Tuesday, 21 July 2026
World

เปิดตำนาน “ลูกทิพย์เคลมไทย”!! จากจีนเทาถึงลูกทิพย์ ปมสวมสิทธิ์–พ่อแม่ทิพย์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สะสมมานานหลายทศวรรษ ปัญหาเก่าที่รัฐต้องรื้อทั้งระบบ ไม่ใช่จับแค่บางกลุ่ม

เปิดตำนานลูกทิพย์เคลมไทย

ช่วงนี้ข่าวลูกทิพย์กำลังดังในกระแสเลยทีเดียว​ แต่รู้หรือไม่​ตำนานลูกทิพย์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดมา​ แต่มีมานับเกือบ​ 60​ปีแล้ว​ วันรีัเอย่าจะมาเล่าให้ฟังกัน

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลก​ ประเทศไทยมีการหลั่งไหลของคนต่างด้าวในไทยจำนวนมาก​ เอย่าจะแบ่งเป็นช่วงๆดังต่อไปนี้

ช่วง​ พศ. 2488-2503
หลังสงครามโลกครั้งที่​ 2​ ประเทศจีนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋ง​ ทำให้ชาวจีนมีการอพยพหลายแสนคนเข้าไทย​ โดยส่วนใหญ่คือคือ​ ชาวแต้จิ๋ว​ ฮกเกี้ยน​ ฮากกา​ กวางตุ้งและไหหลำ​ ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้กลับกลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว​ เพราะนโยบายที่ไทยพยายามจัดการผู้อพยพในปลายทศวรรษ​ 2490 นั่นเอง

ต่อมาในสงครามอินโดจีนก็มีชาวเวียดนามหนีภัยสงครามมาประมาณ​ 50,000-80,000 คนกระจายไปยังบริเวณ​ นครพนม​ สกลนคร​ อุดรธานีและมุกดาหาร​ จนรัฐไทยขณะนั้นหวั่นว่าคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามเรื่องคอมมิวนิสต์และพยายามผลักดันกลับไป

ต่อมาในปี​ 2518 หลังเขมรแดงขึ้นสู่อำนาจทำให้ชาวกัมพูชาร่วม​ 500,000 คนทะลักเข้าสู่ไทยในศูนย์อพยพต่างๆ​แม้คนส่วนใหญ่ได้ลี้ภัยไปประเทศที่​ 3 แต่ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งก็กระจัดกระจายออกมาในดินแดนอิสานล่างปะปนกับคนไทยในที่สุดเช่นกัน​ และเช่นกันหลังปี​ 2518​ เมื่อลาวเปลี่ยนระบอบการปกครอง​ ชาวลาวร่วม​ 300,000​คนก็ลี้ภัยมายังไทย​ ก่อนไปยังประเทศที่​ 3​ แต่ก็ยังเหลือเป็นชุมชนลาวโดยเฉพาะ​ ชาวลาวม้ง ลาวเย้าส่วนหนึ่งตั้งถิ่นฐานในไทย

สุดท้ายคือชาวเมียมา​ ที่มีการอพยพมา​ 3 ระลอกใหญ่​ ได้แก่ช่วงปี​ 2531 หลังเหตุการณ์​ 8888 มีชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง​ ไทยใหญ่​ มอญและคะฉิ่นหนีอพยพมายังไทยและนี่คือกลุ่มแรกที่เริ่มสร้างสังคมกลืนไทยอย่างเป็นระบบซึ่งกลุ่มนี้ช่วงแรกได้สร้างอาณาจักรตนริมชายแดนไทยเนื่องจากห่างไกลจากการตรวจสอบของทางการ​ ต่อมาหลังปี​ 2533 ด้วยความต้องการแรงงานของไทยสูงขึ้นมากทำให้ชาวเมียนมากว่า​ 5 ล้านคนหลั่งไหลจนสร้างเมืองพม่าที่มหาชัยและบางบอนจนกลายเป็นโมเดลตัวอย่างรวมไปถึงสร้างวัดพม่าขึ้นหลายแห่งในประเทศรวมไปถึงพระธาตุชื่อดังที่เขาค้อยังมีเจดีย์ชเวดากองจำลอง​

การเข้ามาแบบนี้ส่วนหนึ่งก็ไม่ต่างกับกลุ่มจีนเทาคือการใช้สวมสิทธิ์คนตายก็ดี​ หรือแต่งงานทิพย์ก็ดี​หรือที่ใช้มากสุดคือพ่อแม่ทิพย์แอบอ้างลูกชาวเมียนมาเป็นลูกตัวเอง​ ขบวนการเหล่านี้มากมายจนทำให้ชาวเมียนมาบางกลุ่มที่เข้ามาก่อนกลายเป็นคนกลางที่รับงานดูแลคนเหล่านี้เพราะกลายเป็นคนสัญชาติไทยจากการให้ของนักการเมืองที่คนเหล่านี้รับใช้

เรื่องพวกนี้ไม่มช่เรื่องใหม่แต่แค่เรามีอคติจากจีนเทาเลยเหมาว่าจีนชั่วไปหมด​ แต่คนชั่วจริงไม่ใช่ที่เชื้อชาติแต่เป็นบุคคลที่กระทำผิดและคนไทยที่สมรู้ร่วมคิดขายแผ่นดิน​ ขายสิทธิ์คนไทย​ ให้กับคนเหล่านี้​ ก่อนที่ทางการจะจัดการกับแค่จีนเทาหยิบมือทำไมไม่จัดการกับกลุ่มอื่นๆด้วยหรือเพราะว่ากลุ่มเหล่านั้นมาก่อนและมีอำนาจการเมืองหรือเอ็นจีโอหนุนหลังจนไม่อยากจะไปยุ่งกันแน่​ เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ
เปิดตำนานลูกทิพย์เคลมไทย

