Thursday, 4 June 2026
World

“ดีอาร์คองโก” สกัดอีโบลา!! ผู้ติดเชื้อสะสมพุ่งเกินพัน ใช้สายพันธุ์บุนดีบูโยระบาด 13 เขตสุขภาพได้รับผลกระทบ WHO ประกาศภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ

เมื่อวันพุธ (27 พ.ค.) กระทรวงสาธารณสุขของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกหรือดีอาร์คองโก (DR Congo) รายงานว่าจำนวนผู้ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสอีโบลาภายในประเทศสะสมอยู่ที่ 1,077 ราย หากอ้างอิงตัวเลขที่นับถึงวันอังคาร (26 พ.ค.) ขณะหลายจังหวัดทางตะวันออกยังคงเผชิญการระบาดอย่างต่อเนื่อง

รายงานระบุว่าดีอาร์คองโกมีผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาที่ได้รับการยืนยัน 121 ราย และผู้เสียชีวิตต้องสงสัยติดเชื้อ 238 ราย นับตั้งแต่ประกาศการระบาดเมื่อวันที่ 15 พ.ค. โดยการระบาดนี้ได้ส่งผลกระทบต่อเขตอนามัย 13 แห่งทั่วจังหวัดทางตะวันออก ได้แก่ อิตูรี กีวูเหนือ และกีวูใต้ ซึ่งอิตูรียังคงเป็นศูนย์กลางการระบาด

การแพร่ระบาดครั้งนี้ถือเป็นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา ครั้งที่ 17 ของดีอาร์คองโก โดยผลทดสอบจากห้องปฏิบัติการระบุว่าเชื้อไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บุนดีบูโย (Bundibugyo) ซึ่งค่อนข้างหายาก เป็นสายพันธุ์ที่ระบาดเป็นหลัก

อนึ่ง องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโกเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) เมื่อวันอาทิตย์ (17 พ.ค.) ต่อมาศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกาได้ประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านความมั่นคงทางสาธารณสุขระดับทวีป

ที่มา : Xinhua

“ซูโจว” โชว์ศักยภาพเศรษฐกิจ!! เจ้าภาพ APEC 2569 ผสานนวัตกรรมกับวัฒนธรรม ดึงดูดนักลงทุนทั่วโลก ส่งเสริมมิตรภาพระหว่างประเทศ

“ซูโจว” โชว์ศักยภาพบนเวที APEC

ชูความร่วมมือเศรษฐกิจควบคู่มนต์เสน่ห์แห่งเจียงหนาน

การประชุมรัฐมนตรีการค้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ครั้งที่ 32

ระหว่างวันที่ 22-23 พฤษภาคม 2569 เมืองซูโจวได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC) ครั้งที่ 32 อย่างยิ่งใหญ่ โดยนครแห่งสายน้ำฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นที่รู้จักระดับสากลมายาวนานกว่า 2,500 ปีแห่งนี้ สามารถดึงดูดสายตาจากทั่วโลกได้อีกครั้ง ด้วยเอกลักษณ์การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่สอดรับกับวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างกลมกลืนเสมือน “ภาพปักสองหน้า” อันเลื่องชื่อ

แขกผู้มีเกียรติและผู้เข้าร่วมประชุมต่างชื่นชมซูโจวว่าเป็นเมืองที่มีความตื่นตัวทางอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับความงดงามเหนือกาลเวลา โดยปัจจุบัน ซูโจวมีมูลค่าผลผลิตรวมของวิสาหกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กว่า 4.9 ล้านล้านหยวน รั้งตำแหน่งเมืองอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของประเทศจีน ซึ่งสะท้อนถึงฮาร์ดพาวเวอร์ทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ความประณีตงดงามในฐานะนครร้อยสวน ความลึกซึ้งของนครร้อยพิพิธภัณฑ์ และความสุนทรีย์ของนครร้อยงิ้ว ได้หลอมรวมกันเป็นเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของ “สรวงสวรรค์บนดิน” อันเป็นซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรม เมืองซูโจวสามารถประยุกต์การจัดวางโครงสร้างอันประณีตของสวนโบราณมาเป็นแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งยังใช้ศิลปะการปักผ้าสองหน้าอันเลื่องชื่อเป็นสะพานเชื่อมโลกตะวันออกและตะวันตก ส่งผลให้ก้าวขึ้นเป็นหน้าต่างบานสำคัญในการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน

บริเวณต้อนรับภายในงาน แขกผู้มาเยือนต่างตื่นตาตื่นใจกับฉากหลังต้อนรับโทนสีฟ้าอ่อนที่จำลองแบบจากสวนคลาสสิกของซูโจว เพื่อต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วทุกสารทิศอย่างอบอุ่น พร้อมทั้งถ่ายทอดศิลปะความงดงามและงานฝีมือประณีตของสวนสไตล์เจียงหนาน เผยให้ผู้มาเยือนทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติสัมผัสได้ถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนและมิตรไมตรีจิตอันเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับวัฒนธรรมเจียงหนาน

งานปักซูโจวอันวิจิตรบรรจงได้ดึงดูดสายตาให้แขกผู้มีเกียรติต่างหยุดชมด้วยความชื่นชม โดย ยฺหวี จฺวินเหยา (Yu Junyao) ช่างปักผ้าชาวซูโจววัย 28 ปี ผู้ช่วยผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ศิลปะงานปักซูโจวเหยาฮุ่ยเฟิน เปิดเผยว่า “ความงามไม่จำเป็นต้องมีคำแปล และมีพลังในการเชื่อมโยงผู้คนจากต่างถิ่นต่างแดนให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น” ปัจจุบันเธออยู่ระหว่างการจำลองภาพพิมพ์แกะไม้สมัยราชวงศ์หมิงเรื่องบันทึกหอประจิม (The Romance of the Western Chamber) ขึ้นมาใหม่ด้วยเทคนิคงานปัก พร้อมแต่งแต้มสีสันตามการตีความของตนเอง “เหตุผลที่ดิฉันเลือกสาธิตผลงานชิ้นนี้ในงาน เพราะผลงานดังกล่าวได้รวบรวมองค์ประกอบอันหลากหลายของวัฒนธรรมจีนเอาไว้” และเสริมว่า “ทั้งการบอกเล่าวรรณกรรมรักคลาสสิก การแสดงทักษะชั้นครูของงานปักซูโจว ตลอดจนการชูความงามของศิลปะภาพพิมพ์แกะไม้ดั้งเดิม” โดยสิ่งที่สร้างความสนใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานชาวต่างชาติมากที่สุด คือความหลากหลายของเทคนิคการเย็บปักถักร้อยที่นำมาสาธิตในบริเวณงาน

