Saturday, 6 June 2026
World

ประจำเรื่องในละครชาตินิยมกัมพูชา ชนชาติเขมรคือเหยื่อผู้ถูกกลั่นแกล้ง สื่อ-การศึกษา-โซเชียลฝั่งเขา ตอกย้ำบท "ไทยเป็นผู้ร้าย" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทำไมไทยถึงกลายเป็น “ตัวร้ายประจำเรื่อง” ในละครชาตินิยมกัมพูชา
เวลาเกิดดราม่าชายแดนไทย–กัมพูชา เรามักเห็น pattern เดิม ๆ
•    ไทยถูกวาดเป็น “ตัวร้าย”
•    กัมพูชาเป็น “เหยื่อผู้ถูกกลั่นแกล้ง”
•    ผู้นำกัมพูชาออกมาพูดแข็ง ๆ ปกป้องศักดิ์ศรีชาติ
•    สื่อ–การศึกษา–โซเชียลฝั่งเขา ช่วยกันตอกย้ำบท “ไทยคนร้าย” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คำถามคือ:  ทำไม “ไทย” ถึงถูกเลือกให้เล่นบทตัวร้ายในละครชาตินิยมกัมพูชา แทบทุกครั้งที่ต้องการปลุกกระแส愛ชาติ?

ลองแกะเป็นระบบ จะเห็นว่านี่ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ แต่คือ “บท” ที่เขาเขียนไว้ล่วงหน้าแล้ว — และหยิบมาเล่นเมื่อไรก็ช่วยรักษาอำนาจภายในประเทศได้เสมอ

1. ประวัติศาสตร์ที่ถูกเล่าแบบ “ไทย = ผู้รุกราน, กัมพูชา = เหยื่อ”

ในห้องเรียนของกัมพูชา เวอร์ชันที่เด็กเขมรได้ฟังบ่อย ๆ คือ narrative ประมาณนี้:
•    อาณาจักรเขมรโบราณยิ่งใหญ่ (ยุคแองกอร์)
•    ต่อมาถูก “สยาม” รุกราน ดึงดินแดน–วัฒนธรรม–สมบัติไป
•    หลายเมือง–หลายพื้นที่ที่วันนี้อยู่ในไทย เคยอยู่ในอาณาจักรขอม

แม้รายละเอียดทางวิชาการจะซับซ้อนกว่านั้นมาก แต่การเล่าประวัติศาสตร์แบบเลือกเฟรมว่า “ไทยคือผู้รังแกในอดีต” ทำให้ในจิตสำนึกคนจำนวนหนึ่ง
•    ไทย = คนที่ “เคยมาเอาของเราไป”
•    ความแค้นทางประวัติศาสตร์ = เชื้อไฟพร้อมใช้ เวลาอยากระดมอารมณ์สาธารณะ

ประเด็นสำคัญคือ: ผู้มีอำนาจรู้ดีว่าเรื่องเล่าประเภทนี้ “ขายง่าย” กับมวลชน พอจะสร้างกระแสชาตินิยมทีไร “ตัวร้ายในละคร” เลยถูกเขียนชื่อว่า “ไทย” ง่ายกว่าประเทศอื่น

2. ละครชาตินิยม: มีตัวเอก มีผู้ร้าย และต้องมี “ภัยจากเพื่อนบ้าน”

ในประเทศที่การเมืองภายในตึงเครียด เศรษฐกิจไม่แน่น ประชาชนเริ่มตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจ หนึ่งในสูตรที่ใช้กันทั่วโลกคือ “สร้างศัตรูภายนอก”

เพราะเมื่อคนถูกปลุกให้กลัวภัยจากภายนอก
•    คนในชาติจะหันมาจับมือกัน
•    ความไม่พอใจเรื่องค่าครองชีพ–คอร์รัปชัน–ความเหลื่อมล้ำ จะถูกกลบไปชั่วคราว
•    ผู้นำจะใส่เสื้อ “ผู้ปกป้องชาติ” แทนชุด “ผู้ถูกตั้งคำถาม”

สำหรับกัมพูชา
•    จะไปชี้เวียดนามแรง ๆ ก็ลำบาก เพราะทั้งระบอบ “โตมาจากเวียดนาม” และผูกผลประโยชน์กันยาว
•    จะไปชี้จีนเป็นตัวร้ายก็ไม่ได้ เพราะจีนเป็นแหล่งเงิน–แหล่งลงทุน–แหล่งการเมืองระหว่างประเทศสำคัญ