ช่วงนี้ข่าวลูกทิพย์กำลังดังในกระแสเลยทีเดียว​ แต่รู้หรือไม่​ตำนานลูกทิพย์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดมา​ แต่มีมานับเกือบ​ 60​ปีแล้ว​ วันรีัเอย่าจะมาเล่าให้ฟังกัน

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลก​ ประเทศไทยมีการหลั่งไหลของคนต่างด้าวในไทยจำนวนมาก​ เอย่าจะแบ่งเป็นช่วงๆดังต่อไปนี้

ช่วง​ พศ. 2488-2503
หลังสงครามโลกครั้งที่​ 2​ ประเทศจีนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋ง​ ทำให้ชาวจีนมีการอพยพหลายแสนคนเข้าไทย​ โดยส่วนใหญ่คือคือ​ ชาวแต้จิ๋ว​ ฮกเกี้ยน​ ฮากกา​ กวางตุ้งและไหหลำ​ ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้กลับกลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว​ เพราะนโยบายที่ไทยพยายามจัดการผู้อพยพในปลายทศวรรษ​ 2490 นั่นเอง

ต่อมาในสงครามอินโดจีนก็มีชาวเวียดนามหนีภัยสงครามมาประมาณ​ 50,000-80,000 คนกระจายไปยังบริเวณ​ นครพนม​ สกลนคร​ อุดรธานีและมุกดาหาร​ จนรัฐไทยขณะนั้นหวั่นว่าคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามเรื่องคอมมิวนิสต์และพยายามผลักดันกลับไป

ต่อมาในปี​ 2518 หลังเขมรแดงขึ้นสู่อำนาจทำให้ชาวกัมพูชาร่วม​ 500,000 คนทะลักเข้าสู่ไทยในศูนย์อพยพต่างๆ​แม้คนส่วนใหญ่ได้ลี้ภัยไปประเทศที่​ 3 แต่ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งก็กระจัดกระจายออกมาในดินแดนอิสานล่างปะปนกับคนไทยในที่สุดเช่นกัน​ และเช่นกันหลังปี​ 2518​ เมื่อลาวเปลี่ยนระบอบการปกครอง​ ชาวลาวร่วม​ 300,000​คนก็ลี้ภัยมายังไทย​ ก่อนไปยังประเทศที่​ 3​ แต่ก็ยังเหลือเป็นชุมชนลาวโดยเฉพาะ​ ชาวลาวม้ง ลาวเย้าส่วนหนึ่งตั้งถิ่นฐานในไทย

สุดท้ายคือชาวเมียมา​ ที่มีการอพยพมา​ 3 ระลอกใหญ่​ ได้แก่ช่วงปี​ 2531 หลังเหตุการณ์​ 8888 มีชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง​ ไทยใหญ่​ มอญและคะฉิ่นหนีอพยพมายังไทยและนี่คือกลุ่มแรกที่เริ่มสร้างสังคมกลืนไทยอย่างเป็นระบบซึ่งกลุ่มนี้ช่วงแรกได้สร้างอาณาจักรตนริมชายแดนไทยเนื่องจากห่างไกลจากการตรวจสอบของทางการ​ ต่อมาหลังปี​ 2533 ด้วยความต้องการแรงงานของไทยสูงขึ้นมากทำให้ชาวเมียนมากว่า​ 5 ล้านคนหลั่งไหลจนสร้างเมืองพม่าที่มหาชัยและบางบอนจนกลายเป็นโมเดลตัวอย่างรวมไปถึงสร้างวัดพม่าขึ้นหลายแห่งในประเทศรวมไปถึงพระธาตุชื่อดังที่เขาค้อยังมีเจดีย์ชเวดากองจำลอง​

การเข้ามาแบบนี้ส่วนหนึ่งก็ไม่ต่างกับกลุ่มจีนเทาคือการใช้สวมสิทธิ์คนตายก็ดี​ หรือแต่งงานทิพย์ก็ดี​หรือที่ใช้มากสุดคือพ่อแม่ทิพย์แอบอ้างลูกชาวเมียนมาเป็นลูกตัวเอง​ ขบวนการเหล่านี้มากมายจนทำให้ชาวเมียนมาบางกลุ่มที่เข้ามาก่อนกลายเป็นคนกลางที่รับงานดูแลคนเหล่านี้เพราะกลายเป็นคนสัญชาติไทยจากการให้ของนักการเมืองที่คนเหล่านี้รับใช้

เรื่องพวกนี้ไม่มช่เรื่องใหม่แต่แค่เรามีอคติจากจีนเทาเลยเหมาว่าจีนชั่วไปหมด​ แต่คนชั่วจริงไม่ใช่ที่เชื้อชาติแต่เป็นบุคคลที่กระทำผิดและคนไทยที่สมรู้ร่วมคิดขายแผ่นดิน​ ขายสิทธิ์คนไทย​ ให้กับคนเหล่านี้​ ก่อนที่ทางการจะจัดการกับแค่จีนเทาหยิบมือทำไมไม่จัดการกับกลุ่มอื่นๆด้วยหรือเพราะว่ากลุ่มเหล่านั้นมาก่อนและมีอำนาจการเมืองหรือเอ็นจีโอหนุนหลังจนไม่อยากจะไปยุ่งกันแน่​ เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ

ที่มา : AYA

จีนย้ำจุดยืนทะเลจีนใต้!! ปักกิ่งโต้เดือดปมทะเลจีนใต้ ยืนยันอธิปไตยเหนือหมู่เกาะ คัดค้านแถลงการณ์ร่วม 14 ชาติ ชี้คำตัดสินอนุญาโตตุลาการไร้ผลผูกพัน

แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เกี่ยวกับการปลุกปั่นกระแสของบางประเทศในโอกาสครบรอบ 10 ปี "คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการว่าด้วยทะเลจีนใต้"

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย แคนาดา เอสโตเนีย เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น ลัตเวีย ลิทัวเนีย นิวซีแลนด์ โรมาเนีย สโลวีเนีย และสหราชอาณาจักรได้ออก "แถลงการณ์ร่วมเพื่อรำลึกครบรอบสิบปีแห่งคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการว่าด้วยทะเลจีนใต้" กระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนขอประกาศอย่างเป็นทางการดังต่อไปนี้

1.จีนมีอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ รวมถึงหมู่เกาะตงซา หมู่เกาะซีซา หมู่เกาะจงซา และหมู่เกาะหนานซา จีนครอบครองน่านน้ำภายในหมู่เกาะ น่านน้ำอาณาเขต เขตต่อเนื่อง เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และไหล่ทวีปเหนือหมู่เกาะเหล่านี้ จีนมีสิทธิครอบครองทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ อำนาจอธิปไตยของจีนเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้และสิทธิและผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องนั้นได้รับการสถาปนาขึ้นมาจากกระบวนการทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตกในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสต์ศักราช ชาวจีนได้เดินเรือในทะเลจีนใต้และค้นพบหมู่เกาะเหล่านี้ผ่านการปฏิบัติมาอย่างยาวนาน จีนเป็นประเทศแรกที่ใช้อำนาจอธิปไตยและบริหารเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้และน่านน้ำที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง สันติ และมีประสิทธิภาพ จีนเป็นเจ้าของหมู่เกาะในทะเลจีนใต้นั้นได้รับการยอมรับโดยทั่วไปในประชาคมระหว่างประเทศมานานแล้ว

2.ทะเลจีนใต้เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่ปลอดภัยที่สุดในโลก และเสรีภาพในการเดินเรือและการบินในทะเลจีนใต้ไม่เคยเป็นปัญหา จีนปกป้องอธิปไตยเหนือดินแดนและสิทธิและผลประโยชน์ทางทะเลในทะเลจีนใต้อย่างมั่นคง และยึดมั่นในสันติภาพและความมั่นคงในทะเลจีนใต้ ในการตอบโต้การละเมิดและการยั่วยุจากประเทศที่เกี่ยวข้องในทะเลจีนใต้ จีนได้ใช้มาตรการที่เด็ดขาดเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของตน ซึ่งเป็นมาตรการที่สมเหตุสมผล ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นมืออาชีพ และยับยั้งชั่งใจ สหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ นอกภูมิภาคยังคงเสริมกำลังทางทหารในทะเลจีนใต้ โดยกระทำการอย่างไม่ยั้งคิดและเป็นการโหมกระหน่ำความขัดแย้ง พฤติกรรมทางทหารและการบีบบังคับนี้เป็นความท้าทายหลักที่สถานการณ์ในทะเลจีนใต้กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

3.ปัญหาอาณาเขตทางบกไม่อยู่ในขอบเขตของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลถูกยกเว้นจากกระบวนการระงับข้อพิพาทภาคบังคับของ UNCLOS โดยคำประกาศของจีนในปี 2549 ตามมาตรา 298 ในเรื่องอาณาเขตและข้อพิพาทเขตแดนทางทะเล จีนไม่ยอมรับวิธีการระงับข้อพิพาทใดๆ ที่ยัดเยียดให้กับจีน จีนจะยึดมั่นในหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและบรรทัดฐานพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตามที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ รวมถึงการเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติ และหลักการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี จีนจะยืนหยัดที่จะแก้ไขข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องในทะเลจีนใต้ผ่านการเจรจาและการปรึกหารือกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรง โดยเคารพข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในทะเลจีนใต้

4.จุดยืนของจีนเกี่ยวกับการอนุญาโตตุลาการว่าด้วยทะเลจีนใต้มีความชัดเจน เสมอต้นเสมอปลาย และมั่นคง การอนุญาโตตุลาการทะเลจีนใต้ละเมิดหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น "ความยินยอมของรัฐ" และ "ข้อตกลงต้องได้รับการเคารพ" ละเมิดอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล และขัดแย้งกับข้อเท็จจริงพื้นฐานเกี่ยวกับทะเลจีนใต้ คำตัดสินที่เรียกว่า "คำวินิจฉัย" นั้นเป็นเอกสารที่ผิดกฎหมาย ไม่ถูกต้อง และไม่มีผลผูกพัน จีนไม่ยอมรับหรือรับรอง "คำวินิจฉัย" และคัดค้านและปฏิเสธข้อเรียกร้องหรือการกระทำใดๆ ที่อ้างอิงจากคำชี้ขาดนั้น อธิปไตยเหนือดินแดนและสิทธิทางทะเลของจีนในทะเลจีนใต้จะไม่ได้รับผลกระทบจาก "คำวินิจฉัย" ในทุกกรณี

