Monday, 15 July 2024
StoryTelling

'ข้าวกล่องแห่งความรัก' ธุรกิจจาก 'หลานชาย' ที่อยากเจอหน้า 'อาม่า' ทุกวัน

คุณค่าของใครบางคน อาจจะดูไร้ค่า จนเหมือนกับต้นไม้แก่ที่แห้งเหือดไปตามกาลเวลา แต่ต้นไม้แก่ที่โรยราย สามารถกลับมามี ‘คุณค่า’ ได้ใหม่ หากมีใครสักคนให้ความสำคัญ รดน้ำ ใส่ปุ๋ย และสักวันหนึ่งต้นไม้ต้นนั้น ก็อาจจะพร้อมกลับมามอบ ‘ร่มเงา’ แก่คนที่ยังเห็นคุณค่าและดูแลมันได้กลับคืน

‘ข้าวกล่องอาม่า’ (ARMABOX) ธุรกิจของคนต่างวัย ที่เริ่มต้นจาก ‘ไบรท์-พิชญุตม์ กุศลสิทธิรัตน์’ หลานชายวัย 26 ปี กับ ‘อาม่า-รัตนา อภิเดชากุล’ ในวัย 75 ปี เป็นสิ่งที่ช่วยอธิบายคุณค่าของไม้ใหญ่ที่กำลังโรยราให้กลับมามีชีวิตชีวาได้เป็นอย่างดี

จุดเริ่มต้นธุรกิจข้าวกล่องอาม่า เกิดขึ้นจากผู้เป็นหลาน ซึ่งมองเห็นคุณค่าของอาม่าจากภาพจำตอนเด็ก เขาจำภาพคนเก่งที่ลุกขึ้นขายข้าวแกงในแต่ละวัน จนสามารถหาเลี้ยงดูครอบครัวมาได้จนถึงปัจจุบัน แต่หลังจากนั้นเมื่อถึงวัยชรา อาม่าก็กลายเป็นคนแก่ที่โดดเดี่ยว เมื่อเลิกขายข้าวแกง ไบรท์ เข้ามาเป็นตัวตั้งตัวตีให้ครอบครัว ลุกขึ้นมาทำธุรกิจข้าวกล่องขาย โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของเขา คือ อยากให้ครอบครัวได้อยู่ใกล้ชิดกัน โดยเฉพาะกับ ‘อาม่า-รัตนา’ ที่แม้จะอยู่ในกรุงเทพฯ แต่โอกาสเจอกันก็น้อยมาก

นั่นก็เพราะอาม่าอาศัยอยู่ย่านเจริญกรุง ส่วนตัวเขาอยู่คลองเตย ซึ่งเขาเคยชวนอาม่ามาอยู่ด้วย แต่ท่านก็ไม่ยอม (อาม่ากลัวเป็นภาระ) ตอนที่ไบรท์คิดที่จะทำธุรกิจข้าวกล่อง เขานำเรื่องนี้ไปคุยกับคุณพ่อคุณแม่ รวมถึงตัวอาม่าด้วยนั้น แน่นอนว่าเด็กวัยรุ่นกำลังโตในมุมผู้ใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ย่อมไม่อยากให้ลูกหลานของตนมาลำบากกับอาชีพที่พวกเขาเคยผ่านมาก่อน และมองว่าไปตั้งหลักปักฐานกับบริษัทหรือองค์กรดี ๆ เพื่อกินเงินเดือนจะดีกว่า

ไบรท์รู้อยู่แล้วว่าคำตอบที่จะได้มา คือ No!! แต่เขามองว่าการทำงานในบริษัทยุคนี้ ก็อาจจะไม่ได้มั่นคงเหมือนสมัยก่อน ขณะที่การเริ่มต้นเป็นเถ้าแก่มือใหม่ บนปัจจัยบางอย่างของโลกธุรกิจยุคดิจิทัล อาจจะเหนื่อยแต่น่าท้าทาย ยิ่งไปกว่านั้น เขาเป็นคนที่ผูกพันกับอาม่ามาก และไม่อยากให้อาม่าโดดเดี่ยว เพราะท่านแก่มากแล้ว เขาอยากเจอและอยู่กับอาม่าทุกวัน ฉะนั้นต่อให้ธุรกิจเล็กๆ นี้จะได้เงินไม่เยอะเท่าทำงานในบริษัท แต่ก็อยากลอง และถ้ามันไปไม่รอดค่อยว่ากันอีกที

เมื่ออธิบายถึงความตั้งใจให้รับรู้…ทั้งอาม่า คุณพ่อ และคุณแม่จึงยอม!!

ไบรท์ใช้ทุนเริ่มต้นประมาณ 30,000 บาท จากเงินเก็บที่เคยทำงานประจำก่อนหน้า มาเริ่มต้นทำธุรกิจข้าวกล่องแบบเดลิเวอรี่ในชื่อ ‘ข้าวกล่องอาม่า’ โดยความตั้งใจของเขา คือ อยากให้ทุกเมนู ทุกสูตรในการปรุง และไอเดียด้านอาหารทั้งหมดออกมาจาก ‘อาม่า’ เพราะเขาเชื่อในฝีมือรสชาติอาหารของอาม่าที่เขาเคยทานมาตั้งแต่เด็ก ๆ