เหลือไทยนี่แหละ “เหมาะสุด”
•    อยู่ใกล้
•    มีประวัติศาสตร์ที่หยิบมาเล่าในมุมเหยื่อ–ผู้รังแกได้
•    ชนแล้วไม่กระทบเส้นเลือดใหญ่ทางการเมือง–เศรษฐกิจเท่ากับชนเวียดนามหรือจีน
.
ผลลัพธ์คือ เวลาอยากปลุกชาติ–หันเหประเด็นไทยจึงกลายเป็น “ตัวร้ายประจำเรื่อง” แบบอัตโนมัติ
.
3. ทำไมไทย “เล่นแล้วคุ้ม” ในสายตานักการเมืองกัมพูชา

ในมุมของผู้นำกัมพูชา การเอา “ไทย” มาเป็นคู่กรณีมีความคุ้มแบบนี้:
1.    1) ปลุกอารมณ์ได้เร็ว
•    คนจำนวนมากมีภาพจำว่าไทยเคย “เหนือกว่า–รวยกว่า–ดูถูกเขมร”
•    แค่พูดเรื่องปราสาท–เขตแดน–ประวัติศาสตร์ ก็จุดเชื้อไฟได้ง่าย

2.    2) ปลอดภัยกว่าชนเวียดนาม
•    ไม่แตะ “ผู้มีพระคุณ” ที่ช่วยโค่นเขมรแดงและสร้างระบอบปัจจุบัน
•    ไม่แตะคู่ค้าหลักในระยะยาว

3.    3) ใช้เป็นกันชนกับแรงกดดันภายใน
•    เวลาเศรษฐกิจไม่ดี
•    เวลาโดนแรงกดจากฝ่ายค้าน–NGO–ต่างชาติเรื่องสิทธิมนุษยชน
•    ละครเรื่อง “ไทยรังแกเรา” ถูกหยิบมาเล่นเพื่อเบนความสนใจได้เสมอ
.
พูดแบบภาษาธุรกิจ: ไทยคือ “สินทรัพย์ทางการเมือง” ชิ้นหนึ่ง ที่หยิบมาใช้เมื่อไรก็ได้กระแส ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม

4. สื่อ–โซเชียล–ระบบการศึกษา คือเครื่องยนต์รีรันบท “ไทยคนร้าย”

เวลามีเหตุชายแดน หรือดราม่าเกี่ยวกับไทย สังเกต pattern ข้างล่างนี้:
•    สื่อบางส่วนรีรันภาพ–บทความที่วาดไทยเป็นผู้รุกราน
•    แพลตฟอร์มออนไลน์มี meme, โพสต์, คอมเมนต์ ที่ตบมุก “ไทยขโมยประวัติศาสตร์–เขตแดน–มรดกโลก”
•    ในระยะยาว ระบบการศึกษา–ตำรา–เรื่องเล่าในสังคมก็ช่วย “ฝังภาพ” ไทยในฐานะคนที่เคย “เอาเปรียบเขมร”

ทั้งหมดนี้เป็นเหมือน content library ที่พร้อมใช้งาน เมื่อผู้มีอำนาจต้องการกระแส ก็แค่กดปุ่มให้สื่อ–โซเชียล–โฆษกบางคนช่วยกันขยายเสียง

5. ด้านมืดของไทยเอง: ภาพจำ–คำเหยียด ที่ทำให้เรื่องยิ่งบาน

ต้องยอมรับตรง ๆ ว่า ฝั่งไทยเองก็มี “ด้านมืด” ที่ทำให้เราไปติดกับเช่นกัน:
•    คำเหยียดแรง ๆ เกี่ยวกับแรงงานเขมรที่คนไทยบางส่วนใช้กันแบบไม่คิด
•    การมองเพื่อนบ้านแบบ “ด้อยกว่า–บ้านนอก–ล้าหลัง”
•    ตัวตลก–ละคร–รายการทีวีบางยุค ที่สร้างภาพเพื่อนบ้านแบบล้อเลียน

ทั้งหมดนี้ถูก capture ไปเป็นหลักฐานง่าย ๆ ในโลกออนไลน์ แล้วถูกเอากลับไปใช้ในละครชาตินิยมฝั่งกัมพูชาว่า “เห็นไหมล่ะ คนไทยดูถูกเราแค่ไหน”

หมายความว่า ไทยเองก็มีส่วนเติมน้ำมันเข้ากองไฟ ถ้าเราไม่รู้เท่าทัน narrative ของเขา และไม่จัดการ narrative ฝั่งเราเองให้ดี

6. แล้วไทยควรทำยังไง เมื่อตัวเองถูกเขียนบทเป็นตัวร้าย?

