Tuesday, 20 October 2026
World

UNESCO เตือนโลกขาดแคลนครูครั้งใหญ่!! ทั่วโลกต้องการครูเพิ่มอีก 50 ล้านคน ในปี 2030 เพื่อรองรับการศึกษา เน้นครูประถมและมัธยม 44 ล้านคน ครูปฐมวัยต้องการอีก 6 ล้านคน

UNESCO คาดทั่วโลกต้องการ 'ครู' เพิ่ม 50 ล้านคน ภายในปี 2030

ปารีส, 6 ต.ค. (ซินหัว) -- แถลงการณ์ร่วมจากองค์การยูเนสโก องค์การแรงงานระหว่างประเทศ กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ และสหพันธ์การศึกษานานาชาติที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (5 ต.ค.) ซึ่งตรงกับวันครูโลก ระบุว่าทั่วโลกอาจต้องการครูเพิ่มอีก 50 ล้านคนภายในปี 2030 ซึ่งในจำนวนนี้เป็นครู 44 ล้านคนสำหรับรองรับการสอนในระดับชั้นประถมและมัธยมอย่างทั่วถึง และอีก 6 ล้านคนสำหรับระดับปฐมวัย

แถลงการณ์ย้ำถึงความสำคัญของการคุ้มครองและยกระดับวิชาชีพครู โดยระบุว่าการรับครูใหม่นั้นสำคัญเท่ากับการรักษาครูที่มีประสบการณ์ไว้ และต้องทำให้อาชีพครูเป็นเส้นทางอาชีพที่น่าสนใจ มีความก้าวหน้าและผลตอบแทนเหมาะสม และมีความมั่นคงในระยะยาว ซึ่งรวมถึงการเปิดโอกาสให้ครูผู้หญิงก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำ

ทั้งนี้ วันครูโลกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันที่ 5 ต.ค. เพื่อเฉลิมฉลองและยกย่องครูทั่วโลก พร้อมรำลึกวาระครบรอบ 60 ปี การรับรองข้อเสนอแนะว่าด้วยสถานภาพของครู ซึ่งกำหนดกรอบมาตรฐานเกี่ยวกับสิทธิและความรับผิดชอบของครู เกณฑ์มาตรฐานด้านการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วิชาชีพและการศึกษาต่อ การรับสมัคร การจ้างงาน รวมถึงเงื่อนไขการเรียนการสอน

ที่มา : Xinhua

อิหร่านวิจารณ์ฝรั่งเศส “สองมาตรฐาน”!! ปมรับมือการประท้วงนักเรียน ใช้มาตรฐานต่างกันต่อเสรีภาพการชุมนุม เรียกร้องให้เคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียม ท้าทายท่าทีรัฐบาลฝรั่งเศสอย่างแรงกล้า

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน วิจารณ์ฝรั่งเศสใช้ "สองมาตรฐาน" ต่อการประท้วง
​อิสมาอิล บากาอี (Esmail Baghaei) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การรับมือกับการประท้วงของนักเรียนในฝรั่งเศส โดยระบุว่าเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ "สองมาตรฐาน" ในประเด็นสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการชุมนุมประท้วง

​บากาอี โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X โดยชี้ให้เห็นว่า ในช่วงเดือนมกราคม 2026 ฝรั่งเศสเคยเรียกร้องให้อิหร่านเคารพการชุมนุมอย่างสงบและขอให้รัฐบาลอดทนอดกลั้นต่อผู้ประท้วง แต่ในทางกลับกัน การประท้วงของนักเรียนในฝรั่งเศสเองตอนนี้ กลับถูกตีตราว่าเป็น "ความรุนแรงกลางเมือง" และเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสต่างออกมาเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้กำลังตำรวจเข้าแทรกแซงอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว

​นอกจากนี้ บากาอี ยังได้ตั้งคำถามถึงท่าทีของรัฐบาลฝรั่งเศสเกี่ยวกับบทบาทของกลุ่มการเมืองในการประท้วงว่า เหตุใดพฤติกรรมและมาตรฐานเดียวกัน ถึงถูกตีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพียงเพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นในอิหร่านหรือฝรั่งเศส?!!

