Tuesday, 20 October 2026
World

‘ทรัมป์’ เปลี่ยนโฆษกทำเนียบขาวใน 5 วัน!! เข้าวันจันทร์ ออกวันศุกร์ ‘เคที ซาคาเรีย’ สร้างประวัติศาสตร์อยู่สั้นที่สุด ถูกวิจารณ์ความพร้อม-คุณสมบัติ กลายเป็นเจ้าของสถิติอยู่ในตำแหน่งสั้นที่สุด

“มาไว ไปไว!”
เคที ซาคาเรีย โฆษกทำเนียบขาวคนใหม่ของทรัมป์ อยู่ในตำแหน่งได้แค่ 5 วันก็ต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้าน! แม้จะเรียกว่าลาออก แต่เบื้องหลังกลับไม่ใช่การจากลาโดยสมัครใจสักเท่าไหร่!

เคที ซาคาเรีย (Katie Zacharia) วัย 41 ปี เพิ่งได้รับแต่งตั้งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้เป็นโฆษกทำเนียบขาวแทนแคโรไลน์ เลวิตต์ โดยเริ่มงานวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2026 แต่พอถึงวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม ก็มีข่าวว่าเธอต้องพ้นจากตำแหน่งเสียแล้ว กลายเป็นโฆษกทำเนียบขาวที่ดำรงตำแหน่งสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

ปัญหาเริ่มตั้งแต่การแถลงข่าวครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งใช้เวลาเพียงประมาณ 14 นาที ซาคาเรียพูดติดขัด อ่านข้อความจากกระดาษเป็นส่วนใหญ่ และเปิดให้ผู้สื่อข่าวถามคำถามเพียง 3 สำนัก ก่อนถูกวิจารณ์อย่างหนักถึงความพร้อมในการทำหน้าที่โฆษกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

เรื่องยังไม่จบแค่นั้น เพราะเธอถูกขุดคุ้ยประวัติการทำงาน หลังเคยแนะนำตัวว่าเป็นนักกฎหมาย แต่กลับพบว่าเธอไม่เคยสอบผ่านเนติบัณฑิตเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความในสหรัฐฯ แม้จะสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนกฎหมายก็ตาม ทำให้เกิดคำถามถึงความน่าเชื่อถือของประวัติที่เธอใช้แนะนำตัว
ซาคาเรียพยายามแก้สถานการณ์ด้วยการออกรายการโทรทัศน์หลายครั้ง แต่กลับถูกวิจารณ์หนักขึ้น จนกระทั่งวันที่ 16 ตุลาคม ทรัมป์ออกมาบอกผู้สื่อข่าวว่า เขาเพิ่งคุยกับเธอ และแนะนำให้ลองคิดทบทวนว่าเหมาะกับงานนี้จริงหรือไม่ พร้อมบอกว่าหากเป็นตัวเขาเองก็คงพิจารณาเรื่องการลาออก
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ก็มีข่าวว่าเธอพ้นจากตำแหน่ง โดยทำเนียบขาวใช้คำว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านออกจากหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 รายยืนยันกับสื่อว่าเธอถูกปลดออกจากตำแหน่ง
ที่น่าสนใจคือ เช้าวันศุกร์เธอยังปรากฏตัวอยู่ที่ทำเนียบขาวตามปกติ แต่พอตกเย็นกลับไม่มีตำแหน่งโฆษกทำเนียบขาวอีกแล้ว!

หลังพ้นตำแหน่ง ซาคาเรียยังโพสต์ข้อความชื่นชมทรัมป์ว่าเป็นคนใจดี มีน้ำใจ ทำงานหนัก และไม่มีใครทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่ได้เท่าเขา พร้อมบอกว่าเป็นเกียรติที่ได้ทำงานให้ทรัมป์
สรุปคือ เข้ามาทำงานวันจันทร์ แถลงข่าววันอังคาร ถูกตั้งคำถามเรื่องคุณสมบัติกลางสัปดาห์ และพ้นตำแหน่งวันศุกร์! ส่วนจะเรียกว่าลาออกหรือถูกไล่ออก ก็คงต้องดูว่าใครเป็นคนบอกให้เธอคิดทบทวนเรื่องลาออกตั้งแต่แรก!

ที่มา: Reuters, CBS News, Associated Press, NPR, New York Post

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122104440033508642&id=61595259264487&rdid=k2waBGh7zmoAdDqI#

จีนเร่งเครื่องเศรษฐกิจยุค AI !! 18 มาตรการเน้นค้าและบริการ ดันปัญญาประดิษฐ์–หุ่นยนต์อัจฉริยะ พลิกโฉมการค้า ค้าปลีก และบริการ กระตุ้นกำลังซื้อทั่วประเทศ

จีนออกมาตรการกระตุ้นใช้ 'AI-เทคโนโลยีขั้นสูง' ในภาคการค้า

ปักกิ่ง, 19 ต.ค. (ซินหัว) -- กลุ่มหน่วยงานรัฐบาลของจีน รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกแนวปฏิบัติใหม่เพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ ในภาคการค้า ซึ่งกำหนด 18 มาตรการเกี่ยวกับการบริโภคสินค้าและการบริการ การกระจายทางการค้า การประยุกต์ใช้ธุรกิจเชิงนวัตกรรม และการสนับสนุนเชิงนโยบาย

