Tuesday, 8 September 2026
แจ็ค รัสเซล

พรรคการเมืองแอบหลังเด็ก ท่องจำแต่เกลียดรัฐประหาร แต่กลับรับได้กับรัฐบาลไร้ฝีมือที่ส่อทำไทยเสียดินแดน

(1 ก.ค. 68) พรรคการเมืองเน่า ๆ พรรคหนึ่ง ณ แดนสยามยุคใหม่ อ้างตนว่าจะทำการเมืองแบบ “คนรุ่นใหม่” จะช่วยกันกำจัด “นักการเมืองน้ำเน่า” ที่คอยโกงชาติ โกงแผ่นดิน โกงประชาชนให้หมดสิ้นไป 

แต่ก็เป็นได้เพียงการโกหกคำโต ตลบตะแลง กลิ้งกลอก หลอกต้มได้เพียงเหล่า ”สาวกผู้เบาปัญญา” ให้หลงคล้อยตามเท่านั้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นและตั้งหน้าตั้งตาทำเป็นขบวนการมาโดยตลอดคือการเดินหน้า “ล้มล้างการปกครอง” กับ “ก่นด่าการรัฐประหารในอดีต” แต่กลับไม่เคยใช้อำนาจหน้าที่ของการเป็นนักการเมืองที่ดีช่วยพยุงชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชนให้พ้นความทุกข์ยากได้เลย 

ยิ่งหลังจากที่มี “คลิปเสียง” ระหว่าง “นายกไอแพด” กับ “อดีตเขมรแดงผู้แปรพักตร์” ออกมาให้โลกได้ยินถึงความชั่วร้ายในใจ ก็ยิ่งเห็น “สันดานดิบ” ของพรรคการเมืองล้มสถาบันได้อย่างชัดเจน ขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ที่มีจิตปกติ ไม่ได้เป็นคนโง่ บ้า หรือกินอคติเป็นอาหาร จะเข้าใจอย่างถ่องแท้ทันทีว่าควรแสดงออกต่อเหตุการณ์ “นายกขายชาติ” อย่างไร 

คนไทยรับไม่ได้ อยากรักษาแผ่นดินของชาติเอาไว้ จึงนัดรวมพลในวันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อสะท้อนว่าพวกเราคนไทยไม่นิยม “นายกทรยศแผ่นดิน” สมควรต้องขับไล่ให้พ้นจากตำแหน่ง ไปรับโทษทางกฎหมาย หรือออกจากแผ่นดินไทยไปให้พ้น ๆ

ประเทศไทยเราจะเสียดินแดน แม้เพียงสักหนึ่งตารางนิ้วเดียวก็ไม่ได้อีกแล้ว ไม่ได้จริง ๆ นี่คือ “สัจจะสำนึก” ของคนไทยผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชนโดยแท้ 

แต่ขณะที่คนไทยผู้รักชาติ เสียสละเวลาออกไปช่วยกันปกป้องแผ่นดิน “พรรคการเมืองคนรุ่นใหม่” กลับไม่สนว่าประเทศไทยจะมีนายกโง่ รัฐบาลจะขายชาติก็ไม่ว่า ไม่แคร์แม้แผ่นดินไทยจะถูกเขมรโกงไป พรรคการเมืองไทยพรรคนี้รับได้ทั้งหมด ในสมองกลวง ๆ ท่องจำเพียงไม่เอารัฐประหาร ไม่เอาทหาร และไม่เอาปฏิวัติ

การเกลียด “การปฏิวัติรัฐประหารโดยทหาร” นั้น ไม่ใช่สิ่งที่เลว แต่การรับได้ที่ประเทศไทยต้องสูญเสียดินแดน รับได้ที่เรามีนายกโง่ที่แอบขายชาติ ต้องพูดว่า “เลวยังน้อยเกินไป” 

คนไทยเช่นนี้ ปล่อยอยู่ไปก็รกแผ่นดินของเรา 

แกนนำรัฐบาลเทใจไปเขมร – แกนนำฝ่ายค้านหนุนพม่า สะท้อนภาพสองพรรคการเมืองของไทยทรยศคนร่วมชาติ

เชื่อว่าคนไทยหลายล้านคน ที่เกิดและเติบโตมาบนผืนแผ่นดินไทย แม้เราจะทะเลาะกันในบางคราว ไม่เข้าใจกันในบางครั้ง และมีหลักการในการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันไปตามความเชื่อของแต่ละคน แต่คนไทยที่แท้จริงก็จะกตัญญูต่อ 'ชาติ ศาสน์ กษัตริย์' จะไม่มีทางเห็นชนชาติอื่นที่เข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้คนไทยดีกว่าประชาชนของชาติตัวเอง

ยกเว้น 'นักการเมืองไทยหัวใจคด' บางกลุ่ม บางคน

'นักทรยศคนร่วมชาติตัวเอง' เหล่านี้ ต่างเหยียบเดินบนผืนแผ่นดินไทย ได้รับเงินเดือนจากเงินภาษีอันเหนื่อยยากของประชาชนคนไทย มีหน้าที่การงานที่ดีก็มาจาก 'ความเป็นไทย' แต่กลับตอบแทน 'น้ำใจของชาติ' ด้วยการอิงแอบ สนับสนุน เสริมส่ง สมรู้ร่วมคิด และคอยช่วยเหลือ 'คนชาติอื่น' ที่เข้ามาเบียดเบียน เอาเปรียบ สร้างความเจ็บช้ำและข่มขืนให้กับคนไทย กระทั่งการรุกล้ำอธิปไตยของไทยเราหวังจะฮุบไปเป็นของชาติตนเอง