ข้าวกล่องอาม่า เริ่มต้นโดยเน้นที่อาหารไทยเป็นหลัก มีการสร้างเมนูขึ้นมามากกว่า 120 เมนู มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 49 บาท และรวมถึงยังมีขนมหวานขายอีกด้วย แน่นอนว่า ช่วงแรก ๆ ของการเริ่มต้นธุรกิจ ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักข้าวกล่องอาม่ามากนัก แต่เมื่อไบรท์ตั้งใจทำธุรกิจนี้มาก เขาจึงใช้ทุกหนทาง เพื่อให้คนได้รับรู้ ตั้งแต่พิมพ์แผ่นพับแล้วไปเดินแจกตามสำนักงาน และห้างสรรพสินค้าเพื่อหาลูกค้า

แรก ๆ ก็มีออเดอร์เข้ามาประมาณ 100 กล่อง ต่อวัน เฉลี่ยยอดขายอยู่ที่ 5,000-7,000 บาท ต่อวัน ซึ่งยังน้อยอยู่ แถมมีปัญหาเยอะ คนไม่พอ ส่งไม่ทัน จึงเริ่มชักชวนเพื่อนและรุ่นน้องที่เคยทำธุรกิจจำลองสมัยเรียนด้วยกันมาเป็นหุ้นส่วน อย่างไรก็ตาม ด้วยรสชาติจากฝีมืออาม่าที่ไม่เป็นสองรองใคร ทำให้ร้านข้าวกล่องอาม่าเริ่มเป็นที่รู้จัก คนที่สั่งไปก็โทรกลับมาสั่งซ้ำมากขึ้น…

ไม่นาน!! ก็มียอดสั่งซื้อราว 1,000 กล่อง ต่อวัน ทำให้ ไบรท์ เริ่มปรับแนวทางในการทำธุรกิจ โดยการนำระบบซอฟท์แวร์มาช่วยการขายผ่านออนไลน์ (โปรแกรม ERP สำหรับใช้งานในองค์กร) เช่น…

ระบบรับออเดอร์ผ่านเว็บไซต์ ระบบคำนวนออเดอร์ ว่าแต่ละวันต้องผลิตเมนูอะไรบ้าง จำนวนเท่าไรบ้าง มีการใช้เทคโนโลยีในการช่วยจัดการข้อมูลลูกค้า เก็บสถิติเมนูขายดี เพื่อมาเป็นฐานข้อมูลในการออกเมนูหรือโปรโมชั่นใหม่ๆ มี Line Official Account ที่เป็นช่องสื่อสารกับลูกค้า สามารถรับฟังเสียงสะท้อนต่างๆ และข้อมูลการสนทนาก็ไม่หายไปไหนด้วย สามารถกลับมาดูได้ตลอด และยังใช้การตลาดออนไลน์ เช่น การยิงโฆษณาในโซเชี่ยลมีเดียช่วยสร้างการรับรู้ตลอด จึงทำให้กิจการเติบโตได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ

ปัจจุบันร้านข้าวกล่องอาม่าเปิดมาได้ 2 ปีกว่า ๆ จากช่วงแรกที่ยอดขายมีแค่วันละไม่กี่กล่อง แต่ตอนนี้มีออเดอร์เฉลี่ยต่อวันไม่น้อยกว่า 1,500 กล่อง พิสูจน์ให้คุณพ่อคุณแม่ และอาม่าเห็นแล้วว่าเขาทำมันได้

ใครจะคิดว่าจากวันที่เริ่มต้นธุรกิจ เพียงเพราะอยากอยู่ใกล้ชิดกันกับคนในครอบครัว และเริ่มต้นจากคนไม่กี่คน จะกลายเป็นธุรกิจที่มีอนาคตได้อย่างจริงจัง ที่สำคัญ คือ ทุกวันนี้ ไบรท์ บอกว่าสุขภาพของ ‘อาม่า’ แข็งแรงมาก เพราะการกลับมาทำในสิ่งที่ท่านรักอีกครั้ง แถมยังสร้าง ‘คุณค่า’ ให้กับคนรอบข้าง บวกกับได้มีโอกาสพบปะลูกหลานในทุกๆ วัน ได้เพิ่มพลังงานชีวิตที่เต็มเปี่ยมแก่ท่านอย่างมากทีเดียว

เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า อย่ามองข้าม ‘ต้นไม้ใหญ่ที่โรยรา’ เพียงเพราะเราคิดว่า ‘กำลังจะตาย’ เพราะสุดท้ายไม้ใหญ่นั้น อาจจะกลับมาเป็นร่มเงาที่มั่นคง ให้เราได้พักพิง ในวันที่ท้อและเหนื่อยล้า ก็เป็นได้…

'นิค วูจิซิค' แรงบันดาลใจจากชายไร้แขน - ขา ผู้นำพา 'กำลังใจ' มาสู่คนทั่วโลก

เวลารู้สึกเหนื่อย ๆ ท้อ ๆ ไม่อยากทำอะไร รู้สึกชีวิตมันไม่เป็นดั่งหวัง แล้วชอบตั้งคำถามกับตัวเองบ่อย ๆ ว่า...ทำไมเราไม่เป็นแบบเขาคนนั้น ทำไมเราไม่รวยแบบเขาคนนี้?

