Friday, 12 April 2024
ElonMusk

‘Elon’ เปลี่ยนเป้าหมาย!! เบรกภารกิจสู่ดาวอังคาร เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยในสงครามยูเครนแทน 

ถูกยกให้กลายเป็นฮีโร่สงครามของยูเครนไปแล้ว สำหรับ Elon Musk หลังจากล่าสุดเขาได้ประกาศที่จะพักเป้าหมายของบริษัท SpaceX ในการเร่งไปสำรวจดาวอังคารไว้ก่อน และเปลี่ยนให้กลายเป็นการพยายามช่วยเหลือผู้ประสบภัยในสงครามยูเครนแทน

Elon Musk กลายเป็นฮีโร่ของสงครามยูเครนอย่างแท้จริง โดยเขาได้ยืนหยัดต่อสู้กับการรุกรานของรัสเซียโดยไม่กลัวผลกระทบหรือลูกหลงใดๆ จากทางปูตินและรัสเซีย

ทั้งนี้ย้อนไปตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ - หลังจากที่ Dmitry Rogozin หัวหน้าหน่วยงานอวกาศของรัสเซีย ได้ออกมาประกาศตอบโต้การคว่ำบาตรครั้งใหม่ของสหรัฐฯ ต่อรัสเซียว่าเป็นความคิดที่งี่เง่ามาก เพราะในปัจจุบันอุปกรณ์ในอวกาศหลายชิ้นของสหรัฐฯ ยังคงใช้ระบบขับเคลื่อนของ Progress MS จากรัสเซียอยู่ 

ดังนั้นหากจะคว่ำบาตรรัสเซียจึงอาจไม่ใช่ความคิดที่ดีแน่ เพราะหากคุณเป็นศัตรูกับเรา ใครจะช่วย ISS จากการหลุดวงโคจร และตกจากอวกาศกัน ? 

นั่นจึงทำให้ทาง Elon Musk ได้ออกมาตอบแทนสั้นๆ ว่า "บริษัท SpacX" ซึ่งมีความสามารถในการช่วย ISS ในอวกาศไว้ได้แน่ๆ หากต้องการ 

ต่อมาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ - ทาง Elon Musk ได้เร่งขยายพื้นดาวเทียม Starlink ไปยังยูเครนตามคำร้องขอของรัฐมนตรีดิจิทัลยูเครน และส่งจานรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตเข้าไปในพื้นที่ เพื่อช่วยให้ประชาชนหลายล้านคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ในยามสงคราม 

3 มีนาคม - Elon Musk ยังได้ออกโรงเตือนชาวยูเครนหลังส่งจานรับสัญญาณ Starlink เข้าไปว่า มีโอกาสที่ผู้ใช้จานรับสัญญาณเหล่านี้อาจตกเป็นเป้าโจมตีของรัสเซีย เพราะจานรับสัญญาณจะกลายเป็นจุดสนใจในเขตสงคราม และทางรัสเซียอาจสามารถตรวจจับได้ จึงให้ใช้กันในยามจำเป็นเท่านั้น

แต่ไม่นานหลังจากทางกองทุนรัสเซียพยายามโจมตีเหล่าจานรับสัญญาณ Starlink ที่ Elon ส่งไปให้ยูเครน ทาง SpaceX ได้รีบทำการปรับระบบการใช้ไฟของจานรับสัญญาณ Starlink ให้สามารถทำงานได้ด้วยไฟที่น้อยลง จนสามารถชาร์จได้จากที่จุดบุหรี่บนรถยนต์ ทำให้จานรับสัญญาณ Starlink ต่างๆ ในยูเครนสามารถเคลื่อนที่บนรถยนต์และไม่ตกเป็นเป้านิ่งสำหรับฝั่งรัสเซีย 

วันที่ 4 มีนาคม Elon Musk ได้ทวีตออกมาให้กำลังใจชาวยูเครน "Hold Strong Ukraine" ว่าให้ยืนหยัดและต่อสู้เต็มที่ เป็นการทวีตที่ไม่ไว้หน้าทางปูตินและกองทัพรัสเซียอย่างยิ่ง 

วันที่ 5 มีนาคม - Elon Musk ได้ออกมาทวีตถึงแม้ว่าเขาจะเป็นผู้นำของบริษัทรถไฟฟ้า EV ยักษ์ใหญ่อย่าง Tesla ว่า "โลกเราต้องเร่งการขุดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากขึ้น ถึงแม้มันจะเป็นสิ่งที่ผมไม่ชอบเลย แต่เราก็จะปล่อยให้รัสเซียใช้ทรัพยากรน้ำมันมาบีบคอชาวโลกมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว" (ตอนนี้ทางรัสเซียเดินหน้าบุกยูเครนเต็มที่ ด้วยการที่ีรู้ว่าโลกทั้งโลกยังต้องพึ่งพาพลังงานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากพวกเขา หากบีบและคว่ำบาตรรัสเซียมากไป ราคาพลังงานโลกก็จะพุ่งและสร้างความเดือดร้อนตามมาให้ทุกฝ่าย)

ในวันเดียวกันนั้นรัฐบาลหลายประเทศได้เรียกร้องให้บริการ Starlink อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของ Elon Musk ช่วยปิดข่าวจากสื่อรัสเซีย แต่ Elon ได้ปฏิเสธไป และบอกว่าตราบใดที่ยังไม่มีปืนมาจ่อหัวเขา เขาก็จะสนับสนุนเสรีภาพในการพูดให้ถึงที่สุด