ทุกย่างก้าวภายในงานเปรียบเสมือนการเปิดมุมมองใหม่ที่เผยความงดงามแปลกตาในทุกมิติ โดยคณะผู้จัดงานได้เนรมิตสถานที่จัดประชุมให้กลายเป็น “ห้องรับแขกทางวัฒนธรรม” เพื่อเผยแพร่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของซูโจว ไม่ว่าจะเป็นศิลปะการปักผ้า งานทอผ้าไหมเค่อซือ ผ้าไหมซ่งจิ่น และมรดกแขนงอื่น ๆ ที่สะกดสายตาผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติ นอกจากนี้ บริเวณสาธิตการทำภาพพิมพ์แกะไม้ปีใหม่เถาฮฺวาอู้ก็ได้รับความสนใจอย่างคึกคัก โดยแขกผู้มีเกียรติต่างเข้าคิวรอสัมผัสประสบการณ์พิมพ์ภาพมงคลด้วยฝีมือตนเอง โดยมี เฉียว หลานหรง (Qiao Lanrong) ผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับมณฑล ได้นำผลงานดั้งเดิมชุดปรองดองเป็นหนึ่งเดียว (Harmony in Unity) รวมถึงภาพพิมพ์มงคลต้อนรับ “ปีมะเมีย” รูปแบบใหม่มาให้แขกได้ทดลองปฏิบัติ “ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับประสบการณ์ตรงจากการพิมพ์สีด้วยเทคนิคโบราณ และสามารถนำผลงานที่ทำเสร็จแล้วกลับไปเป็นที่ระลึกได้” เฉียวกล่าว พร้อมชี้ชวนให้ชมผลงานที่มีชื่อว่าเสียวหม่าน (Grain Buds) “เนื่องจากช่วงเวลาของการประชุมตรงกับช่วงปักษ์ ‘เสียวหม่าน’ ในปฏิทินจีนพอดี เราจึงตั้งใจใช้ผลงานศิลปะของเรานี้เพื่อร่วมแบ่งปันภูมิปัญญาเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านฤดูกาลของชาวจีนโบราณแก่ผู้มาเยือน”

ในโอกาสนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย ตลอดจนกลุ่มนักธุรกิจชาวอินโดนีเซีย ผู้สื่อข่าวชาวอเมริกัน และมิตรจากหลากหลายประเทศ ได้มีส่วนร่วมปักฝีเข็มลงบนผืนผ้าปักซูโจวชุดพิเศษในชื่อ “APEC CHINA 2026” โดยการร่วมร้อยเรียงเส้นด้ายในครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการถักทอสายสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเป็นพยานชิ้นสำคัญของความร่วมมือร่วมใจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

นวัตกรรมเป็นทั้งกลไกเบื้องหลังความสำเร็จทางเศรษฐกิจอันโดดเด่นของซูโจว และกุญแจสำคัญในการสืบสานความมีชีวิตชีวาของมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมให้อยู่คู่สังคมปัจจุบันด้วย

ในการประชุมครั้งนี้ จิน อี๋ (Jin Yi) ผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมด้านการตัดเย็บชุดกี่เพ้าแฮนด์เมดของซูโจว ได้นำสัญลักษณ์ประจำท้องถิ่น อาทิ ดอกไม้ประจำเมือง (ดอกหอมหมื่นลี้), ปูขนอันเลื่องชื่อ และเครื่องดนตรีซูโจวผิงถาน มาผสมผสานเข้ากับศิลปะการทำกระดุมจีน (ผานโค่ว) ซึ่งผลงานสร้างสรรค์เหล่านี้โดดเด่นทั้งความวิจิตรบรรจงและประโยชน์ใช้สอยจริง โดยนำมาประยุกต์เป็นเข็มกลัดติดหน้าอกหรือเข็มกลัดปกเสื้อ ช่วยให้ผู้มาเยือนชาวต่างชาติได้สัมผัสถึงความประณีตและหัวใจในงานฝีมือดั้งเดิมของจีนอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน บริษัท ซูโจว ไท่หู สโนว์ ซิลก์ จำกัด (Suzhou Taihu Snow Silk Co., Ltd.) ได้นำลวดลายสิบสองนักษัตรมาผสานเข้ากับผลิตภัณฑ์ผ้าไหมอย่างสร้างสรรค์ เกิดเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่ครองใจทั้งกลุ่มลูกค้าต่างชาติและผู้บริโภครุ่นใหม่

การสืบสานความมีชีวิตชีวาของมรดกทางวัฒนธรรมจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อศิลปะนั้นได้รับการหลอมรวมเข้ากับวิถีชีวิตยุคปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเมืองซูโจวได้ใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเพื่อฟื้นคืนชีวิตให้แก่มรดกทางประวัติศาสตร์ ทั้งในแง่การอนุรักษ์ในปัจจุบันและการปูรากฐานสู่อนาคต

