Wednesday, 21 February 2024
NEWSFEED

รวบหนุ่มรัสเซีย เครือข่ายปาร์ตี้ยาเสพติดข้ามชาติ เอเย่นค้าค้ายาไอซ์-กัญชา กลางเมืองพัทยา

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.สุเมธ เมฆขจร ผบก.ตม.6 ,พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์  จิตติ์ประยูรตี รอง ผบก.ตม.6, และ พ.ต.อ.ศุภฤกษ์ พันธ์โกศล ผกก.ตม.จว.สุราษฎร์ธานี ร่วมแถลงข่าวจับกุมคดีคนต่างชาติกระทำความผิดรายสำคัญ และคดีที่น่าสนใจ ดังนี้

สืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับ (ขออนุญาตปิดนาม) ว่าที่บ้านหลังหนึ่งใน ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี มี Mr.Konstantin สัญชาติ รัสเซีย มีพฤติการณ์มั่วสุมเสพยาเสพติดและจำหน่ายยาเสพติดให้กับชาวต่างชาติและวัยรุ่นชาวต่างชาติในพื้นที่และมีการจัดปาร์ตี้ที่บ้านหลังดังกล่าวอยู่บ่อยครั้ง  เมื่อทราบแล้วเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ทำการตรวจสอบข้อมูลบุคคลจากระบบสารสนเทศสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหรือระบบไบโอเมตริก พบมีการแจ้งเตือนว่าบุคคลดังกล่าวมีหมายจับตำรวจสากลหรือหมายแดง เกี่ยวกับความผิดยาเสพติด ซึ่งเป็นที่ต้องการตัวของประเทศรัสเซีย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ประสานกองการต่างประเทศ ตร.เพื่อยืนยันหมายจับตำรวจสากลและสืบสวนติดตามตัวบุคคลดังกล่าว จนทราบว่าได้เช่าที่พักอยู่ที่สถานที่จับกุมหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน ต.บ่อผุด อ.เกาะ สมุย จว.สุราษฎร์ธานี จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ

เมื่อไปถึงวิลล่าหลังดังกล่าว พบ Mr.Konstantin ยืนอยู่หน้าบ้าน ซึ่งมีรูปพรรณตรงตามที่สายลับได้แจ้งไว้และตรงตามเอกสารข้อมูลบุคคลจากระบบไบโอเมตริก เมื่อ Mr.Konstantin เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้แสดงอาการมีพิรุธโดยตกใจอย่างชัดเจนและพยายามวิ่งไปปิดประตูห้อง เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเป็นเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมแสดงบัตรพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อขอทำการตรวจสอบเอกสารประจำตัว และเรียกให้บุคคลต่างด้าวรายดังกล่าวหยุดเพื่อทำการตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมเชื่อแน่ว่าการที่บุคคลดังกล่าวมีอาการพิรุธ และจะวิ่งเข้าไปในห้องพักดังกล่าวน่าจะมีสิ่งผิดกฎหมาย หรือยาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในบ้านหากชักช้าเนิ่นนานไป ยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายอาจถูกยักย้าย ซุกซ่อน ทำลาย หรือทำให้เสื่อมสภาพไป จึงได้แสดงบัตรเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส.เลขที่ 583449 เพื่อขอทำการตรวจค้น  โดย Mr.Konstantin ได้ยินยอมและสมัครใจนำเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าทำการตรวจค้น ก่อนการทำการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แสดงความบริสุทธิ์ใจจนเป็นที่พอใจแก่ Mr.Konstantin และทำการตรวจค้น 

ผลการตรวจค้นพบของกลางซึ่งเป็นยาเสพติดหลายชนิดทั้งแบ่งถุงแยกไว้จำหน่ายและที่ยังไม่แบ่งถุง ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในตู้เชฟ และซุกซ่อนอยู่ในโต๊ะทำงาน ภายในห้องนอนในบ้านหลังดังกล่าวที่ผู้ถูกจับรายนี้พักอาศัยอยู่ พร้อมบัญชีเงินฝากและธนบัตรต่างประเทศจำนวนหนึ่ง จึงได้ตรวจยึดทั้งหมดไว้เป็นของกลาง สอบถามผู้ถูกจับรับว่ายาเสพติดที่เจ้าหน้าที่ตรวจค้นเจอนั้นเป็นของตนเองจริง โดยรับว่าตนได้ซื้อมาจาก Mr.ramis สัญชาติ รัสเซีย โดยจัดส่งยาเสพติดมาทางไปรษณีย์ ในราคา 55,000 บาท เมื่อประมาณ 15 วันก่อนที่จะถูกจับกุม เพื่อที่จะนำมาจำหน่ายให้กับเพื่อนชาวต่างชาติและกลุ่มวัยรุ่นชาวต่างชาติภายในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย และอำเภอเกาะพะงันและตามปาร์ตี้ต่าง ๆ ที่แอบจัดโดยไม่ได้รับอนุญาต

