00 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ ‘คุยกับเศรษฐา’ ซึ่งออกอากาศเป็นเทปแรก ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) โดยนายกฯ ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวพับแขน กางเกงสีน้ำเงิน ในลุคสบาย ๆ เป็นการนั่งพูดคุย ตอบคำถาม ที่บริเวณตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีนายธีรัตนถ์ รัตนเสวี เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายกฯ กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการจัดรายการ ว่า รัฐบาลปัจจุบัน ทุก ๆ กระทรวง ทบวง กรม รัฐมนตรีทุกคนได้ทำงานกันหนักมาก และยังไม่มีช่องทางที่นอกเหนือจากมีผู้สื่อข่าวมาสัมภาษณ์ ไม่มีช่องทางที่จะสื่อสารถึงพี่น้องประชาชนโดยตรง เพื่ออธิบายให้ฟังว่ารัฐบาลทำอะไรกันไปแล้วบ้าง และแผนงานระยะยาวคืออะไรบ้าง อย่างน้อยก็จะได้เข้าใจว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่

เมื่อถามว่า 10 เดือนที่ทำงานมา เห็นการทำงานของนายกฯที่บอกตั้งแต่วันแรกว่าทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เหนื่อยบ้างหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ถ้าจะบอกว่าไม่เหนื่อยก็คงจะโกหก ตนว่านายกฯทุกท่านก็ทำงานกันหนัก มีทั้งเหนื่อยกาย เหนื่อยใจ และเชื่อว่าทุกท่านแบกภาระหนักหน่วงนี้อยู่เยอะ ซึ่งตนเองคงพูดแทนท่านอื่น ๆ ไม่ได้ ถ้าถามตนว่าเหนื่อยไหมนอนคืนเดียวก็หาย แต่เราเสนอตัวเข้ามาทำงานทางด้านสาธารณชนแล้ว ถือว่าเรื่องที่สำคัญมากกว่าคือเรื่องของความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เราเหนื่อยเท่าไหร่ ตนเชื่อว่าหลาย ๆ คน ที่อยู่ที่ฐานรากของสังคมเขาเหนื่อยเยอะกว่าเยอะ ชีวิตของตนเองที่ทำมาเกือบ 40 ปีตลอดระยะเวลาทำงานมา ตนเองยึดมั่นใน 2 วินัยนี้ คือมีวินัยในการทำงานและทำงานให้หนัก แต่แน่นอนว่าเรื่องของการดูแลสุขภาพ การพักผ่อนให้เพียงพอ พักผ่อนคือเรื่องของการหลับนอนก็ต้องให้เพียงพอ

เมื่อถามว่าตลอดการทำงานของนายกฯลงพื้นที่ถี่มาก แม้ในพื้นที่นั้นอาจไม่มีสส.ของพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ก็ตาม แต่ก็ไป มีแนวทางในการลงพื้นที่อย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า ตนถือว่าตนมาในฐานะเป็นนายกฯของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่เป็นนายกฯของคนพรรคเพื่อไทยเพียงอย่างเดียว แน่นอนว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคหลัก และเป็นพรรคที่สนับสนุนตนมาตลอด ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องลงพื้นที่ของพรรคเพื่อไทย ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ของพรรคพลังประชารัฐ ของพรรคภูมิใจไทย ด้วยเหมือนกัน เพราะว่าทุกคนคือประชาชนคนไทย ซึ่งนายกฯในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศ มีหน้าที่ต้องดูแล อันนี้ชัดเจน ตนเชื่อว่าการทำงานที่ผ่านมาโดยตลอดให้ความมั่นใจได้ว่าไม่ได้เลือกจังหวัดลงพื้นที่ ส่วนเรื่องแนวทางในการลงพื้นที่ต่างจังหวัด จริง ๆ ต้องยอมรับว่าตนมีต้นทุนที่เป็นรองนักการเมืองหลาย ๆ ท่าน ที่ท่านเติบโตมาจากการเมืองตั้งแต่อายุ 30 กว่า ซึ่งตนเองพึ่งเข้าสู่สนามการเมืองจริง ๆ เพราะฉะนั้นการลงพื้นที่จริง ๆ เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง สำหรับมือใหม่อย่างตน เพราะว่าตนไม่ได้ไปคลุกคลีกับประชาชนเท่ากับนักการเมืองที่อยู่ในการเมืองมานาน เพราะฉะนั้นการที่ต้องลงพื้นที่เยอะ ต้องการเข้าใจถึงปัญหาจริง ๆ ไม่ใช่ฟังแต่รายงานที่มาจากกระดาษ

เมื่อถามว่า จังหวัดภูเก็ตนายกฯลงพื้นที่หลายครั้งมาก สส.ก็ไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลเลย แต่ว่าไป แสดงว่ามองเห็นศักยภาพของภูเก็ต หรือปัญหาที่ภูเก็ตต้องได้รับการแก้ไขใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ใช่ครับ ในเรื่องของนโยบายเรือธงของรัฐบาล หรือหลาย ๆ นโยบายเรือธงของรัฐบาล ก็คือเรื่องการท่องเที่ยว จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดที่ทำรายได้สูงมากให้กับประเทศ และมีศักยภาพสูงมาก ๆ ด้วยเหมือนกัน ในหลาย ๆ เรื่องหลาย ๆ ด้าน แต่ว่าปัญหาก็เยอะ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องของน้ำประปา เรื่องขยะ เรื่องสนามบิน เรื่องถนน เรื่องมาเฟีย เรื่องความมั่นคง ความปลอดภัย หลาย ๆ อย่าง ต้องให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง

นายกฯ กล่าวว่า อาทิตย์แรกที่เป็นนายกรัฐมนตรีก็ลงไปจังหวัดภูเก็ตแล้ว เชิญรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ไปดูเรื่องการจราจร ซึ่งระยะหลังจากในเมืองไปสนามบินใช้เวลา 2 ชั่วโมง ทำให้เสน่ห์ของภูเก็ตหายไปหมด ส่วนเรื่องน้ำประปาก็ลงพื้นที่ไปกับ สส.ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ไปดูเรื่องน้ำประปาที่จะลากจากเขื่อนเชี่ยวหลาน แล้วนำมาดูแลจังหวัดพังงา กระบี่ ภูเก็ต ก็เป็นเรื่องสำคัญ รวมทั้งเรื่องของสนามบินเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าปัจจุบันเครื่องบินต่อชั่วโมงลงได้ 25 ลำ จะให้ได้มากกว่านี้ก็ลำบาก แต่ว่ามีความต้องการลงสูงมาก ก็ต้องดูเรื่องของสนามบินภูเก็ต แต่จริง ๆ แล้ว ภาคใต้ไม่ได้มีแค่ภูเก็ต มีพังงา มีกระบี่ มีระนองด้วย ถึงแม้สนามบินใหม่จะไปตั้งที่ตอนเหนือของภูเก็ต หรือว่าส่วนหนึ่งของจังหวัดพังงา เราก็อยากให้ตั้งชื่อว่าสนามบินอันดามัน เพราะพยายามจะให้ครอบคลุมให้ได้ 3 - 4 จังหวัด