ทางด้าน เฉิน เหวิน (Chen Wen) ผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเทคนิคการทอผ้าไหมเค่อซือระดับมณฑล แสดงทัศนะว่า งานฝีมือโบราณชนิดนี้สามารถทำหน้าที่เป็นสื่อกลางแห่งยุคสมัยได้เป็นอย่างดี โดยนอกจากจะยังคงรักษาความงดงามตามแบบแผนภาพวาดจีนโบราณแล้ว ปัจจุบันยังได้ผสมผสานสุนทรียภาพในชีวิตประจำวันเพื่อสร้างเสียงสะท้อนทางวัฒนธรรมให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้เข้าถึง “ศิลปะที่ใกล้สูญหาย” นี้ง่ายขึ้น เฉินจึงริเริ่มนำผลงานไปจัดแสดงนิทรรศการในประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ และอื่น ๆ อีกทั้งยังได้พัฒนากี่ทอผ้าไหมเค่อซือขนาดเล็กสำหรับการเรียนรู้ขึ้นมาใหม่โดยอิงรูปแบบจากกี่ทอผ้าโบราณ พร้อมทั้งเปิดชั้นเรียนเสริมทักษะตามความสนใจในโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพื่อนำวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้าสู่ห้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยให้เยาวชนเข้าใจในภูมิปัญญาจีนที่ถักทออยู่ในเส้นด้ายแต่ละเส้นผ่านประสาทสัมผัสและการทดลองทอด้วยตนเอง โดย โยร์ก ไฮน์ริช (Joerg Heinrich) กรรมการบริหารสมาพันธ์เครื่องจักรกลสวิส ได้กล่าวชมว่า ประสบการณ์ที่เขาคลุกคลีอยู่กับเครื่องจักรสิ่งทอมาหลายปี ทำให้เขารู้สึกผูกพันและคุ้นเคยกับภาพวิถีชีวิตการทอผ้าทำมือเช่นนี้เป็นอย่างมาก

ขณะเดียวกัน ผู้ที่เดินเยี่ยมชมรอบบริเวณงานอาจมีโอกาสได้ยลโฉมบอนไซสไตล์ซูโจวที่จัดแสดงอยู่ตามจุดต่าง ๆ โดยมีผลงานบอนไซสนเจินไป๋โบราณอายุกว่า 200 ปีที่มีชื่อว่า มังกรหมอบ หงส์เริงร่า (Dragon in Repose, Phoenix at Ease) ตั้งตระหง่านสะดุดตา ซึ่งบอนไซชิ้นนี้นอกจากจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ความร่มรื่นแก่สถานที่จัดงานแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติได้สัมผัสถึงปรัชญาของสวนซูโจวโดยไม่จำเป็นต้องก้าวออกจากโถงจัดงาน

“บอนไซไม่ได้เป็นเพียงการจำลองย่อส่วนธรรมชาติลงมาเท่านั้น ทว่าเป็นการจัดระเบียบโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ กาลเวลา และมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันภายใต้พื้นที่จำกัด” ตัวแทนจากสำนักงานบริหารสวนจัวเจิ้ง ภายใต้สำนักงานบริหารสวนและพื้นที่สีเขียวเมืองซูโจว กล่าว โดยทางหน่วยงานคาดหวังว่า การอาศัยเวทีระดับนานาชาตินี้จะสามารถแสดงให้ผู้มาเยือนเห็นว่า สวนโบราณซูโจวไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงรูปแบบสิ่งก่อสร้างดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังสามารถแทรกซึมเข้าสู่พื้นที่วัฒนธรรมสาธารณะในปัจจุบันได้ผ่านทางบอนไซ เครื่องเรือนตกแต่ง และรูปแบบงานร่วมสมัยต่าง ๆ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นภาษาที่นุ่มนวลทว่าทรงพลังในการเชื่อมโยงเมืองซูโจวเข้ากับสังคมโลก

การประชุมรัฐมนตรีการค้า APEC ในครั้งนี้เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมเมืองกูซู (ชื่อโบราณของซูโจว) อายุกว่าพันปี เข้ากับผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลก ก่อให้เกิดมิตรภาพและความประทับใจอันงดงามมากมาย โดยนอกรอบการประชุม แขกผู้มีเกียรติได้เดินเที่ยวชมถนนสายประวัติศาสตร์ผิงเจียง ตรอกซอกซอยโบราณ ตลอดจนสวนโอ่วหยวน พร้อมทั้งดื่มด่ำกับการบูรณาการด้านวัฒนธรรม พาณิชยกรรม และการท่องเที่ยว อันเป็นแก่นแท้ของเจียงหนาน นอกจากนี้ยังได้เที่ยวชมสวนจัวเจิ้งเพื่อชื่นชมสุนทรียศาสตร์ตะวันออกในการรังสรรค์ฟ้าดินไว้ในพื้นที่อันจำกัด ตลอดจนเดินทางไปเยือนเมืองน้ำโบราณอย่างโจวจวางและถงหลี่ เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตริมน้ำดั้งเดิม นั่งเรือพาย และร่วมฟังการขับร้องและเล่าเรื่องผิงถานกับงิ้วคุนฉฺวี่อย่างใกล้ชิด

ฟลอร์ เบเยนส์ (Flor Baeyens) ผู้จัดการโครงการแห่งหอการค้าเบเนลักซ์ประจำประเทศจีน กล่าวว่า “ในการสรรหาแหล่งลงทุนของกลุ่มธุรกิจ เรามองหาพื้นที่ที่สามารถสร้างความเชื่อมโยงร่วมกันได้อยู่เสมอ ซึ่งที่ซูโจวแห่งนี้ ผมสัมผัสได้ถึงความลุ่มลึกของวัฒนธรรมท้องถิ่น งานศิลปะ และความประณีตงดงามของงานฝีมืออย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถสร้างความเข้าใจและร่วมมือกันได้ง่ายยิ่งขึ้น ก่อนที่จะเปิดโต๊ะเจรจาธุรกิจเพื่อการลงทุนอย่างเป็นทางการเสียด้วยซ้ำ”

ฆอร์เฆ กาซิมิโร (Jorge Casimiro) รองประธานกลุ่มบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์และนโยบายสาธารณะของไนกี้ (Nike) เปิดเผยในการเสวนาพันธมิตรผู้นำธุรกิจเอเชีย-แปซิฟิก และการประชุมส่งเสริมการลงทุนระดับโลกซูโจว ประจำปี 2569 ว่า “ซูโจวถือเป็นเมืองแห่งนวัตกรรมและโอกาส เราได้เปิดร้านสาขาแรกที่เมืองไท่ชางมาตั้งแต่ปี 2539 และไนกี้ก็ได้เติบโตก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องเคียงคู่มากับพัฒนาการของเมืองซูโจว” พร้อมทั้งยกย่องสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยมและยืนยันนโยบายของไนกี้ในการขยายการลงทุนในเมืองนี้ต่อไป ด้วยศักยภาพทำเลที่ตั้งและบรรยากาศการลงทุนชั้นหนึ่ง ส่งผลให้ซูโจวกลายเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจของไนกี้ในประเทศจีน โดยนับตั้งแต่ก่อตั้งศูนย์โลจิสติกส์ขึ้นที่เมืองไท่ชางในปี 2553 บริษัทสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้สูงถึงห้าเท่า ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีความสามารถในการรองรับและจัดการสินค้าสูงกว่า 180 ล้านชิ้นต่อปี