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับจึงได้ ตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นของกลางในคดี แจ้งให้ผู้ถูกจับทราบว่าต้องถูกจับ และแจ้งข้อกล่าวหาว่ามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 และ 2 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และสิทธิตามกฎหมายให้ทราบ ต่อมาได้ควบคุมตัวผู้ถูกจับมายัง สภ.บ่อผุด และได้ทำการตรวจทดสอบยาเสพติดจากชุดตรวจยาเสพติด ONCB แล้ว จากนั้นจึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ่อผุด ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

ตม.สุราษฎร์ฯ จับสาวใหญ่ฮังกาเรียน โอเวอร์สเตย์ซุกเกาะสมุยนาน 10 ปี พบอยู่ไทยเกินเวลา 4,165 วัน

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้

สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.สุเมธ เมฆขจร ผบก.ตม.6 ,พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์  จิตติ์ประยูรตี รอง ผบก.ตม.6, และ พ.ต.อ.ศุภฤกษ์ พันธ์โกศล ผกก.ตม.จว.สุราษฎร์ธานี ร่วมแถลงข่าวจับกุมคดีคนต่างชาติกระทำความผิดรายสำคัญ และคดีที่น่าสนใจ ดังนี้

สืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้รับการประสานข้อมูลจากพลเมืองดี ว่ามีคนต่างชาติสัญชาติฮังกาเรียนพำนักในราชอาณาจักรในพื้นที่เกาะสมุย จว.สุราษฎร์ธานีและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดจำนวนหลายปี เมื่อเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.สุราษฎร์ธานี ได้ทราบข้อมูลบุคคลของคนต่างชาติดังกล่าวเบื้องต้น จึงได้นำข้อมูลทำการตรวจค้นจากระบบการสืบค้นฟังชั่นอยู่เกินกำหนดและฟังชั่นการขออยู่ต่อในราชอาณาจักรของระบบสารสนเทศสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือระบบไบโอเมตริก พบว่าบุคคลต่างชาติรายดังกล่าวชื่อนางแองเจลล่า สัญชาติฮังกาเรียน มีข้อมูลอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดจริง

จึงได้ออกทำการสืบสวนติดตามตัวจนทราบว่าได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จว.สุราษฎร์ธานี ต่อมา จึงได้เข้าทำการตรวจสอบจนพบตัวนางแองเจลล่า และได้แสดงตัวเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เพื่อขอทำการตรวจสอบเอกสารประจำตัวและการได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ต่อมานางแองเจลล่า ได้นำหนังสือเดินทางมาแสดงแก่เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมตรวจสอบปรากฏว่านางแองเจลล่า ถือหนังสือเดินทางประเทศฮังการี่ หมายเลข BB27xxxx และเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2552 ด้วยประเภทนักท่องเที่ยว ได้รับอนุญาตให้อยู่ถึงวันที่ 28 ม.ค. 2553 และได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อในราชอาณาจักรถึงวันที่ 27 ก.พ. 2553 จากนั้นไม่เคยมาขออยู่ต่อในราชอาณาจักรแต่อย่างใดและไม่เดินทางออกนอกราชอาณาจักรตามที่กฎหมายกำหนด หลบหลีกการจับกุมมานาน 10 ปี โดยกบดานตามบ้านเช่าในพื้นที่เกาะสมุย ในที่สุดจนมุมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ตม.จว.สุราษฎร์ธานี จึงได้จับกุมตัวและแจ้งข้อกล่าวหาว่าเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด จำนวน 4165 วัน พร้อมแจ้งสิทธิในชั้นจับกุมให้ทราบและนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ่อผุด ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ดำเนินคดีต่อไป

