Thursday, 4 June 2026
World

EVIVA เปิดสถานีชาร์จเร็ว ตึกออลซีซั่นเพลส!! แบรนด์จีนลุยตลาดไทย ตั้งสถานีชาร์จเร็วพิเศษ รองรับชาร์จ 40 ช่องทั่วกรุงเทพฯ ร่วมมือ CP Group พัฒนาใหญ่

EVIVA สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์จีน เปิดสถานีชาร์จเร็วพิเศษแห่งแรกในไทย

กรุงเทพฯ, 22 พ.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (19 พ.ค.) บริษัท ไชน่า รีซอร์ส หลงตี้ จำกัด (China Resources Longdation) และบริษัท ไชน่า รีซอร์ส แก๊ส จำกัด (China Resources Gas) ร่วมเปิดตัวแบรนด์สถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบบเร็วพิเศษในกรุงเทพฯ ภายใต้ชื่อ "อีวีว่า" (EVIVA) โดยมีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วม อาทิ โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภาไทยและนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ผู้แทนคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไทยและโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หยางผิง ประธานไชน่า รีซอร์ส แก๊ส และจางเหว่ย ประธานไชน่า รีซอร์ส หลงตี้

สถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าแบบเร็วพิเศษแห่งนี้ตั้งอยู่ที่อาคารออล ซีซั่นส์ เพลส ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานของไชน่า รีซอร์ส หลงตี้ และถือเป็นสถานีชาร์จแบบเร็วพิเศษที่ระบายความร้อนด้วยของเหลวแห่งแรกในย่านใจกลางกรุงเทพฯ ประกอบด้วยช่องชาร์จทั้งหมด 40 ช่อง แบ่งเป็นช่องชาร์จกระแสไฟฟ้าตรง (DC) จำนวน 10 ช่อง และช่องชาร์จกระแสไฟฟ้าสลับ (AC) จำนวน 30 ช่อง โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าการชาร์จเพียง 1 วินาทีสามารถเพิ่มระยะทางวิ่งได้ 1 กิโลเมตรภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม ปกติใช้เวลาไม่เกิน 30 นาทีในการชาร์จจนเกือบเต็ม ทำให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสประสบการณ์ "ดื่มกาแฟสักแก้ว แบตเตอรี่ชาร์จเต็ม"

ทั้งนี้ มีการใช้เทคโนโลยีชาร์จแบบเร็วพิเศษที่ระบายความร้อนด้วยของเหลว รวมถึงปรับแต่งอุปกรณ์ต่างๆ ให้เข้ากับสภาพอากาศร้อนของไทย เพื่อรับประกันการทำงานอย่างเสถียรในสภาพแวดล้อมอุณหภูมิอากาศสูงตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระบบจัดการการชาร์จแบบดิจิทัลและสารพัดสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งร้านค้าปลีกและร้านอาหาร รวมถึงการจอดรถฟรี 1 ชั่วโมงระหว่างชาร์จ

เมื่อวันพุธ (20 พ.ค.) แบรนด์อีวีว่าได้ลงนามบันทึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับอัลเตอร์วิม (Altervim) บริษัทพลังงานใหม่ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) เพื่อร่วมกันพัฒนาและก่อสร้างสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าในไทยภายใต้โมเดล "การชาร์จ+การค้าปลีก" และการบริการพลังงานสีเขียว

ที่มา : Xinhua

ซุปเปรี้ยวไขหลี่สะเทือนโลก!! เฉียนตงหนานโชว์ซุปเปรี้ยวไขหลี่ในงานใหญ่ มูลค่าซุปเปรี้ยวแตะ 8.15 พันล้านหยวน รองผู้อำนวยการเผยความผูกพันท้องถิ่น เปิดลงทุน 180 ล้านหยวนผลักดันตลาดต่างประเทศ

"ซุปเปรี้ยวไขหลี่" โดดเด่นบนเวทีประชุมสุดยอดแบรนด์โลก ตอกย้ำศักยภาพทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของเขตเฉียนตงหนาน

สำนักงานพาณิชย์แห่งเขตปกครองตนเองชนชาติเหมียวและชนชาติต้ง เฉียนตงหนาน มณฑลกุ้ยโจว

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ในงานประชุมสุดยอดแบรนด์โลกโม่กานซาน ประจำปี 2569 (2026 World Brand Moganshan Summit) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เขตปกครองตนเองชนชาติเหมียวและชนชาติต้ง เฉียนตงหนาน ในมณฑลกุ้ยโจว ได้นำเสนออาหารขึ้นชื่อประจำท้องถิ่น "ซุปเปรี้ยวไขหลี่" (Kaili sour soup) เพื่อเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรม ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม และนำเสนอศักยภาพทางธุรกิจของภูมิภาคต่อบรรดานักลงทุนและผู้เข้าร่วมงานจากทั่วประเทศจีน

"ไม่ได้กินซุปเปรี้ยวแค่สามวัน เราก็แทบจะเดินไม่ไหวแล้ว" หยาง อวี้ฟาง รองผู้อำนวยการสำนักงานพาณิชย์แห่งเขตปกครองตนเองชนชาติเหมียวและชนชาติต้ง เฉียนตงหนาน กล่าวภายในงาน เพื่อสะท้อนถึงความนิยมและความผูกพันอันลึกซึ้งที่ผู้คนในท้องถิ่นมีต่อซุปเปรี้ยวไขหลี่

ซุปเปรี้ยวไขหลี่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 1,000 ปี และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในอาหารเอกลักษณ์สำคัญของมณฑลกุ้ยโจว อีกทั้งยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมอาหารอันโดดเด่นของชนชาติเหมียวและชนชาติต้งที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การแข่งขันกีฬาพื้นบ้านของมณฑลกุ้ยโจวได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการแข่งขันฟุตบอล Village Super League และการแข่งขันบาสเกตบอล Village Basketball Association ซึ่งกลายเป็นกระแสไวรัลไปทั่วประเทศ ส่งผลให้ซุปเปรี้ยวไขหลี่ได้รับความสนใจในวงกว้าง และกลายเป็นเมนูขึ้นชื่อที่นักท่องเที่ยวต่างต้องลิ้มลองเมื่อเดินทางเยือนกุ้ยโจว ทั้งนี้ รองผู้อำนวยการสำนักงานพาณิชย์ฯ เปิดเผยว่า ห่วงโซ่อุตสาหกรรมซุปเปรี้ยวของเขตเฉียนตงหนานมีมูลค่าผลผลิตรวมสูงถึง 8.154 พันล้านหยวนในปี 2568

นอกจากนี้ ระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ของเขตเฉียนตงหนานยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมซุปเปรี้ยว โดยพื้นที่ป่าไม้มีสัดส่วนครอบคลุมมากกว่า 70% ขณะที่คุณภาพน้ำได้รับการจัดให้อยู่ในแถวหน้าของประเทศจีนในระดับเขตปกครอง อีกทั้งยังมีแม่น้ำและลำธารมากกว่า 2,900 สาย ประกอบกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งล้วนเอื้อต่อกระบวนการหมักตามธรรมชาติ อันเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตซุปเปรี้ยวไขหลี่คุณภาพสูง

นอกเหนือจากจุดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติแล้ว การได้รับการยอมรับในระดับวัฒนธรรมยังมีส่วนสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมซุปเปรี้ยว โดยซุปเปรี้ยวไขหลี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ระดับชาติของจีน ขณะที่เมืองไขหลี่ก็ได้รับการขนานนามว่าเป็น "เมืองหลวงแห่งซุปเปรี้ยว" นอกจากนี้ เทคนิคการปรุง "ซุปปลาเปรี้ยวไขหลี่" แบบดั้งเดิม ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติของจีนอีกด้วย

ในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม เขตเฉียนตงหนานได้วางระบบสนับสนุนอย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การคมนาคมขนส่ง วัตถุดิบ การผลิต การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนมาตรการสนับสนุนด้านนโยบาย ปัจจุบัน เขตเฉียนตงหนานมีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมซุปเปรี้ยวรวม 60 แห่ง และสายการผลิต 117 สาย มีกำลังการผลิตต่อปีมากกว่า 290,000 ตัน ขณะเดียวกัน บริษัทชั้นนำหลายแห่ง อาทิ ไห่เทียน (Haitian) นิวโฮป (New Hope) และกว่างตง อะกรีบิสซิเนส (Guangdong Agribusiness) ต่างแสดงความสนใจในการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจกับภูมิภาคแห่งนี้

ภายในงานประชุมสุดยอดครั้งนี้ เขตเฉียนตงหนานยังได้ประกาศโครงการเงินอุดหนุนมูลค่า 2 ล้านหยวน เพื่อสนับสนุนการขยายตลาดผ่านเครือข่ายร้านอาหาร แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และการจัดแสดงนิทรรศการต่าง ๆ พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดตัวโครงการลงทุนสำคัญ 3 โครงการ ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาร้านอาหารซุปเปรี้ยว ระบบสายการผลิตอัจฉริยะ และประสบการณ์ผู้บริโภครูปแบบใหม่ โดยมีมูลค่าเงินลงทุนตามแผนรวมกว่า 180 ล้านหยวน

การประชุมสุดยอดครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยให้ซุปเปรี้ยวไขหลี่เข้าถึงตลาดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างบทบาทและอิทธิพลของอุตสาหกรรมอาหารเฉพาะถิ่น ตลอดจนยกระดับทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของเขตเฉียนตงหนานให้มีความโดดเด่นและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

ที่มา: สำนักงานพาณิชย์แห่งเขตปกครองตนเองชนชาติเหมียวและชนชาติต้ง เฉียนตงหนาน มณฑลกุ้ยโจว

จีนเดินหน้า Moon Mission 2030 ปักกิ่งเร่งเกมอวกาศ ส่งนักบินอยู่เทียนกง 1 ปี ศึกษาร่างกายมนุษย์ระยะยาว ทดสอบขีดจำกัดมนุษย์ก่อนเหยียบจันทร์ ขณะ NASA–SpaceX เร่งแผน Artemis

จีนส่งนักบินขึ้นสู่ห้วงอวกาศ 1 ปี สานฝันไปดวงจันทร์ 2030

จีนส่งสามนักบินขึ้้นสู่สถานีอวกาศ หนึ่งในนั้นต้องอยู่หนึ่งปี นานที่สุดของประเทศ เพื่อศึกษาสรีระมนุษย์ระยะยาว รองรับแผนส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ภายในปี 2030

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน จีนใช้จรวดนำส่งลองมาร์ช-2F Y23 ปล่อยยานอวกาศเสิ่นโจว-23 พร้อมนักบินอวกาศสามคน จากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วฉวน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ขึ้นสู่อวกาศเมื่อเวลา 23.08 น. วันอาทิตย์ (24 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 22.08 น. ตามเวลาประเทศไทย

นักบินอวกาศทั้งสามคนประกอบด้วย หลี เจียหยิง ผู้เชี่ยวชาญด้านการบรรทุกในอวกาศ อดีตผู้บังคับการตำรวจฮ่องกง เป็นนักบินอวกาศคนแรกของฮ่องกงที่ได้ร่วมภารกิจอวกาศของจีน อีกสองคนคือจู หยางชู ผู้บังคับการ และจาง หยวนจี้ นักบิน ทั้งคู่มาจากแผนกอวกาศของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (พีแอลเอ)

สำนักงานอวกาศจีนแถลงเมื่อวันเสาร์ (23 พ.ค.) ว่า นักบินหนึ่งในสามคนนี้จะต้องอยู่ในสถานีอวกาศเทียนกงเป็นเวลาหนึ่งปี นานที่สุดของประเทศจีน แต่ยังสั้นกว่าสถิติ 14 เดือนครึ่ง ที่นักบินอวกาศรัสเซียเคยทำไว้เมื่อปี 1995 ส่วนจะเป็นใครนั้นค่อยตัดสินใจทีหลังขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าของภารกิจ

ที่ผ่านมาจีนเคยส่งนักบินไปยังสถานีอวกาศของตนมาเกือบ 12 ครั้ง แต่ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่จีนกำลังเร่งภารกิจไปดวงจันทร์แข่งกับสหรัฐ ที่กล่าวหาว่า รัฐบาลปักกิ่งกำลังมีแผนล่าอาณานิคมบนดวงจันทร์เพื่อทำเหมืองแร่และทรัพยากรอื่นๆ ซึ่งปักกิ่งปฏิเสธเสียงแข็งต่อข้อกล่าวหานี้

องค์การการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (NASA) ต้องการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ในปี 2028 ก่อนจีนสองปี โดยสหรัฐมีเป้าหมายสร้างฐานปฏิบัติการระยะยาวบนดวงจันทร์เพื่อเป็นก้าวแรกสู่การสำรวจดาวอังคารโดยมนุษย์ในอนาคต

ในเดือน เม.ย. นักบินอวกาศสี่คนของ NASA เดินทางรอบดวงจันทร์ครั้งประวัติศาสตร์ ส่วนหนึ่งของภารกิจอาร์เทมิส 2 (Artemis II) ซึ่งเป็นการสำรวจดวงจันทร์โดยมนุษย์ไกลที่สุดของโลกในรอบห้าสิบปี

เมื่อวันศุกร์ (22 พ.ค.) บริษัทสเปซเอ็กซ์ของอีลอน มัสก์ ก็ประสบความสำเร็จอย่างมากในการทดสอบบินจรวดสตาร์ชิปรุ่นใหม่ไร้มนุษย์  ออกแบบมาเพื่อช่วยให้สามารถปล่อยดาวเทียม Starlink ได้ถี่ขึ้น และเพื่อนำส่งภารกิจของ NASA ไปยังดวงจันทร์ได้ในอนาคต