นอกจากนี้ เมืองซูโจวยังเป็นที่ตั้งของคณะนักแสดงบัลเลต์ วงซิมโฟนีออร์เคสตรา และวงดนตรีออร์เคสตราจีนดั้งเดิม ทั้งยังมุ่งมั่นดึงดูดทรัพยากรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศในด้านการศึกษา การแพทย์ สาธารณสุข ศิลปวัฒนธรรม และการกีฬา ตลอดจนการดำเนินมาตรการอำนวยความสะดวกแบบครบวงจรเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวต่างชาติ ส่งผลให้เมืองซูโจวได้รับการยอมรับให้เป็น “เมืองของจีนที่ดึงดูดใจบุคลากรผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติมากที่สุด” ติดต่อกันเป็นเวลายาวนานถึง 14 ปี

ความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมและความตื่นตัวทางเศรษฐกิจต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน หล่อหลอมให้ชาวซูโจวมีจิตวิญญาณแห่งการกล้าคิดกล้าทำ ลงมือปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ และมุ่งมั่นแสวงหาความเป็นเลิศอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนานถึง 2,500 ปี ในวันนี้ ซูโจวพร้อมเปิดประตูรับความหลากหลายและความเป็นสากล เพื่อพิสูจน์ให้ผู้มาเยือนทั้งชาวจีนและชาวต่างประเทศได้ประจักษ์ว่า มนต์เสน่ห์ทางวัฒนธรรมของเมืองคือสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดีที่สุด

ที่มา: การประชุมรัฐมนตรีการค้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ครั้งที่ 32

‘ปูติน–โตคาเยฟ’ ย้ำสัมพันธ์พิเศษ!! ชูสัมพันธ์รัสเซีย–คาซัคสถานแน่นแฟ้น การค้าไตรมาสแรกปี 2026 โตเกิน 9% ดันการค้าทะลุระดับสูงสุดใหม่ใกล้ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ‘โตคาเยฟ’ ลั่นเดินหน้าพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ต่อ

บนพื้นฐานของหลักการแห่งความเสมอภาค ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและคาซัคสถานกำลังเติบโตและพัฒนาอย่างมีพลวัต ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียกล่าวย้ำ

ปูตินระบุว่า ทั้งสองประเทศประสานความร่วมมือกันในทุกด้านของความสัมพันธ์ทวิภาคี
“เราทำงานร่วมกันในทุกมิติ” ปูตินกล่าวระหว่างการหารือ โดยเน้นย้ำถึงขอบเขตความร่วมมือที่ครอบคลุมอย่างกว้างขวาง

ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่า ขณะนี้มีชุดข้อตกลงความร่วมมือทวิภาคีจำนวนมากที่พร้อมสำหรับการลงนามแล้ว

การค้ารัสเซีย-คาซัคสถาน เพิ่มขึ้นกว่า 9% ในไตรมาสแรกของปี 2026

การค้าระหว่างรัสเซียกับคาซัคสถานเพิ่มขึ้นมากกว่า 9% ในไตรมาสแรกของปี 2026 ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กล่าว
“เมื่อปีที่แล้ว มูลค่าการค้าอยู่ที่มากกว่า 28,000 ล้านดอลลาร์ และในปีนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 9% ในไตรมาสแรก” ปูตินกล่าว

หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างรัสเซียกับคาซัคสถานตั้งอยู่บนพื้นฐานของมิตรภาพ

นอกจากนี้ ปูตินยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของแถลงการณ์ร่วมที่กำหนดหลักการ 7 ประการแห่งมิตรภาพและความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ซึ่งทั้งสองประเทศมีกำหนดจะรับรองร่วมกันในวันพฤหัสบดี

ในการหารือกับประธานาธิบดีคาสซิม-โจมาร์ต โตคาเยฟ ปูตินได้เน้นย้ำ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
ประการแรก มอสโกและอัสตานาได้เตรียมชุดข้อตกลงความร่วมมือจำนวนมากไว้สำหรับลงนาม
ประการที่สอง คาซัคสถานยังคงเป็นหนึ่งในคู่ค้ารายสำคัญที่สุดของรัสเซียและประการที่สาม ความร่วมมือของทั้งสองประเทศภายใต้สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) ถือเป็นแบบอย่างของความร่วมมือระหว่างประเทศที่สร้างสรรค์

ยูริ อูชาคอฟ ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวก่อนหน้านี้ว่า หลักการทั้ง 7 ประการครอบคลุมมิติสำคัญของความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับคาซัคสถาน ไม่เพียงในระดับรัฐต่อรัฐ แต่ยังรวมถึงในระดับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนด้วย

หลักการข้อแรกคือ ประวัติศาสตร์ร่วมกันและการมองทำความเข้าใจประวัติศาสตร์นั้นอย่างมีความรับผิดชอบ บนจิตวิญญาณแห่งมิตรภาพและความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี” อูชาคอฟกล่าว พร้อมเสริมว่า หลักการ

ข้อที่สองคือ ความพยายามร่วมกันในการส่งเสริมการบูรณาการยูเรเชีย และการสร้างพื้นที่ระดับภูมิภาคเพื่อความร่วมมือ ความมั่นคง และการเจรจา”

หลักการข้อที่สาม กำหนดให้พรมแดนที่ทั้งสองประเทศมีร่วมกันเป็น “พื้นที่แห่งความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและความร่วมมือ
หลักการข้อที่สี่ มุ่งเน้นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ
และหลักการข้อที่ห้า ครอบคลุม “ความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมในฐานะมรดกร่วม คุณค่าดั้งเดิม และความใกล้ชิดทางอารยธรรม”

“หลักการข้อที่หกคือ เยาวชน การแลกเปลี่ยนทางการศึกษา และความร่วมมือด้านกีฬา” อูชาคอฟกล่าวเสริม
“และสุดท้าย หลักการข้อที่เจ็ดคือ วิสัยทัศน์ร่วมกันต่ออนาคต” เขากล่าวสรุป