ตม.จว.ตาก , ตม.จว.เชียงใหม่ และ กก.สส.บก.ตม.5 สืบสวน และติดตามจับกุมแก๊งลักรถ ทำอุบายเช่ารถยนต์ป้ายแดงจาก กทม. ส่งออกขายเมียนมา

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์  ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.เดชา กัลยาวุฒิพงศ์ ผบก.ตม 5 , พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5 , พ.ต.อ.เศรษฐภัทร ณ สงขลา ผกก.สส.บก.ตม.5 , พ.ต.อ.สัมพันธ์ เหลืองสัจจกุล ผกก.ตม.จว.ตาก และ พ.ต.ท.สุชาติ เพ็ญภู่ รอง ผกก.ตม.จว.ตาก ร่วมแถลงข่าว ดังนี้

พล.ต.ท.สมพงษ์ ขิงดวง ผบช.สตม. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ตม.จว.ตาก ทำการสืบสวนพฤติการณ์ของกลุ่มคนซึ่งลักษณะโจรกรรมนำรถยนต์ออกนอกราชอาณาจักรซึ่งเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ โดยให้ประสานกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ จึงทราบข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ค.64 นายอภิวัฒน์ฯ และ น.ส.ณัฏฐณิชาฯ ได้เช่ารถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีโว สีขาวมุก ป้ายแดงหมายเลข ส36xx กรุงเทพฯ มูลค่า 1,249,000 บาท จากบริษัท  ไทย วีพี คอร์ปอร์เรชัน จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถเช่า โดยทำสัญญาเช่าระยะยาว  ต่อมาบริษัทฯ ติดตามระบบจีพีเอสซึ่งติดไว้กับรถยนต์พบว่า รถยนต์คันดังกล่าวจอดอยู่ตรงข้าม อ.แม่สอด จว.ตาก ซึ่งเป็นบริเวณรอยต่อพรมแดนไทยกับประเทศเมียนมา เมื่อติดต่อกับผู้เช่าทั้งสองก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมนำรถมาคืน เจ้าหน้าที่ ตม.จว.ตาก จึงได้ทำการสืบสวน และทำรายงานการสืบสวนพร้อมส่งพยานหลักฐานส่งให้ สน.ทองหล่อ จนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 5 ราย  ได้แก่

1. นายอภิวัฒน์ฯ ที่อยู่ อ.สันทราย จว.เชียงใหม่

2. น.ส.ณัฏฐณิชาฯ ที่อยู่ อ.สันทราย จว.เชียงใหม่

3. นายเสถียรพงษ์ฯ ที่อยู่ อ.ดอยสะเก็ด จว.เชียงใหม่

4. นายอรุณรัตน์ฯ ที่อยู่ อ.พระพุทธบาท จว.สระบุรี

5. นายวสันต์ฯ ที่อยู่ อ.เมืองลำพูน จว.ลำพูน

ในความผิดฐาน “ร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป”

ไทม์ไลน์การเช่ารถ จากการสืบสวนจนนำไปสู่การจับกุม มีดังนี้

1. วันที่ 16 ก.ค.64 นายอภิวัฒน์ฯ, น.ส.ณัฎฐณิชาฯ, นายเสถียรพงษ์ฯ ไปเช่ารถ

2.วันที่ 16 ก.ค.64 ช่วงบ่าย รถอยู่กับนายอรุณรัตน์ฯ ที่ จว.สระบุรี

3.วันที่ 18 ก.ค.64 ช่วงบ่าย รถอยู่กับนายอรุณรัตน์ฯ ที่ จว.ตาก

4.วันที่ 18 ก.ค.64 เวลา 20.00 น. นายวัสนต์ฯ เข้าพักโรงแรมในอำเภอแม่สอด

5.วันที่ 18 ก.ค.64 เวลา 21.00 น. นายอรุณรัตน์ฯ ขับรถยนต์เข้าพักห้องเดียวกับนายวสันต์ฯ

6.วันที่ 19 ก.ค.64 GPS รถยนต์ขึ้นอยู่เขตเมียนมา

7.วันที่ 21 ก.ค.64 ติดต่อผู้เช่ารถยนต์แต่บ่ายเบี่ยง

8.วันที่ 23 ก.ค.64 ติดต่อผู้เช่ารถยนต์ไม่ได้

9.วันที่ 9 ก.ย.64 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ออกหมายจับ นายอภิวัฒน์ฯ, น.ส.ณัฎฐณิชาฯ, นายเสถียรพงษ์ฯ , นายอรุณรัตน์ฯ และนายวสันต์ฯ

 

รวบหนุ่มแสบ!! ตุ๋นเจ้าของโรงแรมดัง หลอกช่วยขายกิจการ เซ่นพิษโควิด-19 สูญเงินกว่า 33 ล้านบาท!!!