เมื่อถามถึงการลงพื้นที่ตรวจราชการในหลาย ๆ พื้นที่โดยไม่ได้บอกล่วงหน้า นายกฯ กล่าวว่า เรื่องสำคัญมากกว่าเรื่องไม่บอกล่วงหน้า คือไปตรวจราชการตามสถานที่ต่าง ๆ และนโยบาย Aviation Hub เป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงของรัฐบาล สนามบินสุวรรณภูมิ เคยเป็นสนามบินระดับท็อป ๆ ของโลก แต่อันดับตกไปเยอะมาก เราไม่มีการลงทุนในแง่โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เลย ในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา สนามบินสุวรรณภูมิเป็นโครงการใหญ่โครงการหนึ่งที่เราลงทุนมา แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปได้ โซนหนึ่งเพิ่งเปิด โซนสองเพิ่งเปิด รันเวย์สามก็จะเปิด จะมีการขยายออกไป อันนั้นถือเป็นเรื่องของอนาคต แต่ว่าเราต้องอยู่กับปัจจุบันก่อนด้วย เรื่องของการท่องเที่ยว ซึ่งก็เป็นนโยบายเรือธงของเรา จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มเข้ามาอย่างมโหฬาร การเดินทางก้าวแรกที่เขาเข้ามาเหยียบแผ่นดินไทยเขาต้องมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตรวจคนเข้าเมือง ต้องไม่เข้าคิวนาน เรื่องกระเป๋า เรื่องแท็กซี่ที่มารับ

นายกฯ กล่าวต่อไปว่า ถ้าตนเองไปโดยที่ไม่บอก ไปดูให้เห็นจริง ๆ ความลำบากคืออะไร คิวยาวเหยียดตั้งแต่บันไดวนลงมาเป็นตัวงู และไม่สามารถทำอะไรได้ ตนเองคิดว่าก็เป็นปัญหา เพราะฉะนั้นต้องลงไปแบบไม่บอกล่วงหน้า จะได้ไม่มีการเตรียมการดีกว่า ใช้คำนี้ดีกว่า ไม่ได้ไปจับผิด แต่ว่าเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งก่อนที่ตนเองจะมาเป็นนักการเมือง บริษัทเก่าก็ทำอย่างนี้ เวลาไปตรวจงานก็จะไปแบบไม่มีการประกาศล่วงหน้า จะได้เห็นสถานภาพที่จริงมากกว่า แล้วมาแก้ไขปัญหากัน และไปถึงก็ไม่ใช่ไปด่าเขา ไปว่าเขานะ เราไปนั่งพูดคุยกันดีกว่าว่าปัญหามันคืออะไร เราก็จะได้เห็นจริง ๆ และก็ช่วยแก้ไขจริง ๆ

นายกฯ กล่าวว่า สนามบินสุวรรณภูมิพัฒนาได้อีก พัฒนาดีขึ้นเยอะ เพราะว่า KPI ที่ให้ไป ไม่ว่าจะเป็นก้าวแรกที่ลงจากเครื่องบิน ต้องไม่เกิน 45 นาที ต้องได้รับกระเป๋า ส่วนมากก็น่าจะทำได้ หรือประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ไม่น่าเกิน และตอนขากลับจากที่เช็กอินตั๋วและเข้าไปข้างใน ต้องไม่เกิน 45 นาทีเหมือนกัน ซึ่งปัจจุบันก็ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยในแง่ของเรื่องเครื่องอัตโนมัติในการตรวจสอบ เรื่องของการจัดการทำงานของพนักงาน เหล่านี้ก็ถือว่าช่วยกันได้เยอะมาก

เมื่อถามว่า นายกฯเคยเป็นผู้บริหารของบริษัทเอกชนเคยเห็นปัญหาหน้างาน คิดว่าเทคนิคนี้จะมาช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างทันท่วงทีหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า สภาพแวดล้อมต่างกันพอสมควรเหมือนกัน ในส่วนภาคเอกชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางธุรกิจก็แตกต่างกันออกไป ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาครัฐบาลก็มีเยอะกว่า เพราะฉะนั้นต้องดูให้ครบทุกหมู่เหล่าจริง ๆ เรื่องของความระมัดระวัง ทางด้านขั้นตอนต่าง ๆ ในการทำงาน ก็มีกลไกทางราชการ ซึ่งเราต้องเคารพ มีองค์กรอิสระตรวจสอบก็เยอะ เราต้องมั่นใจว่าทุกอย่าง ทุกการกระทำของเราถูกต้อง เป็นไปตามกฎระเบียบ แต่ตนเองก็มามองว่าความเดือดร้อนไม่คอยท่า ต้องการการบริหารจัดการออกไป แต่ระหว่างทางก่อนที่จะมีอะไรก็อาจจะมีมาตรการระยะสั้น หรือชั่วคราวที่พยุงปัญหาไปได้บ้าง บางทีปัญหาก็ไม่สามารถแก้ได้ด้วยอะไรที่รวดเร็วทันใจอย่างเดียว ซึ่งมีหลายขั้นตอน เพราะเป็นระบบราชการ ซึ่งถ้าเรามาอยู่ตรงนี้เราก็ต้องยอมรับตรงนี้
.
เมื่อถามถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) เพื่อนำปัญหาที่เกิดขึ้นไปคุยกันและแก้ปัญหา นายกฯ กล่าวว่า ตรงนี้ไม่ใช่เป็นความลับอะไร ตนเชื่อว่านายกรัฐมนตรีหลาย ๆ ท่าน ก็ทำอยู่แล้ว เรื่องการมี ครม.สัญจร แต่รายละเอียดแตกต่างกันไปบ้าง แน่นอนการที่ ครม.ทั้งคณะลงไปจังหวัดไหน พื้นที่ไหน ตนเชื่อว่าก็จะมีการตื่นตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครม.สัญจรนัดแรก ตนเองเลือกไปจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งเป็นจังหวัดที่ GDP ต่ำที่สุด เป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุด ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลให้ความสนใจกับเรื่องพวกนี้ การที่ลงพื้นที่ต่างจังหวัด จังหวัดข้างเคียงก็มีความสำคัญ เพราะรู้อยู่แล้วว่าทุก ๆ จังหวัดมีความต้องการความช่วยเหลือในหลาย ๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นความช่วยเหลือเรื่องการเกษตร เรื่องน้ำ น้ำท่วม น้ำแล้ง เป็นต้น

