Thursday, 13 August 2026
Hard News Team

‘เกาหลีใต้’ ปัดข้อเรียกร้องผ่อนผัน K-ETA ‘ไทย’ แม้ยอดนทท.ไทยลดลง หลังพบประชากรแฝงชาวไทยเพิ่มขึ้นสามเท่าในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา

(25 มิ.ย.67) หนังสือพิมพ์ The Korea Herald ของเกาหลีใต้ รายงานข่าว S. Korea unlikely to grant temporary K-ETA exemption to Thailand ระบุว่า จากกรณีที่กระทรวงวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ เรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมของเกาหลีใต้ ผ่อนผันประเทศไทยไม่ต้องเข้าระบบการขออนุญาตเดินทางเข้าประเทศ หรือ K-ETA อย่างน้อยจนถึงสิ้นปี 2567 เนื่องจากพบจำนวนท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาเกาหลีใต้ลดลง 

ล่าสุด กระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้ดูแลระบบ K-ETA ได้ออกแถลงการณ์ ยืนยันว่า เป็นการยากที่จะดำเนินการผ่อนผันดังกล่าว

“เราจำเป็นต้องระมัดระวังในการใช้ข้อยกเว้น K-ETA สำหรับประเทศต้นทางที่มีผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารจำนวนมาก K-ETA เป็นระบบที่ถูกนำมาใช้หลังจากตระหนักว่า มีข้อจำกัดในการควบคุมการเข้าเมืองและป้องกันการอยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมายตามนโยบายวีซ่าของประเทศเท่านั้น” แถลงการณ์ของกระทรวงยุติธรรมเกาหลีใต้ ระบุ

แถลงการณ์ยังกล่าวด้วยว่า ส่วนข้อร้องเรียนจากนักเดินทางชาวไทยว่าแผนการเยือนเกาหลีใต้ถูกยกเลิกเนื่องจากการปฏิเสธการเข้าประเทศผ่าน K-ETA กรณีของบางครอบครัวและนักท่องเที่ยวกลุ่ม (ที่ไม่สามารถเข้าเกาหลีได้) เนื่องจากการปฏิเสธ K-ETA ถูกพบเห็นในช่วงแรกของการดำเนินการ ทั้งนี้ ระบบ K-ETA มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะไม่ขัดขวางความต้องการของนักเดินทางที่เดินทางมายังเกาหลีใต้

รายงานของสื่อเกาหลีใต้ กล่าวต่อไปว่า K-ETA ซึ่งเปิดตัวเต็มรูปแบบในเดือน ก.ย. 2564 กำหนดให้นักเดินทางจากประเทศที่ได้รับยกเว้นการทำวีซ่า ต้องได้รับอนุญาตก่อนเข้าเกาหลีใต้ เพื่อปรับปรุงการตรวจสอบนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ พร้อมทั้งสกัดกั้นบุคคลที่จะเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งในขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมฯ ของเกาหลีใต้ คาดหวังว่าจะมีชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยว 20 ล้านคนในปี 2567 

อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์บางคนชี้ว่า การคัดกรองด้วยระบบ K-ETA ถือเป็นอุปสรรคสำคัญ ซึ่งถือว่ายากเมื่อเทียบกับระบบอนุญาตการเดินทางทำนองเดียวกันในประเทศเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่นและจีน

ข้อมูลล่าสุดที่รวบรวมโดยองค์การการท่องเที่ยวเกาหลีเผยว่า เกาหลีใต้มีนักท่องเที่ยวชาวไทยราว 119,000 คนในช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย. 2567 ลดลงร้อยละ 21.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่ข้อมูลเดียวกันนี้แสดงให้เห็นว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 87 เมื่อเทียบเป็นรายปีในช่วงเวลาที่อ้างถึง ซึ่งแสดงให้เห็นความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ในทางกลับกัน ข้อมูลจากรัฐบาลเกาหลีใต้ พบว่า ประชากรแฝงชาวไทยในเกาหลีใต้ได้เพิ่มขึ้นสามเท่าในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในชาติที่มีประชากรแฝงอยู่ในเกาหลีใต้มากที่สุด

ตอบอีกครั้ง!! เหตุผลที่ผู้ผลิต 'แอนิเมชัน 2475' ไม่นำเข้าโรงหนัง 'ปล่อยชมฟรี-สร้างความเข้าใจ' เหตุการณ์จริงช่วง 2475 แค่นี้พอ

(25 มิ.ย. 67) จากเพจ '2475 Dawn of Revolution' ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