ยุคก่อนเก่า เราจะเรียกคนเช่นนี้ว่าเป็น 'คนไทยขายชาติ' เพราะนอกจากจะไร้ความปรารถนาดีต่อพี่น้องคนไทยด้วยกัน ยังไร้สำนึกหวงแหนแผ่นดินของตัวเอง ถือว่ามีความผิดร้ายแรง คนไทยผู้รักชาติรักแผ่นดินที่แท้จริง จะไม่มีทางยอม หรือปล่อยให้ 'คนไทยที่น่ารังเกียจ' เหล่านี้อยู่ร่วมชาติเดียวกัน ปล่อยไว้จะเป็นอันตรายต่อประเทศชาติในภายภาคหน้า

'คนเนรคุณชาติเหล่านี้' ชนชาติอื่นที่มองเข้ามาก็จะเห็นถึงความปลิ้นปล้อน ตลบตะแลง ไม่จริงใจ และไม่น่าคบค้าสมาคม เพราะแม้แต่ประเทศชาติของตนเองยังกล้าทรยศ หักหลัง ก็ยากที่ชนชาติอื่นจะกล้าเทใจให้อย่างสนิทใจ คงเป็นได้เพียงการยกยอปอปั้น 'คนไทยสายพันธุ์เนรคุณ' เพื่อหลอกใช้ให้สมความปรารถนาในสิ่งที่ต้องการแค่นั้น หาใช่สัมพันธ์ที่ยั่งยืน

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา คนไทยที่เข้าข่าย 'เนรคุณเพื่อนร่วมชาติ' นาน ๆ จะโผล่มาให้เห็นสักคน แต่ยุคสมัยนี้เรามีเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ พร้อมใจกันมาในคราบ 'นักการเมือง' ที่มีความคิดชั่ว ๆ เหมือนกันทั้งพรรค ออกหน้าสนับสนุนคนชาติอื่นอย่างไม่ละอายใจ ปล่อยแม้กระทั่งแผ่นดินไทยจะถูกเฉือนหั่นให้ต้องเสียดินแดนก็ยอม สะท้อนให้เห็น 'หัวใจที่แสนจะสกปรก' เกินบรรยาย

นักการเมืองไทย 'สายพันธุ์เขมรพม่า' ที่คน 24 ล้านเลือกเข้ามาเพื่อมาทำร้ายน้ำใจคนไทยทั้งชาติ ถือเป็น 'รอยด่าง' ที่สะท้อน 'สติปัญญา' คนมีสิทธิ์กาเลือกนักการเมืองไทยได้ดีที่สุด

หวังว่าถึงวันนี้จะคิดกันได้บ้างแล้วนะครับ

ศูนย์รวม ‘นักการเมือง’ ที่ชื่อว่า ‘ประเทศไทย’ ด้อยคุณภาพ!! แถมยังต่ำเตี้ย ในเรื่องมารยาท

(3 มิ.ย. 68) ผมไม่ค่อยมั่นใจนักว่ามีประเทศใดในโลกบ้าง ที่มี “นักการเมือง” ด้อยคุณภาพ แถมยังต่ำเตี้ยในเรื่องมารยาท ความรู้ ความสามารถ จริยธรรม มโนธรรม สามัญสำนึก และมี “ระดับของความหน้าด้านสูง” ชนิดที่ไม่แคร์ความรู้สึกของประชาชน ผมรู้แต่เพียงว่าประเทศที่ผมเกิดนั้นมี

ใช่ครับ “ประเทศไทย” ดินแดนมหัศจรรย์ที่อุดมไปด้วยเหล่านักการเมือง “มาตรฐานต่ำ” เดินยั้วเยี้ยเต็มไปหมด 

ตั้งแต่ผมจำความได้ กระทั่งอายุแตะเลขห้าในวันนี้ ประเทศที่แสนจะร่ำรวยทรัพยากรธรรมชาติแบบไทยเรา มีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่แข็งแรงราวหินผา ซ้ำยังเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทุกชนชั้นมาช้านาน แต่เรากลับไม่เคยมี “นักการเมือง” หรือ “พรรคการเมือง” ที่คนไทยสามารถพึ่งพิงจริง ๆ ได้เลย เรามีแต่ “เลวน้อย” กับ “เลวมาก” สลับกันเข้ามา “ปล้นประเทศไทย” หรือถ้าจะพูดแบบเข้าข้างตัวเองให้สบายใจขึ้นมาก็คือ แค่เรามีแบบ “เลวน้อยหน่อย” ให้เลือก ก็สามารถปิดถนนจัดโต๊ะจีนฉลองกันได้แล้วสำหรับคนไทยแบบเรา ๆ 

โอ้ว! ทำไมคนไทยถึงได้มีกรรมเช่นนี้หนอ ทั้ง ๆ ที่เรามีแผ่นดินที่สมบูรณ์ มีชาติที่มีเอกราช แต่เรากลับไร้ “คนบริหารประเทศ” ที่หวังดีต่อประชาชนคนไทยจริง ๆ นี่คือส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเจริญก้าวหน้าเทียมเท่าประเทศอื่น หลายประเทศที่เคยล้าหลังกว่าเราก็แซงหน้าเราไปแบบไม่เห็นหลัง เราตกต่ำลงเรื่อย ๆ แม้กระทั่งเรื่องสำคัญอย่างการศึกษา 