นายกฯ กล่าวต่อไปว่า การลงพื้นที่ถือเป็นการมอบอำนาจให้กับเจ้าหน้าที่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ตนเองเชื่อว่าการลงหน้างานมีส่วนช่วยเหลือ ทำให้เขามีความมั่นใจขึ้น แต่ว่าเหนือสิ่งอื่นใดไม่ได้ไปคนเดียว ทั้งคณะรัฐบาลไปหมด ทุกกระทรวง ทบวง กรม ไปหมด มีการกำหนด KPI ชัดเจนว่ามีอะไรบ้าง และเป็นการสร้างความคาดหวังให้พี่น้องประชาชนในครั้งต่อไปที่เราจะไป ครม.สัญจร ว่าถ้าเกิดคณะรัฐมนตรีมาจังหวัดข้างเคียงจะได้อานิสงส์อะไรบ้าง ทั้งนี้ การลงพื้นที่แต่ครั้งต้องแบ่งเป้าหมายเป็น 2 - 3 อย่าง หนึ่ง ในแง่ของมวลชน ต้องมีการพบปะมวลชน เพราะต้องการจะได้เห็นจริง ๆ ว่าในสายตาของเขามีความทุกข์ยากมากน้อยขนาดไหน เรื่องบางเรื่องที่เขาร้องเรียนมา บางทีเขาร้องเรียนมาแล้วตนไม่ได้ยิน เพราะถูกกันออกไป ตนก็อยากไปได้ยินเองเวลาไปลงพื้นที่ว่าเขาพูดเรื่องอะไรกันบ้าง ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะรับฟังได้โดยตรง โดยไม่มีการกีดกันเลย การได้พบข้าราชการก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่าไม่ฉะนั้นโอกาสที่จะได้พบกับข้าราชการฝ่ายปกครองก็น้อย ได้พบกับนายอำเภอ ได้พบกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดต่าง ๆ ตนเองเชื่อว่าเป็นอะไรที่ให้ความรู้กับทั้งกับตนและรัฐมนตรีหลายๆท่านในหลาย ๆ เรื่อง
.
.
เมื่อถามถึงการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งมีคนบอกว่าเดินทางไปเยอะมาก ไปเพื่ออะไร นายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้แก้ตัว แต่ว่าเรื่องของการไปต่างประเทศจริงๆ แล้วตนไปมา 15 ครั้ง กว่าครึ่งเป็นไฟท์บังคับ เป็นเรื่องของการไปอาเซียน-เจแปน การไปแนะนำตัว หรือว่าไปจีน หรือว่าไปกัมพูชา ไปสิงคโปร์ ไปมาเลเซีย ไปออสเตรเลีย เป็นอาเซียน-เจแปนครบ 50 ปี ซึ่งจะไม่ไปนั้นไม่ได้ หรืออย่างไปศรีลังกา เซ็นสัญญา FTA ซึ่งรัฐบาลเดิมทำไว้แล้ว ก็ไปเป็นเกียรติ ไปงานลงนาม ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าในรัฐบาลก่อน เรื่องของลำดับความสำคัญของเขา เขาอาจจะทำเรื่องอื่นที่เขาเห็นความสำคัญมากกว่า แต่ตอนนี้มาถึงตรงนี้ เรื่องการค้าระหว่างประเทศ เรื่องของความอ่อนบางทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้การลงทุนข้ามชาติมาที่ประเทศไทยเป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าเราไม่ไปเชื้อเชิญและไปบอกเขาว่าประเทศไทยเปิดแล้ว ไม่มีเวลาไหนที่จะดีเท่าเวลานี้ที่มาลงทุนที่ประเทศไทย เขาจะทราบไหม ตนเองว่าต้องไป แล้วการลงทุนกลับมาแต่ละครั้งเป็นหมื่นล้านเป็นแสนล้าน ซึ่งแน่นอนว่ายังไม่เกิดขึ้น อาจจะอยู่ขั้นตอนการพิจารณา บางอันก็จะเกิด บางอันเกิดแน่ ๆ บางอันก็ไม่แน่ว่าจะเกิด หรือบางอันก็ไม่เกิดก็มี แต่ว่าการทำงานเราต้องทำทั้งหมดทุกประเทศ เราต้องไปทุกบริษัทที่เขามีศักยภาพมาลงทุนในประเทศไทยได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นหน้าที่ของตนเองในฐานะนายกรัฐมนตรี

นายกฯ กล่าวอีกว่า การประชุมกับผู้นำและภาคเอกชนเวลาไปเมืองนอกต้องใช้เวลาให้คุ้มค่า เข้าใจว่าประวัติสูงสุดในประวัติศาสตร์คือที่ดาวอส ซึ่งจะมี 19 หรือ 23 วงในวันเดียว ถือว่าเยอะมาก แต่ตนก็ยังบอกกับทีมว่าถ้าไปปีหน้า ถ้ามีห้องประจำของเราเอง 2 ห้อง แล้วก็สลับเข้าสลับออก ตนว่า 30 วงน่าจะทำได้ ทั้งนี้ 12 ปีที่ผ่านมาไม่มีผู้นำของเราไป World Economic Forum มาเลย พอเราไป คนก็ให้ความสนใจ อย่างที่ไปมาก็ AstraZeneca บริษัททำยา ซึ่งเข้าหุ้นกับปูนซีเมนต์ไทย สำหรับผลการไปต่างประเทศ โดยรวมแล้วเป็นบวกมากเพราะได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ ประเทศไทยเหมาะสมสำหรับการลงทุน บางเรื่องได้รับการประสานงานร่วมกันระหว่างผู้แทนการค้าไทย บีโอไอ และหลาย ๆ หน่วยงาน รวมถึงสถานทูตไทยได้เชิญชวนกันไปโฆษณาว่าประเทศไทยมีอะไรดี ไม่ว่าจะเป็นพลังงานสะอาด เราพร้อม Incentive จากบีโอไอ เรามีเหนือกว่าประเทศอื่น เรามีรอยยิ้ม เรามีค่าครองชีพที่เหมาะสม เรามีโรงเรียนนานาชาติที่ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เรามี Health care system ที่มีมาตรฐานสูงกว่าหลาย ๆ ประเทศ นักลงทุนจากต่างประเทศที่เขาจะย้ายถิ่นฐานมาเขามีความมั่นใจ เรื่องของการที่เรามีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเยอะ ทำให้เขาเมื่อมาลงทุนแล้วเขามั่นใจว่าที่นี่มั่นคง