ที่มา :https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122294883308082617&id=61552478523169&rdid=883plNpuLcqZ5cFT#

รายงาน CRS ชี้เครื่องบิน–โดรนสหรัฐฯ อากาศยานสหรัฐฯ 81 ลำเสียหาย โดรน MQ-9 เสียหายมากสุด 45 ลำ รวมเครื่องบินขับไล่ F-15 และโดรน ชี้ข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากความขัดแย้งยังดำเนินต่อ

สภาคองเกรสสหรัฐฯ: อากาศยานสหรัฐฯ 81 ลำได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายในความขัดแย้งกับอิหร่าน

สำนักงานวิจัยรัฐสภาสหรัฐฯ เปิดเผยว่า มีอากาศยานของสหรัฐฯ ทั้งแบบที่มีนักบินและอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) อย่างน้อย 81 ลำ ที่ได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายระหว่างความขัดแย้งกับอิหร่าน

รายการดังกล่าวประกอบด้วยเครื่องบินขับไล่ F-15 จำนวน 12 ลำ, F-35 จำนวน 1 ลำ, โดรน MQ-9 จำนวน 45 ลำ รวมถึงเครื่องบินขับไล่ เฮลิคอปเตอร์ และอากาศยานประเภทอื่นๆ อีกหลายลำ

สภาคองเกรสเน้นย้ำว่าตัวเลขเหล่านี้อ้างอิงจากรายงานของสื่อและแหล่งข้อมูลทางการของสหรัฐฯ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงดำเนินอยู่และมีข้อจำกัดด้านข้อมูลข่าวสาร

ที่มา : https://www.facebook.com/61552478523169/posts/122294953742082617/?rdid=cOd5svDLrvlergqG#

จีนแจงฐานบ้านเกินเป็นศูนย์ฝึก จีน–ลาว!! ฐานบ้านเกินถูกพัฒนาเป็นฐานทัพใหม่ รอยเตอร์เปิดภาพดาวเทียมเมื่อต้นต.ค. จีน-ลาวร่วมมือเปิดศูนย์ฝึกการบิน สหรัฐแสดงความกังวลท่ามกลางความขัดแย้งภูมิภาค

ฐานบ้านเกิน จุดยุทธศาสตร์ใหม่ของจีนในลาว กับการตั้งรับของไทย

เป็นข่าวดังในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมาเมื่อรอยเตอร์ออกรายงานว่ากองทัพจีนได้ใช้ฐานบ้านเกินซึ่งอดีตทางสหรัฐเคยใช้ฐานทัพนี้ในสงครามเวียดนามมาเป็นฐานทัพของจีน แต่ทางจีนก็ไม่รอช้าสวนฉับพลันว่าฐานบ้านเกินนั้น ทางจีนกับลาวมีแผนการเปิดเป็นศูนย์สนับสนุนและฝึกร่วม (China–Laos Joint Support and Training Center ) และ โรงเรียนการบินมิตรภาพจีน–ลาว (China–Laos Friendship Aviation Academy) แต่สิ่งที่รอยเตอร์รายงานระบุว่าในวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมาภาพดาวเทียมที่รอยเตอร์ตรวจสอบพบ เครื่องบิน K-8/JL-8 ประมาณ 8 ลำ และรถสนับสนุนทางทหารมากกว่า 20 คัน อยู่ที่สนามบิน ขณะที่โครงสร้างสนามบินยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเริ่มตั้งคำถามว่าศูนย์แห่งนี้อาจมีบทบาทมากกว่าการฝึกนักบินก็เป็นได้ และนั่นทำให้ทางอเมริกาสนใจว่าทางจีนจะมีการเสริมสิ่งอื่นๆเช่น ระบบป้องกันภัยทางอากาศ คลังเชื้อเพลิง คลังยุทโธปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกด้านข่าวกรองหรือสอดแนมรวมถึงเครื่องบินขนาดใหญ่ด้วยหรือไม่ เพราะถ้าเป็นจริงการพัฒนาฐานบ้านเกินแห่งนี้ก็ไม่ใช่พัฒนาเป็นแค่โรงเรียนฝึกการบินแล้ว แต่น่าจะเป็นฐานทัพอากาศนอกประเทศของจีน รอยเตอร์ยังระบุอีกว่านักวิเคราะห์พบว่าการออกแบบทางวิ่งอาจเปิดทางให้ ต่อรันเวย์เพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่กว่าในอนาคต รวมถึงเครื่องบินข่าวกรองและสงครามอิเล็กทรอนิกส์ได้