ผมไม่ได้บอกว่านักการเมืองไทยทุกคนนั้น "บ่มิไก๊" แต่มั่นใจมาก ๆ ว่าคือส่วนใหญ่ ๆ ที่มันไม่ได้เรื่อง แม้กระทั่งรุ่นใหญ่ที่อยู่มานาน เป็นนักการเมืองมาหลายสมัย รัฐบาลไหนขึ้นมาบริหารก็จะมีชื่อของตนเองร่วมอยู่ด้วยเสมอ ก็ใช่ว่าจะเป็น “นักการเมืองน้ำดี” ยกตัวอย่างเรื่อง “โจรป่วยทิพย์ชั้น 14” ขนาด "แพทยสภา” ลงความเห็นแล้วว่า มี “หมอไม่รักดี” อยู่สามคนที่มีความผิด เรื่องก็ควรจบลงแค่นั้น แต่นักการเมืองรุ่นใหญ่ที่ไร้สำนึกคนนี้กลับไม่จบ เดินเกมช่วยโจรข้าง ๆ คู ๆ ชนิดไม่อายฟ้าอายดิน แม้ท้ายที่สุดตนเองอาจจะไม่มีที่ยืนในแผ่นดินเฉกเช่นนักโทษที่ตนเองช่วย ก็ยอม แล้วตรงไหนล่ะที่ทำงานเพื่อพี่น้องคนไทย หรือความดีงามถูกต้องทั้งปวง ไม่มีเลย

นี่แค่หนึ่งตัวอย่างของ “นักการเมือง” มาตรฐานต่ำ ขนาดอยู่มานานยังคิดได้แค่นี้ แล้วเราจะหวังอะไรกับ “นักการเมืองรุ่นใหม่” ที่วัน ๆ ก็เอาแต่จ้องจะ “ล้มสถาบัน” สถานเดียว

ถึงเวลาที่ผู้คนตื่นรู้ รีบคายส้มเน่าออกจากปาก หันมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

(20 พ.ค. 68) คนไทยเรา ถ้าเกิดและเติบโตมาบนผืนแผ่นดินไทย ถือว่ายังมีเป็นส่วนน้อยที่จะเป็นคนใจคด ทรยศต่อชาติแผ่นดินของตนเอง ด้วยเนื้อแท้ของคนไทยดั้งเดิมนั้นจะเป็นคนที่มีความกตัญญูต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และพร้อมจะปกปักรักษาเท่าชีวิต แม้กาลเวลาจะหมุนเปลี่ยนไปสู่ยุคใหม่ ยุคที่ผู้ใหญ่ขาดการพร่ำสอนอย่างเข้มงวด เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่รับรู้ถึงความดีงามของสถาบัน แต่สายใยของความรัก ความผูกพัน ความเชื่อ และข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ก็ยังทำให้คนไทยจำนวนมากยังคงมอบความศรัทธาต่อ “สถาบันเบื้องสูง” ไม่เสื่อมคลาย 

คำว่าไทย ผูกร้อยสถาบันกษัตริย์ไว้จนยากจะหลุดขาดออกจากกัน ต่างเกื้อกูล หล่อหลอม ให้ประเทศชาติแข็งแรง สถาบันคือศูนย์รวมใจ มิใช่เป็นเพียงพระมหากษัตริย์ไทยเพียงพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง แต่คือราก คือแก่นของชาติ สถาบันจึงไม่ต่างจากศรัทธาแห่งชีวิตที่เหล่าประชาชนมีไว้ยึดเหนี่ยว มิใช่แยกส่วนหันเหไปคนละทิศละทางเหมือนประเทศอื่น ๆ

ประเทศไทย คือสัญลักษณ์ของการมีสถาบันกษัตริย์ที่มั่นคง คอยปกป้องดูแลประชาชนคนไทย มิใช่จะผลัก หรือล้มล้างทำลายสถาบันให้เหลือเพียงสัญลักษณ์ตามความนึกคิดของผู้ไม่หวังดี 

หลายปีที่ผ่านมา มีคนไทยจำนวนไม่น้อย เบื่อพรรคการเมืองเก่า เบื่อระบบเดิม ๆ เบื่อการบริหารชาติในแบบที่เน่าเฟะ จึงหันไปหลงเชื่อพรรคการเมืองที่โฆษณาว่าเป็น “คนรุ่นใหม่” จะเข้ามาเพื่อเปลี่ยนแปลงทุกอย่างไปในทางที่ดีขึ้น 

แต่สิ่งที่ได้กลับตรงกันข้าม 

พรรคการเมืองพรรคนี้มีแต่เรื่องมัวหมองไม่เว้นวัน นอกจากมีพฤติกรรมย้อนแย้งอย่างน่าไม่อาย ยังมีพฤติกรรมบ้ากาม คุกคามประชาชน ข่มขืนชาวต่างชาติ เคลมผลงานของคนอื่น ปกป้องคนพม่า หนีการเกณฑ์ทหาร กัดเซาะ จาบจ้วง ดูหมิ่นสถาบัน สมคบคิดกับต่างชาติเดินหน้าล้มล้างการปกครอง ทำให้ประชาชนหลายล้านคนที่ “ไม่เบาปัญญาจนเกินไป” เริ่มฟื้นตื่นจากอาการหลงผิด พากันถอยห่างออกจาก “พรรคการเมืองล้มสถาบัน” พรรคนี้ เพราะมองเห็นแล้วว่าเป็น “คนรุ่นใหม่หัวใจโจร” 