สิ่งที่ไทยทำได้ ไม่ใช่แค่ “โกรธกลับ” หรือ “ด่าแข่ง” แต่คือการเล่นเกมในหลายระดับพร้อมกัน:
4.    1) แยก “รัฐบาล–ผู้นำ–เกมการเมือง” ออกจาก “ประชาชนเขมร”
•    อย่าตอบโต้ด้วยการเหมาเขมรทั้งชาติ
•    ต้องมองให้ออกว่าใครกำลังใช้ประชาชนตัวเองเป็นผู้ชมในละครนี้

5.    2) การทูตเชิงรุก + ข้อมูลจริง
•    ยืนยันหลักเขตแดน–ประวัติศาสตร์ด้วยเอกสาร–หลักฐาน
•    สื่อสารกับโลก ไม่ใช่เถียงกันแค่สองประเทศในโซเชียล

6.    3) จัดการภาพจำฝั่งไทยเอง
•    ลดการใช้คำเหยียดเพื่อนบ้านในสื่อ–บันเทิง–โซเชียลของเราเอง
•    เพราะสุดท้าย ภาพเหล่านี้จะถูกเอาไปใช้เป็นอาวุธกลับมาโจมตีเรา

7.    4) สร้างเวทีให้ “คนทำงาน–คนรุ่นใหม่” สองฝั่งเจอกัน
•    ยิ่งมีประสบการณ์ร่วมในเชิงบวกมากเท่าไร ละครชาตินิยมแบบเก่าก็ยิ่งขายยากขึ้นเรื่อย ๆ

7. สรุป: ไทยในฐานะ “ตัวร้ายที่ถูกเขียนบทไว้แล้ว”

ถ้าให้สรุปสั้น ๆ ว่า ทำไมไทยถึงกลายเป็นตัวร้ายประจำเรื่องในละครชาตินิยมกัมพูชา?

ก็เพราะในสคริปต์การเมืองของเขา
•    ไทยมี “ประวัติศาสตร์เวอร์ชันเหยื่อ–ผู้รังแก” ให้ดึงมาเล่าได้
•    ชนไทยแล้วผลิตคะแนนนิยมได้ โดยไม่เสี่ยงเสียเสาหลักอย่างเวียดนามหรือจีน
•    สื่อ–การศึกษา–โซเชียล ถูก set system ให้รีรันบทนี้ได้ง่าย
•    ขณะที่ฝั่งไทยเอง ก็มีภาพจำ–คำเหยียด–ความไม่รู้เท่าทัน ที่กลายเป็นวัตถุดิบให้ละครฝั่งโน้นต่อบทไปได้เรื่อย ๆ
.
ดังนั้น ไทยจึงไม่ได้เป็น “ตัวร้ายเพราะเลวโดยสันดาน” อย่างที่ละครเขียน แต่เป็นตัวละครที่ถูกเลือก เพราะเล่นแล้วคุ้มในเชิงการเมืองของเขา

โจทย์ของเราจึงไม่ใช่แค่ “เถียงให้ชนะ” แต่คือจะทำยังไงให้บทที่เขาใช้เราหากินทางการเมือง “ขายยากขึ้นเรื่อย ๆ” ในสายตาคนรุ่นใหม่ทั้งสองฝั่ง
 

มณฑลซานตงเร่งนวัตกรรมเต็มสูบ พัฒนาสินค้าไฮเทค–แฟชั่นตอบโจทย์เจ้าของ ชิงส่วนแบ่งตลาดสัตว์เลี้ยงล้านล้านหยวน ตามเทรนด์ “เลี้ยงเหมือนลูก” ดันการบริโภคโตไม่หยุด

(13 ธ.ค. 68) มณฑลซานตงทางตะวันออกของจีนกำลังเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงที่คาดว่ามูลค่าตลาดทั่วประเทศจะทะลุ 1.15 ล้านล้านหยวนภายในปี 2028 ส่งผลให้ทั้งธุรกิจอาหารสัตว์ อุปกรณ์ และสินค้าไลฟ์สไตล์เร่งปรับตัวรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงใช้กลยุทธ์ “ตอบโจทย์ความต้องการ – เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง” เพื่อดึงดูดผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว

บริษัท Taichong Pet Food ในเมืองไท่อานเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่น ด้วยการเปิดตัวอาหารสัตว์แบบนึ่งสดที่คงคุณค่าทางโภชนาการได้ถึง 98% และทำยอดขายกว่า 100 ตันในเดือนแรกของการวางจำหน่าย ความสำเร็จนี้มีพื้นฐานจากการพัฒนาสูตรใหม่ที่ใช้น้ำมันต่ำและเนื้อสด ผ่านการทดลองผลิตหลายร้อยตันจนได้มาตรฐานที่ตลาดต้องการ