ถึงจุดนี้สิ่งที่รอยเตอร์พยายามจะบอกให้โลกรู้คืออะไร เอย่าตอบได้เลยคะ มันคือความกลัวของกองทัพสหรัฐและการที่สหรัฐพยายามส่งข่าวนี้ผ่านทางรอยเตอร์ให้จีนทราบว่าฉันรู้นะว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่นั่นเอง ซึ่งจุดนี้ถามว่าจีนรู้ไหมว่าทำไมสหรัฐถึงแสดงท่าทีความกลัวออกมาอย่างชัดเจนขนาดนี้ก็เพราะว่าที่ฐานบ้านเกินนี้เอง ในอดีตที่นี่คือ Lima Site 44 ในช่วงสงครามเวียดนาม เป็นสนามบินที่ Air America ใช้งาน โดย Air America เป็นสายการบินที่มีความเชื่อมโยงกับ CIA และใช้สนับสนุนกำลังฝ่ายที่สหรัฐฯ สนับสนุนในลาว กล่าวง่ายๆคือ สหรัฐฯ เคยใช้พื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายปฏิบัติการลับในลาวจากนั้นหลายสิบปีต่อมา จีนกำลังสร้างศูนย์ทางทหารร่วมกับลาวบนพื้นที่เดียวกัน ถามว่าสิ่งที่สหรัฐรู้ว่าที่นี่มีข้อดีอย่างไร จีนและลาวก็ย่อมรู้เช่นกัน

ประเด็นคือ ณ วันนี้เราได้เห็นชัดเจนแล้วว่าจีนกับอเมริกากำลังใช้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพื้นที่รบในอนาคตในการขัดขวางการขยายอำนาจของจีนสังเกตได้จากฝั่งจีนนอกจากที่ลาวก็มีฐานทัพเรือเรียมในกัมพูชา ส่วนฝั่งสหรัฐก็มีฐานทัพในสิงคโปร์และฟิลิปินส์ ซึ่งหกมองฐานบ้านเกินที่มีที่ตั้งห่างจากพรมแดนไทยเพียง 50 กิโลเมตรนี้แล้วละก็ ในระยะสั้นอาจจะยังไม่ส่งผลกระทบใดๆด้านความมั่นคง แต่หากจีนเลือกใช้ฐานบ้านเกินนี้เป็นสนามบินจีนนอกประเทศแล้วละก็ ย่อมมีผลกระทบด้านความมั่นคงแน่ เพราะไทยเราดำเนินนโยบายเป็นกลางระหว่าง 2 มหาอำนาจนี้มาตลอด หากวันหนึ่งเราถูกบีบให้จำเป็นต้องเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ย่อมไม่ส่งผลดีกับทางฝ่ายไทยเป็นแน่แท้ไม่ว่าจะถือหางข้างใคร เอย่าหวังว่ากลาโหมไทยคงตระหนักและรู้ทันถึงเหตุการณ์นี้และมีแผนรับมือหากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อแผนดินไทยในอนาคตไว้แล้วนะคะ

ที่มา : AYA

เราเสพดราม่า หรือกำลังถูกดราม่าเสพเรา? บทสะท้อนสังคมดูคนอื่นเป็นคอนเทนต์ อย่าปล่อยความสนุกกลบเหตุผลจนตัดสินคนจากหน้าจอ ไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมดเสมอไป อย่าตัดสินเร็วจากแค่ชั่วโมงเดียว

เราเสพเรื่องดราม่า หรือกำลังถูกเรื่องดราม่าเสพเรา?

มีรายการโทรทัศน์ประเภทหนึ่งที่เอย่าเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยดู
คนสองฝ่ายมีปัญหากัน
มีพิธีกรนั่งตรงกลาง
มีคลิป มีแชต มีเอกสาร
บางครั้งมีทนาย มีตำรวจ หรือมีคนที่เกี่ยวข้องเข้ามา
และสุดท้าย...คนดูทั้งประเทศก็พร้อมใจกันตัดสินว่า

“ใครผิด ใครถูก”

แต่เคยลองถามตัวเองไหมว่า...เราเห็น “ความจริง” หรือเราเห็น “เรื่องราวที่ถูกคัดเลือกมาให้เราดู”?เอย่าไม่ได้หมายความว่ารายการจัดฉาก และไม่ได้หมายความว่าคนที่มาออกรายการโกหกทุกคนแต่ต้องไม่ลืมว่า ก่อนที่เรื่องหนึ่งจะมาถึงหน้าจอ มันต้องผ่านการเลือกมาแล้ว มีคนเลือกเคส
มีคนเลือกแขกรับเชิญ มีการรวบรวมข้อมูล มีการเตรียมคลิป มีการเตรียมคำถาม
มีการเตรียมประเด็น และบางครั้งมีการเตรียมให้คู่กรณีมาเผชิญหน้ากัน พูดง่าย ๆ คือ...“สิ่งที่เราเห็นอาจเป็นเรื่องจริง แต่ไม่ได้แปลว่าเรากำลังเห็นเรื่องทั้งหมด”