สำหรับจีนซึ่งเหลือเวลาไม่ถึงสี่ปีจะถึงเส้นตาย 2030 กำลังเผชิญความท้าทายอย่างยิ่งยวดในการพัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับภารกิจดวงจันทร์ใหม่ทั้งหมด เพื่อพิสูจน์ถึงความพร้อมต่อภารกิจนี้ ซึ่งจะทำให้มั่นใจได้ว่านักบินอวกาศคุ้นเคยกับความปลอดภัยระดับหนึ่งของสถานีอวกาศเทียนกงในวงโคจรต่ำ สามารถเปลี่ยนผ่านไปยังพื้นผิวดวงจันทร์ที่มีความเสี่ยงมากกว่าได้อย่างปลอดภัย

ภารกิจเสิ่นโจวของจีนเคยส่งนักบินอวกาศสามคนไปอยู่บนสถานีอวกาศเทียนกงนานหกเดือนตั้งแต่ปี 2021 ขณะนี้สำนักงานอวกาศจีนกำลังฝึกนักบินอวกาศปากีสถานสองคน หนึ่งในนั้นคาดว่าจะร่วมภารกิจไปเทียนกงในปีนี้ในช่วงเวลาสั้นๆ

ที่มา : https://www.facebook.com/bangkokbiznews/posts/pfbid0DDEgMEdSrXVReNyiESBNJn3wbs1vmLmtFjqeoUHPEFnVCuofHHEe7z38yBHB1Tobl

สหรัฐฯ บอกพร้อมเจรจาอิหร่าน!! หากดีลอิหร่านล้มเหลว ชี้เตหะรานต้องรับผิด 100% พร้อมสหรัฐฯ ไม่ยอมให้นิวเคลียร์ ความตึงเครียดยังคงกดดันสูง

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อ้างว่าสหรัฐฯ ต้องการให้ได้ข้อยุติกับอิหร่านผ่านการเจรจา แต่ขณะเดียวกันก็กล่าวโทษอิหร่านล่วงหน้า หากข้อตกลงใด ๆ ล้มเหลว

“มันจะไม่ใช่ความผิดของสหรัฐอเมริกา หรือพันธมิตรของเราในอ่าวเปอร์เซีย แต่มันจะเป็นความผิดของอิหร่าน 100 เปอร์เซ็นต์” รูบิโอกล่าวกับ India Today

เมื่อถูกถามว่า วอชิงตันอาจกลับมาดำเนินปฏิบัติการ Operation Fury อีกครั้งหรือไม่ รูบิโอกล่าวว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะ “ทำทุกอย่างที่จำเป็น” เพื่อให้มั่นใจว่าอิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังดำเนินต่อเนื่อง หลังเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้กำลังรุกรานอิหร่าน รวมถึงการกดดันของวอชิงตันต่อประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ

ที่มา : Sputnik

สื่อญี่ปุ่นเปิดปมคลิปดำ!! “ชูกัน บุนชุน” เปิดหลักฐานใหม่ ปมทีมทาคาอิจิถูกกล่าวหาปั่นวิดีโอ AI โจมตีคู่แข่งเลือกหัวหน้า LDP พร้อมหลักฐานแชต 67 ชิ้น

เมื่อวันอาทิตย์ (24 พ.ค.) นิตยสารรายสัปดาห์ชูกัน บุนชุน ของญี่ปุ่น

รายงานว่ามีหลักฐานที่แสดงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ว่าทีมงานของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น จ้างบุคคลให้ผลิตคลิปวิดีโอใส่ร้ายคู่แข่งทางการเมืองอย่างชินจิโร โคอิซูมิ ระหว่างการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ในปี 2025 โดยช่วงดังกล่าวมีคลิปวิดีโอหลายชิ้นนำเสนอภาพลักษณ์โคอิซูมิเป็น "หุ่นเชิดไร้ความสามารถ" ขณะเดียวกันมีคลิปวิดีโอจำนวนมากที่ยกย่องทาคาอิจิ

รายงานระบุว่าทาเคชิ คิโนชิตะ ผู้ช่วยและหนึ่งในคนสนิทที่สุดของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ เป็นบุคคลสำคัญในเรื่องอื้อฉาวนี้ โดยคิโนชิตะติดต่อกับเคน มัตสึอิ ผู้ผลิตคลิปวิดีโอหลายครั้งเพื่อสั่งผลิตและเผยแพร่คลิปวิดีโอโจมตีคู่แข่งของทาคาอิจิภายในพรรคฯ รวมถึงกลุ่มผู้สมัครฝ่ายค้าน ทว่าทีมงานของทาคาอิจิปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

มัตสึอิให้สัมภาษณ์กับนิตยสารฯ ว่าเขาผลิตคลิปวิดีโอวันละ 100-200 ชิ้น ด้วยซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตามคำสั่งของคิโนชิตะในช่วงการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตยเมื่อปีก่อน ซึ่งราวร้อยละ 70 ของคลิปวิดีโอมุ่งโจมตีโคอิซูมิ ขณะอีกราวร้อยละ 10 โจมตีโยชิมาสะ ฮายาชิ คู่แข่งอีกราย และอีกร้อยละ 20 โปรโมตทาคาอิจิ

รายงานเสริมว่าคิโนชิตะยังสั่งมัตสึอิผลิตคลิปวิดีโอโจมตีกลุ่มผู้สมัครฝ่ายค้านระหว่างการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดยคลิปวิดีโอเหล่านั้นเรียกสุมิโอะ มาบุจิ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญเป็น "มือสมัครเล่นที่เป็นอันตรายต่อชาติ" และกล่าวหาคัตสึยะ โอกาดะ ผู้สมัครอีกรายว่า "โกหกอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนการหายใจ"

นิตยสารฯ เผยว่ารายงานล่าสุดนี้อ้างอิงหลักฐาน 67 ชิ้น ซึ่งบันทึกการติดต่อระหว่างคิโนชิตะกับมัตสึอิ ทั้งแบบข้อความสั้นและแชตออนไลน์

ก่อนหน้านี้ทาคาอิจิเคยปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวระหว่างการซักถามในรัฐสภา ยืนยันว่าทั้งตัวเธอและทีมงานไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเช่นนั้น ขณะสำนักนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นและคิโนชิตะยังไม่ได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาล่าสุด เมื่อนับถึงคืนอาทิตย์ (24 พ.ค.) ที่ผ่านมา

ที่มา : Xinhua

ทูตจีนประจำไทยย้ำ “จีนต้องรวมชาติ” ชี้หลักการจีนเดียวคือรากฐานมิตรภาพจีน–ไทย จาง เจี้ยนเว่ย เขียนบทความย้ำไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ชี้ปัญหาไต้หวันคือกิจการภายใน ย้ำ “เอกราชไต้หวัน” อยู่ร่วมกับสันติภาพไม่ได้

ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ตีพิมพ์บทความ “จีนต้องรวมชาติ และไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้” ในสื่อไทย

วันที่ 21 พฤษภาคม ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ตีพิมพ์บทความ “จีนต้องรวมชาติ และไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้” ในสื่อไทย ซึ่งมีข้อความดังนี้

ในช่วงที่ผ่านมา สายตาของโลกต่างจับจ้องมายังตะวันออก วันที่ 10 เมษายน 2026 ฯพณฯ สี จิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้พบปะอย่างเป็นกันเองที่กรุงปักกิ่งกับคณะผู้แทนพรรคก๊กมินตั๋งของจีนที่นำโดยนางเจิ้ง ลี่เหวิน หัวหน้าพรรค และระหว่างวันที่ 13–15 พฤษภาคม ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาก็ได้เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เหตุการณ์สำคัญทั้งสองนี้ทำให้สายตาของโลกหันกลับมาให้ความสนใจกับ “ปัญหาไต้หวัน” อีกครั้ง

1.กระแสของประวัติศาสตร์แห่งความเป็นเอกภาพและการรวมชาติของประชาชาติจีนไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้

เดือนเมษายนของกรุงปักกิ่ง เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งฤดูใบไม้ผลิ การพบกันครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างเลขาธิการใหญ่สี จิ้นผิง กับนางเจิ้ง ลี่เหวิน หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง ได้ส่งเสียงอันทรงพลังถึงความมุ่งมั่นของประชาชาติจีนในการธำรงความสามัคคีและความเป็นเอกภาพของชาติ เลขาธิการใหญ่สี จิ้นผิง ชี้ให้เห็นอย่างลุ่มลึกว่า พี่น้องสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประชาชาติจีน  ประชาชาติจีนซึ่งรวมถึงชาวไต้หวันได้ร่วมกันสร้างรัฐพหุชนชาติที่เป็นเอกภาพ ร่วมกัน จารึกประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของจีน ร่วมกันสร้างอารยธรรมจีนอันงดงาม และร่วมกันหล่อหลอมความเชื่อร่วมกันว่า “แผ่นดินจีนไม่อาจแบ่งแยก ประเทศจีนต้องไม่วุ่นวาย ประชาชาติจีนจะไม่แตกแยก และอารยธรรมจีนต้องได้รับการสืบทอด”

ในการพบหารือครั้งดังกล่าว เลขาธิการใหญ่สี จิ้นผิง ได้เสนอแนวทาง 4 ประการต่อการพัฒนาความสัมพันธ์สองฝั่งช่องแคบ ได้แก่

(1) ยืนหยัดใช้การยอมรับอัตลักษณ์ที่ถูกต้องเพื่อสร้างความใกล้ชิดทางจิตใจ

(2) ยืนหยัดใช้การพัฒนาอย่างสันติเพื่อพิทักษ์บ้านหลังเดียวกัน

(3) ยืนหยัดใช้การแลกเปลี่ยนและหลอมรวมเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน

(4) ยืนหยัดใช้ความสามัคคีและการต่อสู้อย่างมุมานะเพื่อบรรลุการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีน ท่านยังเน้นย้ำว่า ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศและสถานการณ์ของช่องแคบไต้หวันจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร กระแสแห่งการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีนจะไม่เปลี่ยนแปลง และกระแสแห่งการเดินเข้าหากันและเดินไปด้วยกันของพี่น้องทั้งสองฝั่งช่องแคบจะไม่เปลี่ยนแปลง ภายใต้กรอบของการยึดมั่นใน “ฉันทามติปี 1992” และการคัดค้าน “เอกราชไต้หวัน” ฝ่ายจีนยินดีที่จะทำงานร่วมกับพรรคการเมือง องค์กร และบุคคลทุกภาคส่วนของไต้หวัน เพื่อเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและการหารือ ร่วมสร้างสันติภาพให้สองฝั่งช่องแคบ สร้างความผาสุกแก่พี่น้องร่วมชาติ และสร้างการฟื้นฟูแก่ประชาชาติจีน โดยกุมอนาคตของความสัมพันธ์สองฝั่งช่องแคบไว้ในกำมือของประชาชาติจีนอย่างมั่นคง

2. “ปัญหาไต้หวันคือรากฐานสำคัญที่สุดของพื้นฐานทางการเมืองในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ”

ในการพบหารือระหว่างผู้นำจีนและสหรัฐฯ ที่กรุงปักกิ่ง ปัญหาไต้หวันถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ นายหวัง อี้ กรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้แถลงต่อสื่อมวลชนภายหลังการพบหารือ โดยย้ำจุดยืนพื้นฐาน 3 ประการของจีน ได้แก่ ประการแรก ปัญหาไต้หวันเป็นกิจการภายในของจีน และการบรรลุการรวมชาติอย่างสมบูรณ์คือความปรารถนาร่วมกันของชาวจีนทุกคน ประการที่สอง ปัญหาไต้หวันเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ หากจัดการไม่เหมาะสม อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าหรือการปะทะระหว่างสองประเทศ และผลักให้ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ตกสู่สถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง ประการที่สาม การรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันคือจุดร่วมสูงสุดของทั้งสองฝ่าย และเงื่อนไขสำคัญในการทำเช่นนั้นคือ “ต้องไม่สนับสนุนและไม่ละเลยต่อพฤติกรรมแยกเอกราชของไต้หวัน” สหรัฐฯ มีจุดยืนเช่นเดียวกับประชาคมโลก นั่นก็คือไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับการก้าวสู่เอกราชของไต้หวัน  ประธานาธิบดีทรัมป์เองก็ได้กล่าวหลังจากเดินทางกลับประเทศแล้วว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการเข้าสู่สงครามเพื่อไต้หวัน สิ่งนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า “หลักการจีนเดียว” เป็นฉันทามติของประชาคมโลก และความพยายามใด ๆ ที่จะแบ่งแยกดินแดนจีน ไม่เพียงไร้ผู้สนับสนุน แต่ยังขัดกับความคาดหวังหลักของประชาคมระหว่างประเทศ

3. หลักการจีนเดียวคือหลักการอันเด็ดขาดที่ไม่อาจท้าทาย และเป็นรากฐานอันมั่นคงของมิตรภาพจีน–ไทย

ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีนอันศักดิ์สิทธิ์มาแต่โบราณและไม่อาจแบ่งแยกได้ ตั้งแต่ “ปฏิญญาไคโร” จนถึง “ปฏิญญาพ็อทซ์ดัม” เอกสารระหว่างประเทศที่มีผลทางกฎหมายหลายฉบับต่างระบุอย่างชัดเจนว่า ไต้หวันซึ่งถูกญี่ปุ่นยึดครองนั้นจะต้องส่งคืนแก่จีน ขณะที่มติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 2758 เมื่อปี 1971 ก็ได้รับการรับรองด้วยเสียงข้างมากอย่างท่วมท้น เพื่อยืนยันหลักการจีนเดียว โดยในเอกสารทางการของสหประชาชาติเรียกไต้หวันว่า “มณฑลไต้หวันของจีน” มาโดยตลอด

“จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ทั้งสองประเทศได้ร่วมฟันฝ่าอุปสรรคเคียงข้างกันมากว่าครึ่งศตวรรษ นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต รัฐบาลไทยทุกรัฐบาลต่างยืนหยัดดำเนินนโยบายจีนเดียวอย่างแน่วแน่ ในแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลจีนและรัฐบาลไทยเมื่อปี ค.ศ. 2025 ฝ่ายไทยได้ย้ำอีกครั้งว่า ไทยยึดมั่นในนโยบายจีนเดียวอย่างแน่วแน่ และยอมรับว่ารัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนคือรัฐบาลตามกฎหมายเพียงรัฐบาลเดียวที่เป็นตัวแทนของจีนทั้งหมด ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ รวมทั้งจะไม่สนับสนุนการเรียกร้องใดๆ เรื่อง “เอกราชไต้หวัน” ฝ่ายจีนชื่นชมอย่างสูงต่อจุดยืนอันถูกต้องและยุติธรรมของไทยในการยึดมั่นหลักการจีนเดียว ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่า การยึดมั่นหลักการจีนเดียวไม่เพียงปกป้องความยุติธรรมระหว่างประเทศ แต่ยังวางรากฐานอันมั่นคงให้แก่การพัฒนาความสัมพันธ์จีน–ไทยให้ก้าวหน้าอีกด้วย

4. ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนของไทยยึดมั่นในหลักการจีนเดียว และสนับสนุนภารกิจรวมชาติเป็นเอกภาพของจีน

จีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวันต่างเป็นจีนเดียวกัน นี่คือข้อเท็จจริงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นสถานะที่แท้จริงของช่องแคบไต้หวัน “เอกราชไต้หวัน” ไม่อาจอยู่ร่วมกับสันติภาพของช่องแคบไต้หวันได้ ดังนั้น การรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน จำเป็นต้องคัดค้าน “เอกราชไต้หวัน” อย่างชัดเจน ฝ่ายจีนเชื่อมั่นว่า ชาวจีนทั้งสองฝั่งช่องแคบมีทั้งสติปัญญาและความสามารถเพียงพอในการจัดการเรื่องของตนเอง ในโอกาสนี้ ข้าพเจ้าขอเรียกร้องอย่างจริงจังต่อบุคคลผู้มีวิสัยทัศน์จากทุกภาคส่วนของไทย รวมถึงชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย ให้ร่วมส่งเสียงและยืนหยัดไปในทิศทางเดียวกัน ดังนี้

ประการแรก ขอให้ทุกท่านร่วมกันส่งเสียงสนับสนุนหลักการจีนเดียว ยึดมั่นในจุดยืนที่เป็นกลางและยุติธรรม เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าปัญหาไต้หวันเป็นกิจการภายในของจีนโดยสมบูรณ์ ไม่อาจยอมให้มีการแทรกแซงจากภายนอกได้ พร้อมสนับสนุนจุดยืนของรัฐบาลจีนในปัญหาไต้หวันอย่างมั่นคง และคัดค้านการกระทำใด ๆ ที่ส่งเสริมหรือสนับสนุน “เอกราชไต้หวัน”

ประการที่สอง ขอให้ทุกท่านร่วมกันสร้างแนวป้องกันต่อต้านการแบ่งแยก การยึดมั่นในหลักการจีนเดียวคือการปกป้องเส้นแดงแห่งความยุติธรรมของประชาคมระหว่างประเทศและหลักการพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือการพิทักษ์สันติภาพ ความรุ่งเรือง และเสถียรภาพของช่องแคบไต้หวัน คือการสนับสนุนอนาคตเอเชียแปซิฟิกที่มั่นคงและรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

ประการที่สาม ขอให้ทุกท่านร่วมเป็นสักขีพยานและสนับสนุนการบรรลุการรวมชาติอย่างสมบูรณ์ของจีน ขอให้เป็นผู้ส่งเสริมที่มั่นคงและผู้มีส่วนร่วมเชิงบวกต่อภารกิจการรวมชาติเป็นเอกภาพของจีนต่อไป ไม่ว่าสถานการณ์จะผันผวนหรือเผชิญคลื่นลมเพียงใด จีนจะต้องรวมชาติ และจะสามารถรวมชาติเป็นเอกภาพได้อย่างแน่นอน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1404895451668464&id=100064440681953&rdid=Oq8zO7pwVXUfE7IO#

‘ทรัมป์’ ขึงเกมอิหร่าน!! ดัน “ดีลประวัติศาสตร์” ตะวันออกกลาง กดดันชาติอาหรับ–มุสลิมร่วม Abraham Accords เปิดทางอิหร่านในอนาคต หรือเสี่ยงกลับสู่สนามรบ

ทรัมป์โพสต์ยาวเหยียด ดัน “ดีลประวัติศาสตร์” กลางตะวันออกกลาง

กดดันชาติอาหรับ-มุสลิม ลงนาม “Abraham Accords” พร้อมเปิดทางให้อิหร่านเข้าร่วมในอนาคต

โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) โพสต์ข้อความระบุว่า การเจรจากับ “สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน” กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี และข้อตกลงที่จะเกิดขึ้นจะต้องเป็น “ดีลที่ยอดเยี่ยมสำหรับทุกฝ่าย” มิฉะนั้นก็จะไม่มีข้อตกลงใดเลย และทุกอย่างจะย้อนกลับไปสู่สนามรบและการสู้รบที่ “ใหญ่กว่าและรุนแรงกว่าที่เคย” ซึ่งไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น

ทรัมป์ระบุว่า ระหว่างการหารือเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เขาได้พูดคุยกับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน อัล ซาอูด (Mohammed bin Salman Al Saud) มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย, โมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน (Mohammed bin Zayed Al Nahyan) แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates), ชีคทามิม บิน ฮาหมัด อัล ธานี (Tamim bin Hamad Al Thani) เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์, นายกรัฐมนตรีโมฮัมเหม็ด บิน อับดุลเราะห์มาน บิน จัสซิม อัล ธานี (Mohammed bin Abdulrahman bin Jassim Al Thani), อาลี อัล-ธาวาดี (Ali al-Thawadi) รัฐมนตรีของกาตาร์, จอมพลอาซิม มูนีร์ อาห์เหม็ด ชาห์ (Asim Munir Ahmed Shah) ผู้นำกองทัพปากีสถาน, ประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdoğan) ของตุรกี, ประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ เอล-ซิซี (Abdel Fattah El-Sisi) ของอียิปต์, กษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 (King Abdullah II) แห่งจอร์แดน และกษัตริย์ฮาหมัด บิน อิซา อัล คอลิฟา (King Hamad bin Isa Al Khalifa) แห่งบาห์เรน