5.ในช่วงสิบปีนับตั้งแต่มีการออก "คำวินิจฉัย" นั้น ไม่เพียงแต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางทะเลระหว่างจีนและฟิลิปปินส์ได้เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นเครื่องมือให้ฟิลิปปินส์ขยายการอ้างสิทธิ์ในดินแดนและทางทะเล ทำให้ความขัดแย้งในภูมิภาคทวีความรุนแรงขึ้น และเป็นข้ออ้างให้อิทธิพลจากภายนอกเข้ามาแทรกแซงในประเด็นทะเลจีนใต้และปลุกปั่นสถานการณ์ มันกลายเป็นอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนและฟิลิปปินส์ ตลอดจนสันติภาพและความมั่นคงในทะเลจีนใต้ หากปฏิบัติตามมาตรฐานของ "คำวินิจฉัย" นั้น เกาะและแนวปะการังของหลายประเทศจะสูญเสียหลักฐานที่ถูกนำไปอ้างสิทธิ์อธิไปไตยเหนือดินแดน เราจึงตั้งคำถามว่า ประเทศต่างๆ ที่สนับสนุน "คำวินิจฉัย" นั้นได้สละสิทธิ์ทางทะเลในเกาะและแนวปะการังของตนโดยสมัครใจหรือไม่ การที่บางประเทศยังคงโหมกระหน่ำเกี่ยวกับ "คำวินิจฉัย" ที่ผิดกฎหมายนั้น ขัดแย้งกับแนวโน้มทั่วไปของสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และขัดกับความปรารถนาของประเทศและประชาชนในภูมิภาคที่จะพัฒนาและเจริญรุ่งเรือง ความพยายามของพวกเขาย่อมต้องล้มเหลว เราขอเรียกร้องให้ประเทศที่เกี่ยวข้องเคารพในอธิปไตยเหนือดินแดนและสิทธิทางทะเลของจีนในทะเลจีนใต้ด้วยความจริงใจ ยุติการก่อกวนในทะเลจีนใต้ และยุติการบ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในทะเลจีนใต้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1450234740467868&id=100064440681953&rdid=Ut87bxNnpSmebJzL#

รัสเซียเปิดเกมกดดันท่าเรือยูเครน!! ใช้โดรนจู่โจมเรือสินค้ารวม 3 ลำ ถล่มเรือสินค้าและคลังเชื้อเพลิง เพิ่มถังเชื้อเพลิงเสียหาย 5 แห่งใกล้โอเดสซา หวังตัดเส้นเลือดโลจิสติกส์ของกองทัพเคียฟ

มอสโก (สปุตนิก) — กระทรวงกลาโหมรัสเซียเปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า กองทัพรัสเซียยังคงเดินหน้าโจมตีท่าเรือของยูเครนและเรือที่ให้บริการแก่กองทัพยูเครน โดยสามารถโจมตีเรือบรรทุกสินค้าแห้งอีก 3 ลำที่ท่าเรือโอเดสซาได้

“ตลอดทั้งวัน กองทัพรัสเซียยังคงโจมตีท่าเรือของยูเครนและเรือที่ให้บริการแก่กองทัพยูเครน เรือบรรทุกสินค้าแห้งอีก 3 ลำที่ท่าเรือโอเดสซาถูกโจมตีด้วยโดรนจู่โจม” แถลงการณ์ระบุ
กระทรวงฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทัพรัสเซียใช้อาวุธความแม่นยำสูงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือ และถังเก็บเชื้อเพลิงและสารหล่อลื่น 5 แห่ง ในท่าเรือยูจนีของยูเครน ซึ่งมีไว้เพื่อส่งกำลังบำรุงให้กองทัพยูเครน

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่า กองทัพรัสเซียยังคงโจมตีท่าเรือและเรือของยูเครนที่ให้บริการตามความต้องการของกองทัพยูเครน โดยระหว่างปฏิบัติการดังกล่าว เรือบรรทุกสินค้าแห้งถูกอากาศยานไร้คนขับโจมตี ขณะเคลื่อนผ่านจากท่าเรือเชอร์โนมอร์สก์ไปยังท่าเรือโอเดสซา

ที่มา : Sputnik

NEV จีนแรงไม่หยุด!! จีนจดทะเบียนรถพลังงานใหม่ทะลุ 5.19 ล้านคัน ครึ่งปีแรก 2026 กินสัดส่วน 49.42% ของรถจดทะเบียนใหม่ จีนไม่ได้แค่ขายรถพลังงานใหม่เพิ่มขึ้น แต่กำลังเปลี่ยนตลาดรถทั้งประเทศให้เข้าสู่ยุคไฟฟ้าอย่างเต็มตัว

ปักกิ่ง, 15 ก.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (14 ก.ค.) กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนรายงานว่ายานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ครองสัดส่วนร้อยละ 49.42 ของยานยนต์จดทะเบียนใหม่ทั้งหมดของจีนในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายนของปี 2026 ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.45 จุดเปอร์เซ็นต์จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