นอกจากนั้น บริษัทได้ขยายไลน์สินค้าครอบคลุมทั้งแบบอบ แบบกรอบ แบบแท่ง และอาหารนึ่งสด พร้อมถือครองสิทธิบัตรกว่า 60 รายการ ทำให้สามารถพัฒนาสินค้าตอบสนองความต้องการผู้เลี้ยงได้อย่างรวดเร็ว สอดรับนโยบายภาครัฐที่ผลักดันการยกระดับการบริโภคภายในประเทศและแก้ปัญหาอุปสงค์–อุปทานไม่สมดุล

ด้านสินค้าไลฟ์สไตล์ ซานตงยังเห็นการเติบโตของสินค้าสำหรับความสุขทางใจของสัตว์เลี้ยง เช่น เฟอร์นิเจอร์แมวออกแบบพิเศษโดยบริษัท Kaigao International Trade ที่ใช้การสังเกตพฤติกรรมแมวกว่าหลายร้อยตัวในการกำหนดความสูง จุดปีน และเตียงนุ่มด้านบน จนพัฒนาเป็นสินค้าขายดี รวมถึงแบรนด์ TAORAE ที่นำงานปักฮั่นฟูโบราณมาประยุกต์เป็นเสื้อผ้าสำหรับสัตว์เลี้ยง

เทรนด์นี้ยังขยายไปสู่พื้นที่ชีวิตประจำวัน โดยห้างสรรพสินค้าในนครจี่หนานเริ่มจัดโซนรถเข็นสัตว์เลี้ยงและลิฟต์เฉพาะ รวมถึงร้านอาหารที่รองรับผู้เลี้ยงสัตว์มากขึ้น สะท้อนคำกล่าวของผู้ใช้งานรายหนึ่งว่า “ทุกวันนี้ฉันสามารถพาสัตว์เลี้ยงใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างกลมกลืน และความรู้สึกถูกยอมรับนี้คือความพึงพอใจรูปแบบใหม่ของการบริโภค”


ที่มา : Xinhua 
 

เสียชีวิตแล้วทะลุ “หนึ่งล้านนาย” “ลาฟรอฟ” ชี้ความสูญเสียยังเพิ่มต่อเนื่อง ท่ามกลางวิกฤตยืดเยื้อ ไม่เห็นจุดสิ้นสุด รัสเซีย–สหรัฐฯ ถกยาวหาทางแก้ปัญหา

(12 ธ.ย. 68) เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ระบุว่ากองทัพยูเครนมีความสูญเสียด้านกำลังคนเกินหนึ่งล้านรายแล้ว และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกล่าวว่ารัฐบาลเคียฟได้เปลี่ยนจากกองกำลังที่มีอุดมการณ์มาสู่ “องค์กรอาชญากรรม” ที่เต็มไปด้วยคอร์รัปชัน ลากผู้สนับสนุนต่างชาติให้ถลำลึกตามไปด้วย ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบที่ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด

ลาฟรอฟกล่าวต่อว่า ยุโรปไม่ได้หารือถึงสาเหตุรากเหง้าของวิกฤตยูเครน แต่เพียงต้องการ “หยุดพักชั่วคราว” เพื่อซื้อเวลาในการส่งอาวุธและเงินทุนให้เคียฟ ขณะที่การเจรจาระหว่างรัสเซียและสหรัฐมุ่งเป้าสู่การจัดการสันติภาพระยะยาวที่แก้ปัญหาตั้งแต่ต้นตอ รวมถึงการหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักประกันความมั่นคงร่วมกัน

ความตึงเครียดยังซ้ำเติมด้วยกระแสอื้อฉาวคอร์รัปชันในยูเครน ซึ่งลาฟรอฟเชื่อว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีจำเป็นต้องยืดความขัดแย้งเพื่อความอยู่รอดทางการเมืองและอาจรวมถึงชีวิตส่วนตัว นอกจากนี้รัสเซียระบุว่าได้ส่งคืนศพทหารยูเครนกว่า 11,000 นาย ขณะที่ได้รับศพทหารรัสเซียกลับมาเพียง 201 นาย

ลาฟรอฟยังเปิดเผยถึง “ความเข้าใจร่วม” ที่รัสเซียและสหรัฐเคยบรรลุในอลาสกา ซึ่งระบุว่ายูเครนควรกลับไปสู่สถานะ “เป็นกลาง–ไม่สังกัดฝ่ายใด–ไม่ใช่อำนาจนิวเคลียร์” โดยล่าสุดทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันว่าข้อเข้าใจดังกล่าวยังคงใช้เป็นพื้นฐานได้ พร้อมกันนี้รัสเซียได้เสนอมาตรการเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักประกันความมั่นคงเพื่อผลักดันสันติภาพถาวรในอนาคต