รัสเซียครองอันดับ 1 ด้านการลงทุนโดยตรงในเศรษฐกิจคาซัคสถาน

ประธานาธิบดีคาสซิม-โจมาร์ต โตคาเยฟ ของคาซัคสถานกล่าวว่า ขณะนี้รัสเซียเป็นผู้นำด้านการลงทุนโดยตรงในเศรษฐกิจคาซัคสถาน และอัสตานาจะเดินหน้าความร่วมมือในทิศทางนี้ต่อไป
“ปัจจุบัน รัสเซียเป็นผู้นำด้านการลงทุนโดยตรงในเศรษฐกิจของเรา คิดเป็น 29,000 ล้านดอลลาร์ และเราจะยังคงทำงานในทิศทางนี้ต่อไป” โตคาเยฟกล่าว

ประธานาธิบดีคาซัคสถานยังกล่าวว่า การค้าระหว่างคาซัคสถานกับรัสเซียกำลังเติบโต และจะไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 30,000 ล้านดอลลาร์ในไม่ช้า
“แม้สถานการณ์โลกจะท้าทาย ความร่วมมือของเรา โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ยังคงพัฒนาอย่างประสบความสำเร็จ และมูลค่าการค้าก็กำลังเติบโต... มูลค่าการค้าระหว่างคาซัคสถานและรัสเซียกำลังแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ราว 30,000 ล้านดอลลาร์” โตคาเยฟกล่าวระหว่างการหารือกับประธานาธิบดีปูติน

ผู้นำคาซัคสถานยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้รัสเซียและคาซัคสถานมีโครงการร่วมกัน 177 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมราว 53,000 ล้านดอลลาร์

โตคาเยฟกล่าวเสริมว่า คาซัคสถานจะเดินหน้ากระชับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับรัสเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ประธานาธิบดีโตคาเยฟยังเน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างอัสตานาและมอสโกว่า ทั้งสองเมืองหลวงประสานงานกันแทบทุกประเด็นระดับโลก
“เราปฏิสัมพันธ์และร่วมมือกันในเกือบทุกประเด็นระหว่างประเทศ” เขากล่าวระหว่างพบกับปูติน

ผู้นำคาซัคสถานยังกล่าวชื่นชมการเยือนอัสตานาของปูตินว่าเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์พิเศษที่เชื่อมโยงทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน
“ผมถือว่าการเยือนครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์พิเศษระหว่างรัฐของเรา ในจิตวิญญาณของหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และพันธมิตรอย่างรอบด้าน สำหรับคาซัคสถาน ความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและใกล้ชิดกับรัสเซียมีความสำคัญสูงสุด” โตคาเยฟกล่าว

ผู้นำคาซัคสถานย้ำว่า ไม่ว่าสถานการณ์โลกจะผันผวนเพียงใด ทั้งสองประเทศยังคงเดินหน้าความร่วมมืออย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่กำลังได้รับแรงส่งใหม่
“แม้สถานการณ์โลกจะยากลำบาก แต่ความร่วมมือของเรา โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ กำลังพัฒนาไปอย่างประสบความสำเร็จ และปริมาณการค้าก็กำลังเพิ่มขึ้น” โตคาเยฟกล่าว

ที่มา : Sputnik

ถอดสูตรอินฟลูลวงโลกในจีน!! จากจีนถึงไทย เปิดโปงโมเดล “ความจนปลอม” สร้างยอดวิว–ยอดขาย ใครต้องรับผิดชอบ จากคอนเทนต์ขายความสงสาร ถึงคำถามไทยจะจัดการเมื่อไร

ถอดสูตรอินฟลูลวงโลกในจีน​ ไทยจะจัดการกี่โมง

ไม่นานมานี้มีคอนเทนต์เรียกน้ำตาสร้างความสงสารของพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่ตะเลงพาลูกรับทำความสะอาดยังสถานที่ต่างๆ​โดยแต่ละที่ก็เหมือนจงใจสร้างให้สกปรก​รกรุงรังแบบดูเหมือนเซ็ตฉากไว้​ หรือจากการที่มีการขุดคุ้ยว่ามีกลุ่มเอเจนซี่​หรือดราม่าทุนจีนเป็นคนชักใย​ แต่ถึงกระนั้นในไทยกลับไร้การสอบสวนปล่อยให้นักสืบโซเชียลและกระแสสังคมเป็นคนตัดสินเท่านั้น

ทีนี้ย้อนกลับมาดูฝั่งประเทศจีน​  ซึ่งวันนี้เอย่าจะเอาวงการโซเชียลจีนทึ่มีการตัดสินไปแล้วมารีวิวให้ทราบกัน

เคสที่ดูจะเหมือนกับเคสพ่อบ้านเลี้ยงเดี่ยวเคสนี้คือ​เคสของ​ ​น้องเหลียง​ เมิ่งหยาง​ เธอเป็นเน็ตไอดอลชาวจีนจากเขตเหลียงซาน มณฑลเสฉวน ที่โด่งดังมากจากคอนเทนต์แนว “ชีวิตยากจนในชนบท” โดยเธอเล่าเรื่องว่าตัวเองเติบโตอย่างลำบาก อยู่บ้านทรุดโทรม ทำงานหนักบนภูเขา สวมเสื้อผ้าเก่า ๆ และช่วยชาวบ้านขายผลผลิตทางการเกษตรผ่านไลฟ์สตรีม จนมีผู้ติดตามหลายล้านคน​  แต่ต่อมามีชาวเน็ตเริ่มสงสัยว่าหลายคลิปอาจเป็นการ “จัดฉาก” จึงมีคนไปตรวจสอบที่บ้านเกิด และพบข้อมูลที่ขัดแย้งกับเรื่องราวที่เธอเล่า เช่น พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งๆที่เธออ้างกับโซเชียลว่าพ่อแม่เสียชีวิตไปแล้ว​เธอรับภาระเลี้ยงน้องๆ และฉากบ้านยากจนบางส่วนถูกสร้างขึ้นเพื่อการถ่ายทำคอนเทนต์​แค่นั้น​ ไม่ใช่บ้านจริงๆเป็นเพียงโรงนาเก่าในเขตหมู่บ้านเท่านั้น​ หลังจากนั้นทางการจีนได้เข้าตรวจสอบเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคอนเทนต์ลักษณะนี้ และพบว่ามีการใช้ภาพความยากจนปลอมเพื่อดึงความสงสาร กระตุ้นยอดวิว และเพิ่มยอดขายสินค้าในการไลฟ์สด จนกลายเป็นคดีโฆษณาอันเป็นเท็จ​ จนในปี 2567 ศาลจีนมีคำพิพากษาให้เมิ่งหยางและผู้เกี่ยวข้องหลายคนรับโทษจำคุก โดยเมิ่งหยางถูกตัดสินจำคุก 11 เดือน และปรับ 80,000 หยวน ส่วนน้องชายและผู้ร่วมขบวนการร่วม  50​ คน​ก็ได้รับโทษเช่นกัน​ ว่ากันว่าช่วงเวลาที่เธอหลอกลวงนั้นเธอโกยรายได้ไม่ต่ำกว่า​ 30​ ล้านหยวน​ จนหลายสื่อในจีนมองว่าคดีนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทางการเริ่มเข้มงวดกับคอนเทนต์แนว “ชีวิตสุดรันทด” ที่อาจถูกจัดฉากเพื่อการค้า มากกว่าการเล่าเรื่องชีวิตจริงของคนในชนบท​ และนำมาสู่การกวาดล้างคอนเทนต์