คนจำนวนมากที่เคยนิยมกินส้ม ก็เริ่มคายทิ้งออกจากปาก เพราะรู้รสชาติที่แท้จริงแล้วว่าคือ “ส้มเน่า” แม้กากส้มจะหล่นลงพื้นดินแล้ว บางคนที่เจ็บปวดเพราะถูกหลอกยังใช้เท้าบดขยี้จนจมดิน

ถึงเวลาแล้วที่ “คนไทยเคยหลงส้ม” จะกลับตัว

ปากบอกจะกำจัดความเหลื่อมล้ำ กล้าทุกอย่าง แต่ปอดแหกกับชั้น 14 เราจะเรียกว่าเป็น “พรรคการเมืองขี้ข้านักโทษ” ได้ไหม?

(6 พ.ค. 68) ด้วยเพราะเกลียดสถาบันกษัตริย์เป็นทุน มีอคติสุมอยู่ในใจอย่างร้อนรุ่ม มุ่งคิดร้าย อาฆาต พยาบาท  จึงพร้อมใจกันทำทุกวิถีทางที่จะเซาะกร่อน ทำลายความน่าเชื่อถือ แม้กระทั่งการยอมเป็น “เด็กเช็ดรองเท้าให้กับตะวันตก” เพื่อมาล้มล้างสถาบันแห่งแผ่นดินเกิดของตนเองก็ยังทำ

ยอมกระทั่งเหยียบศักดิ์ศรีความเป็นคนของตัวเอง ด้วยการสุมหัววางแผนกัน “หลอกต้มเด็ก” ที่ไร้ความคิด เด็กที่อยากเด่น อยากเท่ อยากมีที่ยืนโง่ ๆ ในสังคมให้ออกมาสู้รบแบบก้าวร้าวแทนตัวเอง คอยปลุกปั่นด้วยวาทกรรมเลว ๆ ว่าเมื่อเกิดมาเป็นคนแล้วทุกชีวิตต้องได้รับความเสมอภาค เท่าเทียมโดยถ้วนทั่ว ทั้งหมดก็เพื่อหวังผลทางการเมือง ทำให้เด็กบ้องตื้น และผู้ใหญ่ที่ “คิดไม่เป็น” จำนวนไม่น้อยเห็นคล้อยตาม ตกเป็นเหยื่อจนโดนคดี “112” มหาศาล บางส่วนต้องหนีลี้ภัย ที่เหลือก็ติดคุกยาว ๆ หมดอนาคตนับไม่ถ้วน

ถือเป็น “ตราบาป” ที่พรรคการเมือง “สามกีบ” สร้างไว้ให้กับสังคมไทย

แต่ที่สุดก็วงแตก ไปกันไม่รอด เหยื่อก็คือเหยื่อ กระจัดกระจายหนีหายกันไปคนละทิศละทาง นักการเมืองผู้แอบชักใยอยู่ใต้กระโปรงเด็กจึงเปลี่ยนวิธี เมื่อหลอกใช้เด็กไม่สำเร็จ ก็คิดแผนชั่วแบบอื่น เพื่อจะลบคำว่าสถาบันให้หายไปจากความรู้สึกดี ๆ ของคนไทยให้ได้ ถือเป็นพรรคที่ยืนหนึ่งในเรื่อง “ล้มล้างการปกครอง” เท่านั้น อย่างอื่นเป็นเพียงอาหารว่างคั่นเวลาโจร

คำโฆษณาที่ว่าความเหลื่อมล้ำจะหมดหายไป จึงเป็นได้เพียงคำโป้ปด ที่คอยหลอกต้ม “ด้อมส้มผู้เบาปัญญา” เพื่อให้มาเป็นแรงหนุนและตายแทน เพราะกว่าสองปีที่ “นักโทษเทวดา” กลับไทยมาแล้วเหาะเหินไปนอนนอกคุก ทำตัวมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าประชาชนคนเดินดิน เช่นนี้เรียกว่า “โคตรของโคตรความเหลื่อมล้ำ” แต่พรรคการเมืองที่อวดอ้างว่าจะมาต่อสู้ให้สังคมไทยเกิดความเท่าเทียม นับตั้งแต่หัวถึงหางกลับไม่มี สส. ที่เคยปากดีสักตัวแสดงความกล้าหาญที่จะทักท้วง หรือเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนให้สมกับชื่อ “พรรคประชาชน” ของตนเอง

เปลี่ยนชื่อไปเป็น “พรรคขี้ข้านักโทษ” ดูจะเหมาะสมกว่ามากมาย

หรือใครว่าไม่จริง?