และเชื่อเถอะว่าในยุคที่เรากำลังเจอกับสถานการณ์แย่ ๆ ทั้งโรคระบาด เศรษฐกิจ การเมือง และ Climate Change หลากรูปแบบ มันก็ยิ่งทำให้อดไม่ได้ที่ปล่อยให้ความรู้สึกแบบนี้หลั่งใหลเข้ามาในความคิดแบบทับถม

ใช่เลย 'ความสิ้นหวัง' กำลังเข้ามาเยือนชีวิตเราใกล้มากขึ้น ๆ

แต่ขอโทษที!! ถ้ามองมุมกลับ ทำไมเราไม่เคยคิดลุกขึ้นมาหรือสู้กับความคิดเหล่านี้และผ่านมันไปให้ได้บ้างล่ะ มีเรื่องของชายคนหนึ่งที่อยากจะนำมาแชร์ เขาเป็นคนที่น่าจะสิ้นหวังกับชีวิตยิ่งกว่าเรา ๆ ท่าน ๆ หรือใครในโลก

ชายนั้นชื่อว่า 'นิค วูจิซิค' (Nick Vujicic) นิค เป็นชายที่ไม่มีแขนขามาตั้งแต่เกิด!! เขาเป็นชาวออสเตรเลีย เกิดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2525 (อายุ 38 ปี) โดยพ่อและแม่เป็นชาวเซอร์เบียที่อพยพเข้ามายังออสเตรเลีย

แม่ของนิคมีอาชีพเป็นพยาบาลและเธอก็ดูแลตัวเองมาตลอดช่วงที่ตั้งท้อง แถมตอนตรวจอัลตร้าซาวด์ประมาณ 3 ครั้ง ก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ ในตัวนิคเลยแม้แต่น้อย

จนกระทั่งวันที่นิคเกิด เขาลืมตามองดูโลก มาพร้อมกับร่างกายที่ไม่มีแขนทั้ง 2 ข้าง ขณะเดียวกันเขามีขาสั้นๆ ลีบเล็กเพียงหนึ่งข้างกับนิ้วเท้า 2 นิ้วเท่านั้น อาการนี้เรียกว่า Tetra-amelia disorder เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่ทำให้ผู้ป่วยไม่มีแขนและขา

แล้วรู้ไหมว่า คนที่มีอาการแบบนี้บนโลก มีเพียง 7 คน พูดง่าย ๆ คือ โอกาสที่จะเกิดอาการดัวกล่าวมีเพียง 0.000000092% เท่านั้น แต่นิคก็คือหนึ่งในนั้น

ที่น่าเศร้าในช่วงแรก ๆ หน่อย คือ ตอนที่พยาบาลอุ้มนิคออกมาจากห้องคลอด เพื่อมาให้ผู้เป็นแม่ได้พบนั้น เธอรับไม่ได้และก็ปฏิเสธที่จะอุ้มเขา พ่อและแม่ของนิคเรียกว่าเสียใจอย่างมาก และต่างก็คิดว่านิคคงอยู่ได้ไม่นาน แต่พอหมอได้ตรวจสุขภาพนิค ก็พบว่าเขามีร่างกายที่แข็งแรงดี พวกเขาจึงทำใจยอมรับ และตั้งใจให้นิคได้ใช้ชีวิตปกติเหมือนคนทั่วไป

ทว่าต่อให้สุขภาพนิคจะดีแค่ไหน แต่ด้วยร่างกายที่ผิดปกติ ทำให้ชีวิตในวัยเด็กของนิคลำบากอย่างมาก ไหนจะเกือบอดเข้าเรียน เพราะกฎหมายในออสเตรเลียขณะนั้น ไม่ให้คนพิการเข้าเรียนกับคนปกติ (แต่กฎหมายแก้ตอนหลังให้เรียนด้วยกันได้)

ไหนจะถูกเพื่อนล้อเลียนเป็นประจำ ซึ่งเรื่องนี้แหละที่คนปกติบางทียังทนไม่ไหว แต่นี่เกิดกับเด็กที่พิการอย่างหนัก มันก็อาจจะทำให้หัวใจเปราะบางเอาง่าย ๆ

ครั้งหนึ่งนิคเคยเจอการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้เขาอย่างมาก เพราะเขาโดนเพื่อนถึง 12 คนรุมแกล้ง และมองเขาเป็นตัวตลก เขาเสียใจและกลับมานั่งคิดว่า การที่เขามีสภาพอยู่แบบนี้ต่อไป มันช่างไร้ความสุข ซ้ำยังเป็นภาระของพ่อและแม่อีก เขาเลยคิดอยากฆ่าตัวตายหลายครั้ง

***แต่โชคดีที่ 'ความรัก' และ 'กำลังใจ' จากพ่อแม่ ได้ทำให้เขาผ่านเรื่องร้าย ๆ พวกนั้นมาได้***

นิคเริ่มเปลี่ยนความคิดใหม่ เขามองว่าแม้ภายนอกจะแตกต่าง แต่ 'ภายใน' (ความคิดและจิตใจ) ของเขานั้นก็เหมือนกับคนทั่วไปทุกอย่าง

หลังจากเรียนจบ (ปริญญา 2 ใบทางด้านบัญชี และด้านการวางแผนการเงินในวัย 21 ปี) เขาจึงตั้งใจอยากจะนำเรื่องราวในชีวิตของเขามาเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนอื่น ๆ ผ่านอาชีพ 'นักพูด' 

เขาตัดสินใจติดต่อไปยังโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อไปพูดให้กำลังใจและสร้างแรงบันดาลใจแก่เด็ก ๆ แต่ช่วงแรกนิคก็โดนปฏิเสธจากทุกโรงเรียน แต่จนมาวันหนึ่งเขาก็ได้รับการตอบรับ…

แม้ครั้งแรกที่เขาไปพูดจะมีคนฟังเพียง 10 คน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาท้อ เขายังคงเดินหน้าทำสิ่งที่เขารักมาตลอด จนเขาเป็นที่รู้จักมากขึ้น และสุดท้ายคนจำนวนมากก็ยอมรับในตัวเขา ถึงขนาดยกย่องว่า นิค เป็นหนึ่งในนักพูดที่สร้างแรงบันดาลใจที่ดีที่สุดคนหนึ่งในโลกกันเลยทีเดียว