ด้านสถานการณ์ระหว่างประเทศ ลาฟรอฟกล่าวหารัฐตะวันตกว่ากำลังเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนเพื่อขัดขวางความพยายามเจรจา และเตือนว่าทรัพยากรทางทหาร–การเงินของชาติตะวันตกที่ใช้สนับสนุนสงครามตัวแทนกำลังร่อยหรอ พร้อมระบุว่าบางประเทศกำลังใช้ความตึงเครียดในยูเครนบังปัญหาในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะวิกฤตปาเลสไตน์ซึ่งยังเป็นประเด็นสำคัญระดับโลกอยู่ในขณะนี้


ที่มา : Sputnik
 

ต้านการกลั่นแกล้งฝ่ายเดียว ผลักดันภูมิภาคเปิดกว้าง รวมพลังอาเซียน–จีน หนุนสันติภาพตะวันออกกลาง

(12 ธ.ค. 68) จีนประกาศพร้อมเดินหน้าปรับแนวนโยบายพัฒนาให้สอดคล้องกับอาเซียน และร่วมกันต่อต้านการใช้อำนาจฝ่ายเดียว รวมถึงแนวคิดสงครามเย็น โดย “หวังอี้” รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ระบุว่าอาเซียนคือ “หุ้นส่วนความร่วมมือที่ใกล้ชิดที่สุด” ของจีน ระหว่างการพบปะกับดาโต๊ะ เอรีวาน เปฮิน ยูซอฟ  รัฐมนตรีต่างประเทศบรูไนดารุสซาลาม ที่กรุงปักกิ่ง

ในการหารือ จีนและบรูไนเห็นตรงกันว่าความร่วมมือที่แน่นแฟ้นจะเป็นพลังสำคัญของความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค โดยปีหน้าเป็นวาระครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ทั้งสองฝ่ายจึงเตรียมยกระดับการสื่อสารระดับสูงและความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในด้านต่าง ๆ

นอกจกานี้ หวังอี้อธิบายจุดยืนของจีนเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน โดยระบุว่าคำพูดล่าสุดของผู้นำญี่ปุ่นทำให้สถานการณ์ตึงเครียดและเกิดความเข้าใจผิดมากขึ้น พร้อมขอบคุณบรูไนที่ยืนหยัดสนับสนุนนโยบาย “จีนเดียว” มาโดยตลอด และหวังว่าบรูไนจะยังคงสนับสนุนจีนในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดนต่อไป

ด้านบรูไนระบุว่า จีนคือพลังหลักในการผลักดันความเป็นปึกแผ่นของภูมิภาค และยืนยันสนับสนุนการรวมชาติของจีน พร้อมตั้งเป้าขยายความร่วมมือในอุตสาหกรรม การเกษตร ประมง และการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม 

ทั้งสองฝ่ายย้ำเดินหน้าหารือรหัสปฏิบัติ (COC) ทะเลจีนใต้ และเห็นพ้องว่าประชาคมโลกต้องผลักดันการหยุดยิงถาวรในปัญหาอิสราเอล–ปาเลสไตน์ ตามแนวทางสองรัฐ พร้อมย้ำมาตรฐานเดียวและสร้างสันติภาพระยะยาวในตะวันออกกลาง


ที่มา : Xinhua

เติบโตสูงถึง 65% ในปีล่าสุด ประกาศเร่งขยายความร่วมมือทุกมิติ ดันเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความมั่นคง หวังยกระดับบทบาทร่วมในภูมิภาค

(13 ธ.ค. 68) รัสเซียเผยตัวเลขการค้ากับลาวในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึง 65% โดยนายเซอร์เกย์ ชอยกู (Sergei Shoigu) ประธานสภาความมั่นคงรัสเซีย ระบุว่าทั้งสองประเทศยังมีศักยภาพขยายตัวได้อีกมาก และรัสเซียพร้อมเดินหน้าทำงานอย่างเข้มข้นเพื่อผลักดันการค้าให้เติบโตต่อไป ในการพบกับนายกรัฐมนตรีลาว นายสอนไซ สีพันดอน ณ กรุงเวียงจันทน์

ระหว่างการเยือน ลาวและรัสเซียได้หารือความร่วมมือหลายด้าน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ โดยเป็นไปตามแนวทางที่ผู้นำสูงสุดของทั้งสองประเทศได้ตกลงไว้ โดยชอยกูยังขอบคุณรัฐบาลและประชาชนลาวที่รักษาและสืบทอดความทรงจำเกี่ยวกับความช่วยเหลือของสหภาพโซเวียตในอดีต