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ บางครั้งคนที่มาออกรายการกลับพูดหรือทำอะไรที่ทำให้ตัวเองเสียเปรียบอย่างไม่น่าเชื่อ บางคนมีโอกาสอธิบายตัวเอง แต่กลับพูดจนคนดูจับพิรุธได้ บางคนมีโอกาสแก้ตัว แต่กลับนำหลักฐานที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองออกมา บางคนมีเรื่องส่วนตัวที่สามารถคุยกันหลังบ้านได้ แต่กลับเลือกนำมันออกมาให้คนหลายล้านคนดูแล้วก็มีคำถามหนึ่งขึ้นมาในหัวว่า...“ทำไมเขาถึงยังกล้ามา?”

คำตอบอาจไม่ได้มีแค่คำว่า “อยากดัง” เพราะบางคนอาจคิดว่าตัวเองสามารถควบคุมเรื่องเล่าได้ บางคนคิดว่า ถ้าได้พูดออกทีวี คนจะเข้าใจตัวเอง บางคนต้องการแรงกดดันจากสังคม บางคนต้องการให้อีกฝ่ายเสียชื่อเสียง บางคนอาจประเมินตัวเองผิด และบางคนอาจมีเรื่องที่ตัวเองไม่ได้พูดทั้งหมด

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเอย่าถึงคิดว่า คนดูไม่ควรทำหน้าที่เป็นศาลจากเวลาออกอากาศเพียงหนึ่งชั่วโมง เพราะรายการหนึ่งชั่วโมงอาจเกิดจากเหตุการณ์ที่สะสมมาหลายเดือน เราเห็นบทสนทนาเพียงบางส่วน เราเห็นหลักฐานที่ถูกนำมาแสดง เราเห็นอารมณ์ของคนในห้อง แต่เราไม่เห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นและที่สำคัญที่สุด...เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์

เอย่าไม่ได้บอกว่าอย่าเสพดราม่านะ….ดูได้ค่ะ สนุกได้ สงสัยไดตั้งคำถามได้ แม้แต่จะวิจารณ์ก็ได้แต่สิ่งหนึ่งที่ควรระวังคือ อย่าให้ความสนุกจากการดูดราม่า ทำให้เราหยุดใช้เหตุผล อย่าเห็นคนร้องไห้แล้วสรุปว่าเขาพูดจริง อย่าเห็นคนพูดเก่งแล้วสรุปว่าเขาเป็นคนถูก อย่าเห็นคนพูดติด ๆ ขัด ๆ แล้วสรุปว่าโกหก อย่าเห็นคนทั้งประเทศด่าใคร แล้วคิดว่าเขาต้องผิด เพราะ “เสียงส่วนใหญ่” ไม่ใช่หลักฐาน และ “ไวรัล” ก็ไม่ใช่ความจริง

อีกเรื่องที่น่าคิดคือ...เราอาจกำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคม จากเดิมที่ข่าวคือสิ่งที่เรารับรู้วันนี้ข่าวกลายเป็น “เรื่องราว” ใครร้องไห้มากกว่า ใครพูดเก่งกว่า ใครมีหลักฐานออกมามากกว่ารวมถึงใครมีคนสนับสนุนมากกว่า สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้คนดูรู้สึกว่า “ฉันรู้แล้วว่าใครผิด” ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราอาจรู้เพียงว่า “ใครเล่าเรื่องได้ดีกว่าในช่วงเวลานั้น” สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน

ดังนั้นครั้งต่อไปที่เห็นดราม่าร้อน ๆ ลองหยุดสัก 10 วินาที แล้วถามตัวเอง 5 คำถาม
1. สิ่งที่ฉันเห็นคือข้อเท็จจริง หรือคำกล่าวอ้าง?
2. หลักฐานที่เห็นสามารถพิสูจน์อะไรได้จริงแค่ไหน?
3. มีข้อมูลอะไรที่ฉันยังไม่ได้เห็น?
4. ใครได้ประโยชน์จากการที่เรื่องนี้กลายเป็นกระแส?
และข้อสุดท้ายนี้สำคัญที่สุด...
5. ถ้าเรื่องนี้ไม่สนุกและไม่มีดราม่า ฉันจะยังเชื่อมันอยู่ไหม?