แนวปฏิบัตินี้เรียกร้องการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์เข้ากับการพัฒนา ออกแบบ ผลิต และทำการตลาดผลิตภัณฑ์ ขยายอุปทานอุปกรณ์และหุ่นยนต์อัจฉริยะ และส่งเสริมการผลิตที่ยืดหยุ่นและการปรับแต่งตามความต้องการเฉพาะที่อาศัยปัญญาประดิษฐ์ พร้อมสนับสนุนการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในภาคการบริการดูแลสุขภาพและดูแลผู้สูงอายุแบบอัจฉริยะ การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลของธุรกิจจัดเลี้ยง และการนำร่องประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในภาควัฒนธรรมและการท่องเที่ยว

นอกจากนั้นแนวปฏิบัตินี้ครอบคลุมการส่งเสริมคลังสินค้าอัจฉริยะ อุปกรณ์โลจิสติกส์อัจฉริยะ และการจัดส่งแบบไร้คนขับ ควบคู่กับการยกระดับทางดิจิทัลในธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก พร้อมเรียกร้องการพัฒนาเอไอ เอเจนต์ (AI agent) เชิงพาณิชย์เพื่อช่วยเหลือการซื้อสินค้า การดำเนินธุรกิจ และโลจิสติกส์ ขยายการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ และสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าเสมือนจริง รวมถึงสนับสนุนมาตรฐานเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล และการจัดหาเงินทุน

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมิถุนายน กระทรวงฯ และหน่วยงานรัฐบาลอีก 7 แห่งได้ออกแนวปฏิบัติที่มี 17 มาตรการส่งเสริม "ปัญญาประดิษฐ์+การบริโภค" ซึ่งให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์อัจฉริยะ การบริการที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ และสถานการณ์การบริโภครูปแบบใหม่ๆ

ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันจันทร์ (19 ต.ค.) ระบุว่ายอดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคของจีน ช่วงเดือนมกราคม-กันยายนของปี 2026 อยู่ที่ 37 ล้านล้านหยวน (ราว 186 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบปีต่อปี ส่วนยอดค้าปลีกการบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ซึ่งแซงหน้าการเติบโตร้อยละ 1 ของยอดค้าปลีกสินค้า

ที่มา : Xinhua

อะไรก็รัสเซีย! แม้แต่จลาจลยุโรป?! จลาจลฝรั่งเศส-อิตาลี ถูกโยงรัสเซีย ชาวเน็ตล้อเลียนประธานาธิบดี ปูติน นักการเมืองเอสโตเนียเปิดประเด็นสงครามเงา แต่ไม่แสดงหลักฐานเชื่อมโยงเหตุการณ์โดยตรง

อะไรก็รัสเซีย! จลาจลฝรั่งเศส ปล้นสะดมอิตาลี ก็ยังโยงไปหารัสเซียได้! งานนี้ชาวเน็ตไม่ปล่อยผ่าน แห่คอมเมนต์ประชดกันสนุกสนาน!

มาร์โก มิห์เคลสัน (Marko Mihkelson) ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของรัฐสภาเอสโตเนีย โพสต์ข้อความผ่าน X เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2026 แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุจลาจลและการปล้นสะดมในฝรั่งเศสและอิตาลี ว่าเกี่ยวข้องกับรัสเซียแน่ๆ โดยระบุว่า

“รัสเซียมีผลประโยชน์อย่างชัดเจนที่จะเห็นการปล้นสะดมและความวุ่นวายบนท้องถนนในฝรั่งเศสและอิตาลี นี่เป็นส่วนหนึ่งของสงครามเงาหลายมิติที่รัสเซียทำกับชาติตะวันตก”

หลังโพสต์ถูกแชร์ออกไป ทำให้ชาวเน็ตจำนวนหนึ่งเข้ามาคอมเมนต์เสียดสี โดยเฉพาะการพยายามโยงเหตุการณ์ความวุ่นวายในยุโรปเข้ากับรัสเซีย

บางคนถึงกับนำภาพล้อเลียนประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ที่ปรากฏตัวอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้ก่อจลาจลในฝรั่งเศสมาโพสต์ พร้อมข้อความว่า

“จริงด้วย! ปูตินมาปรากฏตัวด้วยตัวเองเพื่อปลุกระดมฝูงชนเลย!”

อีกคนโพสต์ภาพกลุ่มผู้ประท้วงพร้อมตอบสั้นๆ ว่า “เห็นชัดๆ ว่าเป็นคนรัสเซีย!”

ขณะที่อีกคนโพสต์ภาพล้อเลียนชายหญิงกำลังแจกอาหารอยู่ใกล้หอไอเฟล พร้อมข้อความว่า “นี่ไงหลักฐาน!”

ส่วนอีกความคิดเห็นประชดว่า “อ๋อ ใช่สิ ต้องเป็นรัสเซียแน่นอน เพราะนโยบายเปิดพรมแดนมา 30 ปี การอพยพเข้าเมืองที่ไม่มีการควบคุม และนักการเมืองที่ทำลายความมั่นคงภายในประเทศ ไม่เกี่ยวอะไรเลยสักนิด พอผู้นำยุโรปทำลายความปลอดภัยของประเทศตัวเองจนพัง ก็รีบหยิบข้ออ้างเรื่องสงครามเงาจากต่างชาติมาใช้ทันที เพื่อจะได้ไม่ต้องหันมามองตัวเอง”

อย่างไรก็ตาม มิห์เคลสันไม่ได้แสดงหลักฐานในโพสต์ดังกล่าวว่ารัสเซียมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุจลาจลและการปล้นสะดม ส่วนภาพที่ชาวเน็ตนำมาโพสต์ตอบโต้เป็นภาพล้อเลียน ไม่ใช่หลักฐานของเหตุการณ์จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1433050685649954/?rdid=IHMvBPM80R1LpvgH#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top