Saturday, 6 June 2026
World

พัฒนานวัตกรรมปลูกผักบนเรือ ด้วยระบบหมุนเวียนลดใช้พลังงานไฟฟ้า ยกระดับคุณภาพชีวิตคนงานไกลฝั่ง ต่อยอดป้อนเกาะแล้ง-หนาวจัด และขาดน้ำ

(10 ธ.ค. 68) คนทำงานกลางทะเลลึกในเขตห่างไกลอย่างขั้วโลก ที่เคยแทบไม่ได้แตะผักสด อาจมีชีวิตง่ายขึ้น เมื่อจีนเปิดตัว “ฟาร์มอัจฉริยะบนเรือ” รุ่นใหม่ในงาน Marintec China 2025 ที่นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งระบบนี้ออกแบบโดยบริษัท China State Shipbuilding Corporation Limited (CSSC) ให้สามารถปลูกผัก ผลไม้ และเห็ดกินได้บนเรือได้ตลอดทั้งปี

หยาง เหวินอู่ (Yang Wenwu) ประธานบริษัท CSSC International Engineering ระบุว่า ไฮไลต์ของฟาร์มนี้คือระบบ ผัก–เห็ด สดที่ร่วมกันในห้องปิด เห็ดจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ขณะที่ผักใช้แก๊สนี้ไปสังเคราะห์แสง กลายเป็นวงจรแก๊สที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดการเปิด–ปิดระบบปรับอากาศและลดผลกระทบจากอุณหภูมิภายนอกที่ต่างกันมาก จึงประหยัดพลังงานกว่าระบบปลูกผักทั่วไปอย่างชัดเจน

ฟาร์มบนเรือดังกล่าวใช้วิธีปลูกแบบปลอดสารเคมี สามารถปลูกเห็ด ผัก และผลไม้ได้มากกว่า 120 ชนิด พร้อมออกแบบโครงสร้างและวัสดุให้ทนต่อสภาพแวดล้อมสุดโหดบนทะเล ทั้งไอเค็ม การกัดกร่อน และแรงสั่นสะเทือนจากคลื่นกับเครื่องยนต์ ด้านตัวเลขประสิทธิภาพ หยาง เหวินอู่เผยว่า ขณะที่ระบบปลูกผักทั่วไปทั่วโลกใช้ไฟเฉลี่ยราว 10 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อผัก 1 กิโลกรัม ระบบของจีนใช้ไฟต่ำกว่า 6 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อกิโลกรัม

ด้านนักพัฒนามองว่า นวัตกรรมนี้จะช่วยให้แรงงานนอกฝั่งและพื้นที่กันดาร ไม่ต้องรอเรือส่งเสบียงเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจจากการขาดผักสดในระยะยาว และยังสามารถต่อยอดใช้กับเกาะที่ขาดแคลนน้ำ พื้นที่แห้งแล้งลึกเข้าไปในแผ่นดิน หรือชุมชนที่เข้าถึงทรัพยากรอาหารสดได้ยาก ให้มี “ฟาร์มสดเคลื่อนที่” เป็นแหล่งผักปลอดภัยของตัวเองได้ในอนาคต


ที่มา : Xinhua
 

วอน ‘ไทย–กัมพูชา’ ยุติสู้รบ ปกป้องพลเรือน กลับสู่เส้นทางการทูต เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดกลั้น มาเลย์พร้อมเป็นตัวกลางฟื้นสันติภาพ

(8 ธ.ค. 68) นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความกังวลต่อเหตุปะทะด้วยอาวุธระลอกใหม่ ระหว่างกองกำลังไทยและกัมพูชาบริเวณชายแดน พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ โดยระบุว่าเหตุสู้รบที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง อาจบั่นทอนความพยายามรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองฝ่าย

อันวาร์ย้ำว่า ไทยและกัมพูชาเป็นทั้งพันธมิตรใกล้ชิดของมาเลเซีย และเป็นสมาชิกสำคัญของอาเซียน จึงขอเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างเต็มที่ เปิดช่องทางการสื่อสารให้กว้าง และใช้กลไกที่มีอยู่ในภูมิภาคให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมยืนยันว่า มาเลเซียพร้อมสนับสนุนทุกขั้นตอนที่ช่วยฟื้นฟูความสงบ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงซ้ำอีก