“เมื่อต้นเดือน มีการสอบถามว่าทำไมเราไม่กล้าเอาหนังเข้าโรง จะได้รู้ว่าแอนิเมชันมันดังจริงมั้ย คนจะยอมเสียเงินมาดูสักกี่คน ผมก็ได้ทำโพสต์อธิบายไปแล้วว่า การเอาหนังเข้าโรงมันไม่ใช่ง่าย ๆ ซึ่งพวกเรามองแค่การฉายเป็นรอบพิเศษตามโอกาสต่าง ๆ เมื่อทาง รทสช. เห็นเข้า ก็ติดต่อมาขอจัดรอบพิเศษ ซึ่งเราก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะมอบประสบการณ์ฉายโรงให้กับผู้ที่สนใจรับชม”

“แต่หลังจากเราประกาศฉายรอบพิเศษในโรงไป ก็ยังมีการถามมาอีกว่าทำไมไม่เอาเข้าโปรแกรมตามปกติ เพื่อแข่งขันกับหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้”

“ผมขอเรียนอย่างนี้ครับว่า…”

“แอนิเมชันนี้เป็นงานประวัติศาสตร์ เป้าหมายคือ เน้นให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ 2475 ดังนั้น เราจึงเลือกที่จะฉายออนไลน์ให้ชมฟรีทางยูทูบ เพื่อให้คนดูเข้าถึงง่าย ไม่จำเป็นต้องเข้าไปดูในโรงภาพยนตร์”

“การเข้าโรงภาพยนตร์ ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่ายที่ต้องให้ผู้จัดจำหน่าย ค่าประกันโรง และ ยังมีค่าโปรโมท อื่น ๆอีกมากมาย ทางคนดูเองก็ต้องเสียเงินมาดู และทางเราไม่มีทรัพยากรมากพอที่จะเอามาทำอะไรแบบนี้” 

“และต่อให้เราฉายโรง ได้รายได้ 1 ล้าน ก็เท่ากับตั๋วหนังประมาณ 5พันใบ หรือมีคนดูเพียง 5 พันคนเท่านั้น  (และยังต้องแบ่งรายได้ครึ่งนึงให้โรงหนังอีกนะครับ)” 

“เมื่อเทียบกับ การฉายยูทูบ ที่มีคนดูวันแรก 1.2 แสน เพราะมันเข้าถึงง่ายกว่า เราจึงมองว่า ถ้าจุดประสงค์ของเราคือต้องการให้เข้าถึงคนมาก ๆ ยูทูบจึงเหมาะสมที่สุดครับ” 

“ตอนนี้ก็เริ่มมีถามมาอีกว่าทำไมไม่เอาเข้า Netflix  ทำไมไม่เข้า Prime ไม่เข้า Disney เรื่องสตรีมมิ่งเคยคุยไว้แล้วครับ เขาบอกว่า หนังเราลงยูทูบให้ดูฟรีไปแล้ว เขาคงไม่รับ (แม้เราจะยืนยันว่าให้ลงฟรีๆ ก็ได้ แค่อยากเพิ่มช่องทางการรับชม)”

“เมื่อเราตัดสินใจไปแล้วว่า ลงยูทูบให้ดูฟรี ก็ต้องตามนั้นครับ เราคงไม่ไปลบออกเพื่อหวังจะลง Netflix”

“ในส่วนของโรงภาพยนตร์ เมื่อวานผมก็ตอบไปหลายท่านว่า ผมไม่เอาแอนิเมชันเข้าโปรแกรมฉายตามปกติครับ เพราะมันไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ สมมติว่า ถ้าผมต้องจ่ายเงินประกันค่าโรง 2 ล้าน แล้วสุดท้ายคนมาโหรงเหรง ผมว่าผมเอา 2 ล้านนั้น มาจัดรอบพิเศษ สัก 30-40 รอบ ทั่วประเทศ น่าจะดีกว่าครับ”

“ถ้าจังหวัดไหนอยากดูในโรงภาพยนตร์จริง ๆ ลองรวมตัวกันส่งเสียงดัง ๆ ถ้ามีคนเรียกร้องมาก ๆ ก็อาจจะหาทางจัดที่นั่นได้ครับ ผมเชื่อว่า ถ้ามีคนจำนวนมากต้องการ เราสามารถหาทางจัดอีเวนต์ได้ครับ รวมกันไปดูเป็นรอบพิเศษ แบบนี้สนุกกว่าเยอะ”  