หรือประเทศไทยจะเป็น “แผ่นดินแห่งการคอร์รัปชัน” ไม่เว้นแม้แต่องค์กรที่เป็น “ผู้พิทักษ์ทรัพย์สินของแผ่นดิน”

(17 เม.ย. 68) มีผู้คนจำนวนมากพูดไปในทิศทางเดียวกันว่า ถ้าแผ่นดินไม่ไหวหนักเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา คนไทยทั้งประเทศก็จะไม่ทราบว่าตึก 30 ชั้นซึ่งเป็นที่ทำการใหม่ของ “สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน” ที่กำลังก่อสร้างอยู่ และได้ถล่มลงมาราบคาบในไม่กี่นาที มีความไม่ชอบมาพากลซุกซ่อนอยู่ในนั้นมากมาย  

เงินภาษีของประชาชนเกิน 2,000 ล้านบาท ลอยหายไปในอากาศพร้อมฝุ่นควันแห่งความสงสัย

ภัยพิบัติที่เกิดจากธรรมชาติ คงไม่มีใครไปตั้งคำถาม แต่การที่ทั้งประเทศไทยกลับมีตึกใหญ่สร้างใหม่อยู่เพียงตึกเดียวล้มครืนลงมาทับผู้คนจนล้มตาย จึงเป็นเรื่องที่ชวนสงสัยถึงมาตรฐานการสร้าง เป็นไปได้อย่างไรที่การใช้งบประมาณมากมายขนาดนี้ ยังไร้คุณภาพ ที่สำคัญนี่คือตึกสำนักงานของ “นักตรวจสอบกลโกง” โดยตรง ถ้าสืบค้นลึกลงไปแล้วพบว่าเบื้องหลังมี “ผู้ใหญ่แห่ง สตง.” บางคนทุจริต หรือรู้เห็นเป็นใจกับผู้รับเหมาให้มีการลดสเปควัสดุในการสร้าง ตึกถล่มครั้งนี้ก็จะกลายเป็นตึกแห่งการโกงกินของ "ผู้พิทักษ์ทรัพย์สินของแผ่นดิน" เสียเอง

แม้ส่วนลึกจะไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น ก็ยากเหลือเกินที่จะหาคำตอบอื่นได้

แต่ไม่ว่าจะมีการโกงกินภายในหรือไม่ คนไทยตาดำ ๆ แบบเราก็ยากจะหวังพึ่งพิงองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบทั้งหน่วยงานเพื่อให้เกิดความโปร่งใสแห่งนี้ได้อีกต่อไป เพราะเห็นชัดว่าขาดความละเอียดรอบคอบในการใช้เงินภาษีของประชาชน

หลังตึกถล่มนอกจากจะช้าเป็นเต่าในการออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต ยังเต็มไปด้วยคำพูดที่ฟอกตนเอง หนีปัญหา และไร้คำขอโทษใด ๆ ทำราวกับว่าประชาชนคนไทยรับประทานหญ้าเป็นอาหาร การที่บอกไม่รู้ ไม่เห็น ก็เท่ากับเป็นการสะท้อนคุณภาพ ศักยภาพ นิสัย และตัวตนของ "ผู้ใหญ่แห่ง สตง." อย่างหมดเปลือก

ผมเชื่อว่า "คน สตง." ระดับอื่นมีความซื่อสัตย์ต่ออาชีพ มีอุดมการณ์ มีมาตรฐานในการทำงานตรวจสอบที่สูง คนเหล่านี้จะพลอยเสียหายและหมดกำลังใจจากคำพูดของ "ผู้ใหญ่แห่ง สตง." ไม่กี่คน ช่างไม่แฟร์กับคนเหล่านี้เลย

คนระดับ "หัวหน้าขององค์กรอิสระของชาติ" ที่ประชาชนจะฝากชีวิตและความหวังไว้ กลับชักช้า ตื้นเขิน ไร้ความกล้าหาญ และจริงใจ ท่านหาอาชีพอื่นทำเถอะครับ 

โลกกำลังเดินทางสู่...ขาลง เพื่อจัดระเบียบมนุษย์ ด้วยผู้คนไร้ศีล ไร้สามัญสำนึก สนับสนุนสิ่งเลว ๆ เหยียบย่ำสิ่งดี ๆ

(1 เม.ย. 68) สังคมไทยเปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิง เมื่อสถานศึกษาไม่ได้ช่วยให้คนไทยฉลาด คนจบการศึกษาสูง ๆ มาจากเมืองนอกเมืองนาก็ไม่ได้หมายความว่าจะมี “สามัญสำนึก” หรือ “คิดเป็น” ผู้คนจำนวนมากยังแยกแยะดีชั่วไม่ออก มองหาแต่ “ความสุขสบายส่วนตัว” โดยไม่คิดโอบกอดสังคมส่วนรวม 

หนำซ้ำผู้คนจำนวนไม่น้อยยังเคารพคนที่เปลือก นับถือเศรษฐีโดยไม่สนที่มาของเงิน กอดคอยิ้มหวานกับเหล่าอาชญากรเพียงเพราะเป็นคนที่ร่ำรวย แสดงความนอบน้อมต่อผู้มีอิทธิพลแม้เบื้องหลังจะใหญ่โตมาจากสิ่งเทา ๆ ก็ถึงเวลาที่โลกต้องออกแรงจัดระเบียบมนุษย์กันสักครั้ง

ความรุนแรงของธรรมชาตินับจากนี้ไปจะไม่มีคำว่า “เบา” 

เมื่อพลังงานเลว ๆ ที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ แผ่กระจายปกคลุมท้องฟ้า จนดำมืดไปด้วยอากาศพิษ โลกก็จำต้องออกแรงขยับเขยื้อนดูดกลืนสิ่งสกปรกให้หายไปจากแผ่นดิน เพื่อความสว่างไสวของ “ความดีงาม” เกิดขึ้นอีกคราว และดำรงอยู่อย่าง “ยั่งยืน” เพื่อมวลมนุษยชาติที่ตั้งมั่นในศีลสืบไป 