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรม

ไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชย พานะกิจ ผกก.(สอบสวน)กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชาติชาย ตันติวุฒิวร ผกก.1 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล ผกก.4 บก.สส.สตม. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.สตม. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปชก.สตม. ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหา คือ

นายธีรเสฏฐ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น”

พฤติการณ์ คือ ผู้เสียหายซึ่งประกอบอาชีพเป็นเจ้าของกิจการโรงแรมในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว ได้ประกาศขายกิจการโรงแรม 3 แห่ง เนื่องจากประสบภาวะขาดทุนด้านการเงินอย่างหนักในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ เชื้อไวรัสโควิด-19 ต่อมา ได้มีนายหน้าติดต่อสอบถามเรื่องการซื้อขายกิจการโรงแรมกับผู้เสียหายและแนะนำให้รู้จักกับบุคคล  ใช้ชื่อ “ไบรอั้น” (ทราบชื่อภายหลัง คือ นายธีรเสฏฐ์ ผู้ต้องหา) โดยนายไบรอั้นอ้างว่าเป็นเลขาของนายทุนจาก ประเทศสิงคโปร์ สนใจจะซื้อกิจการโรงแรม 3 แห่ง ซึ่งผู้เสียหายได้พูดคุยกับนายไบรอั้นเรื่อยมาจนมีความสนิทสนมเชื่อใจ ต่อมา นายธีรเสฏฐ์ หรือไบรอั้น ได้ปลอมเป็นนายทุนชาวสิงคโปร์ ใช้ชื่อ MR.JANG (นายจาง) โทรศัพท์ติดต่อขอซื้อกิจการโรงแรมจากผู้เสียหายทั้งสิ้นกว่า 4.3 พันล้านบาท แต่เมื่อใกล้ถึงกำหนดการทำสัญญาซื้อขายนายธีรเสฏฐ์ฯ แจ้งว่าเงินสดจำนวนกว่า 6 พันล้านบาท ที่จะนำเข้ามาจากประเทศสิงคโปร์ติดปัญหาเรื่องภาษีอยู่ที่กรมสรรพากรทำให้ยังไม่สามารถนำเงินออกมาได้

โดยมีการแอบอ้างว่าเพื่อให้ธุรกิจการซื้อขายกิจการโรงแรมเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว จะต้องมีการจ่ายเงินค่าดำเนินการให้กับบุคคลระดับสูงและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายราย และพูดจาหว่านล้อมผู้เสียหายให้โอนเงินเข้าบัญชีของนายธีรเสฏฐ์ฯ เพื่อจะได้นำเงินไปมอบให้ตามที่กล่าวอ้าง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้นำทั้งเงินสดไปให้ด้วยตนเองและโอนเงินเข้าบัญชีของนายธีรเสฏฐ์ฯ เรื่อยมา ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2563 ถึง กันยายน 2564 รวม 276 ครั้ง มูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 32,810,000 บาท

แต่เมื่อผู้เสียหายพยายามถามถึงนายทุนชาวสิงคโปร์และบุคคลที่นายธีรเสฏฐ์ฯ กล่าวอ้างว่าจะพาไปพบนั้น กลับถูกนายธีรเสฏฐ์ฯบ่ายเบี่ยงเรื่อยมา ทำให้ผู้เสียหายเกิดความสงสัยเนื่องจากได้โอนเงินให้นายธีรเสฏฐ์ฯ ไปจำนวนหลายล้านบาทแต่ยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องการซื้อขายกิจการโรงแรมแต่อย่างใด จึงได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สตม. ให้ช่วยสืบสวนว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ชุดสืบสวน สตม. จึงได้ร่วมกันพิสูจน์ทราบจนพบว่า MR.JANG , ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และบุคคลระดับสูง และนายธีรเสฏฐ์หรือไบรอั้น คือบุคคลคนเดียวกัน ซึ่งจะติดต่อผู้เสียหายทางโทรศัพท์และมีการปลอมเสียงเป็นบุคคลต่างๆ จากการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ ที่ผู้เสียหายติดต่อกับบุคคลที่นายธีรเสฏฐ์ฯ กล่าวอ้างก็พบว่าผู้เปิดใช้หมายเลขโทรศัพท์คือนายธีรเสฏฐ์ฯ เช่นกัน ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนถูกหลอกให้โอนเงิน และได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน

 

อธิบดี DSI “กรวัชร์” ลงพื้นที่แจ้งผลการสอบสวนคดีพิเศษ และให้กำลังใจ “นางมึนอ” ผู้เสียหายในคดีการหายตัวไปของ “นายพอละจี” หรือบิลลี่ รักจงเจริญ

วันพุธที่ 29 กันยายน 2564 พันตำรวจโท กรวัชร์ ปานประภากร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เดินทางลงพื้นที่แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี พบนางพิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มึนอ ภรรยาของ บิลลี่ พอละจี แกนนำประชาชนชาวกระเหรี่ยง บ้านโป่งลึก บางกลอย เพื่อแจ้งความคืบหน้าการดำเนินการในคดีพิเศษที่ 13/2562 กรณี การหายตัวไปของนายพอละจี หรือ บิลลี่ รักจงเจริญ โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สอบสวนเสร็จสิ้นและสรุปสำนวนเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา รวม 4 คน ส่งพนักงานอัยการ ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาบางคนในบางข้อหา ซึ่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าวไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการตามกฎหมายแล้ว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2564 อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รับหนังสือจากสำนักงานอัยการสูงสุด ให้พนักงานสอบสวน ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม ใน 4 ประเด็น ก่อนชี้ขาดความเห็นซึ่งพันตำรวจโท กรวัชร์ ปานประภากร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มอบหมายให้กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมตามหนังสือสำนักงานอัยการสูงสุดดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

 

ตม.ศรีสะเกษ ร่วมกับ กก.สส.บก.ตม.4 และจัดหางานจังหวัด บุกรวบกัมพูชา ลักลอบทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี  เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผบก.ตม.4 , พ.ต.อ.เอกกมนต์ พรชูเกียรติ รอง ผบก.ตม.4 ,พ.ต.อ.วีรยศ การุณยธร รอง ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.ปรีชา กองแก้ว รอง ผบก.ตม.4และ พ.ต.อ.อาทิตย์ ซึมดอน ผกก.ตม.จว.ศรีสะเกษ ร่วมแถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหา

กก.สส.บก.ตม.4 ร่วมกับ ตม.จว.ศรีสะเกษ จับกุมบุคคลต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา จำนวน  5 ราย กระทำผิดฐาน “เป็นคนต่างด้าว ทำงานโดยไม่มีในอนุญาตทำงาน หรือนอกเหนือจากสิทธิที่จำทำได้ ตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2561 โดยในจำนวนนั้น มีคนต่างด้าวจำนวน 4 ราย กระทำผิดฐาน “เป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (OVERSTAY)” โดยจับกุมได้บริเวณ ริมถนนสาธารณะหน้าโรงเรียนเทศบาล 6 (โรงเรียนโนนสำนัก) ต.หนองหญ้าปล้อง อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้มีคำสั่งจัดตั้งชุดปฏิบัติการ ลงพื้นที่ตรวจสอบการทำงานของคนต่างด้าวในพื้นที่รับผิดชอบ ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสืบทราบว่ามีคนต่างด้าวมาเร่ขายไอศกรีมในพื้นที่ อ.เมืองศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้บูรณาการร่วมกับจัดหางานจังหวัดศรีสะเกษ และหน่วยงานข้างเคียง วางแผนเข้าตรวจสอบและจับกุม