ในวันที่ 5 มีนาคม เช่นเดียวกัน - ทางทหารรัสเซียพยายามปิดกั้นสัญญาณดาวเทียม Starlink ไม่ให้ชาวยูเครนใช้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมได้ แทนที่ทาง Elon จะหัวเสีย แต่เขากลับทวีตตอบกลับมาว่า "ไม่เป็นไร ทางเราพยายามเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ และถือว่านี่เป็นบททดสอบฟรีๆ ต่อชาวโลกถึงคุณภาพของสินค้าเรา (ทาง Elon หยอก) 

ชาวอเมริกันว่าไง?? หากสหรัฐมีประธานาธิบดีชื่อ...  ‘อีลอน มัสก์’

ถ้าจะพูดถึงคนดังในระดับโลก ที่ใครๆ ก็รู้จัก แถมยังมีอิทธิพลในการสร้างกระแสสังคม ที่ส่งผลต่อธุรกิจโลกด้วยแล้ว นาทีนี้ต้องยกให้ ‘อีลอน มัสก์’ ไอรอนแมนแห่งวงการเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนโลกในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า ดาวเทียม ยานสำรวจอวกาศ หรือแม้แต่เงินดิจิทัล

แต่ถ้าเกิดอีลอน มัสก์ หันมาสนใจเรื่องงานการเมืองของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขึ้นมาหล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?

ไอเดียนี้ เริ่มมีการพูดถึงในสังคมโซเชียลของสหรัฐฯ เมื่อเห็น อีลอน มัสก์ กระโดดเข้ามาร่วมวงกระแสสงครามรัสเซีย-ยูเครน กับเขาเหมือนกัน ด้วยการตอบรับคำขอของนาย มิคไคห์โล เฟโดรอฟ รองนายกรัฐมนตรียูเครน ที่ส่งข้อความตรงถึงอีลอน มัสก์ ให้ช่วยส่งดาวเทียม Starlink มาช่วยต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตในยูเครน เนื่องจากตอนนี้ทางรัสเซียได้โจมตีระบบสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศจนติดขัด ยังไม่นับทีมโจมตียังทางไซเบอร์ มาสร้างความปั่นป่วนในระบบเครือข่ายอีก 

ซึ่งอีลอน มัสก์ ก็ตอบตกลงไวเหมือนโกหก รีบส่งดาวเทียม Starlink มาช่วยเชื่อมสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้ทันที และเตรียมจะขยายสถานีให้เพิ่มอีกถ้าต้องการ จนชาวเน็ตแซวว่า ยูเครนกล้าขอ อีลอน มัสก์ ก็กล้าให้ แถมจัดให้ไวกว่าโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสียอีก 

และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ที่อีลอน มัสก์ แสดงบทบาท หรือความเห็นเกี่ยวกับการเมือง 

เมื่อไม่นานมานี้ อีลอน มัสก์ เคยสวนกลับทวิตของ โจ ไบเดน ที่ออกมากล่าวชมโรงงานผลิตรถยนต์ Ford ที่ได้ลงทุนขยายฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าถึง 1.1 หมื่นล้านเหรียญ ที่ช่วยสร้างงานให้ชาวอเมริกันทั่วประเทศถึง 10,000 ตำแหน่ง ส่วนทางค่าย GM ก็ทุ่มงบมหาศาลถึง 7 พันล้านเหรียญเพื่อผลิตรถไฟฟ้าเช่นกัน ที่สร้างงานเพิ่มอีก 4,000 ตำแหน่งในรัฐมิชิแกน 
 

'อีลอน มัสก์'​ หน้าซีด!! สหรัฐฯ​ จ่อแบนยักษ์อะลูมิเนียมแห่งรัสเซีย อาจทำให้​ 'Tesla-SpaceX'​ ไม่มีวัตถุดิบในการผลิตครั้งใหญ่

แม้​ภาพเบื้องหน้าในตอนนี้ของ​ อีลอน มัสก์ จะดูสง่ายิ่งในสายตาชาวโลกผู้รักสงบ​ ด้วยการแสดงจุดยืนชัดเจนว่าอยู่ฝ่ายรัฐบาลยูเครน​ และเทไปทางด้านรัสเซีย พร้อมทั้งสนับสนุนให้ดาวเทียม Starlink แก่ยูเครนไว้ยืมใช้​ เพื่อเชื่อมต่อสัญญาณสื่อสาร อีกทั้งยังถึงขั้นท้าต่อยกับวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียตัวต่อตัว จนได้รับเสียงชื่นชมจากชาวยูเครนจำนวนมาก

แต่ทว่า หลังบ้านโรงงานรถยนต์ Tesla กลับกำลังเผชิญกับปัญหาหนัก เมื่อสื่อ CNBC ได้เปิดเผยหลักฐานข้อมูลใบสั่งซื้อวัตถุดิบป้อนโรงงาน Tesla ในเยอรมนีนั้น มีการสั่งซื้ออะลูมิเนียมจาก Rusal ซัพพลายเออร์อะลูมิเนียมเจ้าใหญ่ของรัสเซียในมูลค่าหลายล้านยูโร 

โดยอะลูมิเนียมจากรัสเซียนี้ ถูกนำมาหล่อเป็นชิ้นส่วนประกอบ และตัวถังรถยนต์ของ Tesla โดยเฉพาะ Tesla Model Y รุ่นล่าสุดที่ประกอบในโรงงานที่เมืองแบรนเดนเบิร์ก ในเยอรมนี 