ผู้คนจำนวนมาก ไร้ความเชื่อเรื่องการ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ต่างไม่เกรงกลัวต่อบาป โดยเฉพาะบาปที่มาจากการทำร้ายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เอาเปรียบสังคมที่ร่วมอาศัย รวมถึงไม่ดูแลใส่ใจธรรมชาติที่เกิดและเติบโตมาจากโลกใบเดียวที่เรามี หมักหมมจนเหม็นเน่า กลายเป็นขยะที่มาจาก “พฤติกรรมเลว ๆ ของมนุษย์” ความชั่วช้าที่ถูกปกปิดไว้ จะถูกธรรมชาติช่วยเผยอเปิดออกให้ผู้คนที่ยังหลับใหล โง่งมงายแต่ของใหม่ ยินดีแต่สิ่งที่ตนเองได้ประโยชน์ ได้รับรู้จนกระจ่างต่อหัวใจ 

เมื่อคำเตือนจากฟ้า คำบัญชาจากสวรรค์ “ส่งจดหมายเตือนผู้คน” ด้วยการ “สั่นสะเทือนแผ่นดิน” ใครที่คิดได้ ตระหนัก ยอมรับ และกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง “เพื่อโลกเพื่อสังคม” ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ก็ถือว่าเป็น “มนุษย์หัวใจงาม” ส่วนคนที่ขนาด “บาปมนุษย์” ไล่ล่ามาถึงปลายจมูก ทั้งน้ำท่วม โรคระบาด ฟ้าถล่ม แผ่นดินสะเทือน ก็ยังมองเป็นเรื่องขำขัน ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ยังเดินหน้าให้ราคาสนับสนุน “มนุษย์ที่เลว ๆ บนผืนแผ่นดินไทย” ก็คงต้องปล่อยไปตามกรรม 

โปรดจำไว้ว่า ธรรมชาติมีไว้ให้ผู้คนหวงแหน รักษา มิใช่การอยู่เพื่อเอาชนะ หรือทำลาย

คน..ก็เช่นกัน เมื่อมีบุญได้เกิดเป็นคนก็ควรกล้าหาญปกป้องคนดี มิใช่การหลับหูหลับตาสนับสนุนคนเลว ๆ ที่ทำร้ายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และเพื่อนพ้องประชาชน 

‘ประเทศไทย’ อุดมไปด้วย ‘นักการเมืองห่วย’ สะท้อน ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังเบาปัญญา

(25 มี.ค. 68) เราได้นักการเมืองแบบไหน นั่นเพราะเรามีประชาชนที่มีคุณภาพในแบบนั้น

ประโยคเด็ดที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความจริงของสังคมก็คือ ประเทศใดมีนักการเมืองแบบไหนเข้ามาบริหารประเทศ นั่นก็เพราะเรามีประชาชนที่ส่วนใหญ่ ๆ เป็นคนแบบนั้นเลือกเข้ามา ถ้าเรามีรัฐบาลที่ทั้งโง่ เซ่อ และทุจริตคอรัปชั่นเป็นอาชีพ ก็เพราะเรามีประชาชนที่ตาถั่ว อ่านนักการเมืองไม่ออก มัวแต่หลงเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง เป็นคนเปิดทางให้เข้ามา ที่ประเทศชาติต้องอับอายขายขี้หน้าชาวโลก และสุ่มเสี่ยงต่อภัยอันตรายทุกด้าน ก็มาจากน้ำมือของ “คนเลือกนักการเมือง” ทั้งสิ้น 

ถ้าประชาชนมีสติปัญญาที่ฉลาดเฉลียวจริง พรรคการเมืองที่กระทำแต่เรื่องแย่ ๆ กับประเทศไทยคงไม่ได้ผลคะแนนที่สูง เราก็คงไม่ได้ “นายกหุ่นเชิด” ที่อดีตมีข่าวเรื่อง “โกงข้อสอบ” แถมยังมาจาก “ตระกูลหนีคดี” และเราคงไม่ได้รัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น ปัญหาของประเทศไทยที่มี “นักการเมืองเลว ๆ” มากกว่า “นักการเมืองน้ำดี” จึงอยู่ที่ “คนเลือก” ไม่ใช่อยู่ที่ “ตัวนักการเมือง” 

ทุกประเทศ ถ้า “คนเลือก” เป็นคนที่ขาดความรู้ ไม่หัดลงลึก ไม่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง ต่อให้เรามีนักการเมืองที่ดีกับประเทศจริง ๆ “เหล่าประชาชนคนโง่เขลา” ก็จะดูไม่ออกอยู่ดี 

เพราะ “ประชาชนผู้เบาปัญญา” ชื่อก็บอกอยู่แล้ว จะกาเลือกตามกระแส เลือกตามสื่อ เลือกตามเพื่อน เลือกตามแฟน เลือกตามน้ำคำที่ปลิ้นปล้อนของนักการเมืองที่ตนเองแอบนิยมชมชอบ เราจึงได้แต่นักการเมืองห่วย ๆ ไร้ประสิทธิภาพ ผลัดเปลี่ยนกันมากระทืบประเทศไทย