รายงานระบุว่าช่วงครึ่งแรกของปี 2026 จีนมีการจดทะเบียนยานยนต์พลังงานใหม่มากกว่า 5.19 ล้านคัน ยานยนต์ 10.51 ล้านคัน และรถจักรยานยนต์ 5.11 ล้านคัน โดยปัจจุบันจีนมียานพาหนะ 476 ล้านคัน ซึ่งเป็นยานยนต์ 371 ล้านคัน และผู้ขับขี่ที่มีใบอนุญาต 567 ล้านคน ซึ่งเป็นผู้ขับขี่ยานยนต์ 533 ล้านคน เมื่อนับถึงสิ้นเดือนมิถุนายน

ทั้งนี้ จีนมีการใช้ยานยนต์พลังงานใหม่รวม 48.97 ล้านคัน คิดเป็นร้อยละ 13.19 ของยานยนต์ทั้งหมดในประเทศ โดยร้อยละ 68.77 ของยานยนต์พลังงานใหม่เป็นยานยนต์ไฟฟ้าล้วน

ที่มา : Xinhua

พนันออนไลน์กลายเป็นภัยชาติ!! “อินโดนีเซีย” ลุยปราบพนันออนไลน์ ปิดเว็บ–คอนเทนต์ผิดกฎหมายแล้ว 3.7 ล้านรายการ สั่งปิดบัญชีต้องสงสัยกว่า 32,500 บัญชี หลังพบกระทบสังคม–เศรษฐกิจหนัก

จาการ์ตา, 15 ก.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (14 ก.ค.) เมตยา ฮาฟิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและกิจการดิจิทัลของอินโดนีเซีย กล่าวว่าอินโดนีเซียได้ปิดกั้นเว็บไซต์และเนื้อหาออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการพนันผิดกฎหมาย 3.7 ล้านรายการแล้ว ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024 ขณะที่ทางการเดินหน้ายกระดับการปราบปรามทั่วประเทศ

เมตยาระบุว่ารัฐบาลได้รับรายงานเกี่ยวกับบัญชีธนาคารต้องสงสัยว่าเอื้อการพนันออนไลน์ 1.56 แสนบัญชี และหมายเลขโทรศัพท์มือถือ 85,500 หมายเลขที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ในการฉ้อโกง ผ่านแพลตฟอร์มการรายงานของทางการ รวมถึงได้ปิดบัญชีธนาคาร 32,500 บัญชี จาก 38,000 บัญชีที่กระทรวงฯ รายงานต่อสำนักงานบริการทางการเงิน

รัฐบาลกำลังเปลี่ยนจากการตอบโต้ด้วยการลบเนื้อหามาเป็นการตรวจจับความผิดปกติ พร้อมทั้งเสริมสร้างการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อเร่งดำเนินการต่อต้านเครือข่ายการพนันที่ผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้กำหนดให้การต่อต้านการพนันออนไลน์เป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติ เนื่องจากเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เป็นต้นเหตุของปัญหาสังคม และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

ที่มา : Xinhua

สงครามโลจิสติกส์เดือด!! รัสเซียเดินหน้าโจมตีท่าเรือยูเครน ซัดเรือสินค้า–คลังเชื้อเพลิง–โรงงานผลิตโดรน หวังบั่นทอนกำลังทหารและเศรษฐกิจ ใช้โดรนและอาวุธพิสัยไกลตัดวงจรสนับสนุนกองทัพยูเครน

มอสโก (สปุตนิก) — กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า กองทัพรัสเซียได้โจมตีเรือ 3 ลำที่บรรทุกยุทโธปกรณ์ทางทหารในพื้นที่โอเดสซา

กระทรวงฯ ระบุว่า “การโจมตียังคงดำเนินต่อไปต่อท่าเรือของยูเครน และเรือที่ถูกใช้สนับสนุนกองทัพยูเครน”

ตามข้อมูลของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย โดรนจู่โจมได้เล็งเป้าไปยังเรือบรรทุกสินค้า 3 ลำ โดยลำหนึ่งถูกโจมตีที่ท่าเรือยูจนี ส่วนอีก 2 ลำจอดทอดสมออยู่นอกชายฝั่งโอเดสซา เพื่อรอการขนถ่ายสินค้า

ก่อนหน้านี้ในวันพุธ กองทัพรัสเซียยังได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือที่ใช้สำหรับขนถ่ายเชื้อเพลิงและสารหล่อลื่น ถังเก็บเชื้อเพลิง รวมถึงโรงงานผลิตโดรน 2 แห่งในพื้นที่เดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเรือบรรทุกสินค้าอีก 2 ลำที่ส่งกำลังบำรุงให้กองทัพยูเครน ถูกโจมตีที่ท่าเรือเชอร์โนมอร์สก์และดนีโปร-บักสกี

กระทรวงฯ ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดทอนขีดความสามารถทางทหารและเศรษฐกิจของยูเครน และดำเนินการโดยใช้โดรนจู่โจมร่วมกับอาวุธความแม่นยำสูงพิสัยไกล

ที่มา : Sputnik

“ไทย” ผลักดันลงทุนดิจิทัล!! อนุมัติ 34 โครงการ ศก.ดิจิทัล มูลค่ารวม 7.15 แสนล้านบาท เร่งลดเวลาอนุมัติผ่าน FastPass เสริมบุคลากรไทย 50% ใน 3 ปี

