Tuesday, 20 October 2026
World

รัสเซียเปิดปฏิบัติการโจมตีข้ามคืน!! ใช้อาวุธแม่นยำสูง–โดรนถล่มเป้าหมายในเคียฟ ถล่มศูนย์ข้อมูล De Novo เป้าหมายหลักของยูเครน เรือบรรทุกสินค้าโดนทำลาย

มอสโก (Sputnik) — กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุเมื่อวันพุธว่า กองทัพรัสเซียได้โจมตีศูนย์ประมวลผลข้อมูล De Novo ในกรุงเคียฟ ระหว่างการโจมตีขนาดใหญ่ในช่วงกลางคืน โดยศูนย์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในจุดหลักสำหรับการแลกเปลี่ยนทราฟฟิกอินเทอร์เน็ต เพื่อประโยชน์ของกองทัพยูเครน

ในช่วงกลางคืน กองทัพรัสเซียได้เปิดการโจมตีครั้งใหญ่ โดยใช้อาวุธแม่นยำสูงจากภาคพื้นดิน และโดรนโจมตี มุ่งเป้าไปยังศูนย์สื่อสารในกรุงเคียฟ สิ่งอำนวยความสะดวกของระบบพลังงานยูเครนในภูมิภาคเคียฟ ซึ่งสนับสนุนการผลิตทางทหาร รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรืออิซมาอิล
กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุในแถลงการณ์ว่า

“เป้าหมายที่ถูกโจมตีมีดังนี้ ในกรุงเคียฟ ได้แก่ ศูนย์ประมวลผลข้อมูล De Novo ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหลักสำหรับการแลกเปลี่ยนทราฟฟิกอินเทอร์เน็ต และทำหน้าที่ประมวลผล จัดเก็บ และส่งต่อข้อมูลเพื่อประโยชน์ของกองทัพยูเครน”

แถลงการณ์ยังระบุว่า กองทัพรัสเซียได้โจมตีสถานีไฟฟ้าย่อยแห่งหนึ่ง ซึ่งจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับโรงงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของยูเครนในกรุงเคียฟและภูมิภาคเคียฟ รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังความร้อนในภูมิภาคเคียฟ ซึ่งจ่ายไฟให้กับโรงงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำในเมืองวีชโฮรอด ซึ่งจ่ายไฟให้กับโรงงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในพื้นที่ตอนเหนือของภูมิภาคเคียฟ
กระทรวงกลาโหมรัสเซียเพิ่มเติมว่า

“ระหว่างการเดินเรือในพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลดำ เรือบรรทุกสินค้าแห้งลำหนึ่งได้รับความเสียหาย โดยเรือลำดังกล่าวกำลังขนส่งยุทโธปกรณ์ทางทหารและสินค้าที่ใช้ได้สองทาง ให้แก่กองทัพยูเครน เพื่อส่งไปยังท่าเรือโอเดสซา”

ที่มา : Sputnik

ย้ำ "หนึ่งประเทศ สองระบบ"!! ต้านแยกไต้หวันเด็ดขาด ‘สีจิ้นผิง’ ชูความเชื่อมั่น–ความมั่นคง เดินหน้าภารกิจฟื้นฟูชนชาติจีน ในวันเฉลิมฉลอง 77 ปีสาธารณรัฐ

สีจิ้นผิงหนุนความเชื่อมั่น ก้าวหน้ามั่นคง เพื่อภารกิจฟื้นฟูชนชาติจีน

ปักกิ่ง, 1 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (30 ก.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง เรียกร้องประชาชาติก้าวไปข้างหน้าด้วยความเชื่อมั่นและความมั่นคงเพื่อบรรลุเป้าหมายการฟื้นฟูชาติอันยิ่งใหญ่

สีจิ้นผิงได้เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองที่อาคารมหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งของจีน เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 77 ปี การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) ซึ่งตรงกับวันที่ 1 ต.ค. โดยมีหลี่เฉียงเป็นประธาน พร้อมด้วยจ้าวเล่อจี้ หวังฮู่หนิง ไช่ฉี ติงเซวียเสียง หลี่ซี และหานเจิ้ง เข้าร่วมกับแขกราว 800 คน

สีจิ้นผิงกล่าวว่าการฟื้นฟูชนชาติจีนอันยิ่งใหญ่มิอาจหยุดยั้งได้ ตราบใดที่ยังคงมีความเชื่อมั่น มุ่งมั่นอยู่กับเป้าหมาย และก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ความสำเร็จจะเป็นของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอันยิ่งใหญ่ ประชาชนชาวจีนผู้ยิ่งใหญ่ และสาธารณรัฐประชาชนจีนอันยิ่งใหญ่ในท้ายที่สุด

ตลอดระยะเวลา 77 ปีที่ผ่านมา พรรคฯ ได้นำพาประชาชนชาวจีนสร้างปาฏิหาริย์ 2 ประการ ได้แก่ การเติบโตที่รวดเร็วของเศรษฐกิจ และความมั่นคงระยะยาวของสังคม ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจอย่างยิ่งในความสำเร็จอันโดดเด่นของจีนยุคใหม่ (New China) และความเชื่อมั่นต่ออนาคตอันสดใสของการสร้างความทันสมัยแบบจีน

ตั้งแต่เริ่มต้นปี 2026 เศรษฐกิจจีนยังคงก้าวหน้าแม้เผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น พร้อมบรรลุการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและมีคุณภาพสูง โดยจีนควรรักษาทิศทางนี้ ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพสูงและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อปกป้องและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน และบรรลุเป้าหมายและพันธกิจที่กำหนดไว้ในปีนี้ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030)

สีจิ้นผิงเน้นย้ำความจำเป็นในการยึดมั่นนโยบาย "หนึ่งประเทศ สองระบบ" อย่างแน่วแน่ ซึ่งระบุให้ชาวฮ่องกงเป็นผู้บริหารปกครองฮ่องกง ชาวมาเก๊าเป็นผู้บริหารปกครองมาเก๊า และทั้งสองภูมิภาคมีอำนาจปกครองตนเองในระดับสูง โดยรัฐบาลกลางจะสนับสนุนฮ่องกงและมาเก๊าในการบูรณาการเข้ากับการพัฒนาโดยรวมของประเทศอย่างเต็มที่ และมุ่งมั่นรักษาความเจริญรุ่งเรืองและเสถียรภาพในระยะยาว