ทรัมป์กล่าวว่า หลังจากสหรัฐฯ ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อรวบรวม “จิ๊กซอว์ที่ซับซ้อนมากนี้” ประเทศเหล่านี้ควรจะลงนามเข้าร่วม “ข้อตกลงอับราฮัม” (Abraham Accords) อย่างน้อยพร้อมกันทั้งหมด โดยประเทศที่เขาต้องการให้เข้าร่วม ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, ปากีสถาน, ตุรกี, อียิปต์ และจอร์แดน ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรนเป็นสมาชิกอยู่แล้ว

เขาระบุว่า อาจมี 1-2 ประเทศที่มีเหตุผลในการไม่เข้าร่วม ซึ่งสามารถยอมรับได้ แต่ส่วนใหญ่ควรพร้อมและเต็มใจที่จะทำให้ข้อตกลงกับอิหร่านครั้งนี้ กลายเป็น “เหตุการณ์ประวัติศาสตร์” ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่จะเป็นได้หากไม่มีการเข้าร่วมดังกล่าว

ทรัมป์อ้างว่า “ข้อตกลงอับราฮัม” ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็น “ระเบิดทางเศรษฐกิจ การเงิน และสังคม” ให้แก่ประเทศสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บาห์เรน, โมร็อกโก, ซูดาน และคาซัคสถาน แม้จะอยู่ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งสงครามและความขัดแย้งก็ตาม พร้อมระบุว่า ไม่มีประเทศสมาชิกใดแม้แต่จะคิดถอนตัวหรือหยุดพักจากข้อตกลงนี้

ทรัมป์กล่าวอีกว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะนำ “พลัง ความเข้มแข็ง และสันติภาพที่แท้จริง” มาสู่ตะวันออกกลางเป็นครั้งแรกในรอบ 5,000 ปี และจะเป็นเอกสารทางการเมืองที่ “ไม่มีข้อตกลงใดในโลกเทียบได้”

เขายังระบุว่า การลงนามควรเริ่มต้นทันทีโดยซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ แล้วประเทศอื่นจึงค่อยตามมา พร้อมเตือนว่า หากประเทศใดไม่เข้าร่วม ก็ไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของดีลนี้ เพราะจะสะท้อนถึง “เจตนาไม่บริสุทธิ์”

ทรัมป์กล่าวว่า ผู้นำหลายประเทศที่เขาพูดคุยด้วย ต่างรู้สึกเป็นเกียรติ หากในอนาคตอิหร่านได้เข้าร่วม “ข้อตกลงอับราฮัม” ด้วย พร้อมระบุว่า หากอิหร่านลงนามในข้อตกลงกับเขาในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็จะเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่อิหร่านจะได้เข้าร่วม “พันธมิตรโลก” ชุดนี้

เขาปิดท้ายว่า ตะวันออกกลางจะกลายเป็นภูมิภาคที่ “เป็นหนึ่งเดียว แข็งแกร่ง และมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ” อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และได้สั่งให้ผู้แทนของตนเริ่มกระบวนการผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ลงนามเข้าร่วม “ข้อตกลงอับราฮัม” โดยทันทีแล้ว

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1304859965135694/?rdid=ww8V9A4Sij5JBF8q#

Abraham Accords กลายเป็นข้อตกลงวัดใจ!! ‘ทรัมป์’ เรียกร้องรุกเซ็นข้อตกลงทันที กดดันซาอุฯ–กาตาร์ เปิดสัมพันธ์อิสราเอล ชี้ อิหร่านร่วมดีลจะเป็นเกียรติยิ่งใหญ่ เตือนหากไม่ตกลงอาจลุกลามสู่สงครามใหญ่

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ได้โพสต์เฟสบุ๊คว่า

Abraham Accords … ข้อตกลงวัดใจ ล้มดีล !!! เงื่อนไขใหม่สำหรับประเทศอาหรับในตะวันออกกลาง

เงื่อนสุดขั้วของท่าน President Trump ที่อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ล้มดีล ข้อตกลงอับบราฮัม คืออะไร ? ทำไมเราต้องรู้จัก ?

เมื่อวาน ท่าน President Trump แจ้งทุกคนว่า

Negotiations with the Islamic Republic of Iran are proceeding nicely! It will only be a Great Deal for all or, no Deal at all — Back to the Battlefront and shooting, but bigger and stronger than ever before — And nobody wants that!

During my discussions on Saturday with President Mohammed bin Salman Al Saud, of Saudi Arabia, Mohammed bin Zayed Al Nahyan, of The United Arab Emirates, Emir Tamim bin Hamad bin Khalifa Al Thani, Prime Minister Mohammed bin Abdulrahman bin Jassim bin Jaber Al Thani, and Minister Ali al-Thawadi, of Qatar, Field Marshal Syed Asim Munir Ahmed Shah, of Pakistan, President Recep Tayyip Erdoğan, of Türkiye, President Abdel Fattah El-Sisi, of Egypt, King Abdullah II, of Jordan, and King Hamad bin Isa Al Khalifa, of Bahrain, I stated that, after all the work done by the United States to try and pull this very complex puzzle together, it should be mandatory that all of these Countries, at a minimum, simultaneously, sign onto the Abraham Accords.

Those Countries discussed are Saudi Arabia, The United Arab Emirates (already a Member!), Qatar, Pakistan, Türkiye, Egypt, Jordan, and Bahrain (already a Member!). It may be possible that one or two have a reason for not doing so, and that will be accepted, but most should be ready, willing, and able to make this Settlement with Iran a far more Historic Event than it would, otherwise, be.

The Abraham Accords have proven to be, for the Countries involved (The United Arab Emirates, Bahrain, Morocco, Sudan, and Kazakhstan), a Financial, Economic, and Social BOOM, even during this time of Conflict and War, with the current Members never even suggesting leaving, or taking so much as even a pause. The reason for this is that the Abraham Accords have been great for them, and will be even better for everybody, and bring true Power, Strength, and Peace to the Middle East for the first time in 5,000 years. It will be a Document respected like no other that has ever been signed, anywhere in the World. Its level of Importance and Prestige will be unparalleled!

It should start with the immediate signing by Saudi Arabia and Qatar, and everybody else should follow suit. If they don’t, they should not be part of this Deal in that it shows bad intention. In speaking to numerous of the Great Leaders mentioned above, they would be honored, as soon as our Document is signed, to have the Islamic Republic of Iran as part of the Abraham Accords. Wow, now that would be something special! This will be the most important Deal that any of these Great, but always in Conflict Countries, will ever sign. Nothing in the past, or in the future, will surpass it.

Therefore, I am mandatorily requesting that all Countries immediately sign the Abraham Accords, and that, if Iran signs its Agreement with me, as President of the United States of America, it would be an Honor to have them also be part of this unparalleled World Coalition. The Middle East would be United, Powerful, and Economically Strong, like perhaps no other area, anywhere in the World!