“แอนิเมชันของเราก็มีความเฉพาะตัวของเรา ไม่จำเป็นต้องไปแข่งขันกับหนังเรื่องไหนหรอกครับ เพราะมันคนละแนวทาง คนละเป้าหมาย สิ่งที่ได้มันต่างกัน และผมมั่นใจว่า แอนิเมชันของเรา ผลิตมาเพื่อให้ใช้เรียนรู้ในระยะยาว ที่จะอยู่กับชาติไทยไปเป็นสิบปี เป็นร้อยปีครับ (ซึ่งมีการติดต่อมาเพื่อขอบรรจุแอนิเมชันเป็นหนังอนุรักษ์แล้วครับ)” 

“และยังไม่หมดแค่นี้ ยังมีวิธีต่อยอดอีกมากมายครับ ซึ่งกำลังคุยกันอยู่ บางส่วนขออุบไว้ก่อนนะ เชื่อว่าเป็นสิ่งดี ๆ ที่ทุกท่านจะต้องชื่นใจครับ” 

“เพิ่มเติม เรื่องการประกวดเอารางวัลอะไรนั่น ผมเรียนตรง ๆ นะครับ ตอนที่พวกผมกำลังตัดสินใจว่าจะเผยแพร่ในช่องทางไหน มีคนถามผมว่า ‘อยากได้เงินหรือกล่อง’ ด้วยความสัตย์จริง ผมตอบไปว่า ‘ผมแค่ทำงานนี้ออกมาแล้วอยากให้มันทำประโยชน์ได้’ นั่นล่ะครับ จึงได้ข้อสรุปว่า Youtube” 

“ขอบคุณครับ”

‘จีน’ จ่อสนับสนุน 'อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฯ' ขับเคลื่อนด้วย ‘AI’ ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ด้าน ‘การสื่อสาร-กีฬา-สุขภาพ-ชำระเงิน’

(25 มิ.ย.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน เผยว่าจีนจะสนับสนุนการบริโภคอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไฮเทครุ่นใหม่ เช่น อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)

คณะกรรมการฯ จะทำงานเพื่อผลักดันการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์-คอมพิวเตอร์ด้วยการส่งเสริมการพัฒนาหลายเทคโนโลยี เช่น จอแสดงผลที่ยืดหยุ่น ซูเปอร์ชาร์จ ผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ และโมเดลขนาดใหญ่บนอุปกรณ์ อีกทั้งจะสนับสนุนการใช้งานอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะในด้านต่าง ๆ เช่น การสื่อสาร ความบันเทิง กีฬา การติดตามสุขภาพ และการชำระเงินผ่านมือถือ

จีนมีแผนสำรวจการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โดยใช้โมเดลปัญญาประดิษฐ์ และขยายขอบเขตการประยุกต์ใช้หุ่นยนต์อัจฉริยะในการทำความสะอาด การพักผ่อนหย่อนใจและสันทนาการ การดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการ ตลอดจนการศึกษาและการฝึกอบรม

ขณะเดียวกัน จีนจะส่งเสริมโมเดลการผลิตใหม่ ๆ เช่น การปรับแต่งตามความต้องการลูกค้าแบบย้อนกลับ (reverse customization) การออกแบบแบบเฉพาะบุคคล และการผลิตที่ยืดหยุ่น รวมทั้งการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อเพิ่มการรับรู้ของผู้บริโภคและการเจาะตลาดของกลุ่มผลิตภัณฑ์อัจฉริยะ

'สำนักข่าวอิศรา' ขุดเจอ 'อดีต ผอ.สำนัก กทม.' โพสต์ภาพลูกชายบวช แต่ซูมเสื้อเจอปักชื่อ บ.วาล็อคฯ คู่สัญญาขายเครื่องออกกำลังกายให้ 'กทม.'

(25 มิ.ย. 67) สำนักข่าวอิศรา เปิดเผยว่า บริษัท ชนะพัฒน์ คอนสตรัคชั่น แอนด์ ซัพพลาย จำกัด ธุรกิจแห่งที่ 2 ของ นายสรวิชญ์ ศรีรัตนพัฒน์ กรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด ที่ปรากฏชื่อเป็นคู่สัญญาขายเครื่องออกกำลังกาย ให้กับกรุงเทพมหานคร จำนวนหลายสัญญา มูลค่างานหลายสิบล้านบาท เพื่อขอสัมภาษณ์เป็นทางการ แต่ไม่สามารถติดต่อใครได้

ขณะที่ จากการสอบถามข้อมูลเพื่อนบ้านที่พักอาศัยในบริเวณใกล้เคียง หลายรายยืนยันตรงกันว่า ผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านหลังนี้ เป็นข้าราชการเกษียณอายุแล้ว เคยทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร

ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา ย้อนกลับไปตรวจสอบข้อมูลอดีตผู้บริหารสำนักแห่งหนึ่งของ กทม. ในช่วงปี 2564 ที่มีนามสกุล ศรีรัตนพัฒน์ เหมือน นายสรวิชญ์ ที่มีการตรวจสอบพบข้อมูลไปก่อนหน้านี้

โดยจากการใช้วิธีตามรอยข้อมูลบุคคลในโลกออนไลน์ หรือ Digital Footprint พบว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ และนามสกุล อดีตผู้บริหารสำนักแห่งหนึ่งของ กทม. รายนี้อยู่

เมื่อสืบค้นโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กดังกล่าว ย้อนหลัง ไปถึงเดือน ก.พ.2566 พบว่า มีการโพสต์ข้อความขอบพระคุณ ผู้ที่มีร่วมงานบวชลูกชาย พร้อมภาพจำนวนหนึ่งไว้

ในภาพมีผู้ชายคนหนึ่งใส่เสื้อสีขาว ถือพานเตรียมเข้าพิธีอุปสมบท แต่เมื่อสังเกตตัวอักษรที่ปักอยู่ตรงอกบนเสื้อสีขาว พบว่า มีการปักเป็นชื่อของบริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด เอาไว้

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา รายงานว่า ได้พยายามติดต่อไปยังกรุงเทพมหานคร เพื่อขอเบอร์โทรศัพท์ติดต่ออดีตผู้บริหารสำนักแห่งหนึ่งของ กทม. รายนี้ อีกครั้ง แต่ไม่มีใครให้ข้อมูลได้

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา เคยติดต่อไปยังสำนักแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ที่ปรากฏชื่อผู้บริหารรายที่มี นามสกุลเหมือนกับ นายสรวิชญ์ ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า ผู้บริหารรายนี้เกษียณอายุราชการไป 2-3 ปีแล้ว และไม่สามารถติดต่อได้เช่นกัน

จึงทำให้ ยังไม่มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่า อดีตผู้บริหารสำนักแห่งหนึ่งของ กทม. รายนี้ มีความสัมพันธ์อย่างไร นายสรวิชญ์ ศรีรัตนพัฒน์? รวมไปถึงความสัมพันธ์กับผู้ชายในภาพ ที่ใส่เสื้อสีขาว ปักอักษรชื่อ บริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด ตามข้อมูลที่ตรวจสอบพบล่าสุดด้วย

สำหรับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกรณีนี้ ที่สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบไปแล้ว สามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ

>> ข้อมูลบริษัท จำนวนโครงการฯ ที่ได้รับ

- นายสรวิชญ์ ศรีรัตนพัฒน์ เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด ที่ปรากฏชื่อเป็นคู่สัญญาขายเครื่องออกกำลังกาย ให้กับกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ช่วงปี 2564 - 2567 รวมจำนวน 9 โครงการ คิดเป็นวงเงินกว่า 65,394,600.00 บาท (เท่าที่ตรวจสอบพบ) และขายทุ่นลอยน้ำพร้อมอุปกรณ์ยึดต่อสำหรับเทียบเรือ จำนวน 2 ชุด วงเงิน 4,998,000 บาท กับ กทม.ในช่วงปี 2566 ด้วย

- นายสรวิชญ์ ศรีรัตนพัฒน์ ยังเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท ชนะพัฒน์ คอนสตรัคชั่น แอนด์ ซัพพลาย จำกัด ที่ปรากฏชื่อเป็นคู่สัญญางานซ่อมแซม และขายครุภัณฑ์ตู้เสริมโครงสร้างสำหรับวางเครื่องออกกำลังกาย ให้กับ กทม. รวม 4 สัญญา เป็นเงินทั้งสิ้น 1,656,919.19 บาท ใช้วิธีเฉพาะเจาะจงทั้งหมด วงเงินจัดซื้อไม่เกิน 5 แสนบาท /โครงการ

>> ข้อสังเกตการณ์จัดซื้อจัดจ้าง

ขณะที่งานในส่วนของ บริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด นั้น สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบข้อสังเกตสำคัญ คือ

- โครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายกลางแจ้งพร้อมติดตั้ง 2 ชุด โดยวิธีคัดเลือก วงเงินตามสัญญา 3,495,000 บาท ปีงบประมาณ 2565 กองการกีฬา สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กำหนดราคากลางจัดซื้อ เมื่อวันที่ 18 ต.ค.2564 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่ บริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 4 ต.ค.2564 หรือเป็นช่วงเวลาห่างกันเพียงแค่ 14 วันเท่านั้น ขณะที่ บริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด เป็นหนึ่งในเอกชนที่ถูกใช้เป็นแหล่งสืบราคากลางด้วย