สีจิ้นผิงยังเรียกร้องการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือข้ามช่องแคบไต้หวันอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ต่อต้านกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่แสวงหา "เอกราชไต้หวัน" อย่างเด็ดขาด คัดค้านการแทรกแซงจากภายนอก และส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบอย่างสันติ เพื่อเดินหน้าการฟื้นฟูชาติ

ทั้งนี้ จีนจะยึดมั่นนโยบายต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับสันติภาพ เดินหน้าการดำเนินงานของแผนริเริ่มระดับโลกที่สำคัญ 4 ประการ และส่งเสริมการสร้างประชาคมมนุษยชาติที่มีอนาคตร่วมกัน เพื่อมีส่วนส่งเสริมเพิ่มพูนความแน่นอนและพลังบวกให้โลกที่ปั่นป่วนวุ่นวาย

ที่มา : Xinhua

นาโกยา ยอมรับต้องทบทวนการจัดการเอเชียนเกมส์!! นายกเทศมนตรีเมืองนาโกยา ขอโทษนักกีฬาที่ได้รับผลกระทบ จากปัญหาที่พักและขนส่ง ชี้ต้องปรับปรุงการจัดการให้ดีขึ้น

นาโกยา, 1 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (30 ก.ย.) อิจิโระ ฮิโรซาวะ นายกเทศมนตรีเมืองนาโกยาของญี่ปุ่น ได้ขอโทษเหล่านักกีฬาต่อกรณี "ความไม่สะดวก" ที่เกิดขึ้นในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ไอจิ-นาโกยา 2026 หลังจากมีการร้องเรียนหลายเรื่อง ทั้งปัญหาเตียงนอนไม่เพียงพอและระบบขนส่งขัดข้อง ส่งผลให้ฝ่ายจัดการแข่งขันเผชิญข้อกล่าวหาเรื่องการบริหารจัดการย่ำแย่

ฮิโรซาวะ ซึ่งเป็นรองประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขันประจำท้องถิ่น กล่าวขอโทษเหล่านักกีฬาและผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมยอมรับว่าจำเป็นต้องทบทวนข้อผิดพลาดด้านการบริหารจัดการอย่างจริงจัง ทั้งส่วนของข้อผิดพลาดจากบุคลากรและการสื่อสารกับบรรดานักกีฬาทีมชาติที่ไม่เพียงพอ และกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขตามปัญหาที่เกิดขึ้น

การแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ด้วยไม่มีการจัดหมู่บ้านนักกีฬา เนื่องจากฝ่ายจัดการแข่งขันต้องการลดค่าใช้จ่าย จึงจัดให้นักกีฬาพักในที่พักชั่วคราวบนเรือสำราญและโรงแรมหลายแห่ง ทว่านักกีฬาบางส่วนร้องเรียนว่าห้องพักไม่เพียงพอและเกิดปัญหาเช่นเตียงนอนสั้นเกินไป
นอกจากนั้นนักกีฬายังเผชิญปัญหาด้านการเดินทาง เช่น รถบัสที่วิ่งไม่ตรงตามกำหนดเวลา รถไม่มารับ หรือขับไปส่งผิดสนามแข่งขัน โดยนักกีฬาบางส่วนต้องติดค้างที่ท่าอากาศยานนาโกยานานหลายชั่วโมงหลังจากเดินทางมาถึงเมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ไอจิ-นาโกยา (AINAGOC) ได้ขอโทษสำหรับปัญหาด้านที่พักและการเดินทางที่เกิดขึ้น พร้อมให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงการดำเนินงานในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ เพื่อยกระดับการให้บริการและการบริหารจัดการแข่งขันให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
อนึ่ง การแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ไอจิ-นาโกยา 2026 ที่จัดทั่วเมืองนาโกยาและจังหวัดไอจิจะปิดฉากลงในวันอาทิตย์ (4 ต.ค.)

ที่มา : Xinhua

รัสเซียอ้าง NATO มีฐานรอบคาลินินกราดหลายสิบแห่ง!! รัสเซียจะใช้ขีดความสามารถเฉพาะตอบโต้ นาโตรุกคืบที่คาลินินกราด กำลังพลนานาชาติ 2,000 นาย อาวุธแม่นยำสูงทดสอบสมรบเต็มรูปแบบ

อเล็กซานเดอร์ สเตปานอฟ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันกฎหมายและความมั่นคงแห่งชาติ RANEPA กล่าวกับสำนักข่าว Sputnik ขณะให้ความเห็นต่อคำกล่าวของประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการโจมตีจากนาโตว่า ขณะนี้มีการวางกำลังโครงสร้างพื้นฐานทางทหารเชิงรุกโดยรอบภูมิภาคคาลินินกราด

สเตปานอฟระบุว่า
“ขณะนี้มีกลุ่มกำลังร่วมนานาชาติ 4 กลุ่ม รวมกำลังพลประมาณ 2,000 นาย ประจำการอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ภูมิภาคนี้ รวมถึงรัฐบอลติก กำลังถูกติดตั้งอาวุธโจมตีแม่นยำสูงอย่างรวดเร็ว”

เขากล่าวต่อว่า มีการซ้อมรบร่วมหลายชาติที่มุ่งจำลองการปิดล้อมทะเลบอลติก ขณะเดียวกัน โครงการแบ่งปันอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ หรือ Nuclear Sharing อาจขยายไปยังประเทศใหม่ ๆ รวมถึงฟินแลนด์และรัฐบอลติก ซึ่งตามมุมมองของสเตปานอฟ อาจนำไปสู่การทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นพื้นที่ติดตั้งศักยภาพนิวเคลียร์ และสร้างวงล้อมของประเทศต่าง ๆ รอบภูมิภาคคาลินินกราด
ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในเวที Valdai ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ระบุว่า หากเกิดการโจมตีคาลินินกราด รัสเซียจำเป็นต้องใช้ข้อได้เปรียบเชิงแข่งขันของตน เนื่องจากรัสเซียมีขีดความสามารถด้านอาวุธทำลายล้างที่มีลักษณะเฉพาะ