By copy of this TRUTH, I am asking my Representatives to begin, and successfully complete, the process of signing these Countries into the already Historic Abraham Accords.

“การเจรจากับอิหร่านกำลังเดินหน้าได้ดีมาก!

แต่ขอให้ทุกฝ่ายชัดเจน จะมีแค่

(1) ข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่สำหรับทุกฝ่าย หรือไม่ก็

(2) ไม่มีข้อตกลงเลย!

ถ้าไม่มีดีล ก็กลับไปสู่สนามรบ กลับไปสู่การยิงตอบโต้ และครั้งนี้ ใหญ่กว่า แรงกว่า หนักกว่า ที่เคยเห็นมา! ไม่มีใครต้องการแบบนั้น!

ได้พูดคุยกับผู้นำตะวันออกกลางและพันธมิตรสำคัญจำนวนมาก และผมบอกตรง ๆ ว่า หลังจากสหรัฐทุ่มเททุกอย่างเพื่อจัดระเบียบความวุ่นวายนี้ให้เป็นรูปเป็นร่าง ทุกประเทศควรต้องลงนามในข้อตกลงอับราฮัมโดยทันที พร้อมกันทุกประเทศ! ไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นสิ่งที่ควรทำ

ใครพร้อม ก็เซ็น โดยเฉพาะซาอุฯ และกาตาร์ และประเทศอื่นควรเดินตามทันที! ถ้าไม่ร่วม ทั้งที่ไม่มีเหตุผลดีพอ มันสะท้อนเจตนาที่ไม่ดี ไม่ควรได้เป็นส่วนหนึ่งของดีลครั้งประวัติศาสตร์นี้

ข้อตกลงอับราฮัมพิสูจน์แล้วว่าเป็น BOOM ครั้งใหญ่ทางเศรษฐกิจ การเงิน และสังคม สำหรับประเทศที่เข้าร่วม และถ้าอิหร่านทำข้อตกลงกับผมในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา มันจะเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะให้อิหร่านเข้าร่วมด้วย! นี่จะเป็น ดีลที่ใหญ่ที่สุด สำคัญที่สุด และทรงเกียรติที่สุด ที่ตะวันออกกลางเคยมีมา ไม่มีอะไรในอดีต และอาจไม่มีอะไรในอนาคต จะยิ่งใหญ่ไปกว่านี้

ผมจึงขอเรียกร้องอย่างหนักแน่น ทุกประเทศต้องลงนามใน Abraham Accords ทันที ตะวันออกกลางจะรวมพลัง แข็งแกร่ง มั่งคั่ง และทรงอิทธิพลอย่างที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน

เรื่องนี้ จะทำให้ประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมคิดหนัก

Abraham Accords คือข้อตกลงสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่าง Israel กับหลายประเทศอาหรับ ซึ่งเริ่มต้นในปี 2020 โดยมี United States เป็นคนกลางในการเจรจา

ประเทศอาหรับที่เข้าร่วม ได้แก่ United Arab Emirates, Bahrain, Sudan และ Morocco

ผลสำคัญของข้อตกลงคือ การเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ การเปิดเที่ยวบินตรง การเพิ่มการค้าการลงทุน การร่วมมือด้านเทคโนโลยี ความมั่นคง และการท่องเที่ยวกับอิสราเอล

ยังมีอีกหลายประเทศอาหรับไม่ยอมรับอิสราเอลอย่างเป็นทางการ เพราะปัญหาความขัดแย้งอิสราเอล–ปาเลสไตน์ ดังนั้นการเรียกร้องและตั้งเงื่อนไขให้ทุกคนเข้าร่วมข้อตกลงนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง

ไม่ง่าย เรื่องนี้ทำให้ประเทศต่างๆ ใน Middle East ต้องคิดหนัก

ยอม …. หมายถึง การยอมรับอิสราเอล

ไม่ยอม … จะเสียหายหากมีสงครามกับอิหร่านอีกรอบ

นับเป็นการพลิกเกมส์

นำสถานการณ์ที่อิหร่านใช้ช่องแคบ Hormuz และโครงสร้างพลังงานในตะวันออกกลางที่อาจจะถูกทำลายมาเป็นตัวประกัน ใช้เป็นเครื่องต่อรอง

พลิกความเสี่ยงเหล่านี้ มาใช้กดดันประเทศตะวันออกกลางให้ยอมเปิดความสัมพันธ์กับอิสราเอล อีกที

ท่านวุฒิสมาชิก Lindsay Graham ที่เคยกังวลใจว่า ท่านประธานาธิบดีจะไปตกลงแบบเสียเปรียบกับอิหร่าน ถึงกับบอกว่า “Brilliant Move”

มาดูกันว่า … จะสำเร็จหรือไม่

จะเป็นเงื่อนไขล้มดีลหรือไม่ !!!

ภาพ : การลงนาม Abraham Accords ในปี 2020 ในสมัยแรกของ President Trump

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10237703737666429&id=1044766528&post_id=1044766528_10237703737666429&rdid=k0icdd2u38PHxrI9#

รัสเซียออกกฎหมายคุ้มครองพลเมืองนอกประเทศ ใช้กองทัพช่วยผู้ถูกจับโดยศาลต่างชาติได้ สภาดูมา ชี้จำเป็นต้องปกป้องชาวรัสเซีย หลังกล่าวหาตะวันตกใช้ศาลลงโทษผู้เห็นต่าง ชี้ตะวันตกใช้ความยุติธรรมเป็นอาวุธ

เมื่อวันจันทร์ (25 พ.ค.) เว็บไซต์กฎหมายของรัสเซียเผยแพร่เอกสารที่ระบุว่าวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้ลงนามกฎหมายที่อนุญาตการใช้กองทัพรัสเซียปกป้องพลเมืองรัสเซีย ซึ่งถูกตัดสินลงโทษหรือจับกุมโดยศาลต่างประเทศหรือศาลระหว่างประเทศ

เอกสารข้างต้นระบุว่ากองทัพรัสเซียอาจมีส่วนร่วมคุ้มครองพลเมืองรัสเซียที่ถูกจับกุม ควบคุมตัว หรือดำเนินคดีตามคำตัดสินของศาลต่างประเทศที่ดำเนินการในนามของรัฐอื่นๆ ซึ่งรัสเซียไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย รวมถึงรัฐอื่นๆ ซึ่งอำนาจศาลมิได้อิงตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับรัสเซียหรือมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

อนึ่ง กฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้หลังจากประกาศต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการครบ 10 วันแล้ว

ก่อนหน้านี้ วยาเชสลาฟ โวโลดิน ประธานสภาดูมาแห่งรัสเซีย กล่าวว่ากฎหมายฉบับนี้มีความจำเป็นต่อการปกป้องชาวรัสเซีย เนื่องจากความยุติธรรมของชาติตะวันตกกลายเป็นเครื่องมือควบคุมเพื่อลงโทษผู้เห็นต่างกับมติของพวกเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรประดับสูง (Eurocrat)