ด้านนายกรัฐมนตรีลาวได้ฝากคำทักทายอย่างอบอุ่นถึงนายกรัฐมนตรีรัสเซีย มิคาอิล มิชูสติน (Mikhail Mishustin) พร้อมย้ำว่าลาวพร้อมสานต่อความร่วมมือกับรัสเซียในทุกมิติ เพื่อผลักดันการพัฒนาและสร้างเสถียรภาพร่วมกันในภูมิภาค


ที่มา : Sputnik
 

IMF ปรับคาดการณ์การเติบโต ของ “เศรษฐกิจจีน” ขึ้น 5% ในปี 2025 สูงกว่าประมาณการเดิม 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ แสดงถึงความยืดหยุ่นโดดเด่น และนโยบายหนุน

(14 ธ.ค. 68) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปี 2568 เป็น 5% เมื่อเทียบปีต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 0.2 จุด หลังจากคณะผู้แทนกองทุนฯ เสร็จสิ้นการเยือนจีนเพื่อการปรึกษาหารือตามมาตรา 4 ประจำปี 2568

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า คณะผู้แทนกองทุนฯ นำโดยโซนาลี เชน-จันดรา หัวหน้าคณะ ได้เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งและนครเซี่ยงไฮ้ระหว่างวันที่ 1-10 ธ.ค. และจัดการหารือเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ความเสี่ยง และพันธกิจทางนโยบาย ร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลจีน ธนาคารประชาชนจีน ตัวแทนภาคเอกชน และนักวิชาการ

เชน-จันดรากล่าวว่า เศรษฐกิจจีนแสดงความยืดหยุ่นอย่างน่าทึ่ง แม้เผชิญภาวะผันผวนหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และการปรับตัวเลขคาดการณ์ประจำปี 2568 สะท้อนผลลัพธ์จากมาตรการกระตุ้นเชิงนโยบายเศรษฐกิจมหภาค โดยคณะผู้แทนกองทุนฯ ยังปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ของจีนในปี 2569 เป็น 4.5% ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.3 จุด

คณะผู้แทนกองทุนฯ ระบุว่า จีนได้กระตุ้นการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภค มีการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว การผ่อนปรนทางการเงิน และการดำเนินการแบบมุ่งเป้าเพื่อสนับสนุนการบริโภคและภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยชุดนโยบายที่เข้มข้นยิ่งขึ้นจะช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีน

ทั้งนี้ จีนตั้งเป้าหมายเศรษฐกิจเติบโตราว 5% ในปี 2568 โดยเศรษฐกิจจีนในช่วงสามไตรมาสแรก (มกราคม-กันยายน) ของปี 2568 ขยายตัว 5.2% เมื่อเทียบปีต่อปี


ที่มา : Xinhua

 

สหรัฐฯ ควรรีบฟื้นสัมพันธ์กับรัสเซีย เพราะมีความสำคัญเชิงภูมิรัฐศาสตร์ คาดเห็นการเจรจาแบบตัวต่อตัวเพิ่มขึ้น หวังร่วมมือเศรษฐกิจ ‘สหรัฐฯ–รัสเซีย’ ในอนาคต

(14 ธ.ค. 68) จอร์จ ปาปาโดปูลอส อดีตที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซีย โดยชี้ว่ารัสเซียเป็นผู้เล่นสำคัญในภูมิรัฐศาสตร์โลก และการเจรจาระหว่างสองประเทศจะมีความจำเป็นมากขึ้นในอนาคตเช่นเดียวกับที่สหรัฐฯ เคยผ่อนคลายท่าทีต่อซีเรีย

เขากล่าวว่า แนวโน้มการพบปะพูดคุยแบบตัวต่อตัวระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมกันจัดการเพื่อรักษาเสถียรภาพระหว่างประเทศ| ชีวประวัติและข้อเท็จจริง

รายงานระบุว่าเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้พบกับสตีฟ วิตคอฟ ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ และจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์ โดยใช้เวลาหารือนานกว่า 5 ชั่วโมง ครอบคลุมข้อเสนอแผนสันติภาพยูเครน และโอกาสความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคตของทั้งสองประเทศ


ที่มา : Sputnik

2 แพนด้าจีน ถูกส่งคืนก่อนกำหนด รัฐบาลโตเกียวขอให้คงอยู่ในสวนสัตว์ จีนไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของญี่ปุ่น สัมพันธ์ทั้งสองประเทศตึงเครียดและแปรปรวน