สเตปานอฟกล่าวว่า
“สหพันธรัฐรัสเซียมีขีดความสามารถในการทำให้ภัยคุกคามส่วนใหญ่เป็นกลางได้ด้วยวิธีการตามแบบ”
ตามความเห็นของสเตปานอฟ รอบภูมิภาคคาลินินกราดมีสิ่งอำนวยความสะดวกของนาโตอยู่หลายสิบแห่ง ซึ่งอาจถูกทำลายได้ด้วยการโจมตีผสมผสานโดยใช้อาวุธแม่นยำสูงที่ไม่ติดหัวรบนิวเคลียร์
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า

“ในแง่นี้ เราอาจพูดได้ถึงการทดสอบเชิงรบของระบบ Oreshnik ในรูปแบบสมบูรณ์ ซึ่งติดตั้งหัวรบพิเศษ พิสัยของมันอยู่ที่ 4,500 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ยุโรปทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ที่มา : Sputnik

‘ปูติน’ ย้ำบทเรียนสงครามเย็น!! เตือนโลกไม่ควรเดินซ้ำเส้นทางแบ่งขั้วด้วยม่านเหล็กใหม่ มาตรการคว่ำบาตรหลายพันฉบับ ปูตินเตือนนโยบายนี้จะล้มเหลว ย้ำหลักความมั่นคงแบ่งแยกไม่ได้

มอสโก, 2 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (1 ต.ค.) วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ซึ่งเข้าร่วมการประชุมเต็มคณะของการประชุมประจำปีครั้งที่ 23 ของคลังสมองวัลได กล่าวว่ากลุ่มชาติตะวันตกกำลังสร้าง "ม่านเหล็ก" อันใหม่ในประชาคมระหว่างประเทศโดยใช้มาตรการจำกัดและโดดเดี่ยวแบบกินวงกว้าง ซึ่งจะเป็นนโยบายที่ล้มเหลวและสวนทางกับเจตจำนงของรัสเซีย

ปูตินชี้ว่ากลุ่มประเทศตะวันตกได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียหลายพันรายการ ขัดขวางการติดต่อทางการทูตกับผู้แทนรัสเซีย และพยายามโดดเดี่ยวรัสเซียออกจากกลุ่มองค์กรระหว่างประเทศ ทั้งที่บทเรียนจากยุคสงครามเย็นช่วยให้เห็นแล้วว่าความพยายามของสหภาพโซเวียตในการสร้างม่านเหล็กจบลงด้วยความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และความพยายามในยุคปัจจุบันที่จะสร้างกำแพงทางอุดมการณ์และภูมิรัฐศาสตร์นั้นไม่ตรงกับความเป็นจริงและจะพังทลายลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ท่ามกลางพลวัตโลกปัจจุบัน

ทั้งนี้ ปูตินเน้นย้ำหลักการพื้นฐานที่มีมานานของรัสเซีย ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของระเบียบโลกที่มีเสถียรภาพในอนาคต นั่นคือความมั่นคงของประเทศใดประเทศหนึ่งหรือกลุ่มประเทศใดกลุ่มหนึ่งไม่ควรแลกมาด้วยความมั่นคงของฝ่ายอื่นๆ โดยแนวคิดความมั่นคงที่แบ่งแยกไม่ได้เป็นรากฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้ของระบบธรรมาภิบาลโลกรูปแบบใหม่ที่ชอบธรรม ซึ่งทุกประเทศควรยึดมั่นกฎเกณฑ์นี้เพื่อป้องกันการเผชิญหน้าและความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์

ที่มา : Xinhua

รถไฟจีนทุบสถิติ!! 25.2 ล้านคนใช้รถไฟวันแรก เพิ่มเที่ยวอีก 1,462 เที่ยวรับมือ เมืองปักกิ่งกว่างโจวฮอตสุด คาดช่วงหยุดยาวทะลุ 284 ล้านคน

ยอดโดยสารรถไฟหยุดยาว 'วันชาติจีน' วันแรก ทุบสถิติทะลุ 25 ล้านครั้ง

ปักกิ่ง, 2 ต.ค. (ซินหัว) -- วันศุกร์ (2 ต.ค.) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัด รายงานปริมาณการเดินทางของผู้โดยสารรถไฟของจีน ช่วงวันที่ 1 ต.ค. ซึ่งเป็นวันแรกของช่วงหยุดยาววันชาติจีน ระยะ 7 วัน (1-7 ต.ค.) อยู่ที่ 25.2 ล้านครั้ง ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์สำหรับช่วงเวลาหนึ่งวัน พร้อมคาดการณ์ว่าปริมาณการเดินทางของผู้โดยสารรถไฟของจีน ช่วงวันที่ 2 ต.ค. จะอยู่ที่ 20.39 ล้านครั้ง และมีการเดินรถเพิ่มเติม 1,462 เที่ยว เพื่อตอบสนองความต้องการเดินทางที่พุ่งสูง

ข้อมูลการจำหน่ายบัตรโดยสารล่วงหน้าระบุว่าเมืองต้นทางยอดนิยมในวันศุกร์ (2 ต.ค.) ได้แก่ ปักกิ่ง กว่างโจว เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู เซินเจิ้น หางโจว อู่ฮั่น ซีอัน เจิ้งโจว และหนานจิง ขณะเมืองปลายทางยอดนิยม ได้แก่ ปักกิ่ง กว่างโจว เฉิงตู หางโจว เซี่ยงไฮ้ อู่ฮั่น ซีอัน เจิ้งโจว หนานจิง และฉางซา ส่วนเส้นทางเดินรถอย่างเส้นทางไปกลับซีอัน-เฉิงตู และเส้นทางปักกิ่งไปเสิ่นหยาง เจิ้งโจว และชิงเต่า เป็นหนึ่งในเส้นทางที่มีผู้โดยสารหนาแน่นที่สุด

ทั้งนี้ หน่วยงานการรถไฟทั่วจีนได้ยกระดับการจัดการระบบขนส่งและดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อการเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวกสบาย โดยบริษัทฯ คาดการณ์ว่าปริมาณการเดินทางของผู้โดยสารรถไฟ ช่วงหยุดยาวเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันชาติจีน ซึ่งตรงกับวันที่ 23 ก.ย.-8 ต.ค. จะอยู่ที่ราว 284 ล้านครั้ง