ผู้นำมาเลเซียระบุอีกว่า อาเซียนไม่สามารถปล่อยให้ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อ กลายเป็นวัฏจักรของการเผชิญหน้าได้ สิ่งเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือการยุติการสู้รบ การปกป้องพลเรือน และการกลับสู่เส้นทางการทูต ที่ยึดตามกฎหมายระหว่างประเทศและจิตวิญญาณแห่งมิตรภาพซึ่งอาเซียนยึดถือร่วมกัน

สำหรับอันวาร์เอง ถือเป็นหนึ่งในผู้นำที่มีบทบาทสำคัญบนโต๊ะเจรจา ร่วมกับสหรัฐอเมริกาและจีน ในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยระหว่างไทยและกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ จนสามารถผลักดันให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้ท่าทีล่าสุดของเขา ถูกจับตาว่าอาจนำไปสู่ความพยายามฟื้นกระบวนการสันติภาพรอบใหม่ในภูมิภาคอีกครั้ง

 

จีนส่งสัญญาณพร้อมรับการลงทุน ร่วมผลักดันรถยนต์ EV และรถอัจฉริยะ หวัง EU ถอยคนละก้าว หันคุยปมภาษี ลดศึกการค้าระหว่างสองทวีป

(9 ธ.ค. 68) จีนส่งสัญญาณพร้อมต้อนรับการลงทุนจากค่ายรถยุโรปต่อเนื่อง และชวนจับมือผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ยุครถไฟฟ้าและรถอัจฉริยะ หลัง หลิง จี (Ling Ji) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน ระบุระหว่างการประชุมทางวิดีโอกับฮิลด์การ์ด มึลเลอร์ (Hildegard Muller) ประธานสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมนี และโอลา แคลเลเนียส (Ola Källenius) ประธานสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปและซีอีโอกลุ่มเมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes Benz)

หลิง จี ชี้ว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนและยุโรปเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง จึงหวังให้สมาคมยานยนต์ของเยอรมนีและยุโรปใช้บทบาทของตัวเอง ผลักดันให้คณะกรรมาธิการยุโรปหันมาร่วมมือกับจีน เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมให้กับคดีสอบสวนอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนของสหภาพยุโรปโดยเร็ว เพื่อลดแรงเสียดทานด้านการค้า

ด้านมึลเลอร์ ระบุว่า ความร่วมมือด้านรถยนต์ระหว่างเยอรมนีกับจีนให้ผลลัพธ์เป็นรูปธรรมมานาน หลายค่ายรถเยอรมันยังคงเดินหน้าลงทุนเพิ่มในจีน และขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรจีนต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าทางสมาคมไม่เห็นด้วยกับการที่อียู (EU) จะเก็บภาษีตอบโต้การอุดหนุน (countervailing duties) ต่อรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

ขณะเดียวกัน แคลเลเนียสเผยว่า บรรดาผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปรวมถึงเมอร์เซเดส-เบนซ์ ต่างเร่งเพิ่มสัดส่วนการผลิตและการวิจัยในจีนมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้ฝังตัวอยู่ในห่วงโซ่การผลิตและซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานยนต์จีนอย่างแน่นแฟ้น และมองว่าจีนยังเป็นฐานสำคัญสำหรับยุทธศาสตร์รถไฟฟ้าของยุโรป

นอกจากนี้ ซีอีโอเมอร์เซเดส-เบนซ์ ย้ำถึงความหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะใช้ท่าทีที่เป็นรูปธรรมและยึดผลประโยชน์ร่วมกันเป็นหลัก เพื่อหาทางออกในคดีสอบสวนอุดหนุนรถอีวี และเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานต่อไป แทนที่จะปล่อยให้มาตรการภาษีกลายเป็นชนวนให้ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับยุโรปรุนแรงขึ้น


ที่มา : Xinhua

รัสเซีย GDP ชะลอตัวตามที่คาดไว้ คุมอัตราเงินเฟ้อไม่เกิน 6% ย้ำเป็นไปตามเป้าของรัฐบาล เตรียมปูทางให้กลับมามั่นคงกว่าเดิม

(9 ธ.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ระบุว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัสเซียในปีนี้เข้าสู่ช่วงชะลอตัวตามที่ประเมินไว้ โดยสอดคล้องกับแนวโน้มเงินเฟ้อที่ลดลง พร้อมประเมินว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ตลอดปีจะขยายตัวได้ราว 1% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ใกล้เคียงหรือไม่เกิน 6% ซึ่งถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาล

ปูตินกล่าวในที่ประชุมสภาว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์และโครงการระดับชาติว่า ขณะนี้รัสเซียมีเงื่อนไขและโอกาสที่จะกลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้มากขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยยังคงรักษาระดับการว่างงานให้อยู่ในระดับต่ำ พร้อมสั่งการให้เร่งเดินหน้าแผนปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจโดยทันที เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงทั้งในและนอกประเทศ

ทั้งนี้ ผู้นำรัสเซียยอมรับด้วยว่า ความท้าทายจากปัจจัยภายนอกยังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากรของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องอัตราการเกิดและแนวโน้มจำนวนประชากรในระยะยาว พร้อมย้ำว่าเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของรัสเซียคือการ “รักษาและเพิ่มจำนวนประชากร” ซึ่งรัฐบาลจะต้องวางนโยบายด้านสังคม เศรษฐกิจ และครอบครัวให้สอดรับกับโจทย์นี้อย่างจริงจัง


ที่มา : Sputnik

อดีตที่ปรึกษานโยบายทรัมป์จวก มาตรการคว่ำบาตรของอเมริกาต่อรัสเซีย ชี้ยิ่งทำให้ ‘มอสโก-ปักกิ่ง’ แข็งแกร่ง ลดไพ่ต่อรองตัวเองบนเวทีโลก

(10 ธ.ค. 68) จอร์จ ปาปาโดปูลอส (George Papadopoulos) อดีตที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศให้ทีมเลือกตั้งของ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์สื่อรัสเซีย วิจารณ์มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐต่อบริษัทรัสเซียว่า “แทบไม่ทำอะไรได้” นอกจากผลักให้รัสเซียกับจีนยิ่งใกล้ชิดกันมากขึ้น ซึ่งสุดท้ายได้กลายเป็นผลเสียต่อสหรัฐฯ เอง

ปาปาโดปูลอส ระบุอีกว่า จีนคือคู่แข่งหลักของสหรัฐอเมริกาบนเวทีโลก การผลักรัสเซียให้หันไปพึ่งพาปักกิ่งมากขึ้นไม่ได้ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองของวอชิงตันเลย ขณะที่เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์สมัยที่สองเพิ่งประกาศคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของรัสเซียอย่าง ลูคอยล์ (Lukoil) และรอสเนฟต์ (Rosneft) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลชุดนี้ใช้มาตรการเล่นงานรัสเซียโดยตรง

นอกจากนี้ ปาปาโดปูลอสมองว่า แนวทางดังกล่าวมีแต่จะทำให้แกนมหาอำนาจคู่แข่งของสหรัฐ “แข็งแรงขึ้นเมื่ออยู่ด้วยกัน” มากกว่าทำให้รัสเซียอ่อนแรงลงตามที่หวัง พร้อมเตือนว่านโยบายคว่ำบาตรแบบนี้อาจยิ่งลดพื้นที่การทูต และบั่นทอนบทบาทนำของสหรัฐฯ ในระยะยาว


ที่มา : Sputnik
 

กลายเป็นคลิปไวรัลดังทั่วโซเชียล หลังโชว์เสิร์ฟน้ำแต่พลาดต่อหน้าคนดู ชาวเน็ตจับผิด!! หุ่นทำท่าเหมือนมี VR ควบคุม ทำลายภาพฝันเรื่อง “หุ่นยนต์อัตโนมัติ” ของ Tesla

(10 ธ.ค. 68) คลิปหุ่นยนต์ Optimus ของเทสล่าล้มกลางงานโชว์ กลายเป็นไวรัลบนโซเชียลมีเดีย เหตุเกิดในงาน “Autonomy Visualized” ที่โชว์รูมเทสล่า (Tesla) ในไมอามี ซึ่งจัดขึ้นเพื่อให้คนได้เห็นการทำงานของระบบขับขี่อัตโนมัติแบบใกล้ชิด