ต่อมาพบรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เป็นรถขายไอศกรีมมีลักษะตรงตามที่ได้สืบทราบมา จึงเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลดังกล่าว จนทราบว่า มีการรวมตัวกันบริเวณใกล้โรงเรียนเทศบาล 6 (โรงเรียนโนนสำนัก) ต.หนองหญ้าปล้อง อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งขณะนั้นพบรถขายไอศกรีมอีกรวม 5 คัน โดยมีบุคคล ไม่ทราบสัญชาติกำลังจัดไอศกรีมและอุปกรณ์เตรียมออกไปเร่ขาย จึงได้แสดงตัวเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พบเป็นบุคคลต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา จำนวน 5 คน ทราบชื่อคือ MRS.OEM อายุ 29 ปี, MRS.CHOEURN อายุ 25 ปี,MR.THORN อายุ 34 ปี,MR.KAO อายุ 27 ปี และMR.BORA อายุ 29 ปี จากการตรวจสอบโดยใช้ระบบสารสนเทศตรวจคนเข้าเมือง (Biometrics) พบว่า

 1. MR.KAO อายุ 27 ปี หนังสือเดินทางเลขที่ T040xxxx Over Stay จำนวน 532 วัน

 2. MRS.CHOEURN อายุ 25 ปี หนังสือเดินทางเลขที่ T040 xxxx Over Stay จำนวน 532 วัน

 3. MR.THORN อายุ 34 ปี หนังสือเดินทางเลขที่ N0124 xxxx Over Stay จำนวน 335 วัน

 4. MRS.OEM อายุ 29 ปี หนังสือเดินทางเลขที่ T008 xxxx Over Stay จำนวน 335 วัน

 5. MR.BORA อายุ 29 ปี หนังสือเดินทางเลขที่ N0109 xxxx

บก.สส.สตม.ทจับกุมชาวเมียนมา อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูต จัดหางานให้นายจ้างไทย

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิดนั้น

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สมพงษ์  ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อาชยน  ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ  นุชนารถ ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.อาภากร โกมลสุทธิ รอง ผบก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.ปฏิญญา จีรชนาสิน ผกก.๒ บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวจับกุม โดยมีรายละเอียด ดังนี้

จับกุม นายแสน วิ มอญ อายุ 36 ปี สัญชาติเมียนมา ตามหมายจับ  ศาลอาญา ที่ 614/2564 ลง 30 มี.ค.2564 ในข้อหา จัดหาให้คนทำงานในประเทศ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน,เป็นคนต่างด้าวทำงานไม่มีใบอนุญาตทำงาน,โฆษณาจัดหางานไม่เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด,นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และฉ้อโกงประชาชน”

สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สส.สตม. สืบสวนถึงกลุ่มขบวนการ ลักลอบขนคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ในขั้นตอนรองรับผู้หลบหนีเข้าเมืองโดย การจัดส่งให้กับนายหน้าในพื้นที่เพื่อกระจายแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเข้าสู่ระบบแรงงาน  ได้รับแจ้งจากมีผู้เสียหายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ร้องเรียนถึงพฤติกรรมฉ้อโกง ทำเอกสารปลอมและใช้เอกสารปลอม ของชายชาวเมียนมา โดยถูกหลอกลวงจากประกาศทาง FACEBOOK ของนาย SAN โดยอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากสถานทูตพม่า ว่าสามารถจัดส่งแรงงานเมียนมาให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการได้ หรือหากผู้ใดที่มีแรงงานอยู่แล้วแต่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย นาย SAN ก็จะรับจัดการดูแลเรื่องเอกสารให้กับผู้ประกอบการ โดยจะเรียกเก็บเงินจากผู้ประกอบการในการทำเอกสารคนต่างด้าว รายละ 15,000 บาท จากนั้นก็จะออกเอกสารที่ไม่ถูกต้องให้กับแรงงานต่างด้าว ไปใช้เพื่อแสดงกับเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุมผู้ประกอบการจึงได้รับความเดือดร้อน ถูกดำเนินคดีในข้อหารับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน จึงทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประกอบการและคนต่างด้าว เป็นอย่างมาก จึงมีหนังสือร้องเรียนมายัง กก.2 บก.สส.สตม. ต่อมาได้สืบสวนและติดตามพฤติกรรมของนาย SAN จนสืบทราบว่า บุคคลดังกล่าวมีพฤติกรรมตามร้องเรียนจริง อยู่ในพื้นที่ จว.สมุทรสาคร โดยเปิดบ้านที่เป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้นเป็นสำนักงานรับจัดหางานให้กับแรงงานต่างด้าว เจ้าหน้าที่ฯ จึงได้เข้าทำการตรวจสอบสำนักงาน พบนาย SAN อายุ 36 ปี สัญชาติเมียนมา และถูกจับกุมในข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือสิทธิที่ทำได้” ส่ง พงส.สภ.กระทุ่มแบน