ที่มา : Xinhua

สแกมเมอร์ ไม่มีสัญชาติ เมื่อจีนปราบปรามหนัก!! ลากคอจีนเทาไปประหารชีวิตยกครอบครัว ไปโผล่หนักที่อินเดีย ที่ไม่เกี่ยวกับจีน หลอกคนต่างชาติ และผู้สูงอายุอินเดีย สถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย ประเมิน สแกมเมอร์จากอินเดีย ทำให้เสียหายกว่า 10,000 ดอลลาร์ จากการเปิดเ

การหลอกลวงไซเบอร์ข้ามพรมแดนของอินเดียต่อสหรัฐฯ และชาติตะวันตก

ในพื้นที่ยากจน เช่น จามตารา และเมวัต การหลอกลวงทางไซเบอร์ได้กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของครัวเรือน

อินเดียได้กลายเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดใหญ่ที่สุดของการหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามพรมแดนในระดับโลก ความสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสูญเสียทางเศรษฐกิจเท่านั้น

งานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย เมืองกานปุระ ประเมินว่า การฉ้อโกงผ่านคอลเซ็นเตอร์ของอินเดียสร้างความเสียหายทั่วโลกปีละประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเหยื่อกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และแคนาดา ขณะที่ขบวนการหลอกลงทุนคริปโตแบบ “pig-butchering” ภายในอินเดียเพียงอย่างเดียวสร้างความเสียหายมากกว่า 3,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 และความเสียหายที่สามารถสืบย้อนกลับไปยังอินเดียได้โดยตรงจากเหยื่อในสหรัฐฯ ระหว่างปี 2023–2025 อยู่ที่ 42 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเพียงส่วนที่ตรวจสอบย้อนกลับได้เท่านั้น

ในเชิงภูมิศาสตร์ ภูมิทัศน์ของการหลอกลวงในอินเดียมีโครงสร้างแบบสองเส้นทาง เส้นทางแรกคือเครือข่ายชนบทแบบกระจายตัว ซึ่งมีเขตอาชญากรรมจามตารา–เมวัตเป็นตัวอย่างสำคัญ และเป็นแหล่งที่มาหลักของคดีจำนวนมาก เมืองภารัตปุระในรัฐราชสถานมีอัตราอาชญากรรมไซเบอร์สูงที่สุดของประเทศ คิดเป็น 18% ของคดีที่มีการรายงาน ขณะที่ภูมิภาคเมวัต ซึ่งครอบคลุมรัฐราชสถาน อุตตรประเทศ และหรยาณา คิดเป็น 11% และพื้นที่เหล่านี้รวมกับจามตาราเป็นแหล่งต้นทางของคดีประมาณ 80% ของประเทศ

รูปแบบของเมวัตไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะทางเทคนิคสูง ต้องมีเพียงโทรศัพท์และบัญชีธนาคารเท่านั้น ผู้ปฏิบัติการบางรายอายุน้อยเพียง 12 ปี และมีการเริ่มแผนหลอกลวงใหม่มากกว่า 500 รูปแบบต่อวัน

วิธีการหลักของอุตสาหกรรมนี้มี 4 รูปแบบใหญ่ รูปแบบแรกคือการหลอกลวงด้านเทคนิคซัพพอร์ต ซึ่งเป็นรูปแบบส่งออกที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของอาชญากรรมไซเบอร์จากอินเดีย ผู้ปฏิบัติการจะปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ของ Microsoft หรือ Apple สร้างการแจ้งเตือนปลอมเกี่ยวกับ “ไวรัส” หรือ “การบุกรุกบัญชี” เพื่อหลอกให้เหยื่อยอมให้เข้าถึงเครื่องจากระยะไกล ก่อนดูดเงินออกจากบัญชีธนาคาร

เจเรมี คาเปลโล เจ้าหน้าที่ FBI เคยตั้งข้อสังเกตว่า กลไกหลักของการหลอกลวงลักษณะนี้คือการสร้างความตื่นตระหนกทางเทคโนโลยีขึ้นมาอย่างจงใจ อีกรูปแบบหนึ่งคือการปลอมตัวเป็นหน่วยงานรัฐ โดยมิจฉาชีพจะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ IRS, Social Security หรือเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง แล้วเรียกร้องให้เหยื่อชำระเงินเพื่อ “เคลียร์ข้อกล่าวหา” คำฟ้องของศาลแขวงสหรัฐฯ เขตตอนเหนือของรัฐจอร์เจียในปี 2022 เปิดเผยว่า มีคอลเซ็นเตอร์อินเดียหลายแห่งส่งสายโทรศัพท์ลักษณะนี้หลายสิบล้านสายไปยังผู้บริโภคชาวอเมริกัน

อีกรูปแบบใหม่ที่กำลังขยายตัวคือกลโกง “digital arrest” หรือ “การจับกุมทางดิจิทัล” ซึ่งมิจฉาชีพจะสวมเครื่องแบบตำรวจปลอม โชว์หมายจับปลอมผ่านวิดีโอคอล และข่มขู่ให้เหยื่อโอนเงิน กลโกงลักษณะนี้เริ่มขยายออกไปนอกอินเดีย โดยในปี 2024 มีการระบุเหยื่อภายในอินเดียมากกว่า 92,000 ราย

เบื้องหลังวิธีการเหล่านี้คือโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน เครือข่ายเหล่านี้ใช้การส่งสาย VoIP ผ่านโปรโตคอล SIP โดยวิ่งผ่านเซิร์ฟเวอร์หลายชั้นเพื่ออำพรางต้นทาง อาศัยบัญชี “ม้ารับเงิน” จำนวนมหาศาลราว 850,000 บัญชี ซึ่งถูกเปิดด้วยเอกสาร KYC ปลอม และเคลื่อนย้ายเงินข้ามพรมแดนผ่านระบบฮาวาลา ซึ่งเป็นระบบโอนเงินใต้ดิน รวมถึงสกุลเงินคริปโต