นายกฯ กล่าวถึงจุดยืนการทูตของไทยว่า เราไม่เป็นคู่ขัดแย้งกับประเทศไหน ที่ตนเองเดินทางไปต่างประเทศมาจากการลงทุน จาก EU หรือจากออสเตรเลีย หรือจากจีน หรือจากสหรัฐอเมริกา ทุกประเทศอยากมาลงทุนประเทศไทย ถึงแม้จะมีคู่ขัดแย้งกันเองก็ตามที เพราะเขามั่นใจว่าประเทศไทยจะให้ความเป็นธรรมกับทุก ๆ ฝ่าย ถ้าเกิดมีปัญหาเกิดขึ้นฐานผลิตของเขา Supply chain ของเขาไม่ถูกขัด อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะฉะนั้นทุกคนก็ให้ความมั่นใจกับประเทศไทย เพราะฉะนั้นก็เป็นที่มาที่ไปทำไมเราจึงอยากเป็น Aviation Hub ขยายสนามบินสุวรรณภูมิจาก 60 ล้านคนกลายเป็น 150 ล้านคน สร้างเทอร์มินัล สร้างรันเวย์เพิ่ม แลนด์บริดจ์ทำไมเราจึงอยากมีแลนด์บริดจ์ ในการขนส่ง ไม่ใช่แค่ประหยัดระยะทางที่ลงไปช่องแคบมะละกาอย่างเดียว หรือประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างเดียว ในอนาคตถ้าเกิดมีคู่ขัดแย้งเยอะ แล้วประเทศที่ควบคุมโลจิสติกส์การเดินทางทั้งหลาย ไม่เป็นกลาง ใครทะเลาะกับใคร ใครจะเข้าข้างใครก็ทำให้เส้นทางการขนถ่ายสินค้าเขามีปัญหา แต่ถ้าเกิดว่าเราเป็นประเทศเป็นกลาง อย่างไรเสียเขามั่นใจว่าการดูแลการขนถ่ายสินค้าของทุก ๆ ประเทศจะได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรม ตนเองเชื่อว่าการตัดสินใจมาลงทุนของเขา ก็จะมีความเป็นไปได้สูงขึ้น

นายกฯ กล่าวด้วยว่า การเดินทางไปต่างประเทศไปเพื่อแนะนำตนเอง และที่สำคัญคือนำมาซึ่งความมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนไทย จากการลงทุนที่ต่างชาติเขาจะมาขยายการลงทุนที่ประเทศไทย แต่ว่าทุก ๆ อย่างใช้เวลา อย่างเช่น เราจะ Move จากอุตสาหกรรมที่มีกำไรน้อยไปสู่อุตสาหกรรมกำไรสูง Low tech เป็น High tech Industry ไม่ได้สร้างได้ภายในวันเดียว ต้องมีวิธีการหลาย ๆ อย่าง เช่น การตัดสินใจในการซื้อ พื้นที่ งบลงทุน อะไรต่าง ๆ นานา ตนเชื่อว่ามีอะไรต้องทำควบคู่กันไป โดยเร็ว ๆ นี้จะประชุมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯเรื่องของการที่เราจะต้องยกระดับ Skillsets ของ Worker ไทย เรื่องของการที่สถาบันอุดมศึกษาของไทยมี Arrangement กับบริษัทยักษ์ใหญ่ มี Training program แทนที่จะเทรนกันแค่ 3 เดือน เขาขอร้องให้ อว. ออกมาเลย เทรนมาเลย 9 เดือน 1 หนึ่ง แล้วก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของ Curriculum ด้วย เวลาจบไปก็จะได้ทำงานต่อได้เลย ทีนี้ก็พยายามพูดคุยกันต่อ มีเรื่องของรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราต้องคุยกันเยอะ

เมื่อถามว่าอีก 3 ปีจากนี้มองเห็นประเทศไทยและตัวเองอย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า ประเทศไทยจริง ๆ แล้ว เหมือนกับเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงมาก เหมือนรถที่ยังไม่วิ่งเต็มสูบ เหมือน Ferrari 12 สูบ แต่วิ่งอยู่แค่ 6 - 7 สูบเท่านั้น แล้ว 6 - 7 สูบเราก็เดินหน้ากันเต็มที่ แต่เราก็ต้องค่อย ๆ ทำกันไป เพราะอย่างที่บอกมีหลายเรื่อง ไม่ใช่ทำเองได้ ตัดสินใจภายในคนเดียวได้ มีทั้งพรรคร่วมรัฐบาล มีฝ่ายตรวจสอบ มีทั้งรัฐสภา มีทั้งข้าราชการ มีทั้งเอ็นจีโอ ซึ่งในหลาย ๆ Initiatives ก็เป็น Initiatives ที่อาจจะมีคนแย้งบ้าง ก็ต้องทำเรื่องของประชาพิจารณ์ เป็นอะไรที่มีคนมีข้อกังขาเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ทุกคนบ่นเรื่องค่าไฟแพง ค่าไฟที่ถูกที่สุดคือพลังงานนิวเคลียร์ พูดมาตรงนี้ทุกคนก็บอกว่าอยากได้หมด แต่ว่าอย่ามาอยู่บ้านฉันนะ ไปอยู่บ้านคนอื่นก็แล้วกัน อย่างนี้เป็นต้น ตนเองก็เริ่มต้นทำการค้นคว้าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่านี่คือเรื่องที่เรากำลังดูอยู่ และก็มีหลาย ๆ เรื่อง เช่น Entertainment complex ซึ่งเป็นธุรกิจสีดำอยู่ใต้ดินเป็นล้านล้าน เราจะยอมให้มีธุรกิจแบบนี้อยู่ต่อไปหรือ หรือเราจะยกมาบนดิน ก็ยอมรับไปแล้วก็เก็บภาษีให้ถูกต้อง และควบคุมด้วยความประพฤติ ควบคุมเรื่องอาชญากรรมได้ ตนเองคิดว่าถึงเวลาหรือยังที่ประเทศต้องยอมรับเรื่องพวกนี้ ประเทศอื่นเขาก็มีแล้ว

ช่วงหนึ่งของรายการในวันนี้ นายกฯได้นำผลิตภัณฑ์ เช่น ผ้าขาวม้า กระเป๋ากระจูด ผ้าลายเพชรราชวัตร ที่ประชาชนมอบให้นายกฯ และนายกฯได้นำไปใช้ที่ต่างประเทศมาโชว์ด้วย

‘กัปตัน ภูธเนศ’ สุดอาลัย โพสต์ถึง ‘แม่แอ๊ด โฉมฉาย ฉัตรวิไล’ ยกเป็นตัวอย่าง ‘ศิลปินอย่างแท้จริง’ ตรงต่อเวลา-มีความรับผิดชอบ

เมื่อวานนี้ (21 มิ.ย.67) มีข่าวที่สร้างความเศร้าเสียใจให้คนในวงการบันเทิงเป็นอย่างมาก สำหรับข่าวการสูญเสียนักแสดงอาวุโส ‘แอ๊ด โฉมฉาย ฉัตรวิไล’ ที่จากไปอย่างสงบ ในวัย 73 ปี

ซึ่งงานนี้ก็มีคนในวงการบันเทิงออกมาโพสต์ข้อความไว้อาลัยเป็นจำนวนมาก โดยหนึ่งในนั้นคือพระเอกหนุ่ม ‘กัปตัน ภูธเนศ’ ผู้ซึ่งเคยร่วมแสดงละครในบทลูกชายไม่ว่าจะเป็น ละครเวที ‘ทวิภพ เดอะมิวสิคัล’ หรือซีรีส์อันโด่งดังอย่าง ‘บ้านนี้มีรัก’ โดย ‘กัปตัน’ ได้โพสต์ข้อความไว้อาลัยว่า

แม่แอ๊ดครับ ผมบอกตัวเองเสมอว่าผมโชคดีมากๆ ที่ได้ทำงานกับแม่ ได้เล่นเป็นลูกชายของแม่ ตั้งแต่ละครเวที ทวิภพ เดอะมิวสิคัล 2548-2549 มาถึงบ้านนี้มีรัก 2549-2559 จนเปรียบเหมือนแม่แอ๊ดคือแม่คนที่สองในชีวิตของผม

แม่เป็นตัวอย่างในการทำงาน การตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบกับบท แม่จำบทเก่งมาก แม่มีความรักในอาชีพของการเป็นนักแสดงอย่างเต็มเปี่ยม และแม่ก็ยังส่งต่อพลังบวกให้กับลูกๆ หลานๆ ทุกคนในกองบ้านนี้มีรักเสมอ

แม่คือ ‘ศิลปิน’ อย่างแท้จริง ทั้งร้อง ทั้งเต้น ทั้งรำ ทั้งการแสดง ไม่มีอะไรที่แม่ทำไม่ได้ นอกจากแม่จะไม่ทำ!