(16 ธ.ค. 68) ญี่ปุ่นเตรียมส่งแพนด้าคู่แฝด "เล่ยเล่ย" และ "เสี่ยวเสี่ยว" ที่สวนสัตว์อุเอโนะ กรุงโตเกียว กลับประเทศจีนก่อนครบกำหนดสัญญายืมตัวในเดือนกุมภาพันธ์ที่กำลังจะถึงนี้

รายงานจากสื่อญี่ปุ่นเช่น "อาซาฮี ชิมบุน" ระบุว่ารัฐบาลกรุงโตเกียวได้พยายามขอให้แพนด้าทั้งสองตัวอยู่ต่อในสวนสัตว์เนื่องจากได้รับความนิยมสูงและดึงดูดผู้เข้าชมจำนวนมาก แต่จีนไม่เห็นด้วยกับคำขอนี้ตามที่หนังสือพิมพ์ธุรกิจ "นิกเคอิ" รายงาน

ขณะที่การติดต่อขอความคิดเห็นจากรัฐบาลกรุงโตเกียวได้รับการปฏิเสธ ทั้งนี้ โตเกียวกำลังพยายามยืมแพนด้าคู่ใหม่มาแทนแต่โอกาสจะเกิดขึ้นก่อนส่งกลับแพนด้าคู่เดิมนั้นต่ำมาก

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดสองแห่งในเอเชียกำลังเผชิญความตึงเครียดหลังนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่ 'ซานาเอะ ทาคาอิจิ' ส่งสัญญาณแทรกแซงทางทหารหากเกิดการโจมตีไต้หวัน ซึ่งจีนมองว่าเป็นดินแดนของตน

สวนสัตว์อุเอโนะมีประวัติยาวนานในการใช้ "การทูตแพนด้า" ร่วมมือกับจีนและสหรัฐฯ โดย "เล่ยเล่ย" และ "เสี่ยวเสี่ยว" เกิดเมื่อปี 2021 จากแม่แพนด้า "ชินชิน" ที่ได้มาจากจีนตั้งแต่ปี 2011 และส่งกลับจีนเมื่อปีที่แล้ว
 

‘ดร.อักษรศรี’ มองปมพบอาวุธจีนพื้นที่สู้รบ ชี้ Poly Technologies ไม่มีอิสระเลือกลูกค้าเอง ต้องผ่านการคัดกรองจากรัฐและกองทัพจีน ทุกดีลสะท้อนการคำนวณ 'อำนาจและอิทธิพล'

(15 ธ.ค. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีกองทัพไทยสามารถยึดระบบขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถียุคที่ 5 รุ่น GAM-102LR สัญชาติจีนจากทหารกัมพูชาบนเนิน 500 ได้เป็นจำนวนมากเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลสาธารณะที่ยืนยันได้ว่า Poly Technologies เป็นผู้จัดส่งอาวุธให้กัมพูชาโดยตรง การยืนยันผู้จัดส่งอาวุธ ต้องอาศัยหลักฐานเอกสารไม่ใช่เพียงการพบการใช้งานอาวุธในพื้นที่ และจำเป็นต้องรอคำชี้แจงจากทางการจีน 

โดยระบุว่า ถามมาตอบไป  Poly Technologies บริษัทส่งออกอาวุธของจีนมีอิสระเชิงยุทธศาสตร์ในการตัดสินใจขายอาวุธมากเพียงใด ?

 ภูมิหลัง 
Poly Technologies ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1984 เป็นบริษัทในเครือ China Poly Group Corporation ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน 

บริษัทมีบทบาทหลักในการส่งออกอาวุธ ยุทโธปกรณ์ รวมถึงการให้บริการฝึกอบรม การซ่อมบำรุง และการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ ในระบบการเมืองของจีน การส่งออกอาวุธถือเป็นกิจกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ ไม่ใช่กิจกรรมตลาดเสรี

Key Message  
Poly Technologies มีความเป็นอิสระในการตัดสินใจขายอาวุธหรือไม่ หรือจำเป็นต้องผ่านกลไกรัฐและกองทัพ PLA

คำตอบ
Poly Technologies ไม่มีอิสระเชิงยุทธศาสตร์ในการตัดสินใจขายอาวุธ แต่มีอิสระเชิงพาณิชย์และเทคนิคภายใต้กรอบนโยบายของรัฐ พรรคคอมมิวนิสต์จีน และกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) 

การขายอาวุธของบริษัทจึงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการต่างประเทศและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของจีน มากกว่าการดำเนินธุรกิจเพื่อกำไรสูงสุด