หลังจากนั้น บริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด ก็ปรากฏชื่อเป็นคู่สัญญาขายเครื่องออกกำลังกาย ให้กับกรุงเทพมหานคร จนถึงปี 2567 รวมจำนวน 9 โครงการ คิดเป็นวงเงินกว่า 65,394,600.00 บาท

- ซื้อทุ่นลอยน้ำพร้อมอุปกรณ์ยึดต่อสำหรับเทียบเรือ กทม. สืบราคากลาง จากบริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด วันที่ 13 ก.ค.2566 ขณะที่ บริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด แจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แก้ไขวัตถุประสงค์ทำธุรกิจขายทุ่นลอยน้ำ เมื่อวันที่ 13 ก.พ.2566 หรือห่างกันประมาณ 5 เดือนเท่านั้น

>> ข้อมูลส่วนตัว

- จากการตรวจสอบพบว่า ในช่วงจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด เมื่อวันที่ 4 ต.ค.2564 แจ้งมีอายุ 28 ปี ระบุอาชีพเป็นนักธุรกิจ

- เมื่อตรวจสอบข้อมูลนามสกุล ‘ศรีรัตนพัฒน์’ ของ นายสรวิชญ์ พบว่า เหมือนกันนามสกุล ของอดีตผู้บริหารสำนักแห่งหนึ่งของ กทม. ในช่วงปี 2564

ส่วนข้อมูลเชิงลึกๆ อื่นหากตรวจสอบพบเพิ่มเติม จะนำมาเสนอให้สาธารณชนได้รับทราบต่อไป
อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกทม. ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานตรวจสอบ สรุปผลการตรวจสอบว่ามีการกระทำความผิดตามกฎหมายเกิดขึ้นแต่อย่างใด

ผู้เกี่ยวข้องทุกรายถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่

‘ชาวเน็ต’ ชื่นชม!! ‘วัดตระพังทอง’ ติดป้ายประกาศ ‘ห้ามปล่อยปลาดุก’ เหตุเป็นตัวทำลายระบบนิเวศ เชื่อ!! หลายคนไม่รู้ - หวังให้ทุกวัดทำตาม

(25 มิ.ย. 67) กลายเป็นไวรัลที่ถูกแชร์ในโลกออนไลน์อย่างมากมาย สำหรับ วัดตระพังทอง อ.เมือง จ.สุโขทัย ที่ทางวัดได้มีการติดป้ายประกาศไว้บริเวณริมเกาะกลางน้ำรอบวัด โดยมีข้อความระบุดังนี้

‘เตือนคนทำบุญห้ามปล่อยปลาดุก ทำลายระบบนิเวศ’

พร้อมกันนี้ ยังระบุเพิ่มเติมว่า “ปล่อยปลาอย่างไรให้ได้บุญ ?”

“ไม่แนะนำให้ปล่อยถ้าเป็นไปได้ เพราะส่วนใหญ่กลายพันธุ์มา มันแดกปลาตัวอื่นที่เล็กกว่าหมด ปล่อยปลาดุกลงแหล่งน้ำ เหมือนปล่อยฝูงซอมบี้บุกหมู่บ้าน ทำบุญ แต่จะได้บาปแทน”

ซึ่งหลังจากโพสต์ถูกเผยแพร่ ได้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็น และชื่นชมวัดเป็นอย่างมาก ที่มีส่วนช่วยประชาสัมพันธ์ให้คนรับรู้โทษของการ ‘ปล่อยปลาดุก’ พร้อมระบุอีกว่า หากทุกวัดติดป้ายประกาศแบบนี้ก็คงดี เพราะยังมีหลายคนที่ไม่รู้ ว่าการปล่อยปลาดุกเป็นการทำลายระบบนิเวศ

ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2566 ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญระบบนิเวศน้ำจืด เคยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงเรื่องดังกล่าวไว้ว่า ปลาดุก 1 ตันกินสัตว์น้ำประมาณ 1,800,000 ตัวต่อปี ปลาดุกที่นิยมปล่อยกันส่วนใหญ่เป็น ปลาดุกบิ๊กอุย เป็นลูกผสมของ ปลาดุกอุย ของไทยกับ ปลาดุกรัสเซีย เพื่อให้ได้ปลาดุกตัวใหญ่ แต่ปัจจุบันมีปลาดุกอื่นมาผสมอีก ซึ่งปลาดุกเดิมกินไม่เลือก พอผสมพันธุ์ใหม่ยิ่งตัวใหญ่ กินจุขึ้นกว่าเดิม เมื่อมีคนนำมาปล่อยจึงทำให้เกิดปัญหาต่อระบบนิเวศ 