กรุงเทพฯ, 17 ก.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (16 ก.ค.) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าไทยอนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการศูนย์ข้อมูลและบริการรับฝากข้อมูลรวม 34 โครงการ มูลค่า 7.15 แสนล้านบาท ตั้งแต่ปี 2025 ขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค รวมทั้งอำนวยความสะดวกการลงทุนให้มีความคล่องตัวมากขึ้นเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การประมวลผลบนระบบคลาวด์ (cloud computing) และบริการดิจิทัลแห่งอนาคต
ลลิดาอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนระบุว่าในปี 2025 มีการอนุมัติโครงการ 27 โครงการ มูลค่าราว 6.18 แสนล้านบาท และอนุมัติเพิ่มอีก 7 โครงการ มูลค่าราว 9.7 หมื่นล้านบาทในไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) ของปี 2026 สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทยทั้งด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน และกำลังแรงงาน

ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังเร่งขับเคลื่อนโครงการ Thailand FastPass เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและลดระยะเวลาการอนุมัติสำหรับโครงการสำคัญ โดยข้อมูลจากสำนักงานฯ ระบุว่ามีโครงการจากหลายอุตสาหกรรมเข้าสู่โครงการดังกล่าวแล้ว 25 โครงการ มูลค่ารวม 2.23 แสนล้านบาท เมื่อนับถึงวันที่ 6 พ.ค. 2026

ขณะเดียวกัน รัฐบาลระบุว่ากำลังดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุนควบคู่กับการพัฒนาประเทศ ซึ่งรวมถึงการเชื่อมโยงนักลงทุนต่างชาติกับภาคธุรกิจไทย การส่งเสริมการจัดซื้อสินค้าและบริการภายในประเทศ และการพัฒนาทักษะบุคลากร

สำหรับกิจการศูนย์ข้อมูลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานฯ กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องจัดทำแผนพัฒนาบุคลากรไทย และจะต้องมีบุคลากรสัญชาติไทยดำรงตำแหน่งผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อยร้อยละ 50 ภายใน 3 ปี เพื่อส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่บุคลากรไทย

ที่มา : Xinhua

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกใหม่!! กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ รายงาน โจมตีเป้าหมายหลายสิบแห่งทั่วอิหร่าน อิหร่านเผยพลเรือนตาย 7 รายบาดเจ็บ สะพานและสถานีรถไฟถูกโจมตีหนัก

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ระบุว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีระลอกใหญ่ต่ออิหร่านอีกครั้ง โดยใช้เครื่องบินขับไล่ โดรน และเรือรบ โจมตีเป้าหมายหลายสิบแห่ง

CENTCOM อ้างว่า การโจมตีดังกล่าวมุ่งเป้าไปที่ขีดความสามารถทางทหารของอิหร่าน แต่รายงานจากฝั่งอิหร่านระบุอีกด้านหนึ่ง

สื่ออิหร่านรายงานว่า สหรัฐฯ ได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน รวมถึงสะพาน สถานีรถไฟ และเสาสื่อสารโทรคมนาคม โดยสำนักข่าวทัสนิมรายงานว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ต่อสะพานในเมืองบันดาร์ คามีร์ ทำให้พลเรือนเสียชีวิต 7 ราย และบาดเจ็บอีก 9 ราย

การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของสหรัฐฯ ต่อเนื่องเป็นคืนที่ 6 ติดต่อกัน ถือเป็นอีกขั้นหนึ่งของการรุกรานอิหร่านโดยวอชิงตัน และยิ่งทำให้การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนโดยกองทัพสหรัฐฯ กลายเป็นเรื่องที่ถูกทำให้ชินชาเพิ่มขึ้น

ที่มา : Sputnik

จีนตอบ “อนุทิน” 3 ข้อ!! ปมรถถังจีนส่งกัมพูชา แจงเป็นสัญญาเดิม ไม่ได้เลือกข้าง ชี้ปักกิ่งรับรู้ความอ่อนไหวและพร้อมช่วยคลี่คลายข้อพิพาท พร้อมเสนอบทบาทประคองสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา

จีนตอบ “อนุทิน” 3 ข้อ ปมรถถังส่งกัมพูชา
สัญญาเก่า – เคยชะลอส่ง – ยืนยันไม่นำมาใช้สร้างความเสียหายต่อไทย

หนึ่งในประเด็นสำคัญจากการหารือระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่นครเซี่ยงไฮ้ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ไม่ได้มีเพียงเรื่องเศรษฐกิจ เทคโนโลยี หรือความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์เท่านั้น

แต่ยังมีการหยิบยกเรื่องที่คนไทยจำนวนมากกำลังกังวลขึ้นพูดอย่างตรงไปตรงมา นั่นคือ กรณีจีนส่งมอบรถถังและยุทโธปกรณ์ให้กัมพูชา ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา
ภายหลังการหารือ นายอนุทินเปิดเผยว่า ฝ่ายไทยได้แสดงความกังวลของรัฐบาลและประชาชนไทยต่อผู้นำจีน โดยจีนได้ชี้แจงสาระสำคัญเกี่ยวกับการส่งรถถังให้กัมพูชาออกมาเป็น 3 ประเด็น
“คำสั่งซื้อเกิดขึ้นก่อนความขัดแย้ง – จีนเคยชะลอการส่งมอบ – และยืนยันว่าจะไม่ใช้ยุทโธปกรณ์สร้างความเสียหายต่อไทย”