Rusal ตัวแทนจำหน่ายอะลูมิเนียมยักษ์ใหญ่ของรัสเซีย ก่อตั้งโดย นาย Oleg Deripaska อภิมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลของรัสเซีย และเคยได้ชื่อว่าเป็นซัพพลายเออร์จัดส่งอะลูมิเนียมรายใหญ่ที่สุดของโลกมาแล้ว ก่อนที่จะถูกสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรในปี 2018 ด้วยข้อหาแทรกแซง และสอดแนมกิจการภายในของรัฐบาลสหรัฐฯ

ทั้งนี้​ นาย Oleg Deripaska ถูกปลดล็อกจากการคว่ำบาตรได้ในสมัยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในปี 2020 หรือปีเดียวกับที่อีลอน มัสก์ เปิดดีลสั่งซื้ออะลูมิเนียมจาก Rusal ของนาย Oleg Deripaska ซึ่งจริงๆ​ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด เพราะโรงงานผลิตรถยนต์ระดับโลกล้วนนำเข้าอะลูมิเนียมจากรัสเซียแทบทั้งสิ้น
 

จบปัญหาโดน ‘ทวิตเตอร์’ ปิดปาก Elon Musk ผงาด!! ถือหุ้นใหญ่สุดของ Twitter | NEWS GEN TIMES ชวนคิด กับ กิตติธัช EP.47

✨จบปัญหาโดน ‘ทวิตเตอร์’ ปิดปาก Elon Musk ผงาด!! ถือหุ้นใหญ่สุดของ Twitter

✨‘สหรัฐฯ’ ขู่ ‘อินเดีย’ ระวังจะถูกคว่ำบาตร หากรั้นจะซื้อน้ำมันจากรัสเซียต่อไป

✨รัฐบาลสิงคโปร์ไม่สน!! เดินหน้าประหารพ่อค้ายาเสพติด แม้โดนองค์กรสิทธิมนุษยชนคัดค้าน

NEWS GEN TIMES ชวนคิด กับ กิตติธัช

โดย อ.ต้อม - กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระและอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

.

.

'อีลอน' ติง 'บิลเกตส์' ไม่เข้าใจถึงอันตรายของการพัฒนาระบบ AI เรียกร้องให้โลกหยุดการพัฒนา AI ขั้นสูงเอาไว้โดยด่วน

(30 มี.ค.66) World Maker เผยว่า เรื่องของกระแส AI ยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่องและขณะเดียวกันก็มีข่าวออกมาให้หลายคนกลัว !!! เพราะล่าสุดทาง Elon Musk ซึ่งเป็น 1 ในผู้นำเทคโนโลยีโลกได้ออกมาเรียกร้องให้บริษัททั้งหมดทั่วโลกหยุดการพัฒนา AI ขั้นสูงที่ฉลาดกว่า ChatGPT-4 เอาไว้ก่อนโดยด่วน !

ซึ่งเหตุผลคือเขากลัวว่าโลกของเราจะเป็นอันตราย อาจมีการใช้ AI ที่ฉลาดล้ำเหล่านี้เป็นอาวุธและโลกอาจพัฒนาด้านความปลอดภัยไม่ทันความฉลาดของ AI !!! โดยจดหมายเปิดผนึกของ Musk มีคนร่วมลงนามมากกว่า 1,100 คน ในรายละเอียดระบุว่า โลกควรหยุดพัฒนา AI ขั้นสูงเป็นเวลา 6 เดือนอย่างน้อย ! เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ได้เตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก

Musk มองว่านับตั้งแต่การเปิดตัว ChatGPT ทำให้ทั่วโลกเข้าสู่การแข่งขันทางด้าน AI อย่างบ้าคลั่งและไม่สามารถควบคุมได้ ขณะที่แม้แต่บริษัทผู้สร้าง AI เองก็ยังไม่สามารถเข้าใจ ทำนาย หรือควบคุมมันได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ ดังนั้นหากปล่อยให้พัฒนาเร็วเกินไปจะเสี่ยงทำให้เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น !

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังวิจารณ์ Bill Gates อยู่ซ้ำ ๆ หลายครั้ง โดยเน้นย้ำว่า ความรู้ด้าน AI ของ Bill Gates นั้น “มีจำกัด” ทำให้ Bill Gates อาจไม่เข้าใจถึงอันตรายของการพัฒนาระบบ AI

Elon Musk เองถือเป็น 1 ในผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI แต่เขาได้จากบริษัทไปในปี 2018 และตั้งแต่นั้นมาเขาก็เริ่มตั้งตัวเป็นผู้วิจารณ์บริษัทนี้ (โดยเฉพาะหลังจาก Microsoft เข้าลงทุนใน OpenAI ในปี 2019) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ค่อยถูกกับ Bill Gates มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และไม่รู้ว่าเขาหวังดี ๆ จริง ๆ หรือมีเหตุผลอื่นแฝงกันแน่ ? หรือว่าเขารับรู้ถึงอันตรายอะไรที่เราไม่รู้ ? เพราะขณะเดียวกันก็มีข่าวว่า Musk เองกำลังเร่งพัฒนา Generative AI เป็นของตนเองอยู่ด้วย

นอกจากนี้ยังมีข่าวอีกว่า Sam Altman และผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI ได้ปฏิเสธข้อเสนอของ Musk ในการที่เขาจะขึ้นบริหารบริษัทด้วยตนเอง ทำให้เราไม่รู้ชัดเจนว่าที่เขาออกมาเตือนเป็นไปเพราะเรื่องส่วนตัวหรือห่วงโลกจริง ๆ กันแน่ ? และก่อนหน้านี้ยังมีข่าวที่ Bill Gates เข้า Short Sell หุ้น Tesla ก่อนจะร่วงยับราว -80% เมื่อเร็ว ๆ นี้อีกด้วย

แต่ทั้งนี้ ก็ไม่มีใครปฏิเสธว่า ChatGPT และ Bing AI ของ Microsoft ที่ใช้เทคโนโลยีของ OpenAI สามารถทำงานหลายอย่างและอย่างน่าเหลือเชื่อและมีผลงานดีมากกว่ามนุษย์หลายคนด้วย แต่นั่นก็ทำให้หลายคนกลัวว่ามันจะฉลาดมากเกินไปจนกลายเป็นภัยคุกคามต่อมนุษย์ ?