 

ตม.สุราษฎร์ธานี จับต่อเนื่อง! บุกรวบนักพนันเมียนมากลางสวนยาง ลักลอบเล่นพนันชนไก่ ไม่สนโควิด

27 ก.ย. 2564 เวลา 10.00 น. พ.ต.อ.ศุภฤกษ์ พันธ์โกศล ผกก.ตม.จว.สุราษฎร์ธานีแถลงการจับกุมบุคคลต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ลักลอบเล่นการพนัน (ชนไก่)  นำโดย ผกก.ตม.จว.สุราษฎร์ธานี, พ.ต.ท.ชาตรี ชูแก้ว รอง ผกก.ตม.จว.สุราษฎร์ธานี พร้อม เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.สุราษฎร์ธานี สนธิกำลังร่วมกับ สภ.เคียนซา และ กก.สส.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ทั้งนี้เมื่อวันที่ 26  ก.ย.64 ที่ผ่านมา ได้ร่วมกันจับกุมตัวบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมา  จำนวนทั้งสิ้น 7 รายดังนี้

1.Mr.Si Thura

2.Mr.Aung Win Thein

3.Mr.Tun Lin Oo

4.Mr.Myo Min

5.Mr.Min Aung

6.Mr.Win Kyaw Oo

7.Mr.Win Htein

โดยจับกุมได้  ที่บริเวณภายในสวนยาง ริมถนนเคียนซา201(เจริญราษฎร์) ม.2  ต.เคียนซา อ.เคียนซา จว.สุราษฎร์ธานี พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 7 คนว่า "ร่วมกับพวกที่หลบหนีลักลอบเล่นการพนัน (ชนไก่) พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต"

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนฯ ได้สืบทราบว่ามีบุคคลต่างด้าวรวมกลุ่มกันลักลอบเล่นการพนันไก่ชนอยู่ที่บริเวณภายในสวนยางริมถนนเคียนซา 201 (เจริญราษฎร์) หมู่ 2 ต. ปลายริก อ. เคียนซา จว. สุราษฎร์ธานี จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและสนธิกำลังร่วมกับสภ. เคียนซาวางแผนจับกุมจนกระทั่งวันนี้ (26 ก.ย. 64) เวลาประมาณ 14.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจสอบบริเวณจุดที่มีการลักลอบเล่นการพนันไก่ชนดังกล่าวพบบุคคลลักษณะเป็นบุคคลต่างด้าวจำนวนประมาณ 20 คนกำลังล้อมวงรอบสังเวียนชนไก่โดยมีไก่ชนกำลังชนอยู่จำนวน 1 คู่และลักลอบเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อบุคคลลักษณะเป็นบุคคลต่างด้าวดังกล่าวเห็นเจ้าหน้าที่ได้วิ่งหนีไปคนละทิศคนละทางโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมสามารถจับกุมตัวนักพนันเมียนมา ได้จำนวน 7 คน 

นอกจากนี้ได้พบไก่ชนจำนวน 5 ตัวพร้อมสังเวียน ,ถังแก๊สและแผ่นเหล็กสำหรับลูบน้ำไก่ , เงินสดรวมทั้งสิ้น 21,290 บาท สอบถามผู้ถูกจับที่ 1-7 รับว่าได้มีนายยาวไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง สัญชาติเมียนมาเป็นผู้จัดสังเวียนขนไก่และชักชวนผู้ถูกจับกับพวกนำไก่ชนมาชนพนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานแต่อย่างใดโดยจัดไก่ชนจำนวน 3 ยก พนันเอาทรัพย์สินคู่ละ 5,000 บาทโดยจะนำเงินสดของแต่ละคนมารวมกันเป็นการวางเดิมพัน จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม  ส่วนพวกที่หลบหนีได้ทิ้งรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ในที่เกิดเหตุแล้วหลบหนีไป เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ยึดอุปกรณ์ชนไก่พร้อมไก่ชนเงินสดและรถจักรยานยนต์ไว้เป็นของกลาง  นำตัวผู้ถูกจับพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ. เคียนซา ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พ.ต.อ.ศุภฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจับกุมดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายและมาตรการในการป้องกันปราบปรามของ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.สุเมธ เมฆขจร ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.ศุภชัชจ์ เปี่ยมมนัส รอง ผบก.ตม.6 เนื่องจากสถานการณ์ในช่วงนี้มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดที่เพิ่มสูงขึ้น การรวมกลุ่มทำกิจกรรม หรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด หรืออาจเกิดคลัสเตอร์ในการแพร่ของเชื้อโรคได้