การวิเคราะห์ของสำนักงานสอบสวนกลางอินเดีย หรือ CBI จากที่อยู่ IP มากกว่า 15,000 รายการ พบว่าผู้บงการบางส่วนตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่บุคลากรในอินเดียทำหน้าที่โทรศัพท์และจัดการบัญชีธนาคาร สะท้อนการแบ่งงานกันทำในระดับข้ามทวีป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้กรณีของอินเดียมีลักษณะเฉพาะ คือความเชื่อมโยงสีเทาระหว่างเครือข่ายหลอกลวงกับระบบการเมืองและสถาบันต่าง ๆ ในพื้นที่เศรษฐกิจล้าหลัง เช่น จามตาราและเมวัต การหลอกลวงไซเบอร์ได้กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของครัวเรือน และนักการเมืองท้องถิ่นก็ปกป้องผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเท่ากับปกป้องฐานเสียงของตนเองไปด้วย

รันธีร์ ซิงห์ สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคภารติยะชนตะ หรือ BJP ในเขตจามตารา และอดีตรัฐมนตรี เคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์ที่ถูกบันทึกไว้ว่า เขามักต้อง “ฝากฝัง” กับตำรวจเพื่อให้ปล่อยตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ถูกจับกุม และขู่ว่าจะล้อมสถานีตำรวจหากประชาชนในเขตเลือกตั้งของเขาถูกคุกคาม ระบบเช่นนี้ทำให้มิจฉาชีพได้รับ “ที่ลี้ภัยทางเลือกตั้ง” โดยที่นักการเมืองไม่จำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการฉ้อโกงโดยตรง

ความเกี่ยวพันเชิงสถาบันยังลามไปถึงระบบธนาคารและเครือข่ายโทรคมนาคมที่ขบวนการเหล่านี้พึ่งพา ในเดือนมกราคม 2025 ตำรวจไฮเดอราบัดเปิดเผยว่า หญิงวัย 60 ปีคนหนึ่งให้เครือข่ายหลอกลวงยืมบัญชีธนาคารขององค์กร NGO ของเธอ โดยได้รับค่าคอมมิชชัน 201,100 ดอลลาร์ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจขอหมายจับ มีทนายความถึง 10 คนปรากฏตัวในศาลเพื่อแก้ต่างให้เธอ

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ตำรวจเมืองอินดอร์ระบุกรณีพ่อและลูกชายจากโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแห่งหนึ่ง ให้เครือข่ายฉ้อโกงยืมบัญชีของสถาบันเพื่อพักเงินจากกลโกง “digital arrest” โดยได้รับค่าคอมมิชชัน 50% ส่วน “ซิมผี” ก็เป็นอีกช่องทางสำคัญ ภายในเดือนพฤศจิกายน 2024 ทางการอินเดียได้ปิดกั้นซิมที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมไซเบอร์ประมาณ 669,000 หมายเลข และในปฏิบัติการ “Operation Octopus 3.0” ของตำรวจไซเบอร์ไฮเดอราบัดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 มีการยึดซิม 1,194 หมายเลขที่ออกภายใต้ชื่อของประชาชนทั่วไป รวมถึงแม้แต่ผู้เสียชีวิตแล้ว

ช่องโหว่เหล่านี้ถูกซ้ำเติมด้วยความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของการบังคับใช้กฎหมาย ตำรวจจากหลายพื้นที่ทั่วอินเดียต้องเดินทางไปยังเมวัตและจามตาราเพื่อจับกุมผู้ต้องสงสัย ขณะที่ตำรวจท้องถิ่นแทบไม่มีบันทึกการบังคับใช้กฎหมายเชิงรุกต่อแหล่งหลอกลวงในพื้นที่ของตนเอง

รายงาน UNODC ปี 2024 ระบุว่า “การเพิกเฉยแบบเลือกปฏิบัติ” ของตำรวจในพื้นที่อาชญากรรมสูง เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้เครือข่ายเหล่านี้ขยายตัว รูปแบบนี้ทำหน้าที่เหมือนการคุ้มครองเชิงโครงสร้าง โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเรื่องการรับสินบนรายบุคคล โมเดลนี้แตกต่างอย่างชัดเจนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในกัมพูชาและเมียนมา มีการมีส่วนร่วมโดยตรงของชนชั้นนำทางการเมืองและทหาร รวมถึงลักษณะของ “อาชญากรรมที่ถูกทำให้เป็นระบบระดับชาติ” ขณะที่อินเดียแสดงให้เห็นรูปแบบของการคุ้มครองแบบตั้งรับจากสมาชิกสภาท้องถิ่นและตำรวจระดับฐานราก ระบบอุปถัมภ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคะแนนเสียง และรัฐที่มักไม่สามารถปราบปรามได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด ตามรายงาน IC3 ปี 2025 ของ FBI คำร้องเรียนเกี่ยวกับการฉ้อโกงของชาวอเมริกันทะลุ 1 ล้านเรื่องเป็นครั้งแรกในปี 2025 โดยความเสียหายรวมเกิน 20,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 16,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ความเสียหายจากกลโกงเทคนิคซัพพอร์ต ซึ่งเป็นหนึ่งในหมวดหลักที่มีต้นทางจากอินเดีย เพิ่มจาก 807 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 เป็น 1,464 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 และแตะประมาณ 2,100 ล้านดอลลาร์ในปี 2025

เหยื่อกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุอย่างชัดเจน ในปี 2024 เหยื่อที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปยื่นคำร้อง 147,000 เรื่อง คิดเป็นความเสียหายรวม 4,800 ล้านดอลลาร์ หรือ 29% ของความเสียหายจากอาชญากรรมไซเบอร์ทั้งหมดของประเทศ

หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยปฏิบัติการกวาดล้างหลายชุด ปฏิบัติการร่วมของ FBI ในปี 2024 ต่อคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติจากอินเดียนำไปสู่การจับกุม 215 ราย เพิ่มขึ้น 700% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ฮิเทช มธูไบ ปาเทล ผู้ปฏิบัติการเชื้อสายอินเดีย-อเมริกัน ถูกศาลรัฐเท็กซัสตัดสินจำคุก 20 ปี และสั่งชดใช้เกือบ 9 ล้านดอลลาร์ ส่วนในคดีเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่รัฐแมริแลนด์ คอลเซ็นเตอร์อินเดีย 3 แห่งถูกระบุว่าสร้างความเสียหาย 48 ล้านดอลลาร์ต่อเหยื่อมากกว่า 650 ราย