ตอนนี้ Microsoft, Google กำลังเป็นผู้นำในแง่ของการนำ AI มาใช้งาน ในขณะที่ธนาคารยักษ์ใหญ่ของ Wall Street อย่าง Morgan Stanley ก็กำลังฝึก Algorithm ของ ChatGPT-4 เพื่อสร้าง AI ที่ใช้ในการ ”ให้คำปรึกษาด้านความมั่งคั่ง” โดยเฉพาะ ! ซึ่งแน่นอนว่าในอนาคต AI เหล่านี้จะฉลาดกว่า ChatGPT เวอร์ชั่นปัจจุบันอีกมาก

แถลงการณ์ระบุว่า “การวิจัยและพัฒนา AI ควรมุ่งเน้นไปที่การทำให้ระบบที่ทรงพลังและล้ำสมัยในปัจจุบันมีความแม่นยำ ปลอดภัย ตีความได้ โปร่งใส แข็งแกร่ง สอดคล้องกัน เชื่อถือได้ และมีความภักดีมากขึ้น เนื่องจากระบบ AI ที่มีความฉลาดในการแข่งขันของมนุษย์สามารถก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างร้ายแรงต่อสังคมและมนุษยชาติ”

และดูเหมือนว่านี่จะไม่ใช่แถลงการณ์เล่น ๆ เพราะมีการกล่าวเสริมอีกว่า “รัฐบาลควรเข้ามาใช้กฏหมายบังคับ” หากบริษัทต่าง ๆ ไม่ยอมหยุดพัฒนาและเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส

แน่นอนว่าการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วของ AI ทำให้แม้แต่นักวิจัย ผู้นำด้านเทคฯ และนักจริยธรรมจำนวนไม่น้อยเกิดความกังวล ซึ่งผลกระทบเหล่านี้อาจเกิดขึ้นกับการจ้างงาน วิถีชีวิตของผู้คน การใช้เป็นอาวุธสงครามหรือทำเรื่องเลวร้าย และสุดท้ายคือการที่มนุษย์อาจปรับตัวตามไม่ทันความฉลาดของมัน ?

วิเคราะห์ ‘การเงิน-เทคโนโลยี-พลังงานโลก’ วิวัฒนาการพาสังคมโลกเพื่อก้าวไปสู่ยุคใหม่

(17 เม.ย.66) รายงานว่า ล่าสุด Elon Musk เริ่มเคลื่อนไหวทางเทคโนโลยีโลกครั้งใหญ่!!! หลังจากเขาประกาศจัดตั้งบริษัท ‘X’ เพื่อพัฒนา AI ขั้นสูงมาแข่งขันกับ ChatGPT ของ OpenAI, Microsoft และ Bard AI ของ Google โดยตรง ! แม้ก่อนหน้านี้พึ่งออกมาเรียกร้องให้โลกหยุดพัฒนา AI ขั้นสูงเอาไว้อย่างน้อย 6 เดือนเพราะโดยอ้างเหตุผลว่าจะเป็นอันตรายต่อโลก ทำให้ชาวโลกเกิดคำถามว่าที่ออกมา Discredit อยู่นี้เป็นเพราะแค่กลัวตามคนอื่นไม่ทันหรือไม่? เพราะปากบอกให้โลกหยุด แต่ตัวเองกลับจัดตั้งบริษัทพัฒนา AI ซะเอง!?

เขาก่อตั้งบริษัท X และพึ่งรวมถึง Twitter เข้าไปด้วย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของเขาในการสร้าง ‘Everything App’ หรือกล่าวคือแอปพลิเคชั่นอเนกประสงค์ตัวเดียวที่ตอบสนองได้แทบทุกอย่างในชีวิตประจำวันทางอินเตอร์เน็ตของมนุษย์

ตอนนี้เจ้าพ่อ Tesla กำลังสรรหาวิศวกรจากแล็บ AI ชั้นนำของโลกมาร่วมงาน ซึ่งรวมถึง DeepMind ของ Alphabet (บริษัทแม้ของ Google) ในขณะที่เขาสำรวจแนวคิดและแผนการของบริษัทคู่แข่งที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็คือ OpenAI ที่ Microsoft เข้าไปลงทุน และแน่นอนว่า Elon Musk นั้นไม่ถูกกับ Bill Gates เลย (เท่าที่สื่อรายงานออกมาตลอดหลายปี)