โครงสร้างการตัดสินใจ

1) ระดับพรรคและรัฐ
การกำหนดกรอบนโยบายการขายอาวุธอยู่ภายใต้คณะกรรมาธิการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และคณะกรรมาธิการการทหารกลาง (CMC) ซึ่งกำหนดว่า จีนจะขายอาวุธให้ประเทศใด ในระดับใด และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การต่างประเทศหรือไม่

2) ระดับกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน PLA ทำหน้าที่คัดกรองด้านความมั่นคง กำหนดการลดสเปกอาวุธเพื่อการส่งออก และควบคุมการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยมีอำนาจยับยั้งดีลที่กระทบความมั่นคงของจีน

3) ระดับกลไกรัฐบาลพลเรือน
หน่วยงานด้านการค้าและการควบคุมการส่งออกของจีนดูแลเรื่องกฎหมาย ภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ และความเสี่ยงจากการคว่ำบาตร

4) ระดับองค์กร: บทบาทของ Poly Technologies
บริษัทมีอิสระในการเจรจาราคา การจัดแพ็กเกจ การบริหารสัญญา และบริการหลังการขาย แต่ไม่มีอิสระในการเลือกประเทศลูกค้าเอง

ดังนั้น นัยเชิงนโยบาย  การเจรจากับ Poly Technologies จึงอาจจะถูกมองว่าเป็นการเจรจากับรัฐจีน และการซื้อหรือรับอาวุธจากบริษัทจีนมักมาพร้อมความผูกพันทางการเมืองและความมั่นคงระยะยาว เช่น  ประเทศผู้รับอาวุธอาจเกิดการพึ่งพามาตรฐาน อะไหล่ และการฝึกจากจีน

Poly Technologies ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ปฏิบัติการเชิงพาณิชย์ภายใต้คำสั่งเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐและกองทัพจีน การตัดสินใจขายอาวุธจึงไม่ใช่ผลจากตลาดเสรี แต่เป็นผลจากการคำนวณด้านอำนาจ อิทธิพล และยุทธศาสตร์ความมั่นคงของจีน

 สรุป Poly Technologies
- ไม่มีอิสระเชิงยุทธศาสตร์ 
- มีอิสระเชิงพาณิชย์ ภายใต้กรอบรัฐ
- มีบทบาทด้านต่างประเทศ ถือเป็นเครื่องมือของรัฐโดยตรง
- การขายอาวุธของจีนสะท้อนการคำนวณเชิงภูมิรัฐศาสตร์มากกว่ากลไกตลาด

Google Translate เปิดตัวฟีเจอร์ 'แปลภาษาผ่านหูฟัง' แบบเรียลไทม์ คุณสมบัติใหม่สุดล้ำแปลได้กว่า 70 ภาษา นำร่องระบบ Android ก่อนเปิดใช้ใน iOS ปีหน้า

(ซินหัว) เมื่อวันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2568 กูเกิล (Google) ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์เวอร์ชันเบตาที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถฟังคำแปลแบบเรียลไทม์ผ่านหูฟังได้ ซึ่งเป็นความพยายามของบริษัทในการปรับปรุงบริการแปลภาษาและการเรียนรู้ภาษาให้ดียิ่งขึ้น

ฟีเจอร์ใหม่นี้ ซึ่งใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชันกูเกิล ทรานสเลต (Google Translate) จะให้การแปลแบบเรียลไทม์โดยคงไว้ซึ่งน้ำเสียง การเน้นเสียง และจังหวะการพูดของผู้พูด ทำให้เข้าใจการสนทนาได้ง่ายขึ้น

โรส เหยา รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์และการค้นหาของกูเกิล โพสต์ข้อความว่าไม่ว่าคุณต้องการสนทนาในภาษาอื่น ฟังการพูดหรือการบรรยายขณะอยู่ต่างประเทศ หรือดูรายการโทรทัศน์หรือภาพยนตร์ในภาษาอื่น ตอนนี้คุณสามารถใส่หูฟัง เปิดแอปฯ แปลภาษา กดฟังก์ชัน "การแปลสด" และฟังคำแปลแบบเรียลไทม์ในภาษาที่คุณต้องการได้

ขณะนี้ฟีเจอร์เวอร์ชันเบตากำลังทยอยเปิดให้ใช้งานบนอุปกรณ์แอนดรอยด์ (Android) ในสหรัฐฯ เม็กซิโก และอินเดีย โดยรองรับมากกว่า 70 ภาษา และใช้งานได้กับหูฟังทุกประเภท โดยกูเกิลกล่าวว่ามีแผนจะขยายฟีเจอร์นี้ไปยังอุปกรณ์ไอโอเอส (iOS) และประเทศอื่นๆ เพิ่มเติมในปี 2026
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top