เพราะบางครั้งสิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่รายการที่นำเสนอเรื่องดราม่า แต่คือ คนดูที่เลิกตั้งคำถาม เพราะกำลังสนุกกับการตัดสินคนอื่นเพราะสุดท้ายแล้ว...เราไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใครผิดในทันที บางเรื่องเราอาจต้องยอมรับว่า “ยังไม่รู้” และคำว่า “ยังไม่รู้” อาจเป็นคำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดที่เราและท้ายสุดแม้ว่าเราจะสามารถดราม่ากับบางเรื่องได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าทุกดราม่าที่เรามี ทุกการติดตาม ความสอดรู้สอดเห็นของเราคือประโยชน์เป็นเม็ดเงินของเขา และนั่นคือจุดประสงค์ที่แท้จริงที่รายการประเภทนี้ต้องการ

ที่มา : AYA

ญี่ปุ่น ยื่นประท้วงต่อ สหรัฐอเมริกา!! ทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ ถูกจับกุม ข้อหาปล้นและฆาตกรรมหญิงชาวญี่ปุ่น เหตุโหดร้ายในโอกินาวาถูกประณาม โตเกียวเรียกร้องเพิ่มมาตรการป้องกัน

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้ยื่นประท้วงต่อสหรัฐอเมริกาเมื่อวันอาทิตย์ (4 ต.ค.) หลังเกิดเหตุการณ์ที่ทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ ถูกจับกุมในข้อหาปล้นและฆาตกรรมหญิงชาวญี่ปุ่นในโอกินาวา

พลทหาร เดวิน จาคอบ บัลลาร์ด (Devin Jacob Ballard) อายุ 20 ปี ถูกสงสัยว่าฆ่า แอนนา ยางิ (Anna Yagi) อายุ 39 ปี ในโรงแรมแห่งหนึ่งที่เมืองนาฮา เมืองหลวงของจังหวัดทางใต้สุดของญี่ปุ่น เมื่อวันเสาร์ (3) และขโมยกระเป๋าเงินกับกระเป๋าเป้ของเธอ ตามรายงานของตำรวจ

บัลลาร์ด ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหา

"การเกิดเหตุการณ์ที่โหดร้ายและป่าเถื่อนเช่นนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง" ทาคาอิจิ กล่าวในถ้อยแถลง พร้อมยืนยันว่า "รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประท้วงอย่างรุนแรงต่อฝ่ายสหรัฐฯ แล้ว และขอความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการสอบสวน" ตลอดจนการเพิ่มมาตรการทางวินัยและมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

ด้านสถานีโทรทัศน์ NHK ก็อ้างคำแถลงของ ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ซึ่งกล่าวว่า "เหตุการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และผมรู้สึกโกรธแค้นอย่างยิ่ง"

สถานทูตสหรัฐฯ และนาวิกโยธินสหรัฐฯ แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และกล่าวว่าพวกเขากำลังให้ความร่วมมือกับทางการญี่ปุ่น

หน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยซึ่งสังกัดกองกำลังนาวิกโยธินที่ 3 และประจำการอยู่ที่ฐานทัพอากาศนาวิกโยธินฟูเทนมะ ถูกควบคุมตัวโดยทางการญี่ปุ่นแล้ว

"นาวิกโยธินสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างจริงจัง และคาดหวังว่านาวิกโยธินทุกนายจะปฏิบัติตามมาตรฐานพฤติกรรมสูงสุด" คำแถลงระบุ

นาวิกโยธินสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จากทั้งหมด 18,000 นายในญี่ปุ่นประจำการอยู่ที่โอกินาวา ซึ่งสหรัฐฯ เคยยึดครองตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงปี 1972 การปรากฏตัวของทหารต่างชาติเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ชาวบ้านซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประเด็นต่างๆ เช่น เสียงดัง อุบัติเหตุเครื่องบินตก และพฤติกรรมของบุคลากร

เหตุการณ์ข่มขืนเด็กหญิงชาวโอกินาวาวัย 12 ปีโดยทหารอเมริกัน 3 นายในเมื่อปี 1995 ได้จุดชนวนการประท้วงต่อต้านครั้งใหญ่