คนไทยจำพวก “เลือกส่งเดช” เหล่านี้ ไม่เคยรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองเลือกเข้ามา เช่นคนจำนวนไม่น้อยเลือกนักการเมืองจากพรรคที่ตั้งหน้าตั้งตา “ล้มล้างสถาบัน” แถมยังมีกรณีหนีการเกณฑ์ทหาร, ใช้บุหรี่ไฟฟ้า, เมาสุรา, แอบเคลมของบริจาค, มีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศ, เอาเวลาที่ต้องเข้าสภาไปทำงานส่วนตัว, คุกคามประชาชน, ใช้ข้อมูลมั่วในการอภิปราย, แสดงความโง่ในการนับเลข และผลาญเงินภาษีพากันบินไปดูงานต่างประเทศ ถามว่า “นักการเมืองชั้นเลวเหล่านี้” มีประโยชน์ตรงไหนกับชาติบ้านเมือง และประชาชนคนไทย? 

คำตอบคือ..ไม่มี 

แล้วคนที่พากันเลือกสิ่งที่เลว ๆ จำพวกนี้เข้ามา จะมีประโยชน์กับสังคมไทยได้อย่างไร?

หนึ่งในความเลวทรามสกปรกของนักการเมืองรุ่นใหม่ คือการสร้าง “ข่าวปลอม” (Fake News) ออกสู่สังคม

(18 มี.ค. 68) หากย้อนกลับไป 30 - 40 ปีก่อน สมัยที่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย นักการเมืองถ้าจะสร้าง “ข่าวปลอม” หรือ “Fake News” เพื่อมาดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม ก็จะอาศัยช่องทางสื่อต่าง ๆ ที่พรรคการเมืองของตนเองสนิทสนม หรือแอบมีส่วนในการ “เป็นเจ้าของ” ทั้งสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ จะใช้ช่องทางที่ตนเองควบคุมบังคับได้เหล่านี้นำเสนอข่าวเท็จ ประเด็น และเรื่องราวที่ไม่จริงของฝ่ายตรงข้ามมาตีแผ่ออกสู่สังคม เพื่อให้ผู้คนเข้าใจผิด เกลียดชัง จนลดความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้ามลง 

เหยื่อที่เจ็บปวด เสียหาย ถ้าไม่แข็งแรงมากพอก็จะเดินก้มหน้าออกจาก “สนามการเมือง” ไปทันที แต่ที่เป็นขาใหญ่จริง ๆ ก็จะไม่ปล่อยให้ใครมาเหยียบหัวสิงห์ได้ง่าย ๆ ถ้าสิ่งที่ได้ยินเป็นเรื่องถูกใส่ร้ายป้ายความผิด ก็มักจะเล่นกลับแรง ๆ ซึ่งไม่ใช่แค่การฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างที่ “คนยุคนี้” นิยมเลือกมาจัดการคู่กรณี 

แต่คือการใช้ “ลูกปืน” ย่นเวลาทุกอย่างให้จบง่ายขึ้น 

นักการเมืองยุคเก่า แม้จะไม่บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ดี ๆ ชั่ว ๆ ความรักในชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยังมีในจำนวนที่มากกว่านักการเมืองยุคสมัยนี้ และคำว่า “คนใจนักเลง” ยังใช้ได้กับนักการเมืองรุ่นเก่าจำนวนมาก เรียกว่าขอกันได้ แค่แสดงความนอบน้อม นับถือ รักษาสัจจะ ไม่ข้ามหัว ไม่ตีกิน หรือแอบแทงกันลับ ๆ ด้วยการ “สร้างข่าวปลอม” มาทำให้อีกฝ่ายต้องพังพินาศ ถือเป็นเรื่องที่ “คนรุ่นเก่า” ไม่นิยมทำกัน เพราะเป็นเรื่องของ “สวะ” ทั้งเหม็น และน่ารังเกียจ

“ข่าวปลอม” ยุคสมัยก่อน นาน ๆ จะโผล่มาสักเรื่องหนึ่ง ถ้าสังคมจับได้ไล่ทันก็จะไม่คุ้ม เพราะคนปล่อยข่าว รวมถึงตัวการก็จะไร้ที่ยืน ด้วยเป็นเรื่องที่ไม่ใช่วิถีลูกผู้ชาย ไม่แน่ก็อาจจะไร้ลมหายใจ จึงมักสู้กันแบบลูกผู้ชาย ซึ่งนักการเมืองรุ่นใหม่ที่นิยม “หนีการเกณฑ์ทหาร” ยากที่จะสะกดคำว่า “คนใจนักเลง” เป็น เราจึงมักเห็น “นักการเมืองรุ่นใหม่ขี้หมา” จงใจสร้างข่าวปลอม พอถูกจับได้ก็หายศีรษะไปเงียบ ๆ หนีหน้าไม่มีออกมาขอโทษสังคม หรือสำนึกผิด แล้วก็รอปั้นแต่ง “ข่าวปลอมเรื่องใหม่” มาทำร้ายผู้คนดังเดิม 

ขึ้นชื่อว่าเป็น “นักการเมืองไทย” การที่ไร้ความสามารถ ไร้วิสัยทัศน์ และไร้การเป็นแบบอย่างในทางที่ดีให้สังคมเดินตามก็ดูแย่มากแล้ว แต่การที่วัน ๆ สาละวนอยู่กับการ “คิดข่าวปลอม” เพื่อให้สังคมไทยวนอยู่ในวงจรน้ำเน่า คำว่า “เลวทรามต่ำช้า” ก็ถือว่ายังน้อยเกินไป 