นิคเริ่มโด่งดังและมีชื่อเสียงถึงขนาดในปี ค.ศ.2009 ได้มีโอกาสไปเล่นหนังเรื่อง 'The Butterfly Circus' ซึ่งหนังเรื่องดังกล่าวได้รับรางวัลหลายรางวัล และในปี ค.ศ.2011 ยังได้ถูกเชิญไปพูดเกี่ยวกับการสร้างแรงบันดาลใจที่ 'World Economic Forum' ซึ่งเป็นการประชุมเศรษฐกิจประจำปี ที่มีผู้นำจากหลายประเทศเข้าร่วมอีกด้วย

แต่ที่น่ายินดีเหนือกว่านั้น คือ เขาเติมเต็มชีวิตได้ด้วยชีวิตคู่…ใช่แล้ว!! ปัจจุบัน นิค แต่งงานและมีลูกกับภรรยาด้วยกัน 4 คน

ตลอดเวลาที่ผ่านมา นิค ได้พยายามแสดงให้หลายคนเห็นว่า ความพิการมันไม่ได้ทำให้ชีวิตคนย่ำแย่ แต่ความท้อแท้ต่างหากที่จะนำปัญหาต่าง ๆ เข้ามาในชีวิต

...ยังมีคนอีกมาก ที่แย่กว่าเรา 

...ยังมีคนอีกมาก ที่อาจจะไม่เคยได้รับโอกาสใด ๆ เลย

และยังมีคนอีกมากที่ยอม 'ล้มลง' ไปดื้อ ๆ เพียงแค่ไม่ได้บางสิ่งบางอย่างตามใจหวัง

เรื่องราวของนิคน่าจะทำให้หลายคนที่กำลังนำความทุกข์เข้ามาในชีวิต เพราะความ 'อยากได้อยากมี' และการ 'ไขว่คว้า' บางสิ่งบางอย่างที่มากเกินความเป็นจริงของชีวิต อาจจะไม่ใช่คำตอบ 

กลับกันขอแค่ได้ลองสัมผัสกับความสุขที่ 'พอเพียง' ในแบบที่คุณและคนข้าง ๆ ยิ้มและหัวเราะไปด้วยกันได้โดยไม่ต้องแสวงหาสิ่งที่เกินตัว

.

แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วมั้ง…

 

รู้หรือไม่ว่าคนที่ประสบความสำเร็จใจชีวิตแบบที่ 'รุ่ง' แล้วไม่มีวัน ‘ร่วง’ เขามีอะไรที่พิเศษกว่าคนอื่น ถ้าอยากทราบลองไปเรียนรู้กรณีศึกษาของคนเก่ง ที่มักไม่หยุดซ้อม ผ่านเพลงเตะ Bruce Lee นักแสดงภาพยนตร์บู๊ และผู้เชี่ยวชาญศิลปะการป้องกันตัวก้องโลกกันดู

คุณคิดว่าคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมากๆ เขามีอะไรพิเศษกว่าคนอื่น?

   ...ฉลาดกว่า

   ...พรสวรรค์มากกว่า

   ...หรือเรียนรู้มากกว่า

โดยรวมแล้ว ทั้ง 3 สิ่ง ก็เป็นองค์ประกอบของความสำเร็จทั้งสิ้น

แต่เอาจริงๆ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วย ‘ลับคม’ ให้กับ 3 สิ่งข้างต้น และก็จะทำให้คุณกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จได้เหนือยิ่งกว่าการมีแค่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจาก 3 สิ่งที่ว่ามานี้ นั่นคือ...

     - การฝึกซ้อม -

การฝึกซ้อม พอพูดคำนี้ขึ้นมา หลายคนอาจจะแอบรู้สึกถึงความน่าเบื่อ เพราะมันหมายถึงการต้องทำมาอะไรซ้ำๆ ขัดๆ เกลาๆ กับบางสิ่งที่เราก็ทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง เล่นฟุตบอล ซ้อมวงสวิง ซ้อมพูด หัดนำเสนองาน ซ้อมเล่นเครื่องดนตรี หรือแม้แต่การทำงานงานและการดำเนินธุรกิจของตน

จนสุดท้ายก็มักจะมีคำถามแทรกมาในหัวเสมอว่า ‘จะทำไปเพื่ออะไร’>??? แค่รู้หรือแค่ทำได้แล้ว ก็พอละมิใช่หรือ???

จริงๆ มันก็ใช่นั่นแหละ แต่ทราบไหมว่า คนที่มีความคิดแบบนี้ แบบที่ว่า “ก็รู้แล้ว ทำเป็นแล้ว แค่นี้เอง” อาจจะไม่สามารถไปไหนได้ไกลมากกว่าจุดที่ตัวเองยืน

   - ถ้าเป็นนักฟุตบอลก็รุ่งแค่ปี 2 ปีแล้วก็ดับ

   - ถ้าเป็นนักดนตรีออกอัลบั้มมาครั้ง 2 ครั้งก็จอด

   - ถ้าเป็นเชฟปรุงอาหารรสชาติก็จะผิดเพี้ยนและมีแต่เลวลงๆ

สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรได้ หรือทำอะไรเป็น แต่ถ้าคุณไม่ ‘ซ้อม’ หรือไม่หมั่น ‘ฝึกฝน’ สิ่งที่คุณทำได้ทำเป็นอย่างสม่ำเสมอ มันก็ไม่ต่างอะไรกับมีดที่รอวันทื่อและสนิมเกาะ จนสุดท้ายจะไม่สามารถนำไปฟาดฟันกับใครได้เลย

คุณรู้จัก Bruce Lee (บรูซ ลี) กันหรือไม่?