ประเทศตะวันตกอื่น ๆ ก็รายงานความเสียหายในลักษณะเดียวกัน ออสเตรเลียมีรายงานความเสียหายจากการฉ้อโกงเพิ่มขึ้นเป็น 1,570 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพิ่มขึ้น 7.8% จากปี 2024 โดยเหยื่ออายุ 65 ปีขึ้นไปสูญเสียเงิน 71.7 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ซึ่งเป็นกลุ่มอายุที่มีความเสียหายเป็นจำนวนเงินสูงที่สุด

ในแคนาดา ความเสียหายจากการฉ้อโกงที่มีการรายงานอยู่ที่ 461 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 แต่ด้วยอัตราการแจ้งความเพียง 5–10% ทำให้ความเสียหายที่แท้จริงอาจอยู่ระหว่าง 4,340 ล้านถึง 9,180 ล้านดอลลาร์ กลโกงปลอมตัวเป็นหน่วยงานรัฐเป็นหนึ่งในหมวดที่เติบโตเร็วที่สุดในแคนาดา โดยอินเดียถูกระบุว่าเป็นประเทศต้นทางหลัก

ในสหราชอาณาจักร กลโกงเทคนิคซัพพอร์ตจัดอยู่ในกลุ่มการฉ้อโกงที่เติบโตเร็วที่สุด ขณะที่การขาดข้อมูลระดับยุโรปที่ติดตามกลโกงจากอินเดียโดยเฉพาะยังคงเป็นช่องว่างด้านการเฝ้าระวัง

นอกเหนือจากต้นทุนทางเศรษฐกิจ ความเสียหายที่ซ่อนอยู่ก็มีขนาดใหญ่เช่นกัน โดยเฉพาะเหยื่อสูงอายุที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง ทั้งความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า การแยกตัวทางสังคม และการโทษตัวเอง การปลอมตัวเป็นหน่วยงานรัฐอย่างเป็นระบบยังบั่นทอนความไว้วางใจของสาธารณชน เนื่องจากผู้สูงอายุเริ่มไม่กล้าเชื่อการติดต่อจริงจากหน่วยงานอย่าง Social Security Administration นอกจากนี้ เนื่องจากเหยื่อสูงอายุมักเป็นผู้ถือครองเงินออมตลอดชีวิตหรือทรัพย์สินที่ตั้งใจจะส่งต่อเป็นมรดก กลโกงเหล่านี้จึงยังรบกวนการถ่ายโอนความมั่งคั่งระหว่างรุ่นอีกด้วย

ท้ายที่สุด อุตสาหกรรมหลอกลวงของอินเดียถูกขับเคลื่อนด้วยการผสานกันของ “การทดแทนการจ้างงาน” และ “การหาประโยชน์จากช่องว่างด้านกฎระเบียบ” ประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมากที่มีการศึกษา พูดภาษาอังกฤษได้ แต่ขาดงานที่เหมาะสม กลายเป็นแรงงานต่อเนื่องให้กับคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง และในพื้นที่ที่ขาดแคลนงานทางการ การฉ้อโกงได้กลายเป็น “ทางเลือกอาชีพ” ที่มีตรรกะการผลิตซ้ำทางสังคมของตัวเอง

ความเชื่อมโยงสีเทาระหว่างเครือข่ายหลอกลวงกับเจ้าหน้าที่รัฐ สะท้อนระบบอุปถัมภ์ที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจและฝังอยู่ในระบบเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย นี่คือความล้มเหลวเชิงสถาบันของศักยภาพรัฐ มากกว่าจะเป็นการทำให้รัฐกลายเป็นอาชญากรรมเชิงรุกแบบที่พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปฏิบัติการร่วม เช่น ชุดปฏิบัติการ FBI–CBI Chakra อาจสร้างความสำเร็จระยะสั้นได้ แต่ตราบใดที่การว่างงานแฝงในชนบทและระบบอุปถัมภ์ทางการเมืองท้องถิ่นยังคงอยู่ ความสำเร็จเหล่านี้ก็ยังเป็นเพียงการไล่ตีปัญหาแบบ “ตีตัวตุ่น” คือปราบได้เป็นจุด ๆ แต่ไม่สามารถทำลายโครงสร้างที่ทำให้ปัญหางอกใหม่ได้อย่างถาวร

ที่มา : https://thediplomat.com/2026/09/indias-cross-border-cyber-scams-against-the-us-and-the-west/?utm_source=chatgpt.com

IMF ชี้เศรษฐกิจจีนยุคใหม่ต้องพึ่งตลาดในประเทศ!! ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เน้นโมเดลบริโภค จีนลดพึ่งพาภายนอก ลงทุนสูงสุดรองแค่สหรัฐฯ ส่งผลต่อเศรษฐกิจภูมิภาคและโลก

IMF ชี้ ‘นวัตกรรม-การบริโภค’ คือ กุญแจสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนยุคใหม่

เซี่ยงไฮ้, 5 ต.ค. (ซินหัว) — ไม่นานมานี้ กฤษณะ ศรีนิเวศัน (Krishna Srinivasan) ผู้อำนวยการแผนกเอเชียและแปซิฟิกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัว ไฟแนนซ์ (Xinhua Finance) ว่า การปรับเปลี่ยนทิศทางของจีนไปสู่โมเดลการเติบโตที่เน้นการบริโภค ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการนวัตกรรม อาจช่วยเสริมสร้างแนวโน้มการเติบโตในระยะปานกลางของจีน และส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโลก

ศรีนิเวศัน กล่าวว่า จีนกำหนดให้การวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิตระดับสูง และนวัตกรรม มีความสำคัญสูงสุดในทางนโยบาย โดยจีนทุ่มงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาสูงกว่าประเทศอื่นๆ ทั้งหมด โดยเป็นรองเพียงสหรัฐฯ เท่านั้น ทั้งยังมีการยื่นจดสิทธิบัตรมากกว่าประเทศใดในโลก นอกจากนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของจีน ยังมุ่งเน้นในเรื่องนวัตกรรม การพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี และกำลังการผลิตคุณภาพใหม่