การสร้างตัวตนปลอมเพื่อหลอกขายสินค้า​

และแล้วทางการจีนก็เข้ามาควบคุมการทำคอนเทนต์โดยเฉพาะการจัดการกับคอนเทนต์สร้างตัวตนปลอมเพื่อหลอกขายสินค้า​  ซึ่งเคสของเหลียงซาน​ เมิ่งหยางคือ​  1​ ในนั้น​และทางการจีนเรียกประเภทการหลอกลวงแบบเมิ่งหยางว่า​เป็น​แก๊งค์ชาวบ้านยากจนปลอม

คอนเทนต์ต่อมาที่เป็นประเภทเข้าข่ายหลอกลวงคือ​คอนเทนต์ช่วยชาวบ้าน​คือทำเป็นไปไลฟ์

ในชนบทและเชิญชาวบ้านมาบอกว่าผลผลิตขายไม่ออกให้ช่วยซื้อ​ แต่ความจริงคือระบบกองถ่ายมีการเทคซ้ำ​และผลผลิตที่ขายไม่ได้มาจากในพื้นที่นั้นจริง​ ทางฝั่งจีนเรียกคอนเทนต์นี้ว่า​ การตลาดขายความสงสาร​

อีกแนวที่มีมากในจีนจนโดนจับโป๊ะได้คือ​  อินฟลูเอนเซอร์สาย “คนจนกินหรูไม่ได้”  กลุ่มนี้จะอ้างว่าบ้านจน​ ขาดโอกาสทางการศึกษาหรือไม่มีเงินเรียนต่อแล้วต้องทำงานหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว​ กลุ่มนี้สุดท้ายโดนจับได้ว่ากินหรูอยู่สบาย​ อย่างเมิ่งหยางที่เอย่ากล่าวไปก็เป็นแบบนี้ด้วยเช่นกัน

สุดท้ายที่เจอในจีนคือปลอมเป็นชนกลุ่มน้อยเพื่อขายของทั้งที่ไม่ได้เป็นชาติพันธุ์นั้นๆ

ในจีนสอบสวนกลุ่มอินฟลูฯเหล่านี้มีตั้งแต่คดี​โฆษณาเท็จ​ ฉ้อโกง​ เลีายงภาษีไปจนถึงคดีอาญาหากมีการทำเป็นเครือข่าย​ แต่ในไทยกฎหมายมีบทลงโทษสำหรับคนโฆษณาเท็จคือ​ จำคุกไม่เกิน​ 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน​ 100,000​บาท​หรือทั้งจำทั้งปรับ​  หากฉ้อโกงมีโทษจำคุกไม่เกิน​ 3 ปี​หรือปรับ​ไม่เกิน 60,000​บาท​หรือทั้งจำททั้งปรับ​ แต่ด้วยกฎหมายที่เบาหวิวของไทยหากไม่มีการร้องเรียนก็ไม่มีใครตรวจสอบจนกลายเป็นภาระของชาวโซเชียลที่ต้องตรวจสอบกันเองรับความเสี่ยงกันเอง​

เอย่าก็ขอฝากไว้ให้เจ้ากระทรวงไอซีทีและตำรวจไอซีทีนะคะไม่ใช่วันๆจะรอแต่นั่งรับแจ้งความอย่างเดียว​ หากไม่ทำงานเชิงรุกก็ระวังไว้นะคะเผื่อจะมี​ แฮชแืกว่า​#ตำรวจไซเบอร์มีไว้ทำไม

‘ทรัมป์’ จวก ‘เนทันยาฮู’ !! ปมโจมตีเลบานอนขวางเกมเจรจาอิหร่าน เตือนระวังยกระดับความรุนแรง อ้างช่วยชีวิตแต่ถูกเกลียดทั้งคู่ ข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอนสดใส

สำนักข่าว Axios รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงอาการโกรธจัดและตำหนินายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลอย่างรุนแรงผ่านทางโทรศัพท์ หลังจากอิสราเอลยกระดับการโจมตีในเลบานอน ซึ่งทรัมป์มองว่ากำลังเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

รายงานระบุว่า ทรัมป์ตะโกนใส่เนทันยาฮูด้วยถ้อยคำหยาบคายว่า "แกมันบ้าไปแล้ว! ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน นายคงติดคุกไปแล้ว ฉันเป็นคนช่วยชีวิตแกไว้แท้ๆ แต่ตอนนี้ทุกคนเกลียดแกกันหมดแล้ว และทุกคนก็พลอยเกลียดอิสราเอลไปด้วยเพราะเรื่องนี้" (“You’re f***ing crazy. You’d be in prison if it weren’t for me. I’m saving your ass. Everybody hates you now. Everybody hates Israel because of this,” )