Bruce Lee นักแสดงภาพยนตร์บู๊ ผู้เชี่ยวชาญศิลปะการป้องกันตัว นักสร้างภาพยนตร์ชื่อก้องโลกอย่างเรื่อง Enter the Dragon (ไอ้หนุ่มซินตึ้ง มังกรประจัญบาน) หรือ Fist of Fury (คนเล็กต้องใหญ่) ชายผู้มีชื่อก้องที่โลกแม้แต่ใครที่ไม่เคยได้ดูหนังของเขา อย่างน้อยก็ต้องเคยได้ยินชื่อของเขา

แม้ Bruce Lee จะเป็นคนดัง และเป็นคนที่เก่งด้านศิลปะป้องกันตัว แต่เชื่อไหมว่าเขาไม่เคยที่จะหยุดซ้อมในสิ่งที่เขาถนัดเลยตลอดชั่วชีวิต เขาสนใจแต่การฝึกในสิ่งที่ตนทำ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เตะมากขึ้น ต่อยมากขึ้น

สิ่งที่ปรากฎแก่ตัว Bruce Lee ผู้ไม่เคยทะนงตนและละเลยในการฝึกซ้อม จึงเป็นพรมแดงที่คนทั่วโลกกางให้เดินในฐานะ ‘ตัวจริง’

Bruce Lee เคยกล่าวไว้ว่า การฝึกซ้อมคือ เส้นแบ่งระหว่าง ‘มือสมัครเล่น’ และ ‘ตัวจริง’ และเขาก็เคยกล่าวเป็นคำคมให้คนทั้งโลกต้องจดจำด้วยว่า “ผมไม่เคยกลัวคนเก่ง แต่ผมกลัวคนที่หมั่นฝึกซ้อม เพราะคนที่ซ้อมเตะท่าเดียว 10,000 ครั้งนั้น น่ากลัวกว่าคนที่ซ้อมเตะ 10,000 ท่า ในครั้งเดียวมากนัก”

มีผลวิจัยหนึ่งในปี 1993 ที่สะท้อนให้เห็นถึงการฝึกซ้อมแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะทำให้ส่งผลต่อความเป็นมืออาชีพหรือมือสมัครเล่นได้มากกว่า 80% โดยผลวิจัยนี้ได้ถูกนำมาต่อยอดเป็นแนวคิด ‘ฝึก 10,000 ชั่วโมง’ ของ Malcolm Gladwell ที่ว่า ‘หากอยากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไหน ให้ทำสิ่งเหล่านั้นซ้ำๆ 10,000 ชั่วโมง’ นั่นเอง

...การฝึกซ้อม อาจจะไม่ใช่เทคนิคอันเลิศล้ำ

...แต่การฝึกซ้อม คือ เทคนิคที่ีทำให้ใครก็ตามคุณไม่ทัน

เพราะทุกๆ ครั้งที่ฝึกซ้อม จะช่วยให้เราก้าวข้ามมากกว่าการคุ้นชิน แต่การฝึกซ้อม คือ การฝังทักษะบางอย่างลงไปสู่ร่างกายและสมองให้เรียกออกมาใช้งานได้โดยอัตโนมัติเมื่อต้องการ โดยทักษะใดๆ ก็ตามที่ถูกบ่มซ้อมมากขึ้นๆ ก็จะกลายเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณกันเลยทีเดียว

ฉะนั้นหากกล่าวโดยสรุปแล้ว ‘การฝึกซ้อม’ ถือเป็นการเตรียมพร้อมตัวเราให้พร้อมต่อห้วงเวลาที่ต้องใช้ ‘ทักษะ’ ต่างๆ ที่มีอยู่ออกมาใช้ แม้จะต้องเจอภาวะ ‘กดดัน’ ก็ไม่เกรง

ลองหาคำตอบดูให้ดีว่า ทำไมการไม่หยุดซ้อม และลับคมตนอย่างสม่ำเสมอ จึงน่ากลัวกว่าใครๆ หน้าไหน!!

คงต้องยอมรับว่าสนามมวย เป็นอีก ‘ต้นตอ’ ใหญ่ของการระบาดโควิด-19 ในเมืองไทยตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563และคนในแวดวงมวยไทยก็ถูกยัดเยียดให้เป็น ‘ต้นตอ’ ก่อโรคไปเป็นที่เรียบร้อย แม้จะไม่ใช่ทุกค่ายมวยหรือทุกสนาม

บาป ที่ไม่ได้ก่อ แต่สุดท้ายก็โดนยาแรงแบบเต็ม Max จากรัฐบาลที่ต้องสั่งปิดสนิท ทำให้หนึ่งในธุรกิจด้านหมัดมวยชั้นนำของประเทศอย่าง ‘แม็กซ์’ มวยไทย ต้องถูกหางเลขไปด้วย

เมื่อสังเวียนปิด รายได้หด โอกาสไม่เหลือ การอยู่รอดแบบไหนที่ ‘อาสิระ เตาะเจริญสุข’ บิ๊กบอส แห่ง บริษัท แม็กซ์ มวยไทย จำกัด จะต้องทำ!!