ข้อที่ 1 คำสั่งซื้อเกิดขึ้นก่อนมีความขัดแย้ง
คำตอบแรกจากฝ่ายจีน คือ การซื้อขายรถถังและยุทโธปกรณ์ดังกล่าวเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งหรือการสู้รบรอบล่าสุดระหว่างไทยกับกัมพูชา
ในมุมของจีน การส่งมอบจึงไม่ใช่การตัดสินใจใหม่ที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ชายแดน และไม่ใช่การเลือกสนับสนุนกัมพูชาในช่วงที่กำลังมีปัญหากับประเทศไทย แต่เป็นภาระผูกพันจากข้อตกลงที่มีอยู่ก่อนหน้าแล้ว

คำชี้แจงข้อนี้มีความสำคัญ เพราะช่วยแยกให้เห็นระหว่าง “การขายอาวุธตามสัญญาเดิม” กับ “การส่งอาวุธเพื่อสนับสนุนคู่ขัดแย้งในสถานการณ์ปัจจุบัน”

แม้ภาพที่ประชาชนเห็นอาจเป็นรถถังจีนเดินทางไปยังกัมพูชาในช่วงเวลาที่อ่อนไหว แต่ฝ่ายจีนต้องการยืนยันว่า จุดเริ่มต้นของข้อตกลงไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ความตึงเครียดรอบนี้
ข้อที่ 2 จีนเคยชะลอการส่งมอบในช่วงการสู้รบ

คำตอบข้อที่สอง คือ จีนรับรู้ว่าสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามีความอ่อนไหว และในช่วงที่เกิดการสู้รบ จีนได้ชะลอการส่งมอบยุทโธปกรณ์ไว้ก่อน

ประเด็นนี้สะท้อนว่า แม้จีนจะมีสัญญาที่ต้องดำเนินการกับกัมพูชา แต่ก็รับรู้ว่าการส่งมอบอาวุธในช่วงเวลาที่สถานการณ์กำลังรุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของฝ่ายไทย และอาจถูกมองว่าจีนกำลังเลือกข้าง

การชะลอส่งมอบจึงเป็นการประคองความสัมพันธ์ในเชิงการทูต โดยจีนพยายามรักษาสมดุลระหว่างการปฏิบัติตามสัญญากับกัมพูชา และการรักษาความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์ผ่านช่วงการสู้รบไปแล้ว จีนชี้แจงว่า ในท้ายที่สุดก็ยังจำเป็นต้องดำเนินการตามข้อตกลงเดิมที่ทำไว้

ข้อที่ 3 ต้องทำตามสัญญา แต่ยืนยันว่าจะไม่ใช้สร้างความเสียหายต่อไทย
คำตอบข้อที่สาม และน่าจะเป็นคำตอบที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของไทยมากที่สุด คือ แม้จีนจะต้องปฏิบัติตามสัญญาส่งมอบยุทโธปกรณ์ให้กัมพูชา แต่จีนให้ความมั่นใจกับฝ่ายไทยว่า ภายใต้เงื่อนไขที่มีต่อกัน จะไม่มีการนำยุทโธปกรณ์เหล่านั้นมาใช้เพื่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทย
คำยืนยันนี้เท่ากับจีนพยายามส่งสัญญาณว่า การมีความร่วมมือทางทหารกับกัมพูชาไม่ได้หมายความว่า จีนยอมรับให้อาวุธของตนถูกใช้คุกคามประเทศไทย

สำหรับไทย นี่เป็นคำรับรองทางการเมืองที่มีน้ำหนัก เพราะมาจากการหารือในระดับผู้นำสูงสุด แต่ในทางปฏิบัติยังต้องติดตามว่า จะมีกลไกใดรองรับคำยืนยันดังกล่าว ทั้งในเรื่องเงื่อนไขการใช้งาน การตรวจสอบ และการประสานงานระหว่างรัฐบาล หากสถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
จีนยังเสนอบทบาทช่วยคลี่คลายปัญหาไทย–กัมพูชา

นอกเหนือจากการชี้แจงเรื่องรถถัง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงยังแสดงท่าทีว่า การจัดการข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่างเหมาะสม เป็นผลประโยชน์ระยะยาวของทั้งสองประเทศและประชาชนทั้งสองฝ่าย
จีนสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชาใช้การหารือและการปรึกษาหารือ เพื่อหาทางยุติปัญหาอย่างสันติ พร้อมระบุว่าจีนยินดีมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในกระบวนการดังกล่าว

ด้านนายอนุทินอธิบายว่า สี จิ้นผิงได้เสนอตัวเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” เพื่อช่วยให้ไทยกับกัมพูชารื้อฟื้นความสัมพันธ์และหาทางออกร่วมกัน ขณะที่จีนยังเสนอรับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้างแทนไทย เพื่อลดความไม่สะดวกใจของประเทศสมาชิก โดยเฉพาะกัมพูชา หากต้องเดินทางเข้ามาประชุมในประเทศไทย