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังตั้งคำถามด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวว่า "แกกำลังทำบ้าอะไรอยู่?" (“What the f*** are you doing?”) โดยแสดงความกังวลว่าอิสราเอลใช้กำลังเกินกว่าเหตุ จนทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตจำนวนมากและอาคารบ้านเรือนถูกทำลายราบคาบเพียงเพื่อสังหารผู้บัญชาการฮิซบอลเลาะห์เพียงไม่กี่คน

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ได้โพสต์ Truth Social ระบุว่า ว่าเขาได้ขอให้ เนทันยาฮู ยุติแผนการบุกถล่มกรุงเบรุตครั้งใหญ่ ซึ่งผู้นำอิสราเอลยอมถอยทัพกลับไป นอกจากนี้ทรัมป์ยังอ้างว่าเขาได้พูดคุยกับตัวแทนของฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งฝ่ายนั้นก็ตกลงที่จะหยุดยิงใส่กองกำลังอิสราเอลแล้ว

ด้านเลบานอนเปิดเผยว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ในการยุติการโจมตีอิสราเอล เพื่อแลกกับการที่อิสราเอลจะไม่โจมตีพื้นที่ชานเมืองตอนใต้ของกรุงเบรุต  เมืองหลวงของเลบานอน โดยสถานเอกอัครราชทูตเลบานอนประจำสหรัฐฯ ระบุว่าได้รับคำยืนยันอย่างเป็นทางการว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยอมรับข้อเสนอ "ยุติการโจมตีซึ่งกันและกัน" ของสหรัฐฯ แล้ว ขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ได้ยืนยันถึงข้อตกลงดังกล่าวเช่นกัน แต่ยังคงส่งคำเตือนอย่างแข็งกร้าวว่า การโจมตีในเบรุตจะดำเนินต่อไปหากฮิซบอลเลาะห์ยังไม่หยุดโจมตีเมืองและพลเรือนของอิสราเอล

ด้าน นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กอลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ในฐานะหัวหน้าทีมเจรจา ได้ส่งคำเตือนผ่านไปยังประธานรัฐสภาเลบานอนว่า หากอิสราเอลยังคงรุกรานเลบานอนต่อไป อิหร่านจะไม่เพียงแต่ยุติการเจรจากับสหรัฐฯ แต่จะเข้าสู่การเผชิญหน้ากับศัตรูโดยตรง

คำเตือนนี้เกิดขึ้นเนื่องจากร่างข้อตกลงที่อิหร่านกำลังเจรจากับสหรัฐฯ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าต้องมีการยุติการสู้รบในเลบานอน

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงยืนยันว่าการเจรจากับอิหร่านยังคง "ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว  และว่าตนกำลังจะมีข้อตกลงขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านออกไป และเปิดช่องแคบฮอร์มุซในสัปดาห์หน้า

ที่มา : Aljazeera/RT/BBC

      :https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1311279271160430/?rdid=fjyLFwtQWe1x7vY4#

เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในญี่ปุ่นเกี่ยวกับพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำทางการทูตกับประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ขณะที่ประธานาธิบดีกำลังฟังเธอพูด, เธอก็เริ่มเต้นรำอย่างกระทันหันราวกับกำลังยกแก้วแชมเปญขึ้นเหนือศีรษะ

“เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในญี่ปุ่นเกี่ยวกับพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำทางการทูตกับประธานาธิบดีฟิลิปปินส์

ขณะที่ประธานาธิบดีกำลังฟังเธอพูด, เธอก็เริ่มเต้นรำอย่างกระทันหันราวกับกำลังยกแก้วแชมเปญขึ้นเหนือศีรษะ”

ที่มา :https://www.facebook.com/reel/1303795515272905 

สหรัฐฯ ปรับท่าทีจีน พีต เฮกเซทลดคำแข็งกร้าว หลังเยือนจีน 2-3 วัน ใช้วลีใหม่ของสีจิ้นผิง ย้ำพันธมิตรเพิ่มงบกลาโหม

รองศาสตราจารย์ ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น ได้กล่าวในเฟสบุ๊คว่า

อ้าววว  คุณพี่ไม่ทำกร่างแล้วเหรอออออ

คลิปนี้ สื่อฝรั่งเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ เลยค่า  

=

ท่าทีที่ soft ลงของรมว. ตัวตึง ของสหรัฐฯ พีต เฮกเซท ในงาน Shangri La Dialogue 

ปีที่แล้ว ที่มีการใช้คำพูดแข็งกร้าวในเรื่องไต้หวันและใช้คำเรียกจีนว่า  “คอมมิวนิสต์จีน” ตลอด  แต่พอมาปีนี้  (หลังจากได้ติดตามทรัมป์ไปพบสีจิ้นผิงที่กรุงปักกิ่ง) ท่านรมว. ตัวจิ๊ด คนนี้ ปรับลดโทนการพูดโจมตีจีน  และไม่แตะเรื่องไต้หวัน !!  (แถมสหรัฐฯ ยอมชะลอไม่ขายอาวุธให้ไต้หวันด้วยนะ) 

ในคำกล่าวปีนี้  รมว.ตัวตึงคนนี้ยังใช้คำศัพท์ที่สีจิ้นผิงเพิ่งบัญญัติขึ้นใช้นิยามความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ว่า เป็นความสัมพันธ์แบบ “Constructive Strategic Stability” ด้วยค่า #เรียบร้อยโรงเรียนสีจิ้นผิง 

สรุปว่า ไปทริปปักกิ่งแค่ 2-3 วัน  แต่โดนฝ่ายจีน สีจิ้นผิงกล่อมและปรนเปรอเต็มที่ (โดนปรับทัศนคติแบบเนียนๆ ) ทำให้ปีนี้ คำกล่าวของรมว.ตัวตึงคนนี้เปลี่ยนไปคนละโทนเลยค่าาา