...ปรับเชิง ‘ชก’ นอกสังเวียน

...ปั้นคอนเท้นท์ออนไลน์ ประคองธุรกิจจาก ‘บาป’ ที่ไม่ได้ก่อ

‘อาสิระ เตาะเจริญสุข’ หรือ ‘เพชร’ เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง ที่ขึ้นนั่งบัลลังก์บริหาร บริษัท แม็กซ์ มวยไทย จำกัด ตั้งแต่ยังวัยไม่ถึง 20 ปี

ช่วงแรกที่เพชรเข้ามารับตำแหน่งบริหารตามคำขอของคุณพ่อณวัธ เตาะเจริญสุข เรียกว่าท้าทายอย่างมาก เพราะตลาดกีฬามวยไทยยุคนี้ทั้งแข่งขันสูง แถมตนเองก็ไม่ได้ชื่นชอบมวยเป็นทุน

แต่แววนักธุรกิจในตัวของเด็กคนนี้ ถือว่าเด่นมาก เพราะเป็นคนที่คิดสร้างสิ่งต่างๆ จาก ‘ความเป็นไปได้’ อะไรคือโอกาส อะไรคือสิ่งที่ตอบโจทย์คนและตลาดได้อย่างว่องไว

โดยก้าวแรกที่เข้าสู่ธุรกิจแม็กซ์ฯ เพชร เลือกที่จะเรียนรู้กับสิ่งที่ไม่ได้ถนัด ภายใต้ความรับผิดชอบในภารกิจที่ได้รับ จนปั้นคอนเท้นท์ แม็กซ์มวยไทย ติดลมบนแบบเฉิดฉายบนช่องทีวีชั้นนำของประเทศอย่างช่อง 8 และขยายผลไปขายลิขสิทธิ์ แม็กซ์ มวยไทย ในระดับอาเซียนและเอเชียตามลำดับ

ประเด็นที่น่าสนใจของเพชรในการปั้นแม็กซ์ฯ จนน่าจะเป็นอีกกรณีศึกษาทางการตลาดที่น่าสนใจ คือ เขามองแกนหลักของมวยไทยออกที่ว่า มวยคือความบันเทิงของผู้ชม แต่ความบันเทิงของมวยในปัจจุบัน ที่ชกกัน 5 ยก มันยังไม่สะใจ เขาจึงกล้าที่จะปรับ แม็กซ์ มวยไทย ให้เป็นมวย 3 ยก เหตุผลเพราะมวย 3 ยก จะทำให้นักมวยซัดกันได้หมดแม็กซ์ ไม่ต้องมาเต้นฟุตเวิร์คติ๊ดชึ่งให้เสียเวลา

ผลคือ แม้คนที่ไม่เคยดูมวยไทยมาก่อน ก็รู้สึกได้ถึงความมันส์ของทุกคู่ชก ที่ไหลเวียนกันขึ้นมาฟาดปากกันราว 7 คู่ต่อวัน (ตลอดสัปดาห์) จนเข้าถึงกลุ่มคนส่วนใหญ่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

เมื่อแนวคอนเท้นท์หมัดมวยโดนใจในระดับหนึ่ง คราวนี้ เพชร ก็หันมาปรับ สนามแม็กซ์มวยไทยที่ตั้งอยู่พัทยา ให้มีความแตกต่างจากสนามมวยทั่วไป ด้วยการสร้างบรรยากาศที่น่าตื่นตา ผ่านแต่งแสงสีเสียง และความบันเทิงเข้ามาผสมผสาน มีกิมมิคให้นักมวยเดินทักทายกับแฟนๆ มีเครื่องดื่ม อาหารจำหน่าย และเพลงประกอบสนามให้คึกกคักอย่างเร้าใจ ซึ่งให้อารมณ์ของการเป็น Sport Complex มากกว่าเวทีมวยทั่วไปภายใต้เวลาไพรม์ไทม์ที่ 18.00-20.00 น.

สีสันเหล่านี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากๆ ของแม็กซ์ฯ เพราะทำให้ช่อง 8 ของเฮียฮ้อ ที่เดิมให้แม็กซ์ฯ ออนแอร์ช่วงวันอาทิตย์นั้น หันมาออนแอร์ให้ช่องทุกวัน เนื่องจากมองเห็นความเป็น ‘ซุปเปอร์คอนเท้นท์’ ที่สามารถเรียกฐานผู้ชมในช่วงเวลาไพรม์ไทม์ได้เป็นอย่างดี

แน่นอนว่า เพชร เองก็ตอบรับจากช่อง 8 แบบไม่ลังเล แต่เขาก็คิดอยู่ในใจว่าโจทย์นี้มันก็ไม่ง่าย เพราะการออนแอร์ทุกวัน นั่นเท่ากับคนก็จะเห็นการชกแบบเดิมๆ ทุกวัน แล้วมันจะทำให้คนดูแอบเบื่อหรือไม่?

เมื่อเป็นเช่นนั้น กลยุทธ์การทำมวย 7 วันให้คนดูติดตลอดทั้งสัปดาห์จึงเกิดขึ้นในหัวของเขา

เพชร เลือกปรับรูปแบบการชกทั้งหมด โดยใส่ ‘ธีม’ เข้ามาในแต่ละวัน ดังนี้

    • จันทร์ - อังคาร The Fighter เฟ้นหานักมวยใหม่

    • พุธ – พฤหัสบดี The Global Fight แชมป์ชนแชมป์ของรุ่นน้ำหนักนั้นๆ

    • ศุกร์ The Battle ค่ายชนค่าย

    • เสาร์ The Champion ต่อยแบบทัวร์นาเม้นท์ จบใน 1วัน ซึ่งรายการนี้คนนิยมมาก และนักมวย 1 คน ต้องฟิตมาก ท้าทายสุดๆ เพราะเท่ากับต้องต่อยไม่ต่ำกว่า 6 ยกใน 1 วัน

    • สุดท้าย อาทิตย์ ซึ่งฮิตแบบสุดๆ กับรายการ ‘Max มวยไทย’ เป็นการพบกันระหว่างนักชก ไทย VS ต่างชาติ