ในคลิปหุ่นยนต์ Optimus กำลังหยิบขวดน้ำเสิร์ฟให้ผู้ร่วมงาน อยู่ ๆ ก็ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาที่ศีรษะ ท่าทางเหมือนคนกำลังถอดแว่น VR ทั้งที่จริง ๆ ไม่มีอะไรอยู่บนหัว แล้วทันใดนั้นตัวหุ่นก็เสียสมดุลและล้มทิ้งตัวหงายหลังต่อหน้าผู้ชม ทำเอาคนในงานอึ้ง ส่วนคนดูคลิปทางออนไลน์ถึงกับย้อนดูหลายรอบเพื่อเช็กว่าหุ่นทำอะไรอยู่กันแน่

คลิปดังกล่าวถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็วบน Reddit และ X (ทวิตเตอร์เดิม) ผู้ใช้จำนวนมากมองไปในทางเดียวกันว่า สิ่งที่เห็นน่าจะเป็นจังหวะที่ “คนบังคับหุ่น” หรือเทเลโอเปอเรเตอร์ ถอดแว่น VR ออกจากหัว ตัวหุ่นเลยตามแรงสั่งการสุดท้ายแล้วล้มลงไป สื่อสายเทคอย่าง Electrek ถึงกับเปรียบเทียบว่าเป็นโมเมนต์ “เปิดโปงแบบพ่อมด” ที่ทำให้ภาพฝันเรื่อง “หุ่นยนต์อัตโนมัติ” ของเทสล่าดูพร่าลงทันที ด้านข่าวลบและกระแสวิจารณ์ก็ยิ่งถาโถมใส่หุ้นเทสล่า 

นอกจากนี้ เสียงวิจารณ์จากคนในวงการเทคเองก็ไม่น้อย Cix Liv ผู้ประกอบการด้าน VR และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ โพสต์บน X ว่า “ใครยังสงสัยว่า Optimus ใช้เทเลโอเปอเรชันไหม คลิปนี้ชัดเลยว่าพอคนถอดแว่น หุ่นก็ล้ม” พร้อมปิดท้ายว่า “ฮามาก” ขณะที่ Gary Black นักลงทุนที่ปกติหนุนหุ้นเทสล่าก็เตือนว่า ถ้า Optimus ต้องใช้คนคุมแบบ 1:1 จริง ก็จะไม่มีวันเป็นสินค้าที่ขยายการผลิตได้ และไม่อาจสร้างรายได้ระดับมหาศาลอย่างที่อีลอน มัสก์เคยคาดหวัง

การเดิมพันของมัสก์กับ Optimus ไม่ธรรมดา เพราะเขามองโปรเจกต์นี้เป็นหัวรถจักรสำคัญของเทสล่าในอนาคต เขาเคยพูดถึงระดับว่า “หุ่นยนต์ตัวนี้จะช่วยยุติความยากจนได้” และผูกความสำเร็จของ Optimus ไว้กับค่าตอบแทนของตัวเองที่อาจทำให้ขึ้นแท่นเป็น “เศรษฐีล้านล้านดอลลาร์” คนแรกของโลก แม้ในอีกมุมหนึ่งเขาจะยังพยายามตีกรอบให้ Optimus เป็นงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ยังทดลองอยู่ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เทสล่าเจอข้อครหาเรื่องการ “บังคับหุ่นหลังบ้าน” ย้อนไปงาน “We, Robot” ที่สตูดิโอ Warner Bros. ในฮอลลีวูด เมื่อเดือนตุลาคม 2024 หุ่น Optimus หลายตัวถูกปล่อยให้เดินโต้ตอบกับผู้เข้าร่วมงาน สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างมากในวันจัดกิจกรรม แต่หลังจากนั้นมีรายงานออกมาว่า หุ่นหลายตัวในงานถูกควบคุมด้วยเทเลโอเปอเรเตอร์แทบทั้งสิ้น ทำให้ความเชื่อมั่นลดฮวบทันที

ด้านฝั่งผู้สนับสนุนเทสล่าโต้กลับว่า หุ่นที่ล้มในงานไมอามีเป็น Optimus รุ่นที่ 2 ซึ่งเทสล่าไม่เคยประกาศว่าทำงานได้ “ออโต้เต็มตัว” อยู่แล้ว และตอนนี้บริษัทกำลังโฟกัสอัปเกรดดีไซน์เพื่อไปสู่ Optimus รุ่นที่ 3 ที่เดิมทีตั้งใจจะเปิดตัวปลายปี 2025 แต่เลื่อนออกไปปีหน้าแทน โดยมัสก์เคยอธิบายว่า ส่วนที่ยากและทำให้โครงการช้าคือ “มือหุ่นยนต์” หรือ end effector ที่ต้องทำให้หยิบจับได้ยืดหยุ่นใกล้เคียงมือคนจริงมากที่สุด