แม่ให้ความรักความเมตตากับทุกๆ คน แม้กระทั่งสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะกับน้องหมาจรจัดแถวสตูดิโอจะอิ่มหนำสำราญทุกครั้งที่แม่มาทำงาน

เรื่องที่อยากจะพูดถึงแม่มีอีกเยอะมากครับ พิมพ์ยังไงก็คงไม่พอ

ขอบพระคุณแม่มากๆ นะครับสำหรับความรักความเมตตาอบรมสั่งสอนทั้งผมและเอ้กรวมถึงความรักที่แม่ให้กับหลานดินด้วยครอบครัวเราจะไม่มีวันลืมครับแม่

ผมดีใจและภูมิใจที่สุดนะครับที่ได้เป็นลูกชายของแม่ แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ในละครก็ตาม แต่ผมแค่เสียใจอย่างเดียวที่ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าแม่ไม่สบายเข้าโรงพยาบาล จนมาทราบข่าวเมื่อคืนว่าแม่กลับไปเป็นนางฟ้าแล้ว

ขอให้แม่ได้ไปอยู่กับพระเจ้า อยู่ในที่ๆ ดีที่สุด สงบสุขที่สุด สวยงามที่สุดสำหรับแม่นะครับ

รักและคิดถึงแม่มากๆ ครับ กัปตัน-เอ้ก-ดิน ขอแสดงความเสียใจกับอาร์ตและครอบครัวอย่างที่สุดครับ @artspanitnart

States TOON EP.164

โกยดีกว่า!!

***สงวนลิขสิทธิ์ภาพดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียนแบบ ดัดแปลง หรือนำส่วนใดส่วนหนึ่งไปใช้ แต่อนุญาตให้นำไปเผยแพร่ต่อได้ ตามต้นฉบับนี้ โดยไม่ต้องขออนุญาต 

‘สส.ศาสตรา’ ตัวตึงจาก ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ลุกขึ้นอภิปราย ในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมขอสร้อย ‘หลวงปู่ทวด’ จาก ‘ธนกร’ สาปแช่ง ‘คนที่โกง ค่าอาหารกลางวันเด็ก’

เมื่อวานนี้ (21 มิ.ย.67) เพจ ‘เชียร์ลุง’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับสีสัน ของการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร โดยได้ระบุว่า

เก็บตก...สีสันสภา
ใครโกงเด็กขอให้มัน Shipหาย!!!

นายศาสตรา ศรีปาน สส.ตัวตึงจากสงขลา พรรครวมไทยสร้างชาติ ลุกขึ้นอภิปรายในที่ประชุมสภา โดยได้ควักสร้อยคอหลวงปู่ทวดขึ้นมา พร้อมกับกล่าวสาปแช่ง 

“ขอให้คนที่โกงค่าอาหารกลางวันเด็กจง ship หาย”

ซึ่งสร้อยคอดังกล่าว ได้มาจากการขอยืม นายธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568

ชวนรู้จักเรื่องราว ‘เจ้าบัตตันส์’ อดีตสุนัขจรสายพันธุ์ไทย สวยถูกใจ ‘เลียม กัลลาเกอร์’ จนขอรับไปเลี้ยงในลอนดอน

จากกรณีจังหวัดตราดได้ยกระดับ ‘สุนัขพันธ์ุไทยหลังอาน’ ขึ้นเป็นอัตลักษณ์ประจำจังหวัดตราด พร้อมทั้งวางแผนต่อยอด เพิ่มมูลค่าด้วยการขับเคลื่อนให้เกิดเป็น Soft Power ผ่านการผลิตเป็นสินค้า เช่น เสื้อ กางเกง และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มีความสวยงามและมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร

นอกจากนี้ ยังได้ประกาศให้ ‘สุนัขพันธุ์ไทยหลังอาน’ เป็นรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจังหวัดตราด เพื่อสร้างการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท้องถิ่นอีกด้วย

สำหรับสุนัขพันธุ์ไทยหลังอาน ก็ถือเป็นสุนัขที่พบเห็นได้ทั่วไปในประเทศไทย และคนไทยก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี ไม่เพียงเท่านั้น สุนัขพันธุ์ไทยหลังอานยังเป็นที่รู้จักในด้านความฉลาด รักอิสระ ซื่อสัตย์ เชื่อมั่นในตัวเอง มีความกระตือรือร้น พร้อมผจญภัยได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังต้องการความเป็นผู้นำจากเจ้าของ เพื่อเขาจะได้เป็นผู้ตามที่ดีได้ ทำให้สุนัขสายพันธุ์นี้สามารถเป็นได้ทั้งเพื่อน คู่หูผู้ซื่อสัตย์ และที่สำคัญสุนัขสายพันธุ์นี้ถือเป็นพันธุ์ที่เป็นที่นิยมเลี้ยงอย่างมากทั้งในและต่างประเทศ

เมื่อพูดถึงสุนัขสายพันธุ์ไทยแล้ว วันนี้ THE STATES TIMES ก็มีเรื่องราวของสุนัขสายพันธุ์ไทยที่แสนน่าประทับใจเรื่องหนึ่งมาเล่าสู่กันฟัง นั่นก็คือเรื่องของ ‘เจ้าบัตตันส์’ อดีตสุนัขจรพันธุ์ไทย เพศเมีย จากศูนย์พักพิงในเกาะสมุย ที่ถูกรับเลี้ยงโดยอดีตนักร้องชื่อดังอย่าง ‘เลียม กัลลาเกอร์’ 

ต้องย้อนกลับไปเมื่อช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว (2566) สื่อต่างประเทศได้รายงานข่าวระบุว่า อดีตนักร้องนำวง ‘โอเอซิส’ หรือ ‘เลียม กัลลาเกอร์’ หนึ่งในเซเลบริตีที่เป็นทาสสุนัขตัวจริงเสียงจริง ได้เผยสมาชิกใหม่ของบ้านให้กับแฟน ๆ รู้จักผ่านทางอินสตาแกรมของเขา โดยเขียนแคปชั่นว่า “Buttons” หรือแปลเป็นไทยก็คือ ‘กระดุม’ 