คำตอบ 3 ข้อ ช่วยลดความกังวล แต่ไทยยังต้องติดตามด้วยตนเอง
คำชี้แจงจากจีนทั้งสามข้อถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อไทย เพราะอย่างน้อยแสดงให้เห็นว่า ผู้นำไทยได้นำความกังวลด้านความมั่นคงขึ้นพูดอย่างตรงไปตรงมา และจีนรับรู้ถึงความละเอียดอ่อนของประเด็นนี้
แต่ในด้านความมั่นคง คำรับรองทางการทูตเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ ไทยยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ด้านการทหารและการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมรักษาช่องทางสื่อสารกับทั้งจีนและกัมพูชา

สิ่งที่น่าสนใจคือ จีนกำลังอยู่ในสองบทบาทพร้อมกัน
ด้านหนึ่ง จีนเป็นประเทศผู้ขายอาวุธและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกัมพูชา แต่อีกด้านหนึ่ง จีนก็เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ที่สำคัญของไทย รวมถึงเสนอตัวเข้ามาช่วยประคองความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

นี่จึงเป็นโจทย์ทางการทูตที่ละเอียดอ่อน จีนต้องรักษาความสัมพันธ์กับทั้งไทยและกัมพูชา ขณะที่ไทยต้องทำให้จีนเข้าใจอย่างชัดเจนว่า ความร่วมมือใด ๆ กับประเทศเพื่อนบ้านจะต้องไม่กระทบต่ออธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทย
ข้อสังเกตสำคัญ

รายละเอียดเรื่องรถถังทั้งสามข้อข้างต้น เป็นข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านคำให้สัมภาษณ์ของนายอนุทินภายหลังการหารือ ส่วนรายงานทางการของจีนกล่าวในภาพกว้างว่า จีนสนับสนุนการแก้ข้อพิพาทไทย–กัมพูชาด้วยการเจรจาอย่างสันติ และพร้อมมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเรื่องสัญญารถถัง การชะลอส่งมอบ หรือเงื่อนไขการใช้งานต่อสาธารณะ

ดังนั้น สิ่งที่ไทยควรดำเนินการต่อจากนี้ คือ เปลี่ยนความเข้าใจบนโต๊ะเจรจาระดับผู้นำให้กลายเป็นการประสานงานที่ตรวจสอบได้ในระดับรัฐบาล กองทัพ และหน่วยงานด้านความมั่นคง
เพราะคำตอบจากจีนทั้งสามข้ออาจช่วยลดความกังวลได้ในระดับหนึ่ง แต่หลักประกันที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นความพร้อมของประเทศไทย ในการปกป้องอธิปไตย รักษาความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอย่างสมดุล และไม่ปล่อยให้ความมั่นคงของชาติขึ้นอยู่กับคำรับรองของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว
แหล่งข้อมูลประกอบ

• THE STANDARD: จีนพร้อมช่วยไกล่เกลี่ยไทย–กัมพูชา และประเด็นรถถัง
• Xinhua: ถ้อยแถลงจีนต่อการหารือกับผู้นำไทย

ญี่ปุ่น ส่งเรือลาดตระเวน!! โตเกียวป้อน 3.4 ล้านดอลลาร์ ส่งเรือช่วยกัมพูชาคุมทะเล เจาะกลยุทธ์ดึงพันธมิตรใหม่ ต้านอิทธิพลจีนในอ่าวไทย

ญี่ปุ่นเปย์ 3.4 ล้านดอลล์! ส่งเรือลาดตระเวนช่วยกัมพูชาคุมทะเล
โตเกียวอัดฉีดความช่วยเหลือด้านความมั่นคง (OSA) มอบเรือลาดตระเวนพร้อมอุปกรณ์สื่อสารให้กัมพูชาประเดิมชาติแรก มูลค่าราว 3.4 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมขีดความสามารถการป้องกันประเทศทางทะเล

การขยับหมากของญี่ปุ่นรอบนี้เป็นกลยุทธ์เชิงระบบที่น่าจับตา เพราะเดิมทีพนมเปญถูกมองว่าเป็นพันธมิตรแนบแน่นของจีน การที่โตเกียวดึงกัมพูชาเข้ามาอยู่ในโครงการ OSA เป็นประเทศแรก จึงเป็นการรุกเจาะไข่แดงเพื่อเพิ่มดุลอำนาจและดึงกัมพูชาเข้ามาอยู่ในวงยุทธศาสตร์ความมั่นคงอินโด-แปซิฟิก

ดีลนี้ชี้ชัดว่าญี่ปุ่นกำลังปรับเกมการทูตเชิงรุก ไม่ปล่อยให้ปักกิ่งคุมเกมฝั่งเมฆองและอ่าวไทยฝ่ายเดียว การส่งมอบยุทโธปกรณ์รอบนี้จึงเป็นหลักฐานความพยายามของโตเกียวในการคานอำนาจและปักปักฐานความร่วมมือใหม่ในอ่าวไทย

คิดว่าดีลเรือลาดตระเวนจากญี่ปุ่นรอบนี้ จะช่วยดึงกัมพูชาออกมารักษาระยะห่างกับจีนเพื่อสร้างดุลอำนาจใหม่ หรือเป็นแค่ของหวานที่พนมเปญพร้อมรับไว้โดยไม่กระทบความสัมพันธ์แนบแน่นกับปักกิ่ง?

20 กรกฎาคม 2026 / คัดข่าว - หาดใหญ่
ที่มา : Kyodo News, Japanese Ministry of Foreign Affairs, Phnom Penh Post

ที่มา : https://www.facebook.com/100044307350059/posts/1592049752281921/?rdid=sirlVqJXwenmsKA5#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top