ที่มา : Xinhua

ไทย–กัมพูชา เปลี่ยนเกม!! สะบั้น MOU44 หันกลับใช้ UNCLOS ยกระดับความสัมพันธ์บนเวทีสากล กัมพูชาต้องการสิทธิพิเศษทางทะเล ไทยพร้อมรับมือยึดกติกาสากล

วิเคราะห์ UNCLOS กับ MOU44 ความแตกต่างในวันที่ความสัมพันธ์เปลี่ยนไป

ความชื่นมื่นในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาแทบจะเรียกได้ว่าวันนี้เราต่างคนต่างอยู่ก็ไม่ผิดอะไรนัก  แม้การเดินทางเข้ากัมพูชาของคนไทย ณ วันนี้จะเดินทางเข้ากัมพูชาได้ทางอากาศแบบฟรีวีซ่าเพราะกัมพูชาก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนปฏิบัติตามข้อตกลงอาเซียน/ทวิภาคี  ที่ให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนสามารถเดินทางไปหากันได้แบบไม่ต้องใช้วีซ่าภายในระยะเวลา 14 วัน   ล่าสุดไทยกับกัมพูชาจะสะบั้น MOU 44 กันไปแล้วและหันกลับไปใช้ UNCLOS กันแทน วันนี้เอย่าจึงพามาดูกันว่า UNCLOS ต่างจาก MOU44 อย่างไร แล้วงานนี้ใครได้ใครเสีย

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า MOU คือข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศ  เป็นการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนกันระหว่าง 2 ประเทศ  ซึ่งไม่ได้มีการบ่งบอกหรือปักปันเขตแดนกันจริงจัง  ซึ่งนี่คือปัญหาที่หมักหมมที่เกิดการรุกล้ำแผ่นดินจนเคลมแผ่นดินไทยบางส่วนไปเป็นของกัมพูชาเพราะถือหลักอยู่กันมานานนั่นเอง ซึ่งจุดนี้ทางไทยเราได้กางแผนที่พร้อมหลักฐานหมุดสยามที่ปักอยู่เป็นตัวกำหนดเขตแดนและยึดคืนพื้นที่กว่า 13,000 ไร่  โดยใช้หลักฐานคือ สันปันน้ำ  แผนที่ 1:50,000 ซึ่งเป็นมาตราส่วนสากลในการกำหนดปักปันเขตแดน  รวมถึงหลักหมุดเดิมที่มีการกำหนดกันระหว่างรัฐบาลสยามกับรัฐบาลฝรั่งเศสในขณะนั้น 

แล้ว UNCLOS คืออะไรละ….?   UNCLOS ย่อมาจากUnited Nations Convention on the Law of the Sea  เป็นการแบ่งเขตทางทะเล ซึ่งเป็นกฎหมายสากลที่ใช้กำหนดเขตแดนทางทะเลระหว่างประเทศ  การที่ตอนนี้ไทยและกัมพูชาเลือกใช้ UNCLOS เพราะจะได้แบ่งปักปันพื้นที่ในทะเลออกมาได้อย่างชัดเจน  โดยพื้นที่ในทะเลจะเกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์ที่อยู่ในพื้นที่ทะเลตรงนั้นด้วย  แล้วแปลกใจไหมละคะว่าทำไมกัมพูชาถึงเลือกจะใช้ UNCLOS ในการแก้ปัญหาชายแดนกับไทย  กัมพูชาได้อะไรอย่างนั้นหรือ…?

อย่างแรกเลยกัมพูชาอ้าง UNCLOS เพื่อจะเปลี่ยนประเด็นจากข้อพิพาทของ 2 ประเทศให้เป็นปัญหาระดับสากล ดึงองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาได้ช่วยไกล่เกลี่ยและเพิ่มความชอบธรรมทางการทูต   ประเด็นต่อมาคือ  การเพิ่มอำนาจต่อรองเรื่องก๊าซและน้ำมัน โดยมีความเป็นไปได้ที่ทางกัมพูชาจะอ้างสิทธิการใช้เป็นเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่ประกาศสิทธิครอบครองตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982) โดยขยายออกไปสูงสุดไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล  หรือประมาณ 370 กิโลเมตร จากเส้นฐานชายฝั่ง โดยเขตเศรษฐกิจจำเพาะนี้ให้สิทธิพิเศษแก่กัมพูชาในการสำรวจ ขุดเจาะ และแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งสิ่งมีชีวิต เช่น สัตว์น้ำ และสิ่งไม่มีชีวิต เช่น ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันใต้ทะเล เป็นต้น  ซึ่งการลากเส้นทางทะเลดังกล่าวจะเพิ่มความชอบธรรมในการเคลมการหาผลประโยชน์พื้นที่ในทะเลในจุดที่เคยเป็นพื้นที่พิพาทให้เป็นของกัมพูชาได้  ข้อ 3 คือการลดการใช้แผนที่และสนธิสัญญาจากยุคอาณานิคมแต่หันมายึดกฎหมายทะเลยุคใหม่แทน  สุดท้ายการใช้ UNCLOS จะเพิ่มภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือให้แก่กัมพูชาด้วย  

แล้วฝั่งไทยละการใช้ UNCLOS มีประโยชน์อย่างไร  เอย่าก็ต้องบอกก่อนว่าไทยเราใช้ UNCLOS มาหลายประเทศแล้วรอบบ้านเราทั้งเมียนมาและมาเลเซีย  รวมถึงประเทศที่จะมีน่านน้ำติดกับเราอย่าง อินเดีย  เวียดนาม  อินโดนีเซียก็เช่นกัน  ดังนั้นการใช้ UNCLOS ของไทยจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ ดังนั้นการใช้ UNCLOS ของไทยเราจึงมีประสบการณ์เป็นอย่างดี อะไรที่ฝั่งกัมพูชาคิดจะทำได้ฝั่งไทยก็ทำได้เช่นกันในกรอบข้อกำหนดเดียวกัน

ถึงวันนี้เอย่ามั่นใจว่าการที่ท่านอนุทินเดินทางไปยังฝรั่งเศสแล้วบอกกับประธานาธิบดี มาครง เรื่องกันยกเลิก MOU44 แล้วหันกลับมาใช้ UNCLOS น่าจะเป็นอะไรที่เป็นมาตรฐานและเป็นสิ่งที่เจ้าอาณานิคมแต่เดิมของกัมพูชาเข้าใจได้  แถมยกระดับภาพลักษณ์ไทยในสายตาชาวโลกด้วยว่าเราไม่ได้รังแกประเทศที่ล้าหลังกว่าอย่างกัมพูชา รวมถึงลากกัมพูชามาประจานของสาธารณะได้อย่างชอบธรรมหากทำสิ่งใดไม่เป็นไปตามข้อกำหนดนั่นเอง

ที่มา : AYA


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top