Musk เคยเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI ในยุคแรก แต่สุดท้ายก็ลาออกเนื่องจากมีความขัดแย้งกับแนวทางของผู้บริหารคนอื่น ๆ โดยหลังจากเขาลาออกมา OpenAI ก็ได้เปลี่ยนแนวทางและเริ่มหาทางเพิ่มผลกำไร พร้อมกับได้รับเงินระดมทุนจาก Microsoft มา 1 พันล้านดอลลาร์ก่อนที่จะเพิ่มทุนอีก 10x เท่าเป็น 1 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อ ChatGPT เปิดตัวและเติบโตอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น เมื่อดูฉากหลังที่ Elon Musk กับ Bill Gates ไม่ถูกคอกันแล้ว ก็น่าสนใจว่า X จะพัฒนา AI มาแข่งขันกับ OpenAI และ Microsoft ได้ดีแค่ไหน? และจะสามารถตามกลุ่มผู้นำได้ทันหรือไม่? เพราะการที่ Musk เขียนจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้โลกหยุดพัฒนา AI ขั้นสูงชั่วคราวนี้ แต่ตัวเขาเองก็เร่งพัฒนา AI อยู่ซะงั้น (มีรายงานว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้เขาได้สั่งซื้อ Chip ขั้นสูงของ Nvdia ราว 10,000 ตัวเพื่อนำไปพัฒนา AI)

ดูเหมือน Elon Musk จะเคยด่าว่า ChatGPT นั้นมีอคติทางการเมืองและเป็นอันตราย ขณะที่เขากล่าวว่าต้องการพัฒนา AI ที่มีความสมจริงมากขึ้น ย้อนแย้งกับที่เขาเรียกร้องให้คนอื่นหยุดพัฒนา AI ขั้นสูงอย่างสิ้นเชิงแบบตรงข้าม 180 องศา!

ขณะเดียวกัน เขาพึ่งเจรจากับบริษัท Etoro ซึ่งเป็นโบรกเกอร์ซื้อ-ขายสินทรัพย์ชื่อดังของโลก เพื่อทำให้ Twitter สามารถเชื่อมต่อกับสินทรัพย์ต่าง ๆ ได้ในอนาคต โดยคาดว่าจะเปิดให้ซื้อ-ขายหุ้นและเหรียญต่าง ๆ ได้ด้วย ซึ่งก็ต้องมารอดูกันว่าการสร้าง Everything App ของเขาจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด?

สิ่งที่แน่นอนอย่างหนึ่งคือในอนาคต AI เหล่านี้จะเข้ามาแทนที่งานของมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ และแม้ว่ามันจะก่อให้เกิดตำแหน่งงานใหม่ ๆ ขึ้นมา แต่นั่นก็จะเป็นไปพร้อมกับการที่ความต้องการแรงงานมนุษย์ลดลงในระยะยาว และมนุษย์ก็จะต้องปรับเปลี่ยนทักษะการทำงานในอนาคตไปอีกมาก เพื่อให้เชื่อมโยงกับความฉลาดของ AI ที่จะมากขึ้นเรื่อย ๆ

📌 อย่างที่ World Maker เคยรายงานไปแล้วว่ามีงานวิจัยชิ้นหนึ่งจาก Goldman Sachs ระบุว่า AI อาจแทนที่งานมนุษย์ในปัจจุบันได้ถึง 300 ล้านตำแหน่งเป็นอย่างน้อย และทุกวันนี้งานต่าง ๆ ก็เริ่มใช้ AI เข้ามาคุมเป็นแบบระบบอัตโนมัติมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าจะเป็นเพียงยุคเริ่มต้นของ Generative AI ที่จะฉลาดล้ำกว่า AI ยุคเก่า ๆ อีกหลายเท่าตัว ตามที่ Bill Gates กล่าวว่ามันสำคัญพอ ๆ กับการกำเนิดของคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ซึ่งสามารถเปลี่ยนโลกได้อย่างมาก

และพร้อม ๆ กันนี้ ทางด้านฮ่องกงก็กำลังเร่งให้ธนาคารต่าง ๆ มีการรับลูกค้าที่เป็นบริษัท Crypto มากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากออกมาประกาศกร้าวว่าจะเดินหน้าดันตัวเองให้กลายเป็น 1 ในศูนย์กลางคริปโตโลก ซึ่งเป็นการกลับลำ 180 องศาเช่นเดียวกัน เนื่องจากก่อนหน้านี้รัฐบาลจีนแสดงท่าทีว่าไม่เอา Crypto และถึงกับสั่งห้ามไม่ให้คนในประเทศไปยุ่งเกี่ยวกับมัน แต่หลังจากเกิดวิกฤตหายนะเช่น LUNA และ FTX ที่ทำให้ผู้บริโภคสูญเงินไปมหาศาล จีนก็เริ่มเปลี่ยนหน้ามาสนับสนุนคริปโตโดยทันที

ซึ่งในอนาคต ฮ่องกงจะสนับสนุน Crypto โดยมีกฏหมายรองรับอย่างเป็นทางการให้บริษัทสามารถ List เหรียญได้และให้ผู้บริโภครายย่อยเข้าไปลงทุนได้อย่างสะดวกง่ายดาย หน่วยงานในฮ่องกงของ Bank of Communications ของจีนกำลังทำงานร่วมกับบริษัท Crypto หลายแห่งที่ได้รับอนุญาตในเมือง และกำลังเจรจากับบริษัทที่ได้รับการควบคุมอื่น ๆ เกี่ยวกับการเปิดบัญชี