ซึ่งเจ้าบัตตันส์ ก็เป็นสุนัขขนสั้นสีน้ำตาลอ่อน ซึ่งเป็นสุนัขพันธุ์ทางจากประเทศไทย (โดยหลาย ๆ คนระบุว่านี่คือสุนัขสายพันธุ์ไทยหลังอาน ‘Thai Ridgeback’) ที่เขาได้รับอุปการะ การเปิดตัวสุนัขจากเมืองไทยในตอนนั้นทำเอากระแส ‘Adopt, don’t shop’ หรือการรณรงค์ไม่ให้ซื้อสัตว์เลี้ยง แต่ช่วยกันรับเลี้ยงดูเหล่าสัตว์จรจัดที่ต้องการบ้าน ได้กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง

‘เจ้าบัตตันส์’ เป็นสุนัขจรจัดในศูนย์ช่วยเหลือบนเกาะสมุย ที่ ‘ไนล์ ฮาร์บิสัน’ หนุ่มชาวไอริชได้จัดทำขึ้น เพื่อดูแลเหล่าสุนัขที่เจ็บป่วย ไม่มีเจ้าของ ซึ่งมีสุนัขที่ต้องดูแลอยู่หลายร้อยตัว พร้อมทั้งพยายามหาบ้านให้กับเหล่าสุนัขเหล่านั้น 

‘ไนล์ ฮาร์บิสัน’ มีผู้สนับสนุนที่ติดตามการทำงานของเขาอยู่ทั่วโลก และได้ทำการจัดส่งสุนัขจรจัดเหล่านี้ ไปให้คนรักสัตว์ใจบุญในหลาย ๆ ประเทศ ที่ขอรับเลี้ยงมาแล้วหลายครั้ง ซึ่ง ‘เลียม กัลลาเกอร์’ ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน

‘เลียม’ หลงรักเจ้าบัตตันส์ สุนัขวัย 5 เดือน ที่ถูกเจ้าของเดิมทอดทิ้ง (ด้วยเหตุผลที่ว่า ‘ยิ่งโต ยิ่งไม่น่ารัก’) และได้เข้ามาอยู่ในศูนย์ช่วยเหลือได้ไม่นานนัก เขากรอกแบบฟอร์มขอรับเลี้ยงสุนัข ทำตามขั้นตอนทุกอย่าง โดยไม่ได้ใช้อภิสิทธิ์ใด ๆ ทั้งสิ้น

ในตอนแรกที่ไนล์เห็นชื่อก็คิดว่าเป็นตัวปลอม หรือโดนเพื่อน ๆ แกล้ง แต่เมื่อได้ติดต่อขอสัมภาษณ์เพื่อคัดกรองผู้รับเลี้ยง ถึงได้รู้ว่าเป็นเลียม กัลลาเกอร์ตัวจริง 

ซึ่งกว่าเจ้าบัตตันส์จะไปถึงมือหนุ่มเลียมได้ ก็ต้องใช้เวลาหลายเดือน และผ่านหลากหลายขั้นตอน ทั้งทำเอกสาร เตรียมตัว การจัดการเรื่องสุขภาพ และต้องเดินทางทั้งทางรถ ทางเรือ ทางเครื่องบิน รวมเป็นระยะทางกว่า 10,000 กม.

และเมื่อถึงบ้านที่จะเป็น ‘forever home’ บัตตันส์ก็ดูจะเข้ากับเจ้าของใหม่ และบรรดาแมวที่เลียมเลี้ยงอยู่แล้วได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่าปัจจุบันนี้เจ้าบัตตันส์ อดีตสุนัขจรจากประเทศไทย ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวกัลลาเกอร์ และมีชื่อสกุลต่อท้ายเรียบร้อยแล้ว โดยเลียมได้โพสต์รูปพร้อมระบุข้อความว่า “BUTTONS GALLAGHER” เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 67 ที่ผ่านมานี้เอง

สำหรับ ‘เลียม กัลลาเกอร์’ นั้น เหล่าแฟน ๆ รู้จักกันดีถึงความรักในสุนัข โดยก่อนหน้าที่จะรับเลี้ยงเจ้าบัตตันส์ เขาเพิ่งสูญเสียสุนัขสุดที่รักพันธุ์ไส้กรอกที่ชื่อ ‘รูบี้’ ไป ซึ่งเขาเศร้าโศกเสียใจมาก และดูเหมือนจะว่าไม่ได้เลี้ยงสุนัขตัวไหนอีกเลย จนมาถึงเจ้าบัตตันส์ สุนัขพันธุ์ไทยตัวนี้

การโพสต์ภาพสมาชิกใหม่ของบ้านนี้ ทำเอาแฟน ๆ และสื่อมวลชนจากทั่วโลกจับตามอง และทำให้ศูนย์ช่วยเหลือของไนล์ได้รับความสนใจ และสุนัขจรจัดจากเมืองไทยก็ได้รับความรัก และช่วยเพิ่มการติดต่อขออุปการะมากยิ่งขึ้น

'โทลล์เวย์' เสียงแข็ง!! ยื่น 3 เงื่อนไข แลกชะลอขึ้นค่าผ่านทาง 'ขยายสัมปทาน-ให้สร้างส่วนต่อขยาย-ได้สัมปทานส่วนต่อฯ'

(21 มิ.ย. 67) นายสมบัติ พานิชชีวะ ประธานกรรมการบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ โทลล์เวย์ เปิดเผยว่า หากกระทรวงคมนาคมจะให้ชะลอการขึ้นค่าผ่านทางวันที่ 22 ธันวาคม 2567 นี้ บริษัทพร้อมให้ความร่วมมือ และขอความเป็นธรรมด้วย ควรต้องมีการหารือร่วมกัน หากบริษัทดำเนินการแล้วจะชดเชยอะไรให้บริษัทบ้าง เพราะทุกอย่างเป็นไปตามเงื่อนไขสัญญาสัมปทานทำไว้กับกรมทางหลวง (ทล.) ที่ปรับราคาได้ทุก 5 ปี ตลอดอายุสัญญา ครั้งละ 5-10 บาท ปัจจุบันบริษัทยังเหลือสัมปทาน 10 ปี ยังเหลือการปรับราคาอีก 2 ครั้ง คือ รอบวันที่ 22 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2572 และครั้งสุดท้ายวันที่ 22 ธันวาคม 2572 ถึงสิ้นสุดสัญญาวันที่ 12 กันยายน 2577