 

เชียงรายไม่รอด!! ทหารปะทะเดือด แก๊งขนยาเสพติด พบผู้เสียชีวิตจำนวน 2 ศพ พร้อมยาไอซ์ 200 ห่อ รวมจำนวนประมาณ 221 กิโลกรัม

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา พลตรี นฤทธิ์ ถาวรวงษ์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมืองได้สั่งการให้หน่วยปฎิบัติการตามมาตรการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด ตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด โดยต่อเนื่องโดยในห้วงที่ผ่านมา ได้มีการบูรณาการด้านการข่าวระหว่างหน่วยงานป้องกันชายแดนและปราบปรามยาเสพติดภาค 5 และตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย พบว่ากลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดมีความพยาบาลที่จะลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามายังประเทศไทยในพื้นที่อำเภอแม่ฟ้าหลวงอำเภอแม่สายและอำเภอแม่จันจังหวัดเชียงรายเพื่อลำเลียงไปยังพื้นที่ตอนในของประเทศต่อไป

ทางด้าน พันเอก สัมฤทธิ์ ฉัตรวัฒนากุล ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 3 ได้สั่งการให้กำลังป้องกันชายแดนในพื้นที่รับผิดชอบ ตรึงกำลังตลอดแนวชายแดนเพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดได้ และสั่งการให้ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจและทำการตั้งจุดตรวจจุดสกัดทั้งพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ตอนใน รวมทั้งจัดกำลังร่วมกับศูนย์ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดเชียงราย และปราบปรามยาเสพติดภาค 5 ในการสกัดกั้นยาเสพติด

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2564 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 32 ได้ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจบริเวณบ้านมูเซอร์แม่ข้าวต้ม ตำบลท่าสุด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยประมาณ 15 คน แบกเป้สัมภาระ พร้อมอาวุธปืนเดินมาตามเส้นทางในภูมิประเทศ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจค้นแต่กลุ่มบุคคลดังกล่าว ได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิด และขนาดยิงใส่ฝ่ายเจ้าหน้าที่จึงเกิดการปะทะกันนานประมาณ 10 นาที

สตม. ย้ำ! ระบบการป้องกันข้อมูลยังมีความปลอดภัย แม้เคยมีผู้พยายามเจาะ – เข้าถึงข้อมูลของสตม. แต่ทำไม่ได้! ขอประชาชนมั่นใจปลอดภัยแน่นอน

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

ตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อสังคมออนไลน์ มีข้อมูลนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 106 ล้านคน ที่เคยเดินทางมาไทย รั่วไหล อาทิ ชื่อ-สกุล หมายเลขพาสปอร์ต วันที่เดินทางเข้าไทย และอื่น ๆ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เคยมีผู้พยายามเจาะและเข้าถึงข้อมูลของ สตม. แต่ไม่สามารถกระทำได้

สตม. มีมาตรการในการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งระบบแจ้งเตือนการบุกรุก อุปกรณ์ etda, การจำกัดการเข้้าถึง ฯลฯ นอกจากนี้ สตม. ยังได้มีความร่วมมือกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) ที่จะปรับปรุงระบบให้มีความมั่นคงปลอดภัยสูงสุดเพื่อป้องข้อมูลรั่วไหล จากการตรวจสอบปัจจุบันพบว่า ยังไม่ปรากฏข้อมูลรั่วไหลจาก สตม. แต่อย่างใด ขอให้พี่น้องประชาชนและผู้ที่จะเดินทางมาประเทศไทยมั่นใจว่าระบบตรวจคนเข้าเมืองของไทยยังมีระบบการรักษาข้อมูลที่ปลอดภัยอย่างแน่นอน 

 

 


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top