'เนติบริกร' สะกิด!! 'บิ๊กโจ๊ก' ไม่ควรฟ้องนายกฯ ควรรอ 'ก.พ.ค.ตร.' ถ้าไม่พอใจค่อยไปศาลปกครอง

(25 มิ.ย.67) นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. จะยื่นฟ้อง ม.157 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี หากไม่เปลี่ยนแปลงคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ว่า มีสิทธิฟ้อง เพราะเป็นการฟ้องส่วนตัว แต่ไม่ควรฟ้อง ที่สำคัญ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ยังมีช่องทางที่จะบำบัดหรือได้รับการเยียวยาหลายช่องทาง ซึ่งควรจะไปใช้ช่องทางปกติ โดยสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ก็ยื่นฟ้องเช่นกัน เช่น ทางคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ที่ได้เขียนเอาไว้ว่า หากใครได้รับความเดือดร้อนจากผู้บังคับบัญชาก็สามารถยื่นร้องทุกข์ได้ ต้องปล่อยให้หน้าที่ ก.พ.ค.ตร.ในการตัดสิน หากตัดสินอย่างไรให้เป็นไปตามนั้น เวลานี้เรื่องทั้งหมดอยู่ที่ ก.พ.ค.ตร. ฉะนั้น ที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ระบุว่า อนุ ก.ตร.ไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ต้องถูกส่งไป ก.พ.ค.ตร. เพื่อวินิจฉัยในเร็ววันนี้ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ควรรอคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค.ตร.ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ทุกคนควรจะรอ เว้นแต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไปแก้ไขเยียวยาเอง ส่วนจะนานหรือไม่นั้น มันนาน แต่ว่า ก.พ.ค.ตร.ได้รับเรื่องไว้นานแล้ว ฉะนั้น เวลาน่าจะเหลือจะประมาณ 1 เดือน เมื่อถามว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์มีการอ้างมติ ครม.ปี 2482 ว่า หน่วยงานใดที่หารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา หน่วยงานนั้นต้องทำตามนั้น นายวิษณุ กล่าวว่า มีอยู่จริง ออกมาตั้งแต่สมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม และใช้ตั้งแต่นั้นมา 

เมื่อถามว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์จะยึดความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาในการต่อสู้ และมีสิทธิจะชนะใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ได้ชี้ถูกชี้ผิด ยิ่งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีปรากฏเป็นข่าวต่อสาธารณะเกี่ยวกับความขัดแย้งในเรื่องคดีของบุคลากรภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีนายฉัตรชัย พรหมเลิศ เป็นประธาน ยิ่งไม่ได้ชี้ถูกชี้ผิด และในวันที่ตนแถลงข่าวก็ไม่ได้ชี้ถูกชี้ผิด แค่มาเล่าให้ฟังเท่านั้นว่าคณะกรรมการทั้งสองชุดว่าอย่างไร ซึ่งในวันนั้นมีผู้สื่อข่าวถามว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ยังเป็นแคนดิเดตผบ.ตร.ได้อยู่หรือไม่ ตนจึงตอบว่าใครก็ตามที่ดำรงตำแหน่ง พล.ต.อ. และเป็นรองผบ.ตร. ก็มีโอกาสทั้งนั้น แต่สุดท้ายจะได้เป็นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง ทั้งมติ ก.ตร. และอยู่ที่นายกฯจะเสนอชื่อใคร เหมือนเช่นตอนที่เสนอชื่อ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล เมื่อถามว่า แต่เป็นเหตุผลที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์หยิบขึ้นมาอ้าง นายวิษณุ กล่าวว่า ทุกคนก็เอาสิ่งที่ตนได้ประโยชน์มาอ้าง ไม่มีใครอ้างในสิ่งที่เป็นโทษ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้กลายเป็นว่า มีการเอาผลสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายฯ ที่มีนายฉัตรชัย เป็นประธาน ที่ทำท่าจะจบ แต่ไม่จบ เพราะมีการไปต่อยอด ฟ้องร้องกัน นายวิษณุ กล่าวว่า ก็เป็นคดีใหม่ ส่วนคดีเก่าคือ คดีของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งเรื่องจบไปแล้วส่วนหนึ่ง ส่วนกรณี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไปยื่นฟ้อง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร รองผบ.ตร. และคนอื่น ๆ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นธรรมดาเหมือนคดีทั่วไป ที่จบอีกเรื่องก็มีอีกเรื่องหนึ่งขึ้นไป และถือเป็นเรื่องตัวบุคคล ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับองค์กร ไม่เกี่ยวกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และขอย้ำประโยคนี้ว่า เขาออกแบบไว้ให้ ก.พ.ค.ตร.เป็นผู้ตัดสินปัญหา ก็ต้องใช้ช่องทางนี้ หากผลตัดสินของ ก.พ.ค.ตร.ไม่เป็นที่พอใจ ก็ไปร้องศาลปกครองได้อีก 