‘พรรคการเมือง’ เก่งแต่หาเสียงผ่านคำพูด ‘ลดเหลื่อมล้ำสร้างความเท่าเทียม’ สุดท้าย! เป็นเพียงวาทะเสนาะหู ถึงเวลากลับไม่กล้าแตะเทวดาชั้น 14

“เราจะสู้เพื่อความเหลื่อมล้ำเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในสังคม” หนึ่งในคำโฆษณาหลอกต้มผู้คนของพรรคล้มล้างการปกครอง 

วัยรุ่น วัยคะนอง ที่ไม่หัดลงลึกกับเรื่องการเมืองไทย มักทำทุกอย่างตามกระแสสังคม รวมถึงผู้ใหญ่ 'ขี้แพ้' แถม 'คิดไม่เป็น' จำนวนหนึ่ง ที่ฝังหัวตัวเองมาช้านานว่าประเทศไทยมีแต่ความไม่เสมอภาค ไร้อิสระ ถูกกดขี่ และคนจะไม่สามารถจะมีสิทธิ์มีเสียงเท่าคนรวย ผู้คนเหล่านี้มักจะสนับสนุน 'พรรคส้มเน่า' ที่ชูการหาเสียงไว้อย่างแข็งขันว่า เราจะสู้ให้ความเหลื่อมล้ำ และความไม่เท่าเทียม หมดหายไปจากแผ่นดินไทย ประชาชนทุกคนจะต้องมีสิทธิ์มีเสียงเท่าเทียมกัน 

โดยที่การหาเสียงเพื่อเอาใจ 'เหล่าคนบ้องตื้น' เหล่านี้ ส่วนลึกก็หวังพาดผ่านไปกระทบสถาบันเบื้องสูง ดังที่เราจะเห็น 'นักการเมืองสามกีบ' คอยเซาะกร่อน บ่อนทำลาย เพื่อลด 'ความน่าเชื่อถือ' ของสถาบันที่คนไทยเคารพรักมาโดยตลอด คนพวกนี้พยายามทุกวิถีทางผ่านวิธีสกปรก แม้แต่การ 'หลอกใช้เด็กหิวแสง' ให้ไปติดคุก หรือลี้ภัย เพียงเพื่อให้ 'สถาบันอ่อนแอ' ลง ลดต่ำลงมาเทียมประชาชนคนธรรมดา เพื่อโยงเหตุผลการต่อสู้เพื่อความไม่เท่าเทียมให้ดูสมจริง แต่ความเลวร้ายสุดโต่งที่ซ่อนไว้ก็คือการปกครองแบบเดิมจะต้องถูกทำลายลง 

เมื่อแผนชั่วช้าไปไม่ถึงดวงดาว เด็กวัยรุ่น วัยคะนอง ที่เคยอ่อนด้อยในเรื่องการเมือง เริ่มอ่านหนังสือ เริ่มศึกษาความเป็นมาเป็นไป และไม่น้อยก็ลงลึกกับการสอดส่องติดตามดูพฤติกรรมของ 'พรรคการเมืองสีส้มล้มเจ้า' ก็พบว่า เรื่องที่บอกจะสู้เพื่อความเหลื่อมล้ำ ให้สังคมเกิดความเท่าเทียม เป็นเพียง 'เรื่องโกหก' ที่สร้างขึ้นมาไว้ 'หลอกต้มคนโง่แบบตัวเอง' เท่านั้น เพราะกรณีของ 'นักโทษเทวดา' ที่เป็นหัวหน้าตัวจริงของ 'พรรคเผาเมือง' กลับมารับโทษก็จริงแต่ไม่ต้องติดคุกเลยสักวันเดียว แถมยังเหาะเหินไปนอนบนสวรรค์ชั้น 14 ชนิดที่ไม่มีใครกล้าตรวจสอบ แพทย์ ตำรวจ ข้าราชการ ต่างยอมศิโรราบด้วยแพ้อำนาจเงิน และอิทธิพลเทวดา ช่วยกันเข็น 'ผิดให้เป็นถูก' โดยไม่แยแสกระแสสังคม ถือเป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนเกินจะรับได้

กรณีชั้น 14 จึงสะท้อนความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมที่ชัดเจนที่สุด ข่าวฉาวนี้ดังไปครึ่งค่อนโลก แต่พรรคการเมืองที่ประกาศก้องว่าข้านี่แหละจะสู้ให้ความเหลื่อมล้ำหมดหายไปจากแผ่นดินไทย กลับไม่มีสักตัวกล้าโผล่มาประจันหน้ากับเทวดา ไม่มีสักตัวที่จะปริปากทักท้วง หรือทัดทานการกระทำที่ตบหน้าคนไทย และเหยียบกระบวนการยุติธรรมไทยจนจมธรณี 

เสียหายต่อหน้าต่อตาหนักขนาดนี้ แต่ 'พรรคส้มสามกีบ' ก็ยังเฉย สยบยอมเป็น 'พรรคขี้ข้านักโทษ' ในคราบ 'คนรุ่นใหม่จอมปลอม' หากินกับเงินเดือนภาษีประชาชนไปวัน ๆ เท่านั้นเอง 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top