จนถึงตอนนี้ เทสล่ายังไม่ออกมาชี้แจงโดยตรงถึงเหตุการณ์หุ่นล้มกลางงาน ขณะที่แผนธุรกิจใหญ่ยังเดินต่อ บริษัทตั้งเป้าเริ่มผลิต Optimus ในเชิงปริมาณภายในปี 2026 และเล็งตั้งราคาขายเมื่อผลิตได้จำนวนมาก ในราคาประมาณ 20,000 ดอลลาร์ (ราว 636,400 บาท) แต่หลังคลิปไวรัลครั้งนี้ คำถามเรื่องความอัตโนมัติจริง ความปลอดภัย และ “ความคุ้มค่าที่แท้จริง” ของกองทัพหุ่นยนต์ Optimus คงไม่หายไปง่าย ๆ และจะตามหลอกหลอนเทสล่าทุกครั้งที่มีเดโมใหม่ให้โลกดูอีกครั้ง

ใช้ความอดทนอดกลั้น พบกันครึ่งทาง ป้องกันไม่ให้สถานการณ์ บริเวณชายแดนบานปลาย

(9 ธ.ค. 68) กัว เจียคุน (Guo Jiakun) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่าจีนเรียกร้องกัมพูชาและไทยใช้ความยับยั้งชั่งใจและป้องกันไม่ให้สถานการณ์บริเวณชายแดนทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

กัวกล่าวถ้อยคำข้างต้นหลังจากเกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทยในช่วงไม่นานนี้ โดยกัวสำทับว่าจีนในฐานะมิตรและเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดของทั้งกัมพูชาและไทยนั้นหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถพบกันครึ่งทาง

ทั้งนี้ กัวเสริมว่าจีนจะยังคงดำเนินบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในวิถีทางของจีนเพื่อช่วยบรรเทาความตึงเครียดและสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

 

ชนกับประเทศเวียดนาม แต่กล้าเล่นเกมชายแดนกับไทย เปิดเบื้องหลัง 40 ปีที่ผูกหุ่นการเมือง และเศรษฐกิจไว้กับฮานอ

ในสายตาคนไทย หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า  “ทำไมฮุนเซนถึงกล้าเล่นแรงกับไทย แต่ไม่เคยเห็นดราม่าชายแดน–การเมืองกับเวียดนามในระดับเดียวกันเลย?”

 

คำตอบไม่ได้มีแค่ “กล้า–ไม่กล้า” แบบอารมณ์คน แต่คือโครงสร้างอำนาจ 40 ปีที่เวียดนามสร้าง–ประคอง–ผูกผลประโยชน์ร่วมกับระบอบฮุนเซน จนทั้งสองฝ่ายกลายเป็นหุ้นส่วนที่ไม่มีเหตุผลอะไรจะเปิดศึกกันเอง

 

บทความนี้ขอชวนมองแบบ “แกะระบบ” ว่า เวียดนามทำอะไรกับฮุนเซนไว้ตั้งแต่ต้น จนวันนี้กัมพูชากล้าใช้ไทยเป็นตัวละครในเกมชาตินิยม แต่ไม่เอาเวียดนามมาเล่น

 

1. จุดเริ่มต้น: ฮุนเซนคือผลผลิตของสงครามที่เวียดนามเป็นคนเปิดเกม

 

ธันวาคม 1978 เวียดนามบุกโค่นเขมรแดง เปิดทางให้ตั้งระบอบใหม่ชื่อ “สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (PRK)” ใต้การอุปถัมภ์ของฮานอย 

ในรัฐบาลใหม่นั้น ฮุนเซนถูกดันขึ้นมาเป็น รมว.ต่างประเทศตั้งแต่อายุราว 26 ปี ก่อนจะขยับขึ้นเป็นนายกฯ ในเวลาต่อมา สื่อต่างประเทศและงานวิชาการจำนวนมากบันทึกตรงกันว่า เขาคือหนึ่งในแกนนำที่เวียดนาม “เลือกแล้วว่าคุยกันรู้เรื่อง”

 