เหรียญหลัก ๆ ที่ถูกพูดถึงในฮ่งอกงตอนนี้ก็คือ Bitcoin, Ether และ Tether ซึ่ง 2 เหรียญแรกเคยเป็นกระแสก่อนหน้านี้ และเคยมีสื่อไทยบางแห่งออกมาหลอกเงินชาวบ้านเชียร์ซื้อ Bitcoin ที่ยอดดอยก่อนราคาร่วงยับ -80% ขณะที่ความเคลื่อนไหวของฮ่องกงเป็นไปเพื่อที่จะพยายามรักษาตำแหน่งจุดศูนย์กลางการเงินโลกของตัวเองเอาไว้ เนื่องจากตั้งแต่รัฐบาลจีนแข็งกร้าวกับสหรัฐฯ และตะวันตกมากขึ้น รวมถึงการยึดอำนาจ และปรับเปลี่ยนกฏระเบียบต่าง ๆ ก็ได้ทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยสูญเสียความเชื่อมั่นต่อตลาดฮ่องกงไป

พูดง่าย ๆ ว่าความเคลื่อนไหวเชิงผ่อนคลายของฮ่องกงต่อตลาด Crypto ในตอนนี้ ตรงกันข้ามกับสหรัฐฯ และชาติตะวันตกหลายชาติที่กำลังปราบปรามคริปโตอย่างเข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ทางรัสเซียเองก็เพึ่งประกาศเชื่อม Metamask และ Ethereum Blockchain เข้ากับระบบการเงินของ Sberbank ทำให้เราพอจะเห็นภาพฉายได้ว่าตลอดที่ผ่านมาจีน-รัสเซียมีส่วนชักใยอยู่เบื้องหลังคริปโตเหล่านี้ไม่มากก็น้อย

ดังนั้นก็คงต้องรอดูกันว่าความพยายามของจีน-รัสเซียในการดัน Crypto (รวมถึงทองคำและหยวน) ขึ้นมาเพื่อทุบอำนาจของดอลลาร์ จะทำได้สำเร็จหรือไม่ ? ซึ่งหากดูจากทรงเมื่อเร็ว ๆ นี้ คริปโตเหมือนจะมาแรงแต่สุดท้ายก็พังยับ และแม้ว่าในปัจจุบันจะฟื้นตัวมาเล็กน้อย แต่ในแง่ของความเชื่อมั่นก็อาจต้องรอดูว่าจะมั่นคงในระยะยาวได้ไหม ? โดยปู่ Warren Buffet เป็นนักลงทุนระดับตำนานคนหนึ่งที่ออกมาด่าว่า Bitcoin และ Crypto นั้นไร้ค่าและจะพบจุดจบไม่สวยงาม ในขณะที่บางคนก็เชียร์ว่า Bitcoin และ Crypto จะสามารถล้มดอลลาร์ได้

(**ทั้งนี้ก็อย่าลืมพิจารณาเรื่องของ CBDC ที่จะเข้ามามีบทบาทอีกมากในอนาคต ซึ่งอาจเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อ Crypto ขณะที่เงินดอลลาร์นั้นเผชิญข่าวกระหน่ำว่าจะกลายเป็นแบงก์กงเต็ก แต่หากดูตามสภาพจริงตอนนี้ดอลลาร์ยังครองการค้าโลกอยู่ถึง 88%**)

⚠️ กลับมาทางด้านสหรัฐฯ...ท่ามกลางฉากที่ดุเดือดในแง่ของ AI และการเงินโลกตอนนี้ พบว่ามหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลกมีการอัดฉีดเงินลงทุนในภาคเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นถึง 20x เท่าเมื่อเทียบจากปี 2019 ! ซึ่งเป็นการแสดงให้เห้นอย่างชัดเจนว่าสหรัฐฯ กำลังเอาจริงในการยกระดับเทคโนโลยีของตัวเองไปอีกขั้น จากที่เป็นผู้นำโลกอยู่แล้ว จะยิ่งทำให้ก้าวล้ำขึ้นไปอีก

ซึ่งการพัฒนาเหล่านี้จะรวมไปถึง AI, คอมพิวเตอร์, ควอนตัม, พลังงานใหม่, เทคโนโลยีชีวภาพ-สุขภาพ-การแพทย์ และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยคิดเป็นมูลค่าการลงทุนอย่างน้อย 2 แสนล้านดอลลาร์ ! และยังเป็นการปรับเปลี่ยน Supply Chain เพื่อลดการพึ่งพาจีนลงอีกด้วย ท่ามกลางความตึงเครียดของ 2 ขั้วอำนาจโลก

ทางกลุ่มประเทศ G7 เองก็พึ่งออกมาให้คำมั่นว่าจะเร่งการเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น น้ำมัน ถ่านหิน) ที่ปล่อยคาร์บอนสูงให้เร็วขึ้นกว่าเดิม โดยจะยกระดับความจริงจังในการลด ละ เลิก การใช้พลังงานเก่าและเร่งพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมาทดแทน

ตัวเลขคร่าว ๆ ที่เปิดเผยออกมาคือจะเพิ่มการผลิตพลังงานจาก Solar Cells ขึ้นอย่างน้อย 3x เท่าและเพิ่มการผลิตพลังงานจากลมอย่างน้อย 7x เท่าภายในปี 2030 (เทียบจากระดับในปี 2021) ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายที่ใหญ่กว่า นั่นก็คือการปล่อยคาร์บอนให้ใกล้เคียงกับ 0 ภายในปี 2050

นั่นหมายความว่าปริมาณการใช้น้ำมันดิบ ถ่านหิน และพลังงานเก่าอื่น ๆ จะลดลงเร็วขึ้นเมื่อเทียบจากในอดีต ซึ่งเมื่อเรานำมารวมกับภาพการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอื่น ๆ ก็จะเห็นได้ว่านี่คือการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว

(**เกร็ดความรู้เพิ่มเติม : ปัจจุบันโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นแล้วประมาณ 1.1 องศาเซลเซียสนับตั้งแต่ก่อนยุคอุตสาหกรรม ขณะที่ประเทศชั้นนำทั่วโลกกำลังหาทางป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกพุ่งขึ้นเกิน 1.5-2 องศาเซลเซียส**)

📌 แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งมหากาพย์เช่นนี้จะต้องมีผลกระทบในระยะสั้น ยกตัวอย่างเช่นวิกฤต Bank Run ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นก่อนที่โลกจะไปสู่ยุคใหม่ แปลว่าตลาดการเงินโลกและสินทรัพย์ต่าง ๆ รวมไปถึงธุรกิจและภาคเศรษฐกิจ Real Sectors จะต้องเผชิญความผันผวนในระยะสั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อีลอน มัสก์’ ซีอีโอเทสลา เยือนโรงงานในเซี่ยงไฮ้ เล็งขยายโรงงานผลิตเพิ่มต่อเนื่อง ตอกย้ำประสิทธิภาพ

เมื่อไม่นานนี้ สำนักข่าวซินหัว, เซี่ยงไฮ้ รายงานว่า ‘อีลอน มัสก์’ ซีอีโอเทสลา (Tesla) ได้เดินทางเยือนโรงงานเทสลา เซี่ยงไฮ้ กิกะแฟกทอรี ในเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ทางตะวันออกของจีน เมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดี (1 มิ.ย.) โดยเขาได้ชื่นชมประสิทธิภาพและคุณภาพการผลิตของโรงงาน

มัสก์แสดงความยินดีกับทีมจีนสำหรับผลการปฏิบัติงานอันยอดเยี่ยม และพลังงานเชิงบวกในการทำงานต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง โดยเขากล่าวว่าเป็นเรื่องน่าประทับใจอย่างมากที่ทุกคนสามารถเอาชนะสารพัดอุปสรรคความยากลำบากและความท้าทาย

“รถยนต์ที่ผลิตจากที่นี่ ไม่เพียงมีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่ยังมีคุณภาพสูงสุดอีกด้วย” มัสก์ กล่าว

อนึ่ง โรงงานเซี่ยงไฮ้ กิกะแฟกทอรี ถือเป็น ‘ต้นแบบ’ ของโรงงานเทสลาแห่งอื่นๆ ทั่วโลก เช่น เบอร์ลิน กิกะแฟคทอรี และเท็กซัส กิกะแฟคทอรี ซึ่งเปิดทำการปีก่อน และ ‘ทำสำเนา’ ประสิทธิภาพและอิทธิพลทางอุตสาหกรรมระดับโลกของโรงงานในจีน

โรงงานเซี่ยงไฮ้ กิกะแฟกทอรี ซึ่งก่อตั้งปี 2019 จัดเป็นโรงงานกิกะแฟกทอรีนอกสหรัฐฯ แห่งแรกของเทสลา ที่ได้ส่งมอบรถยนต์ 710,000 คันในปี 2022 ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 48 จากปี 2021

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนเมษายน เทสลาประกาศแผนการก่อสร้างโรงงานขนาดใหญ่แห่งใหม่ในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งจะมุ่งผลิต ‘เมกะแพ็ก’ (Megapack) ผลิตภัณฑ์จัดเก็บพลังงานของเทสลา

รายงานระบุว่า โรงงานแห่งใหม่มีกำหนดเริ่มต้นก่อสร้างในไตรมาสสาม (กรกฎาคม-กันยายน) ของปีนี้ และจะเริ่มต้นการผลิตในไตรมาสสอง (เมษายน-มิถุนายน) ของปี 2024

 

เอาแล้ว!! Elon Musk จำกัดการมองเห็นใน Twitter แต่ถ้า 'จ่ายรายเดือน' จะทำให้เห็นโพสต์มากขึ้น

ไม่นานมานี้ ได้เกิดข้อถกเถียงกันในโลกโซเชียล หลังแพลตฟอร์มสุดฮิตอย่าง ‘ทวิตเตอร์’ Twitter มีการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ท่ามกลางชาวเน็ตที่ตั้งข้อสงสัยว่าเกิดเหตุขัดข้องหรือไม่ จนกลายเป็นเทรนด์ #ทวิตล่ม

อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวก็กระจ่าง เมื่อ 'อีลอน มัสก์' (Elon Musk) เจ้าของทวิตเตอร์ (Twitter) ได้ออกมาชี้แจงว่า “ทวิตเตอร์จะจำกัดจำนวนโพสต์ที่ผู้ใช้สามารถอ่านได้ต่อวันเป็นการชั่วคราว” ซึ่งมีไว้เพื่อจัดการกับ “การดึงข้อมูลจากเว็บไซต์และการจัดการระบบในระดับที่รุนแรง” 

โดยในตอนแรกเจ้าตัวออกมาทวีตผ่านทวิตเตอร์ว่า ได้ดำเนินการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลเป็นการชั่วคราว โดยแบ่งประเภทบัญชี ดังนี้...