เมื่อถามว่า ตอนนี้ตกลง พล.ต.อ.สุรเชษ์ฐ สามารถกลับเข้ามาเป็นแคนดิเดต ผบ.ตร.ได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ถ้าดูจากวันนี้เดี๋ยวนี้ตอบได้ว่ามี แต่ถ้าต่อไป อาจมีการแก้เกมอย่างอื่นจนไม่ได้เป็นก็ได้ เพราะมันยังมีช่องกฎหมายอีกเยอะ ซึ่งตามช่องที่คณะกรรมการกฤษฎีกาบอกว่ากระบวนการไม่ชอบ และเป็นเอกฉันท์ด้วย

เมื่อถามย้ำว่า กระบวนการทั้งหมดจะไม่สามารถดำเนินการได้หากยังไม่มีการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ใช่ เมื่อถามอีกว่า มีโอกาสที่จะไม่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เขาจะไม่นำขึ้นทูลเกล้าฯ แน่ เว้นแต่ ก.พ.ค.ตร.จะสั่งลงมา แต่คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ไม่ได้บอกว่าไม่ให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่เขาบอกว่า หนังสือที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ นั้นมีข้อสังเกตว่า ควรจะถูกต้องตามกระบวนการ เพราะมีตัวอย่างมาแล้วนับ 10 เรื่องที่กระบวนการไม่ถูก แล้วถูกส่งกลับมาดังนั้น ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้องก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ ก.พ.ค.ตร.และรัฐบาลเองก็ฟัง ก.พ.ค.ตร. จะเอาอย่างไรก็เอาตามนั้น

ทรภ.1 จัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่และเสริมสร้างความสามัคคีของคนในชาติ

วันที่ 25 มิถุนายน 2567 ทัพเรือภาคที่ 1 (ทรภ.1) จัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่และการเสริมสร้างความสามัคคีของคนในชาติ ณ โรงเรียนโสตศึกษาเทพรัตน์ อ.บางสะพาน จว.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมี นาวาเอก กฤษดา จิระไตรพร รองเสนาธิการ ทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานในพิธี สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีของคนในชุมชน ให้สามารถร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหาในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เครือข่ายชาวประมง ผู้นำชุมชน โรงเรียน และประชาชนในพื้นที่ทุกภาคส่วน โดยกิจกรรมประกอบด้วย การพัฒนาโรงเรียน การปรับปรุงภูมิทัศน์ การส่งมอบป้ายธนาคารปู การปล่อยพันธ์ุปูที่เพาะพันธุ์ได้จากธนาคารปู การมอบอุปกรณ์สำหรับทาสี ผ้าห่ม และหน้ากากอนามัย รวมทั้ง การเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและบกพร่องทางสติปัญญา อีกด้วย

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

‘อัครเดช-รวมไทยสร้างชาติ’ ไม่เห็นด้วยตัด สส.ปาร์ตี้ลิสต์ทิ้ง ชี้!! สส. 2 ระบบดีอยู่แล้ว ช่วยกันดูแล ปชช. เชิงนโยบาย-ลงพื้นที่

(25 มิ.ย. 67) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ยกเลิก สส.ระบบบัญชีรายชื่อ เหลือเพียง สส.ระบบแบ่งเขต ว่า การมี สส.ทั้ง 2 ระบบเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอยู่แล้ว และเป็นระบบที่อยู่กับการเมืองไทยมายาวนาน ถือว่าเป็นพัฒนาการทางการเมือง 

ซึ่ง สส.ระบบบัญชีก็มีข้อดีอย่างหนึ่งในการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนในภาพรวมเชิงนโยบาย โดยไม่จำเป็นต้องลงพื้นที่หนักในเชิงลึกแต่ทำพื้นที่ในภาพกว้าง ส่วน สส.แบ่งเขตก็มีข้อดีอีกอย่างหนึ่ง มีความใกล้ชิดพี่น้องประชาชน นำปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่มาสะท้อนให้ฝ่ายบริหารได้เร่งแก้ปัญหา นอกจากทำหน้าที่นิติบัญญัติ ดังนั้น สส.เขตจึงต้องทำพื้นที่อย่างหนักในการเข้าถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ

“การมี สส.ทั้ง 2 ระบบ มีความสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว ผมไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เหลือระบบเดียว แต่ทั้งนี้พรรครวมไทยสร้างชาติก็พร้อมที่จะสู้กับทุกกติกาที่รัฐธรรมนูญกำหนด ภายใต้การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม“ นายอัครเดช กล่าว

โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวต่ออีกว่า การที่มีการออกมาให้ข่าวลักษณะนี้ส่งผลกระทบกับพรรคการเมืองที่มีอยู่ ทำให้เป็นประเด็นการเมือง ตนไม่อยากให้มีข่าวลักษณะแบบนี้เกิดขึ้น เพราะเป็นข่าวที่ไม่มีมูลเหตุ และขณะนี้ไม่ได้อยู่ในช่วงที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะกำลังทำกฎหมายประชามติอยู่ในวาระ 2 ทำให้เกิดความสับสนทางการเมือง และยังจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การเมือง จึงอยากขอให้ทุกฝ่ายได้หยุดประเด็นทางการเมือง ช่วยกันทำให้การเมืองนิ่ง เพื่อให้รัฐบาลได้เดินหน้าแก้ปัญหาความเดือดร้อนเศรษฐกิจปากท้องให้กับประชาชน

'สมาคมโรงแรมไทย' ชี้!! นทท.ต่างชาติแตะ 16 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 7 แสนล้านบาท อานิสงส์ 'ฟรีวีซ่า'

(25 มิ.ย.67) นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจท่องเที่ยวว่า การทยอยกลับมาของนักท่องเที่ยวตลาดหลัก ส่งผลให้สถานการณ์ภาคการท่องเที่ยวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมล่าสุด ตั้งแต่ 1 มกราคม -16 มิถุนายน 2567 มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยแล้วถึง 16,200,706 คน เพิ่มขึ้น 37% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 765,584 ล้านบาท

กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทยมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน มาเลเซีย อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ ซึ่งมาตรการภาครัฐหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการยกเว้นวีซ่าไทย-จีน ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและอำนวยความสะดวกในการเดินทาง การกระตุ้นให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน และการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง หรือ วีซ่าฟรี ให้แก่นักท่องเที่ยวอินเดีย ไต้หวัน และคาซัคสถาน รวมถึงการโรดโชว์ของหน่วยงานการท่องเที่ยวไทยที่มีเป้าหมายในการขยายตลาดใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลาง มีส่วนช่วยผลักดันให้จำนวนนักท่องเที่ยวเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ สหภาพแรงงานฮอนด้าแห่งประเทศไทย และรายการร้องทุกข์ลงป้ายนี้ ไทยพีบีเอส  มอบรถเข็นวีลแชร์ เสริมกำลังใจผู้สูงอายุ กทม 

วันที่ 25  มิถุนายน 2567 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วย นายวสันต์ มหิงษา ผู้บริหารสหภาพแรงงานฮอนด้าแห่งประเทศไทย และ นางกานดา จำปาทิพย์ บรรณาธิการรายการ สถานีประชาชน ไทยพีบีเอส   พร้อมด้วย ทีมงานมวลชนสัมพันธ์ กลุ่มไทย สมายล์ กรุ๊ป 
ลงพื้นที่  ณ เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร 

นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ได้รับการติดต่อประสานขอรับบริจาครถเข็นวีลแชร์ จากสหภาพแรงงานฮอนด้าแห่งประเทศไทย เพื่อมอบให้ ผู้สูงอายุ ในพื้นที่  เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 ราย คือ นางโฉมยา  หวังสะเล็บ อายุ 86 ปี พักอาศัย ณ บ้านเลขที่ 1998 ถ.ประชาชนร่วมใจ แขวงทรายกองดินใต้  เขตคลองสามวา  กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่ชราภาพ ไม่สามาถช่วยเหลือตัวเองได้ และทางบ้านมีฐานะยากจน จึงได้มามอบให้ในวันนี้  โดยมูลนิธิได้รับการบริจาครถวีลแชร์ จาก กลุ่มไทยสมายล์กรุ๊ป ผู้ให้บริการรถและเรือโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 

“การที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้นำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ  มามอบในครั้งนี้ เพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน เติมกำลังใจ ให้แก่ ผู้สูงอายุ ถือเป็นกิจกรรมหลักที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ที่มีความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ต้องการอุปกรณ์ช่วยเหลือดังกล่าวมากกว่าบุคคลทั่วไป  ทั้งนี้ ท่านที่มีความประสงค์จะร่วมบริจาคหรือสมทบทุน ให้แก่ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ สามารถติดต่อได้ที่ เพจมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ หรือ ติ๊กต๊อก มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์” นางเธียรรัตน์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top