เหตุการณ์สังหารเมื่อวันเสาร์ (3) อาจทำให้ความพยายามของ ทาคาอิจิ ในการย้ายนาวิกโยธินบางส่วนจากฐานทัพอากาศฟูเทนมะอันพลุกพล่านไปยังฐานทัพที่ห่างไกลกว่าอย่างเฮโนโกะมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยฝ่ายที่คัดค้านนั้นต้องการให้ย้ายกองกำลังสหรัฐฯออกจากจังหวัดโอกินาวาไปเลย

โอกินาวาซึ่งอยู่ห่างจากไต้หวันเพียง 100 กิโลเมตรในจุดที่ใกล้ที่สุด ถูกมองโดยโตเกียวและวอชิงตันว่าเป็นกุญแจสำคัญในการยับยั้งการรุกรานทางทหารที่อาจเกิดขึ้นจากจีน

ที่มา: รอยเตอร์
https://mgronline.com/around/detail/9690000096773

‘ทาคาอิจิ’ ชูจีนเพื่อนบ้าน!! เรียกจีนว่าเป็น "เพื่อนบ้านที่สำคัญ" เดินหน้าพูดคุยกับปักกิ่ง ท่ามกลางความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่าง 2 ชาติ รับมือประเด็นทะเลจีนและไต้หวัน

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่น ในวันจันทร์(5ต.ค.) เรียกจีนว่าเป็น "เพื่อนบ้านที่สำคัญ" และให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าพูดคุยกับปักกิ่ง ท่ามกลางความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่าง 2 ชาติ อันเนื่องจากความเห็นต่างๆนานาของเธอในประเด็นไต้หวันก่อนหน้านี้

"จีนเป็นเพื่อนบ้านที่สำคัญ และความสัมพันธ์ของเราถูกก่อร่างสร้างขึ้นมานานหลายปี แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆนานาในปัจจุบัน" ทาคาอิจิกล่าวระหว่างแถลงนโยบายต่อรัฐสภา อ้างอิงข้อมูลจากทำเนียบนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น "เราจะขับเคลื่อนความสัมพันธ์ที่เอื้อประโยชน์ต่อกันบนพื้นฐานของผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ร่วมกันอย่างรอบด้าน" เธอระบุ

ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนเสื่อมทรามลงอย่างมากนับตั้งแต่ ทาคาอิจิ กล่าวเมื่อเดือนพฤศจิกายน ระบุว่าโตเกียวอาจเข้าแทรกแซงถ้าไต้หวันถูกโจมตี แม้ปักกิ่งยืนกรานมาตลอดว่าเกาะแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งในดินแดนของพวกเขา

ทาคาอิจิ บอกว่าญี่ปุ่นจะแสดงจุดยืนให้ชัดเจนในประเด็นเกี่ยวกับทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้, ความเคลื่อนไหวทางทหารของจีนรอบๆญี่ปุ่น, มาตรการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ, ความปลอดภัยของพลเมืองญี่ปุ่น และความกังวลด้านสิทธิมนุษยชน

"เราจะสานต่อการหารือเกี่ยวกับความท้าทายต่างๆนานาที่มีร่วมกัน ปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของญี่ปุ่น และทำงานร่วมกันสร้างความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์และมั่นคง" เธอบอก

ถ้อยแถลงล่าสุดของทาคาอิจิ มีขึ้นราว 1 สัปดาห์ หลังจาก ทาเคชิ อิวายะ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น เดินทางเยือนปักกิ่งและพบปะกับ หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน และรองนายกรัฐมนตรีเหอ หลี่เฟิง โดยระหว่างนั้น หวัง อี้ ได้เรียกร้องขอให้ ทาคาอิจิ แก้ไขคำพูดของเธอเกี่ยวกับไต้หวัน และบอกว่ามีความจำเป็นที่ต้องฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคีสู่ภาวะปกติ

ในคำพูดที่ฉุดให้ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนดำดิ่งเมื่อเดือนพฤศจิกายน ทาคาอิจิ ประกาศกร้าวว่า การโจมตีใดๆของจีนที่เล่นงานไต้หวัน จะเข้าข่ายสถานการณ์ภัยคุกคามการอยู่รอดสำหรับญี่ปุ่น ซึ่งเป็นไปได้ที่จะเปิดทางให้โตเกียวสามารถใช้สิทธิในการป้องกันตนเองร่วมได้

ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่มึนตึง เมื่อปีที่แล้ว จีน ได้แจ้งเตือนพลเมืองให้งดเดินทางเยือนญี่ปุ่น และกำหนดข้อจำกัดทางการค้าต่างๆนานา ที่ว่ากันว่ามันส่งผลให้ปักกิ่งลดการป้อนอุปทานแร่แรร์เอิร์ธจำเป็นยิ่งต่อบริษัทญี่ปุ่นลงอย่างมาก

นิกเคอิ เอเชีย รายงานว่าในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา อ้างผลสำรวจจากภาคเอกชนแสดงให้เห็นว่า ต้นทุนการจัดหาแร่แรร์เอิร์ธ ในบริษัทญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ใน 5 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากมาตรการจำกัดการส่งออกของจีน

(ที่มา:อนาโดลู/ไทเปไทมส์)

ที่มา : https://mgronline.com/around/detail/9690000097023

จีนสูญเสียผู้รอดชีวิต 'เหตุสังหารหมู่หนานจิง' !! 'กัวซิ่วหลาน' วัย 94 ปี สิ้นใจ ผู้รอดชีวิตเหตุสังหารหมู่เหลือ 20 คน ย้อนรำลึกเหตุการณ์ปี 1937 บันทึกความทรงจำถูกเก็บรักษาไว้

จีนสูญเสียผู้รอดชีวิต 'เหตุสังหารหมู่หนานจิง' อีกหนึ่งราย ลดเหลือ 20 คนแล้ว

หนานจิง, 7 ต.ค. (ซินหัว) -- หอรำลึกเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิงโดยผู้รุกรานชาวญี่ปุ่นในเมืองหนานจิง มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน รายงานว่า "กัวซิ่วหลาน" ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิง สิ้นลมด้วยวัย 94 ปี ในวันพุธ (7 ต.ค.) ส่งผลให้จำนวนผู้รอดชีวิตที่ยังมีชีวิตอยู่เหลือเพียง 20 คน

บันทึกคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิตที่จัดเก็บไว้ในหอรำลึกฯ ระบุว่ากัวซึ่งเกิดในปี 1932 ถูกพ่อแม่พาไปหลบซ่อนพร้อมกับพี่น้องในหลุมหลบภัยใต้ดินพร้อมกับเพื่อนบ้าน ขณะเกิดเหตุสังหารหมู่หนานจิงหลังจากกองทัพญี่ปุ่นยึดครองนครหนานจิงเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 1937 โดยกัวเล่าว่าทหารญี่ปุ่นยืนอยู่บริเวณปากทางและกราดยิงหลุมหลบภัยด้วยปืนกล พ่อแม่ของเธอและน้องสาวคนเล็กเสียชีวิต มีเพียงน้องสาวคนรองกับเธอเท่านั้นที่รอดชีวิต

ตลอดระยะเวลา 6 สัปดาห์ ทหารญี่ปุ่นได้เข่นฆ่าพลเรือนและทหารไร้อาวุธชาวจีนราว 3 แสนราย ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ป่าเถื่อนที่สุดของสงครามโลกครั้งที่สอง และผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิงเสียชีวิตหลายรายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้จำนวนผู้รอดชีวิตที่สามารถแบ่งปันเรื่องราวได้โดยตรงลดลงอย่างต่อเนื่อง

เมื่อปี 2014 สภานิติบัญญัติระดับชาติของจีนได้กำหนดให้วันที่ 13 ธ.ค. เป็นวันรำลึกถึงเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิง โดยรัฐบาลจีนได้เก็บรวบรวมคำบอกเล่าจากเหล่าผู้รอดชีวิตทั้งแบบลายลักษณ์อักษรและคลิปวิดีโอ ซึ่งเอกสารเหล่านี้ได้รับการขึ้นทะเบียนในมรดกความทรงจำโลกแห่งองค์การยูเนสโกเมื่อปี 2015

(ภาพจากหอรำลึกเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิงโดยผู้รุกรานชาวญี่ปุ่นของจีน : กัวซิ่วหลาน ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิง)

ที่มา : Xinhua

ประวัติ Ajay Banga ประธานธนาคารโลก

จากผู้บริหาร Mastercard สู่ผู้นำองค์กรการพัฒนาระดับโลก

Ajay Banga หรือ อเจย์ บังกา นักบริหารชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย เป็นประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) คนที่ 14 เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2023 ด้วยวาระ 5 ปี หลังสั่งสมประสบการณ์ในธุรกิจข้ามชาติ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค การเงิน และการลงทุน