>> บัญชีที่ได้รับการยืนยันแล้ว (บัญชีที่ชำระเงินรายเดือน เพื่อเป็น ‘ทวิตเตอร์ บลู’ (Twitter Blue) หรือเครื่องหมายติ๊กถูกสีฟ้า) จะเข้าอ่านทวิตเตอร์ได้ 6,000 ทวีตต่อวัน
>> บัญชีที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน จะเข้าอ่านทวิตเตอร์ได้ 600 ทวีตต่อวัน
>> บัญชีใหม่ที่เพิ่งใช้งาน และยังไม่ได้รับการยืนยัน จะเข้าอ่านทวิตเตอร์ได้ 300 ทวีตต่อวัน

ก่อนที่ต่อมา ‘อีลอน มัสก์’ จะเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลเป็น 8,000 สำหรับบัญชีที่ได้รับการยืนยันแล้ว 800 สำหรับบัญชีที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน และ 400 สำหรับบัญชีใหม่ที่เพิ่งใช้งาน และยังไม่ได้รับการยืนยัน กระทั่งในเวลาต่อมา เจ้าตัวก็เพิ่มการเข้าถึงข้อมูลอีกครั้งเป็น 10,000, 1,000 และ 500 ตามลำดับ

มัสก์กล่าวว่า ปัจจุบันมีองค์กรหลายร้อยแห่งที่ดึงข้อมูลจาก Twitter ไปอย่าง ‘รุนแรง’ และนั่นส่งผลกระทบต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งาน โดยก่อนหน้านี้มัสก์เคยออกมาแสดงความไม่พอใจที่บริษัทผู้พัฒนา AI ชื่อดังอย่าง OpenAI เจ้าของ ChatGPT ที่ใช้ข้อมูลของ Twitter มาฝึกโมเดลภาษาของแชตบอตตัวนี้

นอกจากนี้ มัสก์ยังได้รีทวีตข้อความจากบัญชี Elon Musk (Parody) ด้วยว่า "สำหรับสาเหตุที่ผมจำกัดการมองเห็น เพราะพวกเราทุกคนเสพติด Twitter กันมาก ๆ และควรออกไปข้างนอกบ้าง ผมกำลังทำสิ่งดี ๆ เพื่อโลกใบนี้"

แน่นอนว่า การจำกัดสิทธิการมองเห็นโพสต์ใน Twitter พร้อมทั้งประกาศเก็บค่าธรรมเนียมรายเดือนแก่บัญชีผู้ใช้ที่ต้องการเห็นโพสต์มากขึ้นนั้น อาจทำให้กระบวนการปั่นกระแสแฮชแท็กในโลก Twitter แบบที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ คงเป็นไปได้ยากพอสมควร เพราะเท่ากับทุกการปั่นกระแสให้คนเห็น จำเป็นต้องมีต้นทุน

‘อีลอน’ โคตรรวย!! ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีเบอร์ 1 ครึ่งแรกปี 66 แซงหน้าเจ้าพ่อ META ‘มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก’ กระจุย

(4 ก.ค. 66) ‘Bloomberg Billionaires Index’ จัดอันดับให้นายอีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทเทสลา เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในครึ่งแรกของปี 2566 ด้วยทรัพย์สินสุทธิมูลค่า 9.66 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่นายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทเมตา แพลตฟอร์ม รวยเป็นอันดับ 2 ด้วยทรัพย์สินสุทธิ 5.89 หมื่นล้านดอลลาร์

ข้อมูลของ Bloomberg Billionaires Index ซึ่งจัดทำโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่า บุคคลที่ร่ำรวยที่สุด 500 อันดับแรกในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มีทรัพย์สินรวมกันเพิ่มขึ้น 8.52 แสนล้านดอลลาร์ โดยแต่ละบุคคลที่ได้รับการจัดอันดับครั้งนี้ สามารถสร้างมูลค่าทรัพย์สินโดยเฉลี่ย 14 ล้านดอลลาร์/วัน ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นสถิติรอบครึ่งปีที่ดีที่สุด นับตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

มูลค่าของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นได้แรงหนุนจากตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นเป็นวงกว้าง เนื่องจากนักลงทุนมองข้ามผลกระทบของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง รวมทั้งสงครามที่ยืดเยื้อในยูเครน และวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกับธนาคารระดับภูมิภาค โดยดัชนี S&P500 ตลาดหุ้นสหรัฐพุ่งขึ้น 16% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ทะยานขึ้น 39% ซึ่งทำสถิติรอบครึ่งปีแรกที่ดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากนักลงทุนพากันเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ขณะเดียวกันความมั่งคั่งสุทธิของนายโกตัม อดานี เจ้าของบริษัทอดานี กรุ๊ป ลดลง 6.02 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรุนแรงที่สุดในรอบ 6 เดือน นอกจากนี้ นายอดานียังเป็นบุคคลที่ความมั่งคั่งรายวันลดลงมากที่สุด โดยเมื่อวันที่ 27 ม.ค.ปีนี้ ความมั่งคั่งของนายอดานีลดฮวบลง 2.08 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังจากฮินเดนเบิร์ก รีเสิร์ช ซึ่งเป็นบริษัทด้านการลงทุนจากสหรัฐออกรายงานกล่าวหาว่า นายอดานีได้ทำการฉ้อโกงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แวดวงธุรกิจโลก แม้ว่านายอดานีได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ตาม

สำหรับนายอีลอน มัสก์นั้น ความมั่งคั่งของเขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือน ก.ค. โดยราคาหุ้นเทสลาทะยานขึ้น 6.9% ในการซื้อขายที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กในวันจันทร์ (3 ก.ค.) ซึ่งทำให้ความมั่งคั่งของนายมัสก์เพิ่มขึ้น 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ ราคาหุ้นเทสลาได้รับแรงหนุนหลังจากบริษัทเปิดเผยยอดการส่งมอบรถยนต์ในไตรมาส 2 จำนวน 466,140 คัน เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส และพุ่งขึ้น 83% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยได้อานิสงส์จากการปรับลดราคาและการลดหย่อนภาษีของรัฐบาลสหรัฐฯ


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top