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การวิจัยและพัฒนาและการจดสิทธิบัตรช่วยเพิ่มผลิตภาพของบริษัทได้ ทว่าผลลัพธ์ดังกล่าว ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทเหล่านั้นมีแรงจูงใจและความสามารถในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์และปรับใช้ได้หรือไม่ ซึ่งผลการวิจัยของกองทุนฯ ระบุว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจช่วยกระตุ้นการเติบโตของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ได้ร้อยละ 0.2-0.8 แม้ว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับยังคงมีความไม่แน่นอนและอาจกระจายตัวอย่างไม่เท่าเทียมกันก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ ศรีนิเวศันจึงย้ำถึงนโยบายที่เกี่ยวกับการเผยแพร่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาทักษะ การปรับตัวของตลาดแรงงาน การคุ้มครองทางสังคม และธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์

ด้านอุปสงค์ภายในประเทศ ศรีนิเวศันระบุว่าตลาดขนาดใหญ่ของจีนเป็นแนวทางที่ชัดเจนในการลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยมองว่าแผนพัฒนาฯ เป็นสัญญาณว่าจีนให้ความสำคัญกับการบริโภคมากขึ้น

นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยตาข่ายรองรับทางสังคมที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างทางการเงินและการเงินการคลัง ตลอดจนการปรับเปลี่ยนมาตรการจูงใจที่มุ่งสร้างการเติบโตที่ดำเนินการมาอย่างยาวนาน

ด้วยขนาดเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดในห่วงโซ่อุปทาน ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจของจีนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งเกินกว่าเพียงแค่ภายในประเทศ ข้อมูลชี้ว่าภูมิภาคเอเชียครองสัดส่วนราวสองในสามของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งจีนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนอยู่ราวร้อยละ 30

กองทุนฯ คาดการณ์ว่า การเติบโตของจีนที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 จุดเปอร์เซ็นต์ จะสัมพันธ์กับการเติบโตของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียที่เพิ่มขึ้นราว 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ในระยะปานกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่มีความเชื่อมโยงทางการค้าที่แข็งแกร่งกับจีน เช่น เวียดนามและเกาหลีใต้
ศรีนิเวศันยังชี้ถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการผสานรวมกันอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นในภูมิภาค โดยการค้าสินค้าขั้นกลางราวร้อยละ 70 ของเอเชียเป็นการค้ากันเองภายในภูมิภาค แต่มีเพียงร้อยละ 30 ของอุปสงค์สินค้าขั้นสุดท้ายเท่านั้นที่มาจากภายในภูมิภาคเอเชีย

กองทุนฯ ประเมินว่า การลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) ในรูปแบบที่มีผลผูกพันตามกฎหมายและสอดคล้องกับหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO) จะสามารถช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริงของภูมิภาคเอเชียได้ร้อยละ 1.8 ในระยะปานกลางถึงระยะยาว โดยกลุ่มประเทศเศรษฐกิจอาเซียนจะได้รับประโยชน์เป็นพิเศษ

นอกจากนี้ เขาเสริมว่า การค้าโลกมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดีแม้จะเผชิญกับการหยุดชะงัก และเวทีความร่วมมือต่างๆ เช่น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) จะสามารถช่วยบรรเทาความตึงเครียดทางการค้าลงได้

ศรีนิเวศันย้ำกล่าวศูนย์วิจัยการเงินระหว่างประเทศประจำนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยแห่งเดียวของกองทุนฯ ที่ตั้งอยู่นอกกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่มุ่งศึกษาวิจัยกลุ่มประเทศเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่และประเทศที่มีรายได้ปานกลาง มิใช่แค่จีนเพียงประเทศเดียว

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เปิดทำการเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ศูนย์แห่งนี้ได้จัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลการวิจัย พร้อมทั้งขยายทีมงานนักเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์การวิจัย และนักวิชาการรับเชิญ

นอกจากนี้ ศูนย์พัฒนาขีดความสามารถจีน-ไอเอ็มเอฟ (CICDC) ซึ่งตั้งอยู่ในศูนย์แห่งนี้ ยังช่วยสนับสนุนการนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้จริง ผ่านการพัฒนาความสามารถและการเรียนรู้ระหว่างภาคี ซึ่งเขาเชื่อมั่นว่าศูนย์แห่งนี้จะมีบทบาทเชิงบวกในอนาคต

ที่มา : Xinhua

หนี้เสียกัมพูชาพุ่งแตะ 9.6% กำลังเผชิญความเสี่ยง หนี้เสียพุ่งสูงสุดในอาเซียน เศรษฐกิจปี 2569 เติบโตต่ำกว่าคาดที่ 3.9% AMRO เตือนภัยโครงสร้างต่อเอลนีโญรุนแรง ภาคผลิตแข็งแกร่ง แต่ภาคบริการซบเซารุนแรง

หัวแถวอาเซียน! หนี้เสียเขมรพุ่ง 8.3% เปราะบางต่อภาวะโลกร้อน-เอลนีโญ

วานนี้ (5 ต.ค. 69) สำนักข่าวคีรีโพสต์ของกัมพูชารายงานว่า สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office; AMRO) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาลงเหลือ 3.9% ในปีนี้ ท่ามกลางภาวะซบเซาของภาคการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ พร้อมเรียกร้องให้ดำเนินมาตรการ "อย่างทันท่วงที" เพื่อจัดการกับสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ภาคการผลิตทั้งสิ่งทอและสินค้าที่ไม่ใช่สิ่งทอยังคงเติบโตรองรับไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง

นายตง เหอ (Dong He) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (AMRO) ระบุว่า ทางการกัมพูชาควรดำเนินมาตรการ "อย่างทันท่วงที" เพื่อจัดการกับปัญหาที่สั่งสมมาจากสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของกัมพูชา ซึ่งสูงที่สุดในอาเซียนที่เกือบ 8% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 พร้อมกับต้องบริหารจัดการความเชื่อมั่นในระบบการเงิน "อย่างรอบคอบ"