พูดแบบภาษาตรง ๆ คือ ถ้าไม่มีเวียดนามบุกเขมรแดง – ก็ไม่มีฮุนเซนในแบบที่เรารู้จักทุกวันนี้

 

เส้นทางสู่การเป็น “ผู้นำเบอร์หนึ่งของกัมพูชา” ของฮุนเซน จึงไม่ใช่เส้นทางแบบผู้นำชาตินิยมที่ลุกขึ้นสู้เวียดนาม แต่ตรงกันข้ามคือ เกิด–โต–แข็ง บนการหนุนจากเวียดนาม

 

2. วาทกรรม “กตัญญูเวียดนาม”: ประกาศกลางโลกว่าไม่มีฮุนเซนถ้าไม่มีฮานอย

 

ตลอดหลายสิบปีของการครองอำนาจ ฮุนเซนไม่เคยซ่อนความผูกพันกับเวียดนามเลย ตรงกันข้าม เขาพูดในที่สาธารณะหลายครั้งว่า:

  • ถ้าไม่มีเวียดนามเข้ามาโค่นเขมรแดง ก็ “ไม่มีฮุนเซน และไม่มีประเทศกัมพูชาในแบบวันนี้”
  • ในพิธีรำลึกชัยชนะเหนือเขมรแดง เขาย้ำซ้ำ ๆ ถึง “เลือดเนื้อของทหารเวียดนาม” ที่สละชีวิตในกัมพูชา และกล่าวขอบคุณทั้งพรรค รัฐ และประชาชนเวียดนามอย่างเปิดเผย

 

ข้อความพวกนี้คือการ “ล็อกกรอบเรื่องเล่า” ว่าเวียดนามไม่ใช่ศัตรู แต่คือเพื่อนผู้ช่วยชีวิต และการโจมตีเวียดนามแรง ๆ ในเชิงชาตินิยม เท่ากับกระทืบประวัติศาสตร์ที่ตัวเองยืนอยู่

 

เพราะฉะนั้น ถามว่า “ทำไมไม่เห็นฮุนเซนปลุกม็อบด่าเวียดนามแบบที่ด่าไทย?” ก็เพราะถ้าทำแบบนั้น ตำนานตัวเองจะพังทั้งชุด

 

3. เวียดนามไม่เล่นศึกชายแดน แต่เล่น “สัญญาเขตแดน” ให้จบ แล้วล็อกเกมยาว

 

เรื่องชายแดนกัมพูชา–ไทย กับกัมพูชา–เวียดนามมีความต่างสำคัญ:

  • ฝั่งเวียดนาม–กัมพูชา มีสนธิสัญญาเขตแดนปี 1985 มีสนธิสัญญาเพิ่มเติมปี 2005 และล่าสุดปี 2019 ทั้งสองประเทศลงนามสนธิสัญญาเสริม และแลกเปลี่ยนสัตยาบันว่าด้วยการปักปันเขตแดนบนบกเกือบทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว

 

แม้จะมีฝ่ายต่อต้านในกัมพูชาด่าแรง ว่าข้อตกลงเหล่านี้อิงเอกสารยุคเวียดนามยึดครอง และอาจกระทบอธิปไตยกัมพูชา แต่รัฐบาลฮุนเซนก็เดินหน้ารับรองในสภาแบบรวดเดียวผ่าน

 

แปลว่าในเชิงโครงสร้าง ฮุนเซนเลือก “ปิดเกมชายแดนกับเวียดนามด้วยปากกา” ไม่ใช่ด้วยปืน

 

ผลลัพธ์คือ

  • ชายแดนฝั่งเวียดนามค่อนข้างนิ่ง
  • เวียดนามพอใจที่มีเพื่อนบ้านที่ “เคลียร์แผนที่กันแล้ว”
  • ระบอบฮุนเซนได้ “การันตี” ว่าจะไม่มีเรื่องชายแดนฝั่งตะวันออกมาปั่นให้ระบอบตัวเองสั่นคลอนได้ง่าย ๆ

 

4. ผูกหุ่นทางเศรษฐกิจ: เวียดนาม = ตลาด–โรงงาน–หุ้นส่วนระยะยาว

 

นอกจากการเมืองและทหาร ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจก็ผูกกันแน่นขึ้นเรื่อย ๆ :