นายสมบัติ กล่าวว่า “สัญญายังไม่หมด คงทำอะไรไม่ได้ ถ้ากระทรวงคมนาคมหรือรัฐต้องการให้เราชะลอขึ้นค่าผ่านทาง ก็ต้องมาคุยกัน จะมีเงื่อนไขอะไรบ้าง อย่าผลักภาระมาให้เราฝ่ายเดียว รัฐต้องช่วยเอกชนด้วย แนวทางที่ง่ายสุด คือ ขยายอายุสัมปทาน เพราะรัฐไม่ต้องชดเชยรายได้ให้ หรือให้เราลงทุนกว่า 3 หมื่นล้านบาท ก่อสร้างส่วนต่อขยายจากรังสิต-บางปะอินให้และรับสัมปทานตลอดโครงการตั้งแต่ดินแดง-บางปะอินก็ได้ ทุกอย่างอยู่ที่การเจรจา อย่างไรก็ตามโทลล์เวย์เป็นทางเลือกในการเดินทาง ไม่ใช่ทางที่ผูกขาด ประชาชนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้บริการหรือไม่ใช้ก็ได้ ปัจจุบันโทลล์เวย์มีปริมาณการจราจรเฉลี่ยกว่า 100,000 คันต่อวัน”

ทั้งนี้ ยังกล่าวต่ออีกว่า สำหรับค่าผ่านทางที่จะใช้วันที่ 22 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2572 ช่วงดินแดง-ดอนเมือง รถ 4 ล้อ ปรับจาก 80 บาท เป็น 90 บาท มากกว่า 4 ล้อ จาก 110 บาท เป็น 120 บาท ช่วงดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน 4 ล้อ ปรับจาก 35 บาท เป็น 40 บาท มากกว่า 4 ล้อจาก 45 บาท เป็น 50 บาท

ส่วนครั้งสุดท้ายตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2572 ถึงสิ้นสุดสัมปทาน ช่วงดินแดง-ดอนเมือง รถ 4 ล้อ จาก 90 บาท เป็น 100 บาท มากกว่า 4 ล้อ จาก 120 บาท เป็น 130 บาท ช่วงดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน รถ 4 ล้อ จาก 40 บาท เป็น 45 บาท มากกว่า 4 ล้อ ปรับจาก 50 บาท เป็น 55 บาท

‘ประภัตร’ ชี้ช่องรัฐ ติดโซลาร์ให้เกษตรกร ช่วยลดภาระต้นทุน พร้อมหนุนปลูกต้นไม้ส่งตะวันออกกลาง เพิ่มรายได้มั่นคง

(21 มิ.ย. 67) นายประภัตร โพธสุธน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้พลังงานในภาคการเกษตร ภาคครัวเรือน ภาคการขนส่งเป็นจำนวนมาก เชื้อเพลิงส่วนใหญ่นำเข้ามาจากต่างประเทศและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น อีกทั้งมีราคาแพง จากข้อมูลพบว่า มีเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนมากกว่า 8 ล้านครัวเรือน แต่ละครอบครัวมีค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพทางการเกษตรสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าทางการเกษตรสูงขึ้นตาม และต้องยอมรับว่าประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาการใช้พลังงานเป็นอย่างมาก จึงมีความจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาพลังงานในภาคเกษตรโดยเร็ว ก่อนที่จะเกิดวิกฤติอย่างรุนแรง

นายประภัตร กล่าวว่า ตนมองเห็นสภาพปัญหา และพยายามหาทางแก้ไขปัญหามาโดยตลอดที่ผ่านมาได้เคยหารือกับ บริษัท แคปปิตอล ทรัสต์ กรุ๊ป จำกัด ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นผู้ออก Digital Bond เพื่อระดมทุนกับนักลงทุนสถาบันในต่างประเทศอย่างถูกกฎหมายเชื่อมต่อกับ บริษัท ซีแอลเอ็มวี โฮลดิ้ง จำกัด เป็นผู้บริหารโครงการในประเทศไทย เพื่อติดตั้ง โซลาร์เซลล์ให้เกษตรกรและโครงการปลูกต้นไม้ส่งตะวันออกกลาง เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร โดยโครงการโซล่าเซลล์จะช่วยทดแทนพลังงานที่มาจากน้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องจักรกลการเกษตร ปั๊มน้ำไฟฟ้า โดรนสำหรับพ่นปุ๋ย โครงการปลูกต้นไม้ส่งตะวันออกกลางจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย 

นายประภัตร กล่าวว่า โครงการนี้จะตั้งเป้าช่วยลดไฟฟ้าลงจากราคาปกติ เบื้องต้นได้มีการเร่งหารือกับผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม โดยให้เร่งศึกษาความเป็นไปได้ จัดหาแนวทางดำเนินงาน การตรวจสอบคุณภาพระบบโซลาร์เซลล์ และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับกองทุนต่างประเทศ และนักลงทุนสถาบันในต่างประเทศ 

นายประภัตร กล่าวว่า โครงการเหล่านี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มหาศาล ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง โดยเกษตรกรไม่ต้องเสียค่าเชื้อเพลิง และมีรายได้เพิ่มกลับให้แต่ละครัวเรือนจากการปลูกต้นไม้เพื่อการส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโครงการโซล่าร์เซลล์นำร่องประสบความสำเร็จ จะสามารถขยายผลติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ไปยังเกษตรกรทุกครัวเรือน และครัวเรือนอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในภาคเกษตรได้ ตนแนะนำให้บริษัทแคปปิตอลทรัสต์พิจารณาซื้อระบบโซลาร์เซลล์ที่มีคุณภาพสูง มีความน่าเชื่อถือระดับโลก เช่น บริษัท เทสล่า เพราะเชื่อว่าหากเกษตรกรในประเทศได้ใช้ระบบโซลาร์เซลล์จำนวนมากจากบริษ้ทชั้นนำอย่างเทสล่าก็จะเป็นผลดีต่อเกษตรกรไทยในราคาที่เหมาะสม

'โบว์ ณัฏฐา' เผย!! คดี 112 ไม่ควรขอนิรโทษกรรม 'ล่วงเกินใคร' ควร 'ขออภัย' มากกว่าขอ 'ลบโทษ'

(21 มิ.ย. 67) คุณโบว์ ณัฏฐา มหัทธนา พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว Ringside การเมือง และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

“ถาม: ทำไมคดี 112 จึงควรใช้ช่องทางการขอพระราชทานอภัยโทษ มากกว่านิรโทษกรรม?”