เหล่านี้ช่วยให้แฟนมวยที่เข้ามาในสนาม เกิดความตื่นเต้น ติดตามชม และจดจำแบรนด์ได้ดียิ่งขึ้น รายการที่ออนแอร์ก็เรตติ้งดี โฆษณาเข้าเป็นกอบเป็นกำ และทำให้เกิดความอยากมีส่วนร่วมของนักชกจากค่ายต่างๆ และนักชกต่างชาติมาร่วมการแข่งขัน ซึ่งปัจจุบันมีนักมวยไหลเวียนบนแม็กซ์มวยไทยมากถึง 1,500 คนกันเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ‘พายุฝน’ หลังฟ้าใส ก็ย่างกรายเข้ามา เมื่อโควิด-19 ระบาดหนักในเมืองไทย ซึ่งเพชรได้เล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ช่วงนั้นว่า...

“ผมจำได้ว่าช่วงนั้นมีการแพร่ระบาดที่ค่ายมวยในเมืองกรุงและรอบข้าง รัฐบาลจึงสั่งไม่ให้จัดทุกสนาม ถึงแม้ว่านักมวยที่วนเวียนอยู่ในค่ายของผมจะไม่มีส่วนข้องเกี่ยว เพราะผมคุมเข้มไม่ให้ไปต่อยข้ามเวทีอยู่แล้ว แต่ปิดก็คือปิด

“ตอนนั้น ผมเองก็ยังไม่กังวลอะไรมาก เพราะคิดว่าหยุดแข่งสักพัก ก็ยังมีเทปมารีรันไปออนแอร์ ซึ่งทางช่อง 8 ก็กรุณาให้ออนแอร์ เพราะไม่อยากให้รายการของเราหายไปจากหน้าจอ

“แต่สิ่งที่ผมรู้สึกแย่มากๆ คือ นาทีนั้นภาพลักษณ์ของวงการมวยถูกครหาหนัก นักมวยในค่ายผม ไปกินข้าว เจ้าของร้านข้าวยังไล่กลับเลย เพราะเป็นนักมวย ทำไมถึงเกลียดนักมวยทั่วประเทศเหล่านั้น พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต ไม่ควรเหมารวม เพราะในความเป็นจริงนักมวยทุกคนไม่ได้ไปอยู่ตรงนั้น เรียกว่าตอนนั้นเจอแต่เรื่องเกินจินตนาการจริงๆ แต่อย่างว่าเราทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องอยู่นิ่งๆ รอจังหวะกลับมา”

แน่นอนว่าธุรกิจต้องมีรายได้ แต่เมื่อโควิดทำให้เวทีแม็กซ์มวยไทยต้องปิด และช่วงนั้นรายได้ของแม็กซ์ก็มาจาก 2 เส้นเลือดใหญ่ ได้แก่ จากโฆษณาที่ออนแอร์ในช่องทีวี และรายได้จากการขายบัตรแก่ผู้เข้าชม ทำให้ เพชร บอกตรงๆ กับ The States Times ว่า รายได้ในช่วงนั้น ‘จาก 100 เหลือ 0’ ทันที

“ตอนนั้นทุนผมยังมี ก็ยังประคองธุรกิจไป เน้นใช้จ่ายประหยัดเอา (หัวเราะ) และเราก็หากิจกรรมยามว่าง เช่น บริจาคอาหารให้กับชาวบ้านในท้องถิ่น และก็ทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยให้ทีมงานและนักมวยได้มีกิจกรรมทำแทน

“จากนั้นข่าวดีก็มา พอเข้าถึงเดือนสิงหาคม 2563 โควิดเริ่มจาง รัฐบาลก็ไฟเขียวให้เปิดสนามมวยได้อีกครั้ง แต่ก็จัดได้แบบไม่ปกติ ต้องมีข้อบังคับจากกระทรวงสาธารณสุข นักมวย กรรมการ เจ้าหน้าที่ต้องมีใบรับรองแพทย์ ซึ่งเราก็ทำตามเงื่อนไขเต็มที่ และก็ยังเข้มงวดกันเองทั้งพนักงานและนักมวย ให้กักตัวก่อนมาทำงาน มีการทำซุ้มทางเข้า มีการเว้นระยะห่าง และมีหมอเข้ามาตรวจตลอด

“แต่ผมก็ต้องบอกตามนี้ว่า รายได้มันไม่กลับมาเหมือนเดิม ซึ่งผมก็พอเข้าใจได้ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติก็ยังเข้ามาไม่ได้ ความคึกคักแบบวันเก่าๆ มันก็ยังกลับมาไม่สุด”

เปิดเวทีได้ไม่นาน ในปลายเดือนธันวาคม 2564 ก็เป็นอีกช่วงเวลาที่คราวนี้ เพชร เริ่มกุมขมับอย่างจริงจัง หลังจากเกิดการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่ รอบนี้สนามมวยถูกสั่งปิดเหมือนเคย

ยอมแพ้ คือ ล้ม!! นั่นคือสิ่งที่ เพชร บอกกับตัวเอง ในรอบนี้ และจากประสบการณ์ปิดธุรกิจในรอบแรกของโควิดระบาด บอกกับ เพชร ว่า ‘มีอะไรก็ต้องทำไปก่อน’

เขาไม่ยึดติดกับคอนเท้นท์ยิ่งใหญ่บนสังเวียนมวย แต่พยายามหาวิธีต่อยอดสิ่งที่มีเพื่อสร้างโอกาสใหม่ขึ้นมา