  • การค้ากัมพูชา–เวียดนาม โตเกินหลายเท่าในรอบสิบปี จากหลักพันล้านดอลลาร์ ไปสู่ระดับกว่าสิบพันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
  • เป้าร่วมล่าสุดคือดันตัวเลขการค้าสองประเทศให้แตะ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

ในทางปฏิบัติ เวียดนามไม่ใช่แค่ “เพื่อนการเมือง” แต่คือ

  • ทางผ่านสินค้า–โลจิสติกส์ ไปออกทะเลและเชื่อมต่อเศรษฐกิจใหญ่
  • แหล่งทุน–โครงการลงทุนของเอกชนเวียดนามในกัมพูชา
  • และเป็น “ตัวอย่างประเทศ” ที่โตเร็ว ยืนบนฐานเศรษฐกิจแข็ง

 

ดังนั้น สำหรับผู้นำแบบฮุนเซน การชนกับเวียดนามไม่ใช่แค่เรื่องศักดิ์ศรี แต่มันคือการระเบิดเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของตัวเอง

 

5. แล้วทำไมไทยถึงโดนเล่นเกมชาตินิยมบ่อยกว่าเวียดนาม?

 

ถ้าดูให้ครบทุกมิติ จะเห็น pattern ประมาณนี้:

ฝั่งเวียดนาม

  • คือผู้โค่นเขมรแดงและปั้นรัฐบาลใหม่ให้ฮุนเซน
  • มีสนธิสัญญาเขตแดนที่ฮุนเซนเองยอมรับและผลักดัน
  • ผูกแน่นด้วยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ–การเมือง

 

โจมตีเวียดนามแรง ๆ =

  • ขัดกับเรื่องเล่าที่ใช้สร้างความชอบธรรมของตัวเอง
  • เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจหนัก
  • เปิดช่องให้ฝ่ายค้านย้อนว่า “แล้ว 40 ปีที่นายอยู่ภายใต้อิทธิพลเวียดนามล่ะ?”

 

ฝั่งไทย

  • มีประวัติศาสตร์ขัดแย้งชายแดน–เขตแดน ที่หยิบมาเล่าใหม่ได้ตลอด
  • กระแสชาตินิยมต่อต้านไทยในกัมพูชาถูกผลิตซ้ำเป็นระยะ เช่น ช่วงพิพาทปราสาทพระวิหาร
  • การชี้นิ้วใส่ไทยในยามวิกฤต ช่วยสร้างภาพ “ศัตรูภายนอก” เบี่ยงความสนใจจากปัญหาเศรษฐกิจหรือการเมืองในประเทศ

 

พูดแบบไม่อ้อมค้อม: ไทยคือคู่ขัดแย้งที่ “เล่นการเมืองได้” ส่วนเวียดนามคือเสาหลักที่ “ห้ามแตะ”

 

6. เวียดนาม “ทำอะไร” กับฮุนเซนกันแน่?

 

สรุปในมุมวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง เวียดนามทำ 4 อย่างนี้กับฮุนเซน (และระบอบเขา):

  1. 1) ช่วยให้เกิดและอยู่รอด – บุกโค่นเขมรแดง และติดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ฮุนเซนเป็นแกนนำตั้งแต่แรก
  2. 2) ให้ความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ – สร้างเรื่องเล่าร่วมกันว่า “เวียดนามช่วยกัมพูชาพ้นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ซึ่งฮุนเซนพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็น narrative หลักของระบอบ
  3. 3) ปิดเกมชายแดนด้วยสัญญา – ผลักสนธิสัญญา 1985 – 2005 – 2019 ให้ชายแดนส่วนใหญ่ “นิ่ง” แล้วลิงก์เสถียรภาพนั้นเข้ากับความชอบธรรมของรัฐบาลปัจจุบัน
  4. 4) ผูกผลประโยชน์เศรษฐกิจ–การค้าในระดับโครงสร้าง – ทำให้การชนเวียดนาม = ทำลายอนาคตเศรษฐกิจของตัวเอง มากกว่าผลิตคะแนนนิยม

 

เมื่อเอาทั้งสี่ข้อนี้มารวมกัน จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นภาพชัดเจนว่า ฮุนเซนจะกล้าเล่นแรงกับไทย แต่กับเวียดนาม เขาไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่งให้ “รุกราน” ตั้งแต่แรก — เพราะทั้งตัวเขาและระบอบที่เขาสร้างขึ้นมา ถูกผูกและปั้นขึ้นมาจากฝั่งฮานอยตั้งแต่วันเกิดใหม่ทางการเมืองแล้ว