ในงานปีนี้  พีต เฮกเซทพูดย้ำคำว่า” Strong, Quite, Clear” ในสปีช  แปลง่ายๆ คือ ผมจะ #Quite พูดกร่างน้อยลง เงียบขึ้น และลดคำพูดดราม่า แต่จะ #Strong คือ แข็งแกร่งขึ้นในเรื่องการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ และดุขึ้น  แล้วก็ make it #Clear ชัดเจนว่า บรรดาชาติพันธมิตรทั้งหลายต้อง #เพิ่มงบกลาโหม (มาซื้ออาวุธสหรัฐ) เพื่อ #ดูแลตัวเอง แล้วด้วยนะ   แกคงคิดแบบพ่อค้าแนวเดียวกับทรัมป์  คือ พวกผมจะไม่ไปช่วยรบด้วยนะ แต่จะเน้นทำมาหากิน #ขายอาวุธ เป็นหลักนะคร้าบบบบ

https://www.facebook.com/share/1BVjUFktfi/

OECD ชี้เศรษฐกิจโลกชะลอ!! การเติบโตปี 2026 เหลือ 2.8% คาดฟื้นปี 2027 เป็น 3.1% ความขัดแย้งตะวันออกกลางกดดัน หวังสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านช่วยผ่อนคลาย

วันพุธ (3 มิ.ย.) องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจฉบับล่าสุด โดยคาดการณ์ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกจะชะลอตัวลงจากร้อยละ 3.4 ในปี 2025 เหลือร้อยละ 2.8 ในปี 2026 ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นเป็นร้อยละ 3.1 ในปี 2027

รายงานระบุว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะเริ่มต้นปี 2026 ได้แข็งแกร่งกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้ แต่ความขัด

แย้งในตะวันออกกลางกลับกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่กำหนดแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยแนวโน้มของความขัดแย้งยังคงไม่แน่นอน ขณะที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจยังคงส่งผลต่อไปอีกระยะ แม้หลังความขัดแย้งยุติลง

องค์การฯ ตระหนักถึงความไม่แน่นอนนี้ และได้วิเคราะห์โดยพิจารณาจาก 2 แนวทางที่เป็นไปได้ ได้แก่ สถานการณ์หยุดชะงักในระยะเวลาจำกัด ซึ่งผลกระทบต่างๆ จะคงอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ และสามารถคลี่คลายได้ค่อนข้างรวดเร็ว ส่วนอีกแนวทางคือสถานการณ์หยุดชะงักที่ยืดเยื้อ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบในวงกว้างและมีความรุนแรงต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า

ทั้งนี้ องค์การฯ คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกข้างต้น ภายใต้สถานการณ์พื้นฐานที่การบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีแนวโน้มคืบหน้ามากขึ้น และราคาพลังงานเริ่มปรับตัวลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2026 เป็นต้นไป

ที่มา : Xinhua

“ตุรกี” ลุยรถไฟเชื่อมซาอุฯ !! ถกเส้นทางรถไฟฮิญาซเก่า ขยายเส้นทางถึงโอมานเลี่ยงฮอร์มุซ เชื่อมชายแดนตุรกี-อาเลปโป-ดามัสกัส สร้างทางเลือกใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

(Sputnik) — ทางการตุรกีกำลังหารือกับซาอุดีอาระเบียเกี่ยวกับเส้นทางรถไฟสายหนึ่ง ซึ่งโดยหลักแล้วจะเดินตามแนวทางรถไฟฮิญาซเดิม โดยมีแผนว่าเส้นทางใหม่นี้อาจขยายต่อไปถึงโอมาน และทำหน้าที่เป็นทางเลือกแทนช่องแคบฮอร์มุซ นายอับดุลกาดีร์ อูราโลกลู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานของตุรกี กล่าวเมื่อวันพุธ

“ในระยะแรก จำเป็นต้องสร้างเส้นทางจากชายแดนตุรกีไปยังเมืองอาเลปโปในซีเรีย จากตรงนั้นไปยังดามัสกัสมีช่วงเส้นทางที่สร้างไว้แล้ว ... แต่ช่วงจากชายแดนจอร์แดนไปยังซาอุดีอาระเบียยังไม่มีทางรถไฟ ขณะนี้เรากำลังหารือกับฝ่ายซาอุดีอาระเบียเกี่ยวกับเส้นทางว่า จะให้เส้นทางเบนไปยังกรุงริยาด หรือจะนำไปยังภูมิภาคฮิญาซ โดยเป้าหมายสุดท้ายคือการสร้างเส้นทางไปถึงโอมาน โดยแท้จริงแล้ว เรากำลังพูดถึงการเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ” อูราโลกลูกล่าวกับสำนักข่าว Anadolu

ภูมิภาคฮิญาซทางตะวันตกของซาอุดีอาระเบียมีเส้นทางรถไฟความเร็วสูงระหว่างนครเมกกะและนครเมดินาอยู่แล้ว

เมื่อเดือนมีนาคม อูราโลกลูระบุว่า อังการากำลังหารือกับดามัสกัสเกี่ยวกับการฟื้นฟูช่วงหนึ่งของทางรถไฟฮิญาซ ซึ่งในอดีตเคยเชื่อมต่อทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน

ทางรถไฟฮิญาซถูกสร้างขึ้นโดยจักรวรรดิออตโตมันในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรองรับการเดินทางของผู้แสวงบุญไปยังนครเมกกะและนครเมดินา ปัจจุบันเหลือเพียงบางช่วงของเส้นทางที่ยังเปิดใช้งานอยู่ในจอร์แดนและซาอุดีอาระเบีย

ที่มา : Sputnik

“อิสราเอล” หยุดยิง!! อิสราเอลและเลบานอนตกลงหยุดยิง ภายใต้การไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ ยุติการยิงและถอนกำลังฮิซบอลเลาะห์ เดินหน้าควบคุมพื้นที่โดยทหารเลบานอน

อิสราเอลและเลบานอนตกลงหยุดยิง ภายใต้การไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ — กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า อิสราเอลและเลบานอนได้ตกลงที่จะดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง หลังการเจรจาที่นำโดยสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 2–3 มิถุนายน

ข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวขึ้นอยู่กับการยุติการยิงของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และการถอนกำลังนักรบฮิซบอลเลาะห์ออกจากพื้นที่เซาท์ลิตานี

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเดินหน้าจัดตั้งพื้นที่นำร่อง ซึ่งกองทัพเลบานอนจะเข้าควบคุมพื้นที่แต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ให้มีกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง

คาดว่าการหารือทางการเมืองและความมั่นคงจะกลับมาดำเนินต่อในสัปดาห์ของวันที่ 22 มิถุนายน

ที่มา : Sputnik


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top