“งวดนี้ผมบอกก่อนว่าลำบากเกินจินตนาการในการจะรอโอกาสให้แม็กซ์มวยไทยกับมาฟุตเวิร์คได้เหมือนเดิม ผมจึงคิดแบบเร็วๆ และไม่รอ โดยมองวัตถุดิบของคอนเท้นท์จากแม็กซ์มวยไทย ที่มีเยอะมากมาปรับทำอะไรไปก่อน โดยเริ่มต้นจากการทำแฟนเพจ Facebook: MAX Muay Thai และ ช่อง YouTube: MAX Muay Thai Official ซึ่งผมใช้วิธีคัดเลือกคอนเท้นท์เพื่อมาขยี้เป็นไฮไลท์ เช่น นักมวยคนนี้ดัง ก็นำเอามาทำไฮไลท์ หรือช็อตเด็ดต่างๆ ก็นำมาทำเป็นรวมสุดยอดคอนเท้นท์ด้านนั้นด้านนี้

“ผลปรากฎ คือ มีคนชอบเป็นจำนวนมาก และเราก็ได้ฐานคนดูเพิ่มมามหาศาล เพราะส่วนหนึ่งอาจจะเพราะ การวางฐานให้มวย 3 ยกของเราซัดกันมันส์ มันช่วยให้เรามีคอนเท้นท์ดีๆ อยู่ในมือเพียบ และบางคนที่อาจจะไม่เคยเห็นคอนเท้นท์เก่าๆ เหล่านี้ ก็นำมาแชร์กันต่อจนเกิดเป็นปากต่อปาก ผลลัพธ์ คือ ยอดผู้ติดตามทั้ง 2 ช่องทางของเราทะลุหลัก 7 แสนในช่วงเวลาไม่กี่เดือน จนกล้าเคลมว่ารายการกีฬาออนไลน์ที่เกี่ยวกับมวยในเมืองไทย ของเราเป็นเบอร์ 1 และเราเชื่อว่าปลายปีนี้จะมีผู้ติดตามทั้ง 2 ช่องทางหลักล้านอย่างแน่นอน”

อย่างไรก็ตาม แม้การปั้นช่องทางออนไลน์เข้ามาเสริมในช่วงวิกฤติโควิดจะพาธุรกิจแม็กซ์ฯ ให้มีที่ยืนใหม่ได้ และพอจะเป็นแสงสว่างแก่เพชร แต่เขาก็มองว่าอาจจะไม่ได้ใหญ่มากพอจะช่วยให้ประคองธุรกิจและบริษัทได้ในระยะยาว เพราะสุดท้ายคนติดแม็กซ์มวยไทย ที่ความเร้าใจแบบสดๆ ซึ่งเขาก็หวังว่าวิกฤตินี้จะผ่านไปแล้วได้กางผ้าใบอีกรอบโดยเร็ว

สำหรับบรรยากาศในเมืองพัทยา ณ ปัจจุบัน เพชร ได้ทิ้งท้ายคำเดียวสั้นๆ ว่า ‘เงียบ’ โดยจำนวนนักท่องเที่ยว 100% คิดเป็นคนไทย 20% ที่เหลือชาวต่างชาติ เช่น จีน 50% แล้วก็ฝรั่งอีก 30% ตอนนี้หายเรียบ โดยเฉพาะชาวต่างชาติ แต่เขาก็เชื่อว่าถ้ารัฐบาลเปิดให้นักท่องเที่ยวมาไทยได้ ผู้รับชมคงกลับมาเยี่ยมแม็กซ์ฯ แน่นอน เพราะมั่นใจในแบรนด์ที่ทำไว้อย่างแข็งแรง

“ผมเชื่อว่าตอนนี้คนไทยทุกคน ธุรกิจทุกธุรกิจ ลำบากหมด แต่อยู่ที่เราจะยอมแพ้ไหม? อย่างผมเองไม่อยากแพ้ และยิ่งไม่อยากแพ้ให้คนรอบข้างเห็นด้วย เพราะเขาจะหมดกำลังใจหากเห็นเราล้ม ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง อะไรที่ทำได้ทำไปเถอะ อย่าล้มไปตามสถานการณ์” เพชร ทิ้งท้าย


ติดตามคลิปสัมภาษณ์ฉบับเต็ม

เพชร – อาสิระ เตาะเจริญสุข

‘บิ๊กบอส’ แห่ง บริษัท แม็กซ์ มวยไทย จำกัด

ผู้ปั้นวงการมวยไทย จนติดใจคนทั่วโลก ได้ใน ‘Game Changer เก่งพลิกเกม’

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2564 เวลา 23.00 น.

'ชื่อฉัน' นั้นไพเราะที่สุด เรื่องเล็กๆ ที่ Starbucks 'เสก' ให้เป็นเรื่องใหญ่ได้ | Story Telling EP.1

ใครจะคิดว่ากิมมิคของการเขียนชื่อลงบนแก้วกาแฟ Starbucks จะกลายเป็นวัฒนธรรมหลัก ที่สร้างความผูกพันต่อลูกค้าและช่วยต่อยอดแบรนด์กาแฟแก้วนี้ได้แบบไม่รู้จบ

.

อย่าปล่อยให้การล้วงข้อมูลชีวิตเป็นเรื่อง 'ธรรมดา' | Story Telling EP.2

อย่าปล่อยให้การล้วงข้อมูลชีวิต เป็นเรื่องธรรมดา จนถึงขั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภายใต้เทคโนโลยีของธุรกิจที่ไม่แคร์...

‘อิสรภาพความเป็นคน’

‘ทิม คุก’ นายใหญ่แห่ง Apple ออกโรงเตือน!! ในงาน Privacy & Data Protection conference เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา

.


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top