ภายในปี 2026–2027 หลัง ‘ซูบียันโต’ เข้าพบผู้นำรัสเซีย ที่กรุงมอสโก เพื่อกระชับความร่วมมือ ทั้งเรื่องพลังงาน–เกษตร–ความมั่นคง

(11 ธ.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ตอบรับคำเชิญของประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต ของอินโดนีเซีย ให้เดินทางเยือนกรุงจาการ์ตาในปี 2026–2027 โดยทั้งสองผู้นำพบปะกันที่กรุงมอสโก ซึ่งผู้นำรัสเซียกล่าวขอบคุณและยืนยันว่าจะเดินทางไปเยือนด้วยความยินดี พร้อมแสดงความเสียใจต่อเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในอินโดนีเซีย

การหารือครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องระหว่างรัสเซียและอินโดนีเซีย โดยปูตินระบุว่าทั้งสองประเทศมีแผนพัฒนาความสัมพันธ์ในหลายด้าน รวมถึงพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งรัสเซียพร้อมสนับสนุนหากอินโดนีเซียเห็นว่าเหมาะสม

ในด้านเกษตรกรรม ปูตินเผยว่าจะหารือประเด็นการส่งออกข้าวสาลีให้จาการ์ตาเพิ่มเติม แม้ปัจจุบันรัสเซียมีดุลเกินดุลทางการค้าในภาคเกษตรกับอินโดนีเซียอยู่แล้ว พร้อมย้ำว่าทั้งสองฝ่ายสามารถขยายความร่วมมือด้านเกษตรได้อีกมากในอนาคต

ขณะเดียวกัน ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศยังคงแข็งแกร่ง โดยรัสเซียมองว่าอินโดนีเซียเป็นพันธมิตรสำคัญและมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงที่เชื่อถือได้ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีซูบียันโตระบุว่าการเยือนรัสเซียครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อหารือเชิงลึกและแสดงความขอบคุณต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีที่กำลังเติบโตอย่างชัดเจนระหว่างสองประเทศ


ที่มา : Sputnik
 

จากมาตรการห้ามจับปลา ในแม่น้ำแยงซี 10 ปี เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ พร้อมหาทางออกให้ชาวประมงกว่าแสนราย มีงานรองรับ และได้รับบำนาญทั้งหมด

(11 ธ.ค. 68) รัฐบาลจีนเผยความคืบหน้าสำคัญของมาตรการห้ามจับปลาในแม่น้ำแยงซีเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งมีผลมาตั้งแต่ปี 2021 เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทางน้ำและคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ โดยกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทระบุว่าจีนสามารถผลักดันมาตรการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการอนุรักษ์และการดูแลชีวิตชาวประมงที่ต้องยุติอาชีพด้านประมง

ภาครัฐร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดมาตรการช่วยเหลือด้านอาชีพและสวัสดิการ ส่งผลให้ชาวประมง 142,000 คนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้รับการจ้างงานใหม่ครบถ้วน และชาวประมงที่มีคุณสมบัติ 220,000 คน ได้รับการขึ้นทะเบียนเข้าร่วมกองทุนประกันบำนาญแล้วทั้งหมด

ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ แม่น้ำแยงซีมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยในปี 2025 มีการปล่อยปลาสเตอร์เจียนจีนกว่า 970,000 ตัว และกว่า 60% ได้ว่ายออกสู่ทะเลผ่านปากแม่น้ำแยงซี สะท้อนการฟื้นคืนถิ่นอาศัยที่สมบูรณ์ขึ้นตามธรรมชาติ

นอกจากนี้ จีนยังเดินหน้าฟื้นฟูถิ่นอาศัยสำคัญ จัดการพื้นที่อนุรักษ์พันธุกรรมสัตว์น้ำอย่างเข้มงวด และดำเนินการเพาะพันธุ์–ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการประกาศห้ามจับปลาในพื้นที่อนุรักษ์ 332 แห่งเมื่อปี 2020 ก่อนขยายสู่มาตรการห้ามจับปลาตลอดลำน้ำสายหลักและสาขาสำคัญซึ่งมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่ 1 มกราคม 2021


ที่มา : Xinhua
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top