บังกามีชื่อเต็มว่า Ajaypal Singh Banga เกิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 1959 ในประเทศอินเดีย เติบโตในครอบครัวชาวซิกข์ โดยบิดาเป็นนายทหารระดับพลโท เขาจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก St. Stephen’s College มหาวิทยาลัยเดลี ก่อนสำเร็จหลักสูตรบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการจาก IIM Ahmedabad ในปี 1981

เขาเริ่มทำงานที่ Nestlé India ในปี 1981 และอยู่ประมาณ 13 ปี ก่อนย้ายไป PepsiCo จากนั้นเข้าสู่ภาคการเงินกับ Citigroup ในปี 1996 และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ต่อมาดำรงตำแหน่งประธานและ CEO ของ Mastercard ก่อนเป็นรองประธานบริษัทลงทุน General Atlantic

ที่ Mastercard บังกาผลักดันการเข้าถึงบริการทางการเงินให้เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์บริษัท และก่อตั้ง Mastercard Center for Inclusive Growth เพื่อสนับสนุนโอกาสทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึง เขายังเคยเป็นประธานหอการค้านานาชาติ (ICC) ระหว่างปี 2020–2022 และได้รับรางวัล Padma Shri ของอินเดียในปี 2016

ในฐานะประธานธนาคารโลก บังกาให้ความสำคัญกับการสร้างงาน การลดความยากจน และการพัฒนาที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันให้องค์กรทำงานรวดเร็วขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการให้เงินทุน และดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนเพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนา

แหล่งข้อมูล

World Bank Group ประวัติ Ajay Banga
https://www.worldbank.org/ext/en/who-we-are/leadership/ajay-banga

World Bank ประกาศแต่งตั้ง 3 พฤษภาคม 2023

https://www.worldbank.org/en/news/press-release/2023/05/03/ajay-banga-selected-14th-president-of-the-world-bank

IIM Ahmedabad ประวัติศิษย์เก่า
https://www.iima.ac.in/node/19997

ท่องเที่ยวปักกิ่งฟื้นแรง!! ทะลุ 23 ล้านคนใน 7 วัน หยุดยาววันชาติจีนคึกคัก ใช้จ่ายกว่า 2.95 หมื่นล้านหยวน สถานที่ยอดนิยม 10 แห่งในเมือง

ปักกิ่งรับทัพนักท่องเที่ยว ช่วงหยุดยาววันชาติ ทะลุ 23 ล้านคน

ปักกิ่ง, 8 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (7 ต.ค.) สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลกรุงปักกิ่งของจีนรายงานว่าปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งในช่วงหยุดยาววันชาติจีน ระยะ 7 วัน (1-7 ต.ค.) อยู่ที่ 23.45 ล้านคน ทำให้เกิดการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวราว 2.95 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.48 แสนล้านบาท)

รายงานระบุว่าสถานที่หรือพื้นที่ท่องเที่ยวยอดนิยม 10 อันดับแรกของกรุงปักกิ่งในช่วงหยุดยาววันชาติจีน ได้แก่ ถนนคนเดินหวังฝู่จิ่ง พื้นที่ริมน้ำนานาชาติแม่น้ำเหลียงหม่า สวนป่าโอลิมปิก ย่านซีตัน ย่านจัตุรัสเทียนอันเหมิน ถนนคนเดินเฉียนเหมิน สวนสาธารณะเทียนถาน ย่านสือช่าไห่ ถนนหนานหลัวกู่เซี่ยง และพระราชวังฤดูร้อน

กรุงปักกิ่งได้จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวในช่วงหยุดยาววันชาติจีนปีนี้มากกว่า 3,000 รายการ ซึ่งมอบประสบการณ์ที่แตกต่างกัน เช่น การทัศนศึกษาเกี่ยวกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน การชมวิวริมน้ำยามค่ำคืน การสำรวจแกนกลางกรุงปักกิ่ง และการสัมผัสมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

นอกจากนั้นสถาบันทางวัฒนธรรมสาธารณะทั่วกรุงปักกิ่ง อาทิ ศูนย์วัฒนธรรมและห้องสมุด ได้จัดกิจกรรมต่างๆ เช่น ส่งเสริมการอ่าน เรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และศิลปะการแสดง รวม 986 รายการ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมรวมมากกว่า 5 แสนครั้ง

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top