เมื่อหนึ่งปีก่อน AMRO พบว่าอัตราส่วนดังกล่าวยังคง "ถูกบดบังไว้บางส่วน" จากนโยบายของธนาคารแห่งชาติกัมพูชา (NBC) ที่อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์สามารถ "ปรับโครงสร้างหนี้ได้โดยไม่ต้องจัดชั้นเป็นหนี้เสีย (NPL)" แต่ในเดือนกันยายนนี้ แบ่งชาติกัมพูชาได้ยุติมาตรการผ่อนปรนการชำระหนี้ระยะเวลา 6 ปีลง เพื่อให้พอร์ตสินเชื่อสะท้อนถึงคุณภาพสินเชื่อและความเสี่ยงที่แท้จริง

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 หนี้เสีย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 แตะระดับที่ 9.6% โดยมีการปรับโครงสร้างหนี้ไปทั้งสิ้น 239,546 บัญชี คิดเป็นมูลค่า 4,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 7.5% ของยอดคงค้างสินเชื่อทั้งหมดในระบบ ผู้เชี่ยวชาญในภาคการธนาคารระบุว่า อัตราส่วนดังกล่าวอาจปรับตัวสูงขึ้นอีกหลังจากการยกเลิกมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ อย่างไรก็ตาม อัตราหนี้เสียสุทธิ (Net NPL) ยังคงอยู่ที่ราว 3.3%

ในบทวิเคราะห์ล่าสุด นายเรย์มอนด์ เซีย (Raymond Sia) กรรมการผู้จัดการของ Canadia Investment Holding Plc ระบุว่า แม้หนี้เสียสุทธิจะยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ที่ 3.3% แต่การบังคับขายหลักประกันเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ถือเป็นทางเลือกสุดท้ายของสถาบันการเงินในการติดตามหนี้ให้สำเร็จ

ทั้งนี้ อัตราหนี้เสียสุทธิที่ต่ำบ่งชี้ว่าธนาคารและสถาบันการเงินยังมีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังที่ AMRO ได้ระบุไว้ในรายงานเสถียรภาพทางการเงินฉบับล่าสุด ซึ่งจัดให้กัมพูชามีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1 capital adequacy ratio) สูงกว่าเกณฑ์อย่างมาก และมีอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน (LCR) สูงเกิน 100%

อย่างไรก็ดี ปัจจัยลบภายในประเทศยังคงรุมเร้ากัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปีที่แล้ว ความซบเซาในภาคอสังหาริมทรัพย์ และต้นทุนพลังงานที่สูง ส่งผลให้ AMRO ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ลงเหลือ 3.9% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 4.2% แม้ว่าจะคาดว่าอัตราเงินเฟ้อในปีนี้จะลดลงมาอยู่ที่ 4.9% (จาก 5.1% ในเดือนกรกฎาคม) ก็ตาม ส่วนในปีหน้า ปี 2570 คาดการณ์ว่า GDP จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 4.9% และอัตราเงินเฟ้อจะลดลงอีกสู่ระดับ 3%

นอกจากนี้ กัมพูชายังถูกจัดว่าเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างสูงต่อปรากฏการณ์เอลนีโญ เนื่องจากภาคเกษตรกรรมมีสัดส่วนการจ้างงานสูงถึง 33.4% และหมวดอาหารมีน้ำหนักในตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ถึง 43.3% แม้ว่าการมีสต็อกข้าวสารรองรับการบริโภคได้ 3.1 เดือนและสถานะที่เป็นผู้ส่งออกอาหารสุทธิเล็กน้อยจะช่วยรองรับผลกระทบได้บ้าง ตามที่รายงานอัปเดตแนวโน้มเศรษฐกิจเดือนตุลาคมของ AMRO ระบุไว้

AMRO รายงานว่า ในกัมพูชา ลาว และเมียนมา ภาคเกษตรกรรมคิดเป็นสัดส่วนค่อนข้างสูงทั้งในด้าน GDP และการจ้างงาน ขณะที่หมวดอาหารมีสัดส่วนมากกว่า 40% ในตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พร้อมเตือนว่า "ภาวะชะงักงันทางการเกษตรอาจส่งผลให้ผลผลิตและรายได้ในชนบทลดลง ในขณะเดียวกันก็เพิ่มค่าครองชีพของภาคครัวเรือนไปด้วย"

แม้จะมีปัจจัยท้าทายเหล่านี้ นายเหอได้ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยบวกในรายงาน โดยวิเคราะห์ว่าการเติบโตในภาคอุตสาหกรรมของกัมพูชา "ค่อนข้างแข็งแกร่ง" จากแรงหนุนของภาคการผลิตทั้งสินค้าเครื่องนุ่งห่มและสินค้าที่ไม่ใช่เครื่องนุ่งห่ม "การส่งออกเครื่องนุ่งห่มและการนำเข้าผ้าขยายตัว 6.7% และ 8.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี (YoY) ตามลำดับ ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้"

"แต่สิ่งที่น่าจับตาเช่นกันคือ การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่เครื่องนุ่งห่มเติบโตถึง 37.3% ในช่วง 8 เดือนแรก [ของปี 2026] ซึ่งเร็วกว่าอัตราการเติบโต 16.8% ที่บันทึกไว้ในปี 2025 มาก ดังนั้น ภาพที่เห็นจึงเป็นการผสมผสานระหว่างการชะลอตัวในภาคบริการ แต่ภาคการผลิตกลับทำผลงานได้ค่อนข้างดี" นายเหอกล่าวตอบสำนักข่าว Kiripost

ที่มา : Kiripost

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1709191184546685&id=100063674585845&rdid=sfalKlNFu1v2StU8#

กระแสไวรัล China Haul นักท่องเที่ยวแห่อวดของฝากจากจีน

แอบส่องเหล่านักท่องเที่ยวที่เดินทางไปจีนว่าพวกเธอเลือกซื้ออะไรกลับบ้านกันบ้าง หลังคลิปวิดีโอที่ใช้แฮชแท็กไชน่า ฮอลล์ (China Haul) กำลังกลายเป็นไวรัลบนโซเชียลมีเดีย โดยนักท่องเที่ยวพากันเปิดกระเป๋าอวดของที่ซื้อกลับจากจีน ซึ่งแต่ละทริปมาพร้อมของที่น่าสนใจแตกต่างกันไป มีทั้งผลิตภัณฑ์ความงาม ของเล่นและของสะสม ไปจนถึงแก็ดเจ็ตสุดล้ำ นับเป็นอีกหนึ่งสีสันของการเดินทางท่องเที่ยวจีน

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top