“ตอบ: เพราะเป็นคดีที่มีการหมิ่นเกียรติตัวบุคคลที่เป็นประมุขของรัฐอยู่ ปกติเวลาเราล่วงเกินใครก็ควรมีการ ‘ขออภัย’ กันมากกว่าจะใช้วิธี ‘ลบโทษ’ เอาเลย”

“เป็นโอกาสให้ผู้กระทำได้แสดงความสำนึกผิด ผู้คนที่รู้สึกเดือดร้อนจากการกระทำเหล่านั้นเขาจะได้คลายความโกรธเคืองลงไปด้วย ต้องยอมรับว่าหลายคนกระทำรุนแรงมากและยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดจนถึงวันนี้”

“เสนอลบโทษให้เฉย ๆ คงไม่มีใครสบายใจ นอกจากคนที่เห็นดีเห็นงามกับการกระทำเหล่านั้นตลอดมา”

‘อานตี้ แอนส์’ สั่งพ้นสภาพ ‘พนักงานปากแจ๋ว’ ด่าทอลูกค้า พร้อมกราบขออภัย - สัญญาจะไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีก

(21 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเพจอีซ้อขยี้ข่าว 3 โพสต์คลิปเหตุการณ์ที่มีลูกค้าสาวรายหนึ่ง มีปากเสียงกับพนักงานร้านขนมชื่อดังในห้างสรรพสินค้าย่านรามอินทรา โดยในคลิป พนักงานมีการโต้เถียงกับลูกค้า บอกว่า ที่เล่นโทรศัพท์ คุยกับหัวหน้า ทำงานอยู่ บอกลูกค้าว่าอย่าหาเรื่อง และไล่ให้ลูกค้าไปศัลยกรรม ลูกค้าก็เถียงกลับว่าไม่ได้หาเรื่อง แต่พนักงานพูดจาไม่ดีใส่ลูกค้าก่อน

โดยล่าสุด ทางเพจ Auntie Anne’s Thailand ได้มีการโพสต์แถลงการณ์ ระบุว่า 

“อานตี้ แอนส์ กราบขออภัยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างสูง จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น”

“ทางแบรนด์ได้พิจารณาลงโทษขั้นสูงสุดกับพนักงาน โดยให้สิ้นสุดสภาพการเป็นพนักงานนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป และขอให้คำมั่นว่าจะดูแลพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงอบรมพนักงาน เน้นย้ำถึงมาตรฐานการให้บริการที่ถูกต้องอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก” 

ล่าสุด เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 21 มิ.ย.67 น.ส.เอ (นามสมมติ) เปิดใจกับ ‘ข่าวสดออนไลน์‘ กรณีดังกล่าว ว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเที่ยงของวันที่ 20 มิ.ย.67 ที่ผ่านมาโดยกล่าวว่า…

“ตนได้เข้าไปสั่งน้ำที่ร้านดังกล่าว ตอนแรกสังเกตเห็นแล้วว่า พนักงานเล่นโทรศัพท์มือถือ แต่ก็ไม่ได้ซีเรียส ก็สั่งออเดอร์ตามปกติ แล้วยืนรอน้ำ”

“ต่อมามีคุณป้าที่มาสั่งออเดอร์ต่อจากตน พนักงานก็ถามว่ารับอะไร แต่ยังคงเล่นโทรศัพท์มือถือไปด้วย พอคุณป้าบอกว่า ขอใช้คูปองซื้อ พนักงานก็หยิบใบโปรโมชันมาวางแล้วไม่พูดอะไร คุณป้าก็มองว่าต้องทำยังไง เหมือนเล่นโทรศัพท์ไม่คล่อง”

“พนักงานก็ชี้ว่าให้สแกน แต่ไม่ได้ช่วยเหลือ ตนก็ยืนมองอยู่พักหนึ่ง เห็นคุณป้ามองขึ้นมองลง สแกนไม่ได้ ตนเลยเดินเข้าไปถามว่า ให้ช่วยไหม ระหว่างที่ช่วยสแกน ตนก็พูดกับคุณป้าว่า พนักงานไม่บริการเลย”

“พอพนักงานได้ยิน ก็เก็บโทรศัพท์มือถือ แล้วเงยหน้ามาพูดกับตนว่า ก็แจ้งให้สแกนแล้วไงคะ ตนก็ตอบกลับว่า แล้วไม่ได้ดูหรอว่าลูกค้าสแกนไม่ได้ พนักงานก็มีท่าทีโมโห พูดขึ้นมาว่า “ก็แจ้งแล้วไงคะว่าให้สแกน เสือก” พอตนได้ยินคำนี้ จึงอารมณ์ขึ้นทันที ก็สวนกลับคำหยาบไปเหมือนกัน แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่าย แล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปตามในคลิป”

“ซึ่งตอนที่พนักงานบอกว่าให้ตนไปศัลยกรรม ตนก็งงและตกใจว่ามันเกี่ยวอะไรกัน แต่ตนคิดว่าเป็นเพราะว่าวันนั้นตนใส่ชุดนอนไป ไม่ได้แต่งหน้าแต่งตัว พนักงานเลยมองว่าตนเป็นเด็ก แล้วกล้ามีปากมีเสียงด้วยหรือไม่ หลังเกิดเหตุตนได้ไปแจ้งกับทางห้าง ซึ่งก็มีผู้บริหารเข้ามาพูดคุยและบอกว่าจะร้องเรียนให้”

“จากนั้น ทางบริษัทก็ติดต่อมา บอกว่า พนักงานคนนี้ทำประจำอยู่ที่สาขานี้มานานแล้ว อาจจะคิดว่าตนเองเป็นคนเก่าแก่ อยู่มานาน เลยแสดงกิริยาแบบนี้ออกมา ตนก็บอกว่า ตนไม่ขอรับคำขอโทษ ตนยินดีให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด และต้องการให้พนักงานคนนี้ถูกลงโทษให้ออก เพราะจากพฤติกรรมไม่ควรที่จะทำงานต่อ หากไปเจอลูกค้าที่ปะทะรุนแรงกว่านี้ เหตุการณ์จะบานปลาย”

“โดยล่าสุด ที่บริษัทมีคำสั่งให้พนักงานคนนี้พ้นสภาพ ตนก็รู้สึกดีที่บริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจ เข้าใจหัวอกผู้บริโภค ว่าการกระทำของพนักงานคนนี้นั้นไม่ถูกต้อง และตนก็ไม่ได้ติดใจอะไรแล้ว เพราะจุดประสงค์ที่ร้องเรียนไปตั้งแต่แรก ก็แค่ต้องการให้ผู้บริหารบริษัทรับทราบว่ามีพนักงานที่มีพฤติกรรมแบบนี้ และยืนยันว่า ไม่ได้ต้องการกลั่นแกล้ง หรือให้สังคมโจมตี ปิดช่องทางทำมาหากิน เพียงแต่ต้องการให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนกับพนักงาน ถ้าในอนาคตได้ไปทำงานที่ใหม่ ก็จะได้มีสติมากกว่านี้”

น.ส.เอ ยังบอกด้วยว่า “ตนก็เคยฝึกงานพาร์ทไทม์แบบเดียวกันนี้ มองว่า พนักงานควรจะควบคุมอารมณ์ให้ดีกว่านี้ และลูกค้าก็ไม่ได้พูดแดกดันหรือหยาบคายใส่ก่อน แต่ถามเพราะพนักงานไม่ต้อนรับลูกค้า ก็ควรจะเก็บอารมณ์ให้มากกว่านี้ หรือเลือกคำตอบให้กับลูกค้าได้ดีกว่านี้ ถ้าไม่มีคำว่า ‘เสือก’ ทุกอย่างอาจจะจบได้ดีกว่านี้ แม้แต่พนักงานอีกคนที่ไม่เกี่ยวข้องยังพูดขอโทษตน แต่กับพนักงานคนนี้ ไม่มีคำขอโทษออกมาเลย”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top